ล่าสุดนั้น ที่ทางมติชนออนไลน์ นำเสนอข่าวของคลองค้อ

และนภา ทางสถานี จึงมีเกมส์ให้ร่วมสนุก โดยให้ ตอบคำถามว่า ในข่าวมติชน ออนไลน์ คลองค้อ-นภาเป็นอะไรกัน ก. คู่ขวัญ ข. คู่จิ้น ตอบคำถาม แล้วแชร์โพสต์ แล้วแคปหน้าจอมาแปะในคอมเม็นต์ ในโพสต์ ในเพจ สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ปิดรับคำตอบวันที่ 1 เมษายนนี้ มีเสื้อยืดสีขาวสกรีนรูป คลองค้อให้เป็นที่ระลึก 1 ตัว

“อย่างไรก็ตาม ถึงจะดู คลองค้อ และนภา ไม่ได้ เพราะเราไม่อยากให้เข้าไปรบกวนมากเกินไป แต่ทางสถานีก็มี เสืออีก 2 ตัว คือ แตงกวา กับแตงไทย ที่เป็นเหมือนพนักงานต้อนรับ ภายในสถานี

ซึ่งใครที่เข้ามาศึกษาธรรมชาติที่นี่ จะสามารถพบกับ แตงกวา และแตงไทยได้ ทั้งนี้ เสือแตงกวา และแตงไทย ก็เป็นสัตว์ของกลาง ที่สถานีฯดูแลมาตั้งแต่ตัวเล็กๆ ขณะนี้อายุ 4 ปีแล้ว เป็นเสือที่ค่อนข้างคุ้นกับคน อย่างไรก็ตาม สถานีก็เลี้ยงในกรงมิดชิด แต่เปิดให้ประชาชนเข้าชมได้”นายตรศักดิ์ กล่าว

วันที่ 31 มีนาคม แบบจำลองสภาพอากาศ (วาฟ-รอม) ของสถาบันสารสนเทศน้ำและการเกษตร (สสนก.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ตรวจสอบพบว่า หลังวันที่ 2 เมษายน ความกดอากาศสูงจะอ่อนกำลังลง ปริมาณฝนก็จะลดลง และช่วงวันที่ 6 เมษายน พบว่ามีแนวโน้มบริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนอีกครั้งหนึ่ง

ซึ่งหากแนวโน้มดังกล่าวเป็นไปตามความคาดหมาย จะทำให้บริเวณความกดอากาศสูงค่อนข้างแรงดังกล่าวเกิดการปะทะกับลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้เกิดพายุฤดูร้อนที่มีความรุนแรง และอาจจะเกิดฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บในบางพื้นที่ ประมาณวันที่ 6-7 เมษายน ปรากฏการณ์นี้จะเกิดไล่มาตั้งแต่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลงสู่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคเหนือ

“จากนั้นประมาณวันที่ 8-9 เมษายน อุณหภูมิจะลดต่ำลง โดยที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออาจจะต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียสอีกรอบ ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯก็จะมีลุ้นว่าอาจจะมีอุณหภูมิต่ำกว่า 23 องศาเซลเซียส ดังนั้น ใช่วงวันที่ 6-7 เมษายน ขอเตือนให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประชาชนทั่วไปเตรียมการตรวจสอบความมั่นคงของสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้ใหญ่ เพื่อเตรียมรับมือกับพายุฤดูร้อนในรอบนี้” วาฟระบุ

วาฟ ระบุด้วยว่า ปรากฏการณ์ที่เดือนเมษายนยังคงมีอากาศหนาวเย็นในบางช่วงอาจจะไม่ค่อยได้พบเจอมากนัก แต่ในอดีตที่ผ่านมาก็เคยมีมาบ้างแล้ว โดยช่วงเวลานี้ยังคงมีบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาอยู่ ซึ่งนอกจากส่งผลให้ประเทศไทยมีอุณหภูมิลดลงแล้ว ยังทำให้ประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น มีอากาศหนาวเย็นและมีหิมะตกในบางพื้นที่อีกด้วย

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 30 มี.ค. ดร. อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวแจ้งข่าวจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เรื่องที่สามารถผลิตยาสเปรย์ Cannabis กัญชา บรรเทาอาการเจ็บปวดและอาเจียนจากการรักษาทางเคมีบำบัดของผู้ป่วยโรคมะเร็งได้สำเร็จ

โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างขอจดทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อให้ใช้สำหรับผู้ป่วยได้ โรคหัวใจเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของการเสียชีวิตทั่วโลก จำนวนผู้เสียชีวิตและป่วยโรคหัวใจมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี

สำหรับในประเทศไทย ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555-2559 ระบุว่า ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจกว่า 54,530 คน เฉลี่ยวันละ 150 คน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน อีกทั้งยังเป็นโรคที่เป็นสาเหตุการป่วยและเสียชีวิตของคนไทยเป็นอันดับที่สองรองจากโรคมะเร็ง

โรคหัวใจสามารถป้องกันได้ด้วยการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เพราะโรคหัวใจเป็นผลมาจากโรคอื่น ๆ ที่เกิดจากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของเรา เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือด และความอ้วน

นายแพทย์วิวัฒน์ แสงเลิศศิลปชัย จากศูนย์หัวใจโรงพยาบาลบีเอ็นเอช กล่าวว่า การที่อวัยวะทุกส่วนของร่างกายจะทำหน้าที่ได้ดีนั้น หัวใจต้องสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอโดยไม่สะดุด ดังนั้นหากหัวใจไม่แข็งแรง การทำงานของระบบอื่น ๆ ในร่างกายก็จะสะดุดตามไปด้วย เรียกได้ว่าหัวใจเป็นศูนย์กลางของระบบอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกายทั้งหมด

นายแพทย์วิวัฒน์ให้ข้อมูลว่า หนึ่งในสาเหตุการเกิดโรคหัวใจคือการรับประทานอาหาร การรู้จักเลือกรับประทานอาหารเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้ารับประทานอาหารที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายสมดุล ไม่อ้วนหรือผอมจนเกินไป จะลดความเสี่ยงในการเป็นโรคต่าง ๆ

รวมถึงโรคหัวใจด้วย เพราะโรคหัวใจเกิดจากภาวะไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และความอ้วน ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง แต่จะไม่ทานไขมันเลยก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะร่างกายจะขาดพลังงาน

“ในหนึ่งวันควรทานไขมัน 15-30% จากปริมาณแคลอรีทั้งหมด และควรเป็นไขมันดีหรือไขมันประเภทไม่อิ่มตัวมากกว่าครึ่งของปริมาณไขมันที่บริโภคทั้งหมด เพราะไขมันดีมีคุณสมบัติลด

ไขมันไม่ดีในเลือด ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ อาหารที่อุดมไปด้วยไขมันดี ได้แก่ น้ำมันมะกอก ปลาแซลมอน อโวคาโด และถั่ววอลนัต เป็นต้น” คุณหมอบอก

เนื่องจากการปลูกพืชและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในสมัยก่อนนั้นเป็นการทำเกษตรเพื่อการดำรงชีวิต ภายในครัวเรือน ต่อมาเมื่อโลกมีการพัฒนามากขึ้นการปลูกพืชและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเข้ามามีบทบาทสำคัญ กลายเป็นการประกอบอาชีพเพื่อการค้าและการทำกำไร จากสาเหตุดังกล่าวทำให้เกิดการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการเพาะปลูกเป็นอาชีพมีปริมาณมากขึ้นเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค จากกิจกรรมดังกล่าวส่งผลให้สิ่งแวดล้อมได้รับผลกระทบจากน้ำเสียที่ระบายออกมาสู่สิ่งแวดล้อม

จากปัญหาดังกล่าวจึงได้มีการคิดค้นระบบบริหารจัดการและการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อแก้ปัญหา เช่น การปลูกพืชไร้ดิน หรือ ไฮโดรโปรนิกส์ (Hydroponic) และแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ว่าด้วยการบริหารจัดการที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง และเน้นการผสมผสานระหว่างเกษตรอินทรีย์กับเทคโนโลยี จากแนวคิดข้างต้นจึงเกิดเป็นระบบอควาโปนิกส์ (Aquaponic)

จึงเป็นที่มาของการเลี้ยงปลาแบบอควาโปนิกส์ คุณดุสิต เอื้ออำนวย อาจารย์ภาควิชาผลิตสัตว์และประมง คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า เราอาจคุ้นเคยกับระบบปลูกพืชแบบไร้ดินที่เรียกว่า ไฮโดรโปรนิกส์ แต่ถ้าพูดถึงอควาโปนิกส์ หลายคนยังไม่รู้จัก อันที่จริงแล้วทั้งไฮโดรโปรนิกส์ และอควาโปนิกส์ เป็นรูปแบบการปลูกพืชที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งอควาโปนิกส์ มาจาก คำว่า Aquaculture แปลว่า การปลูกพืชร่วมกับการเลี้ยงสัตว์น้ำ ดังนั้น อควาโปนิกส์ จึงหมายถึง การรวมระบบของการปลูกพืชและการเลี้ยงสัตว์น้ำเข้าด้วยกัน ซึ่งปัจจุบันทำได้โดยการเลี้ยงปลาแบบน้ำไหลเวียนร่วมกับการปลูกพืชด้วยระบบไฮโดรโปรนิกส์

วิธีนี้เองจะทำให้พืชที่ได้รับสารอาหารที่เป็นของเสียจากบ่อปลา จำพวกธาตุอาหารหลัก เช่น ไนโตรเจน (N) ฟอสโฟรัส (P) โพแทสเซียม (K) โดยไม่ต้องใส่ปุ๋ย เพื่อบำรุงพืชตลอดระยะการเพาะปลูก ซึ่งวิธีอควาโปนิกส์นี้แตกต่างกันตรงที่ระบบไฮโดโปนิกส์ต้องใส่ปุ๋ยให้แก่พืช หลักการทำงานของวิธีอควาโปนิกส์ คือ เวลาเราเลี้ยงปลา จะมีของเสียจากปลา (เมื่อเลี้ยงไปนานๆ ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำ) ดังนั้น เราก็จะเอาน้ำเลี้ยงจากบ่อปลามาวนรดผัก พืชผักจะดูดของเสียเป็นปุ๋ย เป็นการช่วยบำบัดน้ำเสียให้ปลา ปลาก็จะปล่อยของเสียจำพวกแอมโมเนีย (NH3) รวมทั้งของเสียที่ตกค้างในระบบ จะถูกย่อยสลายกลายเป็นสารอาหารสำหรับพืช

น้ำที่เกิดจากการเลี้ยงปลาเต็มไปด้วยของเสีย และสิ่งปฏิกูลจากการขับถ่ายของปลาที่อยู่ในรูปของแอมโมเนีย อาทิ แอมโมเนีย ( NH3) ไนโตรเจน (N), ฟอสฟอรัส (F) เป็นต้น โดยสิ่งปฏิกูลของปลา จะถูกนำมาใช้เป็นปุ๋ยให้กับระบบการปลูกพืชแบบ Hydroponic ซึ่งเป็นการหมุนเวียนเปลี่ยนถ่ายน้ำ โดยรากพืชและจุลินทรีย์ที่อยู่บริเวณรากพืช จะใช้ธาตุอาหารเหล่านี้จากสิ่งปฏิกูลของปลามาเป็นธาตุอาหาร โดยบริเวณรากพืชจะมีแบคทีเรียบางชนิด เช่น Nitrifryting bacteria ซึ่งแบคทีเรียชนิดนี้จะอาศัยอยู่ตามบริเวณกรวดหินและรากพืช จะทำหน้าที่ในการเปลี่ยนสารประกอบแอมโมเนีย (NH3) ให้กลายเป็นสารประกอบพวกไนไตร์ต (NO-2) ไนเตรต (No-3) ตามลำดับ โดยพวกไนไตร์ต (NO-2) และไนเตรต (No-3) พืชสามารถนำไปใช้ในการเจริญเติบโตได้ จึงทำให้น้ำในบ่อเลี้ยงปลามีปริมาณแอมโมเนียลดลง (NH3) สามารถนำน้ำมาใช้ได้อีก

ด้าน คุณนิพนธ์ จิตตำนาน นักวิทยาศาสตร์ ประจำภาควิชาเทคโนโลยีผลิตสัตว์และประมง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า การปลูกพืชและเลี้ยงปลาระบบอคาโปนิกส์ ระบบประกอบด้วยสองส่วนหลัก คือ บ่อปลากับแปลงปลูกผักแบบไฮโดรโปรนิกส์ เหมาะสำหรับการทำเกษตรซิติ้หรือเกษตรในเมือง หรือบริเวณที่มีพื้นที่จำกัดสามารถทำได้ง่ายที่สวนหลังบ้าน ยังไม่เหมาะสำหรับการลงทุนในระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่สูง และการปลูกผักกับเลี้ยงปลาต้องสัมพันธ์กัน แต่ในต่างประเทศสามารถทำได้เพราะเป็นเขตเมืองหนาวผักที่ปลูกจะมีราคาแพง เช่น ผักสลัด แต่เราก็สามารถทำเองได้สำหรับปลูกกินเองในครัวเรือน โดยผักที่ปลูกเป็นผักสวนครัว หรือผักกินใบเพราะมีไนเตรตสูง

หลักการทำงาน คือ เวลาเลี้ยงปลา จะมีของเสียจากปลา (เมื่อเลี้ยงไปนานๆ ต้องเปลี่ยนน้ำ) ดังนั้น เราก็จะเอาน้ำเสียของปลามาวนรดผัก พืชผักจะดูดของเสียเป็นปุ๋ย เป็นการช่วยบำบัดน้ำเสียให้ปลา และไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำ ซึ่งในวันนี้จะมาแนะนำการทำอควาโปนิกส์แบบ Grow Bed (GB) ให้บ่อปลาอยู่ต่ำสุด

อควาโปนิกส์ คือ ศาสตร์ใหม่ที่ผสมผสานเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของการเลี้ยงปลาและการเพาะปลูกพืชผักแบบไม่ใช้ดิน ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะทำการเกษตรหรือเพาะปลูกพืชผักขนาดเล็กเพื่อไว้กินเองในครอบครัว จึงอาจกล่าวโดยสรุปข้อดีจากระบบอควาโปนิกส์ ได้ดังนี้

– ใช้น้ำน้อยลง เมื่อเทียบกับการเพาะปลูกพืชจากระบบปกติน้อยลงถึง 90%

-หมดปัญหาวัชพืช และปัญหาแมลงน้อยลง – ลดต้นทุนจากการเพาะปลูกโดยเฉพาะค่าปุ๋ยสำหรับพืช เมื่อเทียบการซื้อปุ๋ยสำหรับปลูกพืชในระบบไฮโดรโปนิกส์ 1 กิโลกรัม ซึ่งมีราคาแพงกว่าการซื้ออาหารปลา 1 กิโลกรัม สำหรับใช้ในระบบอควาโปนิกส์

– ความคุ้มค่าในการทำเกษตรในระบบอควาโปนิกส์ คุณจะได้ทั้งปลาและพืชผักเพื่อการบริโภคในเวลาเดียวกัน

– ระบบอควาโปนิกส์จะช่วยให้เรื่องของการเลี้ยงปลาควบคู่ปลูกผัก (ผักสวนครัว, ผักออร์แกนิกส์, ผักสลัด และผักสมุนไพร)

หากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อสอบถามได้โดยตรงที่ คุณนิพนธ์ จิตตำนาน ภาควิชาผลิตสัตว์และประมง คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โทรศัพท์ 02-329-8504, 02-329-8507 และ 02-329-8517

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นายนาจิบ บาลาลา รัฐมนตรีกิจการท่องเที่ยวของประเทศเคนยา ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 31 มีนาคมระหว่างร่วมพิธีรำลึกถึง “ซูดาน” แรดขาวเหนือเพศผู้ตัวสุดท้ายของโลกที่เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องจบชีวิตลงเพราะอายุมากเกินไปเมื่อ 11 วันก่อนหน้านี้ ที่เขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่า โอล ปาเจตา ห่างจากกรุงไนโรบีไปทางเหนือราว 250 กิโลเมตร ว่า รัฐบาลเตรียมปรับแก้กฎหมายเพื่อการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าให้เข้มข้นมากขึ้นไปอีก โดยเตรียมกำหนดโทษของผู้ที่ถูกตรวจพบว่ามีงาช้าง หรือนอแรดอยู่ในครอบครองให้สูงถึงจำคุกตลอดชีวิต เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ป่าล้ำค่าอื่นๆ ลงเอยด้วยชะตากรรมเดียวดายเป็นตัวสุดท้ายเหมือนกับซูดานอีกต่อไป

ซูดาน เป็นแรดขาวพันธุ์เหนือตัวสุดท้ายในโลก ถูกจบชีวิตลงเมื่ออายุ 45 ปี และมีเพื่อนร่วมสายพันธุ์หลงเหลืออยู่อีกเพียง 2 ตัวเป็นเพศเมียทั้งคู่คือ นาจิน อายุ 27 ปีลูกของซูดาน และ ฟูจา อายุ 17 ปีที่เป็นลูกของลูกของซูดาน ทำให้โอกาสที่จะรื้อฟื้นสายพันธุ์แรดขาวเหนือนี้ยังคงมีอยู่ แต่ต้องอาศัยไข่และน้ำเชื้อที่แช่แข็งเก็บไว้เท่านั้น

ในทศวรรษ 1970 เคนยาเคยมีแรดอยู่มากถึง 20,000 ตัวแต่ลดลงเหลือเพียง 400 ตัวในช่วงทศวรรษ 90 ก่อนที่ความพยายามอนุรักษ์จะช่วยเพิ่มประชากรแรดเป็น 650 ตัวในปัจจุบัน แต่ส่วนใหญ่เป็นแรดดำ และแม้ว่าจะยังคงมีแรดขาวอยู่เป็นพันตัวในพื้นที่ซับ-ซาฮาราของแอฟริกา แต่ทั้งหมดเป็นแรดขาวพันธุ์ใต้ ในขณะที่แรดขาวเหนือถูกล่าเอานอเกือบหมดเพราะนอมีราคาสูงถึง 50,000 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม (ราว 1.56 ล้านบาท) เคนยาเคยแก้กฎหมายอนุรักษ์ใหม่เมื่อปี 2556 เพิ่มโทษผู้ค้าเป็นจำคุกตลอดชีวิตแต่ผู้ครอบครองยังมีโทษจำเพียง 5-20 ปี

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงานวันสถาปนาครบรอบปีที่ 126 ตรงกับ 1 เม.ย. เดินทัพขับเคลื่อนภายใต้หลัก 3 ต. “ต่อ เติม แต่ง” ใช้การตลาดนำการผลิต ยกระดับคุณภาพการผลิตสินค้าเกษตร พร้อมผนึกกำลังในระดับจังหวัด หนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรในพื้นที่ให้บูรณาการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง

เมื่อวันที่ 1 เมษายน เป็นวันสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์เนื่องในโอกาสครบ 126 ปี ซึ่งในปีนี้ เริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 น. โดยนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ ศาลพระภูมิ ท้าวเวสสุวัณ ศาลตา – ยาย องค์พระพิรุณทรงนาค และองค์พระพิรุณทรงนาคในพิพิธภัณฑ์ จากนั้นได้เป็นประธานในพิธีสงฆ์ โดยได้ถวายภัตตาหาร และจตุปัจจัยเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์

อนึ่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับการสถาปนาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2435 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการเปลี่ยนแปลงชื่ออย่างต่อเนื่อง จากกระทรวงเกษตรพนิชการ มาเป็นกระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงเกษตรพาณิชยการ กระทรวงเศรษฐการ กระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงเกษตร จนมาสู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ “เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประชาชนมีความมั่นคงด้านอาหารเป็นฐานสร้างรายได้ให้แผ่นดิน” ส่งเสริมให้เกษตรกรมีการประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่มีประสิทธิภาพ เสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานอย่างเหมาะสม และยั่งยืน สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และมีมาตรฐานปลอดภัยต่อผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ

ส่งเสริมให้มีการจัดสรรทรัพยากรการผลิตทางการเกษตรและโครงสร้างพื้นฐานการเกษตรอย่างพอเพียง มีประสิทธิภาพยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดทั้งส่งเสริมให้มีการวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตรที่เหมาะสมโดยมีส่วนราชการในสังกัด จำนวน 22 หน่วยงาน

ประกอบด้วย สำนักงานปลัดกระทรวง กรมชลประทาน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมการข้าว กรมหม่อนไหม และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย องค์การสะพานปลา องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร และการยางแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาและวิจัยการเกษตร สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง และสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นายกฤษฎาเปิดเผยว่า รัฐบาลมียุทธศาสตร์ด้านการเกษตรกำหนดเป้าหมายของการปฏิรูป คือ การยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้น เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพ มีรายได้เพิ่มขึ้น หนี้สินลดลง และหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ตามแผนยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ 20 ปี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีการทำงานโดยคำนึงถึงประโยชน์ของเกษตรกรเป็นหลัก บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับเกษตรกรอย่างแท้จริง

ซึ่งปัจจุบันได้ติดตามและเร่งขับเคลื่อนโครงการสำคัญ เพื่อดูแลเกษตรกรให้มีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อาทิ โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ โครงการศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร โครงการเกษตรอินทรีย์ โครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ การพัฒนาเกษตรกรสู่ Smart Farmer ธนาคารสินค้าเกษตร การพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน GAP (Good Agriculture Practice)รวมถึงกำลังจะสร้างระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตร (Big Data on Agricultural) เพื่อให้การบริหารจัดการด้านการเกษตรมีความถูกต้อง แม่นยำ

ซึ่งการดำเนินงานจะขับเคลื่อนภายใต้หลัก 3 ต ประกอบด้วย “ต่อ เติม แต่ง” คือ เปิดกว้าง รับฟัง นำสิ่งที่ดีมาปรับปรุงพัฒนางานให้ดียิ่งขึ้น และการใช้การตลาดนำการผลิต เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ สามารถลดต้นทุนและยกระดับการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ขายได้ราคาดีและมีตลาดรองรับ

ทั้งนี้ การดำเนินงาน จะผนึกกำลังในระดับจังหวัด ส่งเสริมการปฏิบัติงานของบุคลากรในพื้นที่ให้สามารถบูรณาการทำงานร่วมกันได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ได้ปรับขั้นตอนการปฏิบัติทางราชการให้เกิดความคล่องตัวและรวดเร็วยิ่งขึ้น ยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง บนหลักความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

สำหรับนโยบายที่สำคัญในปี 2561 ได้แก่ (1) ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ และพัฒนาศูนย์เครือข่าย มีเป้าหมายรักษามาตรฐานและพัฒนา ศพก. และศูนย์เครือข่ายให้เข้มแข็ง เพิ่มบทบาทของ ศพก.ในการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร

(2) แปลงใหญ่ มีเป้าหมาย 1,838 แปลง (3) Agri-Map มีเป้าหมายในการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) ไปสู่พื้นที่เหมาะสม (S1,S2,S3) 300,000 ไร่ (4) เกษตรอินทรีย์ เพื่อยกระดับคุณภาพมาตรฐาน มีเป้าหมาย 211,219 ไร่ (5) ธนาคารสินค้าเกษตร เพิ่มขึ้นเป็น 155 แห่ง (6) เกษตรทฤษฎีใหม่ (7) ระบบส่งน้ำ/กระจายน้ำ พื้นที่ชลประทาน มีเป้าหมาย 31.95 ล้านไร่ และมีปริมาณน้ำเก็บกัก 80,833 ล้าน ลบ.ม เกษตรกรได้รับประโยชน์ 1.60 ครัวเรือน (8) แผนการผลิตข้าวครบวงจร

(9) การจัดการที่ทำกินให้เกษตรกร ยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก. สร้างระบบสาธารณูปโภคโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตรเพื่อส่งมอบให้เกษตรกร (10) จัดตั้งตลาดสินค้าเกษตร 10 แห่ง ภายใน เม.ย.60 เป้าหมาย 77 แห่ง ภายในปี 2561 (11) พัฒนายกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ 7,000 แห่ง ในปี 2560 ความเข้มแข็งของสหกรณ์ระดับ 1 และ 2 ร้อยละ 90 (12) พัฒนาข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็น Smart Officer เป้าหมาย 2,000 คน (13) Smart Farmer กำหนดเป้าหมายเกษตรกรในวัยแรงงาน (อายุ 18-64 ปี) เป็น Smart Farmer 44,306 ราย และ (14) ปรับปรุงกฎหมาย เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ

กรมทางหลวงชนบท แนะนำเส้นทางลัดเส้นทางเลี่ยง ให้กับประชาชนที่จะเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2561 ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรได้อย่างสะดวก และแบ่งเบาปริมาณการจราจรบนสายทางหลัก โดยมีเส้นทาง 8 สายหลัก ดังนี้

เส้นทางเลี่ยงจากกรุงเทพฯ สู่ภาคใต้ ภาคเหนือ ถนนนครอินทร์และถนนราชพฤกษ์
สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ไปสู่จังหวัดพื้นที่ภาคเหนือสามารถใช้เส้นทาง ได้ดังนี้ – จากถนนแจ้งวัฒนะ (สาย 304) ตรงไปแยกปากเกร็ด ก่อนถึงแยกปากเกร็ดให้ขึ้นสะพานยกระดับไปยังถนนชัยพฤกษ์ตรงไปบรรจบกับถนนราชพฤกษ์ (จุดที่ 6 ) แล้วข้ามสะพานยกระดับเข้า จ.ปทุมธานี จนไปบรรจบกับถนนสาย 345 (จุดที่ 7) ให้เลี้ยวซ้ายวิ่งตรงผ่านสี่แยกไปยังถนนสาย 340 ผ่าน จ.สุพรรณบุรีไป จ.ชัยนาท เข้าถนนเอเชีย (สาย 32)ผ่าน จ.นครสวรรค์ เพื่อเข้าสู่ภาคเหนือ – จากถนนแจ้งวัฒนะ (สาย 304) ตรงไปแยกปากเกร็ด ก่อนถึงแยกปากเกร็ดให้ขึ้นสะพานยกระดับไปยังถนนชัยพฤกษ์ ตรงไปบรรจบกับถนน

ราชพฤกษ์ (จุดที่ 6) แล้วข้ามสะพานยกระดับเข้า จ.ปทุมธานี จนไปบรรจบกับถนนสาย 345 (จุดที่ 7) ให้เลี้ยวซ้ายจนไปบรรจบกับถนนวงแหวนตะวันตก (สาย 9) แล้วเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนวงแหวนตะวันตก วิ่งตรงไปจนถึงทางต่างระดับบางปะอิน แล้วใช้ถนนพหลโยธิน (สาย 1) มุ่งหน้า จ.สระบุรี เพื่อไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือใช้ถนนเอเชีย (สาย 32) เพื่อไปสู่ภาคเหนือ – จากถนนสาธรข้ามสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไปยังถนนราชพฤกษ์ วิ่งตรงไปจนไปบรรจบกับถนนสาย 345 (จุดที่ 7) ให้เลี้ยวซ้ายวิ่งตรงผ่านสี่แยกไปยังถนนสาย 340 ผ่าน จ.สุพรรณบุรีไป จ.ชัยนาทเข้าถนนเอเชีย (สาย 32) ผ่าน จ.นครสวรรค์มุ่งหน้าสู่ภาคเหนือ