ล่าสุดผู้ประกอบการโรงปลาร้าจังหวัดสกลนครทราบข่าวจากสื่อ

ว่าปลาหมอสีมีรสชาติอร่อยเหมือนกับปลาทั่วไปจึงติดต่อผ่านนายปัญญา พ่วงสำราญ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ต.แพรกหนามแดง อ.อัมพวา ต้องการปลาหมอสีคางดำ 10 ตัน ในราคากิโลกรัมละ 10 บาท เพื่อนำไปทำปลาร้า

จึงประสานนายสุนทร รอดบุญช่วย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ต.แพรกหนามแดง มารับซื้อปลาหมอสีคางดำจากนางมยุรี มักมีสุข อายุ 53 ปี ในเนื้อที่ 50 ไร่ หมู่ 5 ต.ยี่สาร อ.อัมพวา ซึ่งตัดสินใจวิดน้ำล้างบ่อหลังจากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ปล่อยกุ้งกุลาดำและกุ้งขาวไป 6 ครั้ง รวมกว่า 5,000,000 ตัว หมดเงินไปหลายแสนบาท แต่ถูกปลาหมอสีคางดำกินหมด

อย่างไรก็ตามการวิดปลาครั้งนี้ได้ปลาหมอสี 5 ตัน ซึ่งนายปัญญาและนายสุนทรจะรวบรวมปลาหมอสีจากชาวบ้านในพื้นที่ให้ครบจำนวนตามความต้องการของเจ้าของโรงปลาร้าจังหวัดสกลนครต่อไป

นายสุนทรกล่าวว่า ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านเริ่มขยายวงกว้างมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาพอเป็นข่าวหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มาให้ความหวังชาวบ้าน แต่ก็ไม่เป็นรูปธรรม ชาวบ้านก็ยังเดือดร้อนอย่างมาก เช่นบ่อของนางมยุรีแห่งนี้เลี้ยงมา 3 ปี ปล่อยกุ้งมาหลายล้านตัว แต่วันนี้ไม่เหลือกุ้ง มีปลาหมอสีคางดำเป็นจำนวนมาก แต่การวิดบ่อครั้งนี้ต้องเสียค่าแรง 30 คน คนละ 400 บาท และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกเป็นเงินรวมกว่า 20,000 บาท จะรอภาคราชการเข้ามาช่วยก็ไม่ไหว จึงต้องดิ้นรนช่วยเหลือกันเอง

กระทั่งมีผู้ประกอบการทำปลาร้าที่จังหวัดสกลนครทราบข่าวความเดือดร้อนของเกษตรกรจึงเห็นใจติดต่อมารับซื้อปลาหมอสีคางดำไปทำปลาร้าในราคากิโลกรัมละ 10 บาท เพื่อแบ่งเบาภาระของเกษตรกร โดยไม่เกี่ยวกับภาคราชการแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามที่ผ่านมากรมประมงรับปากชาวบ้านว่าจะรับซื้อปลาหมอสีคางดำกิโลกรัมละ 20 บาท เป็นเวลา 3 เดือน แต่ขณะนี้ก็ยังเงียบไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สนพ.ได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตรวจเยี่ยมและสำรวจโครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ขนาดเล็ก และโครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ที่มีอายุการใช้งานของระบบไม่ต่ำกว่า 5 ปี จำนวน 310 แห่ง

หลังจากกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานสนับสนุนโครงการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เพื่อนำมาใช้เป็นพลังงานทดแทน ตั้งแต่ปี 2538-2556 มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,164 ฟาร์ม ทำให้บางฟาร์มมีอายุการใช้งานระบบยาวนานกว่า 10 ปี ประสิทธิภาพการผลิตก๊าซชีวภาพลดลง

ดังนั้นการตรวจสอบครั้งนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพของระบบก๊าซชีวภาพฟาร์มเลี้ยงสัตว์ผ่านการฝึกอบรม การดูแลแก้ไขปรับปรุงและบำรุงรักษาระบบ โดยเริ่มเข้าพื้นที่เพื่อสำรวจตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559 ถึงกรกฎาคม 2560

นายทวารัฐกล่าวว่า เบื้องต้นจากผลการสำรวจฟาร์ม 310 แห่ง พบว่าสามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ 24,966,810 ลูกบาศก์เมตรต่อปี แบ่งเป็นกลุ่มฟาร์มที่มีประสิทธิภาพในการทำงานของระบบสูงกว่า 80% ของกำลังการผลิต จำนวน 194 ฟาร์ม สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ 15,704,040 ลูกบาศก์ เมตรต่อปีและกลุ่มฟาร์มที่มีประสิทธิภาพในการทำงานของระบบต่ำกว่า 80% ของกำลังการผลิต จำนวน 116 ฟาร์ม ผลิตก๊าซชีวภาพได้ 9,262,770 ลูกบาศก์เมตรต่อปี

โดยฟาร์มที่อยู่ในกลุ่มประสิทธิภาพทำงานของระบบฯ ต่ำกว่า 80% ของกำลังการผลิต สามารถปรับปรุงระบบตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ที่ได้เข้าฝึกอบรมจากโครงการฯ เพื่อให้ระบบกลับมาใช้งานได้ หรือทำให้ระบบมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเป็น 80% ของกำลังการผลิต จะทำให้สามารถผลิตก๊าซชีวภาพเพิ่มขึ้นอีก 3,089,290 ลูกบาศก์เมตรต่อปี เทียบเท่าพลังงานไฟฟ้า 6,178,580 หน่วยต่อปี หรือคิดเป็น 24,096,462 บาทต่อปี

“การส่งเสริมให้มีการนำของเสีย ทั้งจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โรงงานอุตสาหกรรม มาผลิตก๊าซชีวภาพ เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน นอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหาด้านพลังงานของประเทศ ยังช่วยแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม” นายทวารัฐกล่าว

การปฏิรูปการศึกษาของไทย นับเป็นวาทกรรมที่ถูกกล่าวถึงอยู่เสมอ แต่สิ่งที่ผู้เรียน ผู้สอน ได้รับคือการเรียนที่หนักหน่วง

การแข่งขันที่สูงลิบลิ่ว และความเหลื่อมล้ำที่ยังคงกระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ ไม่นับรวมการเข้ามาของโรงเรียนเอกชน และการเรียนรู้ด้วยตนเองที่บ้าน หรือโฮมสกูล จนทำให้รูปแบบการเรียนของเด็ก ๆ เต็มไปด้วยช่องว่างและทางเลือกมากขึ้น

ดังนั้น การที่จะทำให้การศึกษาของประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า เพื่อให้ได้ผลสัมฤทธิ์ดี ทั้งคุณภาพ และความพึงพอใจของผู้เรียน อาจจะต้องเริ่มต้นจากการปรับจากสิ่งเล็ก ๆ ในห้องเรียนเสียก่อน ทั้งนี้ ในงานสัมมนา”What the world can learn from educational change in Finland”ที่จัดโดยโรงเรียนสาธิตสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (สาธิตพีไอเอ็ม) โรงเรียนมัธยมต้นแบบภายใต้การสนับสนุนของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) จึงได้เชิญกูรูทางด้านการศึกษาระดับโลก “ปาสิ ซอห์ลเบิร์ก” เจ้าของผลงาน “Finnish Lesson 2.0″มาบรรยายพิเศษถึงกรณีศึกษาการปฏิรูปการศึกษาของประเทศฟินแลนด์

“ปาสิ ซอห์ลเบิร์ก” เปิดเรื่องด้วยการคลี่คลายหัวข้อที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับระบบการศึกษาของประเทศฟินแลนด์ก่อนว่า ข้อแรกคือเรื่องที่มีสื่อนำเสนอข่าวว่าโรงเรียนในประเทศฟินแลนด์เลิกสอนนักเรียนตามวิชาต่าง ๆ แต่หันมาสอนเป็นหัวข้อแทน

“ในเรื่องนี้ผมอยากบอกว่าการเลิกเรียนเป็นวิชานั้นจะทำลายระบบการศึกษาอย่างยิ่ง สิ่งที่เราทำคือในแต่ละสัปดาห์จะมีคาบเรียนที่ไม่อยู่ในวิชาใด แต่เป็นคาบเรียนที่เกี่ยวกับความสนใจของนักเรียนเอง ตั้งแต่การคิดว่าอยากเรียนเรื่องอะไร ด้วยวิธีใด และจะประเมินอย่างไร ข้อที่สองคือ โรงเรียนในประเทศฟินแลนด์ไม่มีการบ้าน จริง ๆ แล้วเป็นไปไม่ได้เลย เพราะทุก ๆ วิชา ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์, คณิตศาสตร์, ภาษา หรือสังคมศาสตร์ ล้วนต้องการการทบทวน และต้องฝึกฝนอยู่เสมอ”

“ส่วนข้อที่สามคือ โรงเรียนที่ประเทศฟินแลนด์ใช้ครูดีที่สุด ฉลาดที่สุดเท่านั้นมาสอน สำหรับข้อนี้ผมอยากบอกว่าฟินแลนด์ให้ความสำคัญกับอาชีพครูมากก็จริง แต่ปัจจัยเรื่องบุคลากรอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะพัฒนาระบบการศึกษาทั้งระบบ ส่วนสำคัญคือนักเรียน ดังนั้น ครูทุกคนที่จะเข้ามาสู่ระบบการศึกษาจะต้องสามารถปรับการสอนให้เข้ากับนักเรียนแต่ละคนได้ เพื่อดึงความสนใจ ดึงศักยภาพของนักเรียนออกมา เพื่อให้นักเรียนเกิดความสนใจต่อวิชานั้น ๆ แม้วิชาต่าง ๆ จะเป็นวิชาที่นักเรียนไม่ถนัดก็ตาม แต่นี่คือสิ่งที่โรงเรียนคาดหวังต่อครู”

แม้ฟินแลนด์จะเป็นประเทศต้นแบบด้านการศึกษาที่ประสบความสำเร็จ แต่การนำรูปแบบการปฏิรูปการศึกษาของฟินแลนด์มาใช้ก็ไม่ได้การันตีว่าจะต้องประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน ผลตรงนี้ จึงทำให้ “ปาสิ ซอห์ลเบิร์ก” หยิบยกประเด็นเรื่องโรงเรียน หรือผู้ที่อยู่ในแวดวงการศึกษามาอธิบาย เพื่อให้ทุกอย่างเกิดขึ้นจริง โดยมีรายละเอียดดังนี้

หนึ่ง Strengthen equity – ความเท่าเทียมกันทางการศึกษา ผมมองว่าจะต้องทำให้เกิดขึ้นให้จงได้ การศึกษาจะต้องแบ่งปันทรัพยากรให้กันอย่างเท่าเทียม และเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณของโรงเรียนที่ควรจัดสรรตามความต้องการ รวมทั้งฐานะและพื้นฐานของนักเรียนที่จะต้องไม่มีผลขณะเข้ารับการศึกษา

สอง Invest in Collaboration – การลงทุนในบุคลากร เพื่อสนับสนุนนักเรียนเป็นรายบุคคล เนื่องจากนักเรียนทุกคนมีความสนใจที่หลากหลาย หากสามารถพัฒนาได้ตรงตามความต้องการจะทำให้เด็กเรียนรู้ได้เร็ว และมีความสุขขณะเรียนหนังสือ

จากรายงานการสำรวจระดับความสุข และผลสัมฤทธิ์จากการเรียนของ PISA ในปี 2015 พบว่ามีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่นักเรียนมีความสุข และมีผลสัมฤทธิ์ที่ดี หนึ่งในนั้นคือฟินแลนด์, สวิตเซอร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์ ขณะที่ประเทศไทย ผลสำรวจพบว่ามีความสุขในการเรียน แต่ผลสัมฤทธิ์อยู่ในเกณฑ์ต่ำ หรือบางประเทศที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงแต่นักเรียนกลับไม่มีความสุขจากการเรียนเลย เช่น ญี่ปุ่น, จีน, เกาหลีใต้ และฮ่องกง

ดังนั้น เราจึงต้องเพิ่มบุคลากรให้มากกว่าครูแนะแนว ไม่ว่าจะเป็นนักสังคมสงเคราะห์, นักการศึกษา เพื่อวางแผนให้โรงเรียนน่าอยู่ และน่าไว้วางใจ ทั้งสำหรับนักเรียน และครูต่อไปในระยะยาว

สาม Make well-being a priority – การให้ความสำคัญกับสุขภาวะทั้งด้านอารมณ์ และร่างกาย ที่จะต้องบรรจุอยู่ในหลักสูตร อย่างฟินแลนด์จะมีช่วงพัก 15 นาทีในทุกคาบ เพราะเห็นความจำเป็นจากการเล่น เพื่อให้เด็ก ๆ ฝึกทักษะ รู้จักควบคุมตนเองขณะอยู่ร่วมกับผู้อื่น เรียนไม่มาก แต่ได้ทักษะมาก ตรงนี้มีส่วนช่วยลดปัญหาการกลั่นแกล้งกันของนักเรียนด้วย

“นอกจากนั้น เรายังมีศูนย์สุขภาพ, ทันตคลินิก เพื่อดูแลนักเรียน เพราะเด็ก ๆ ในปัจจุบันมีปัญหาด้านโภชนาการ รับประทานอาหารไม่มีประโยชน์ จึงทำให้ป่วยบ่อย จนต้องขาดเรียนในที่สุด”

สิ่งเหล่านี้แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่กระนั้น ทำให้เห็นว่าการศึกษาของฟินแลนด์ไม่ได้มุ่งเน้นแต่เฉพาะเรื่องการศึกษาเพียงอย่างเดียว หากยังเน้นการแสวงหาความสุข สนุกกับการเรียน โดยมีครูเป็นสะพานเชื่อมโยงเพื่อนำนักเรียนก้าวข้ามไปหาความรู้อย่างมีชั้นเชิง

จนที่สุดก็ทำให้โลกการศึกษาของฟินแลนด์ประสบความสำเร็จดั่งที่ทุกคนเห็น ปัญหาเชื้อดื้อยา เป็นปัญหาวิกฤตร่วมของคนทั่วโลก เพราะส่งผลต่อชีวิตของคนทุกคน เนื่องจากการใช้ยาปฏิชีวนะ หรือยาต้านแบคทีเรียมากจนเกินความจำเป็น ย่อมทำให้เชื้อแบคทีเรียพัฒนาตัวเองจนสามารถสู้กับยาปฏิชีวนะได้ หรือที่เรียกว่า ดื้อต่อยา

เกิดคำถามว่าการดื้อต่อยาจะส่งผลอย่างไร ง่ายๆ ยาปฏิชีวนะทุกวันนี้ ทางบริษัทผู้ผลิตไม่มีการพัฒนายารูปแบบใหม่ๆ ดังนั้น หากเราดื้อต่อยากลุ่มเดิม โอกาสในการรักษาโรคให้หายก็จะน้อยตามไปด้วย ซึ่งในต่างประเทศมีความกังวลในเรื่องนี้ เนื่องจากพบแบคทีเรียดื้อต่อยาเพิ่มขึ้น หรือที่เรียกว่า ซุปเปอร์บั๊ก (Superbug) อย่างสหรัฐอเมริกา โดยศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคของสหรัฐ (ซีดีซี) ได้ประกาศพบผู้ป่วยที่ดื้อต่อยาวัย 70 ปี และได้เสียชีวิตลงเมื่อช่วงเดือนกันยายน 2559 จากการติดเชื้อแบคทีเรียระดับซุปเปอร์บั๊ก ซึ่งเป็นการดื้อยาระดับสูง

อย่างไรก็ตาม จากผลการศึกษานโยบายการส่งเสริมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล ของสำนักสนับสนุนระบบบริการยาและเวชภัณฑ์ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และศูนย์วิจัยผลลัพธ์ทางสุขภาพและโอสถกรรมานุบาล คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา พบว่า ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาประมาณ 700,000 คน/ปี หากไม่มีการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง คาดว่าในปี ค.ศ. 2050 การเสียชีวิตจะสูงถึง 10 ล้านคน

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลปี 2552 พบมีการผลิตและนำเข้ายาปฏิชีวนะสูงมากถึง 11,000 ล้านบาท และมีการนำยากลุ่มนี้กว่า 47 ชนิด มาใช้กับผู้ป่วยในโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ส่วนคลินิกและร้านขายยามีการจ่ายยาปฏิชีวนะให้แก่ผู้ป่วย 35-36 ชนิด และพบว่ามีการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่สมเหตุสมผลในสถานพยาบาลทุกระดับ โดยพบการใช้ยาดังกล่าวอย่างไม่สมเหตุผลจำนวนสูงถึงร้อยละ 25-91 และจากสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ปัญหาเชื้อดื้อยาในประเทศไทยมีแนวโน้มมากขึ้น โดยในปี 2553 ได้มีการศึกษาใน รพ.ทุกระดับจำนวน 1,023 แห่งถึงผลกระทบของการติดเชื้อดื้อยา ซึ่งพบผู้ป่วยที่ดื้อต่อยาจำนวน 87,751 ครั้ง ส่งผลทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อดื้อยาเสียชีวิต 38,481 ราย เฉลี่ยวันละ 104 คน

ปัญหาดังกล่าวทำให้หลายองค์กรต่างหันมาให้ความสนใจและหามาตรการป้องกัน ซึ่งล่าสุดมี 25 องค์กรที่ร่วมประกาศเจตนารมณ์การขับเคลื่อนงานเพื่อแก้ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) แพทยสภาเครือข่าย รพ. กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHosNet) ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) องค์การอนามัยโลก (WHO) เป็นต้น เพื่อร่วมแก้ปัญหาดังกล่าว

ภก.คณิตศักดิ์ จันทราพิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนระบบบริการปฐมภูมิ สปสช. กล่าวว่า ทาง สปสช.มีหน้าที่ในการจัดซื้อยาโดยการจัดสรรเงินให้กับทาง รพ. ซึ่งจะแบ่งส่วนหนึ่งจากงบเหมาจ่ายรายหัวออกมาเป็นตัวกำหนดการจ่ายเงินให้ รพ. ว่า หากใช้ยากลุ่มปฏิชีวนะน้อยลงจะได้เงินเพิ่มตามสัดส่วนที่กำหนด โดยมียา 2 กลุ่ม คือ โรคทางเดินหายใจหรือโรคหวัด และโรคเกี่ยวกับท้องร่วง เนื่องจากโรคเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเป็นส่วนใหญ่ แต่ร้อยละ 90 เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

ผศ.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) อธิบายว่า คนไทยมักมีความเชื่อว่ายาปฏิชีวนะเป็นยาครอบจักรวาล ไม่ว่าเป็นอะไรก็กินยาแก้อักเสบ ซึ่งไม่ใช่เลย เพราะแท้จริงแล้วคำว่า “ยาแก้อักเสบ” เป็นคำติดปากที่ได้ยินคนเรียกกันบ่อย และเรามักคุ้นกับความรู้ที่ว่าเจ็บคอหรือบาดเจ็บให้กินยาแก้อักเสบกันไว้ แต่เราไม่ได้รู้ว่าบางครั้งเรากำลังเรียกยาปฏิชีวนะว่า “ยาแก้อักเสบ” ซึ่งไม่ถูกต้องและนำมาใช้เกินกว่าเหตุ เพราะเกิดความเข้าใจผิดว่า เมื่อเป็นหวัด คออักเสบต้องกินยาแก้อักเสบโรคนี้ถึงจะหาย ทั้งที่ยาปฏิชีวนะไม่ใช่ยาแก้อักเสบ เพราะการอักเสบแบ่งได้ 2 ประเภท คือ 1. ติดเชื้อแบคทีเรียรักษาได้ด้วยยาต้านแบคทีเรียที่ไม่ใช่ยาแก้อักเสบ เช่น ปวดบวมตามข้อ 2. อักเสบแบบไม่ติดเชื้อ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาต้านแบคทีเรีย ร่างกายของมนุษย์มีภูมิที่สามารถหายเองได้ หากมีการพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ แต่การกินยากันไว้โดยไม่จำเป็นอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อดื้อยาได้ง่ายขึ้น

การกินยาปฏิชีวนะต้องเฉพาะเมื่อมีอาการเจ็บป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเกิดจากการติดเชื้อ และโรคติดเชื้อแต่ละชนิดมีสาเหตุจากเชื้อโรคที่แตกต่างกัน แพทย์ต้องเป็นผู้วินิจฉัยโรคติดเชื้อก่อนที่จะสั่งยาปฏิชีวนะให้กับผู้ป่วย ไม่ใช่ว่าเราจะสามารถกินยาปฏิชีวนะตัวใดก็ได้ เช่น ถ้าติดเชื้อแบคทีเรียก็ต้องใช้ยาต้านแบคทีเรีย ถ้าติดเชื้อไวรัสก็ต้องใช้ยาต้านไวรัส เป็นต้น

โดย ผศ.ภญ.นิยดาบอกถึง 10 พฤติกรรมที่เป็นต้นเหตุเชื้อดื้อยา คือ 1. ซื้อยาต้านแบคทีเรียมากินตามคนอื่น 2. หยุดกินยาต้านแบคทีเรียเมื่ออาการดีขึ้น กลไกการทำงานของยามีผลต่อเชื้อโดยตรง ไม่ได้มีผลต่อคน ดังนั้นต้องกินยาจนหมดตามที่กำหนด เพราะเชื้อยังถูกกำจัดจากร่างกายไม่หมด จึงเป็นเหตุให้กลายพันธุ์เป็นเชื้อดื้อยาได้ 3. ซื้อยาปฏิชีวนะกินเองตามที่เคยได้รับจากบุคลากรทางการแพทย์ครั้งก่อนๆ การกินยานั้นต้องให้ตรงกับโรคที่เป็น ควรให้แพทย์วินิจฉัยไม่ควรไปซื้อยากินเอง 4. เคยอมยาอมที่ผสมยาปฏิชีวนะต้านเชื้อโรค ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยา เพราะเป็นการใช้ยาในขนาดที่ไม่เหมาะสมแล้วยังเป็นการใช้ยาเกินจำเป็นด้วย 5. เปลี่ยนไปใช้ยาต้านแบคทีเรียที่แรงกว่าเดิม เพราะเห็นว่ากินแล้วไม่หาย การรักษาต้องใช้เวลาพอสมควรจึงจะดีขึ้น ดังนั้นการเปลี่ยนยาที่แรงขึ้นอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้

6. เคยเอายาต้านแบคทีเรียมาโรยแผล นอกจากจะเป็นการรักษาที่ผิดวิธีแล้วยังส่งผลให้แผลติดเชื้อและเชื้อในแผลพัฒนาตัวเองไปสู่การดื้อยา 7. ใช้ยาต้านแบคทีเรียผสมในอาหารสัตว์ เป็นการใช้ยาที่ผิดและไม่ได้ผล ทำให้เนื้อสัตว์ที่เรากินเข้าไปอาจจะเป็นเนื้อสัตว์ที่ป่วยจากเชื้อดื้อยาก็เป็นได้ 8. ใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่ทราบชื่อสามัญของยา พฤติกรรมนี้เสี่ยงต่อการแพ้ยาและใช้ยาไม่ตรงกับเชื้อโรคด้วย

9. เคยไปซื้อยาแก้อักเสบมากินเอง เพราะหากเป็นการอักเสบแบบไม่ติดเชื้อก็ไม่ควรกินยาแก้อักเสบเพื่อรักษาอาการ และ 10. การไม่แนะนำผู้ที่ใช้ยาต้านแบคทีเรียให้ใช้ยาอย่างเหมาะสม ทำให้ประชาชนในสังคมขาดความรู้ในการใช้ยาและพัฒนาไปสู่การป่วยเชื้อดื้อยาได้ ทุกครั้งที่เดินทางไปต่างจังหวัด และมีโอกาสพูดคุยกับคนรุ่นใหม่ๆ

ผมรู้สึกว่าทำไมตอนที่เราอายุเท่าเขาจึงไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย ดูหนัง ละคร ฟังเพลงไปเรื่อยเปื่อย เพราะสมัยผมมักจะมีเทศกาลหนังของประเทศต่างๆ มาฉายให้ดูฟรีอยู่บ่อยครั้ง ส่วนละคร พรรคพวกเพื่อนฝูงหลายคนอยู่ในวงการละครเวทีอยู่แล้ว ก็เลยมีโอกาสติดสอยห้อยตามดูฟรีอยู่บ่อยๆ

ซึ่งเหมือนกับดนตรี คาราวาน, คีตาญชลี, คนด่านเกวียน ไปเล่นที่มหา’ลัยไหน ผมมักจะไปฟังฟรีบ่อยๆ เช่นกัน เพราะนักศึกษาที่ทำกิจกรรมของแต่ละมหา’ลัยมักคุ้นหน้าคุ้นตากัน

ถ้าจะเสียเงินจริงๆ คงเป็นหนังสือนั่นแหละที่ต้องซื้อเอง แต่ก็ต้องแลกกับการอดมื้อกินมื้ออยู่บ้าง

ซึ่งผมก็ยอมทุกเดือน เพื่อจะได้อ่านวรรณกรรมชั้นดีจากต่างประเทศบ้าง ในประเทศบ้าง จนทำให้ผมคิดต่อมาในระยะหลังๆ ว่า…ไม่รู้นิสิต นักศึกษาสมัยนี้ เขาเป็นอย่างเราบ้างหรือไม่

อาจจะเป็นก็ได้

หรือไม่เป็นก็ได้ เพราะทุกอย่างอยู่ในสมาร์ทโฟนหมดแล้ว คงเหมือนกับที่ผมไปเจอน้องคนหนึ่งที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังแถวกล้วยน้ำไท ที่ตอนหลังมาเปิดวิทยาเขตแถวรังสิต

เขาเรียนอยู่ปี 4

แต่เริ่มทำธุรกิจจริงๆ ตั้งแต่ตอนอยู่ ม.6 ตอนนั้นเป็นการลองผิดลองถูก จนเมื่อเขามาเรียนหนังสือที่เกี่ยวกับหลักสูตรการเป็นเจ้าของธุรกิจแต่เยาว์วัย ก็ทำให้มุมมองของเขาแจ่มชัดขึ้น

เพราะเขาต้องเสนอโครงการให้อาจารย์ทราบก่อน

ฟังแรกๆ ผมคิดว่าคงเป็นแค่โครงการเล็กๆ ขายเสื้อยืด ตุ๊กตา ขายของแฟชั่นออนไลน์ตามที่คนรุ่นใหม่ชอบทำ เพราะไม่ได้ใช้ทุนรอนมากมาย แต่พอคุยกับเขา จึงทราบความจริงว่า…โปรเจ็กต์ที่เสนออาจารย์คือการทำไร่กาแฟขี้ชะมด

บนเนื้อที่กว่า 400 ไร่

โดยเขาแบ่งพื้นที่ออกเป็นเฟสๆ แต่ละเฟสถูกออกแบบแตกต่างออกไป พื้นที่ปลูกกาแฟคือพื้นที่ใหญ่ที่สุด ต่อจากนั้น เขาจะสร้างอาคารโอท็อป เพื่อให้ชาวบ้านนำผลิตผลอินทรีย์ในหมู่บ้านมาขาย โดยไม่คิดค่าเช่า

ส่วนที่เหลือบางส่วนจะทำสวนสัตว์

มีกิจกรรมขี่ม้า นั่งรถม้าให้เด็กๆ นั่งด้วย

พร้อมกันนั้น เขาจะปลูกดอกไม้นานาชนิดเพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้ามาถ่ายรูป มีลานกิจกรรมต่างๆ ที่สำคัญ เขามีความเชื่อมโยงกับบ้าน วัด โรงเรียน (บวร)

เพราะพื้นที่แถบนี้คือแหล่งอารยธรรมโบราณเก่าแก่ของชุมชนเผ่าไทโส้ ดังนั้น ประเพณีวัฒนธรรมเก่าๆ จึงถูกซ่อนตัวอยู่ โดยผ่านการแต่งกาย การร้องรำทำเพลง ภาษาพูด และการสืบสานพระศาสนา

โดยมีประชาชนในชุมชนทั้งหมดมีความคิดเห็นไปในทางเดียวกัน เพราะต้องการพัฒนาหมู่บ้านของเขาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของจังหวัด

คงอยากรู้แล้วสิครับว่าผมกำลังพูดถึงที่ไหน?

หมู่บ้านโพนสวรรค์ อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม ครับ ที่นี่นอกจากจะเป็นที่ตั้งของ ไร่กาแฟขี้ชะมดบลูโกลด์ (Blue Gold) ที่มีชื่อเสียงของอำเภอ หากทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนเกิดขึ้นจากความรักในการทำธุรกิจของ “เฟลม” เกียรติศักดิ์ คำวงษา ซึ่งกำลังจะสำเร็จการศึกษาในปีนี้

เพราะเด็กๆ เขาเคยช่วยพ่อแม่ทำธุรกิจก่อสร้างมาก่อน

เขารู้ถึงความลำบาก และความยากจนดี โดยเฉพาะเมื่อพ่อเขาต้องจากไปตอนที่เฟลมอายุเพียง 10 กว่าขวบ กอปรกับแม่มีหนี้สินติดตัวจากการทำโครงการก่อสร้างกว่า 50 ล้านบาท

ตอนนั้นน้องสาวเขายังเล็กมาก

เขากับแม่จึงต้องช่วยกันปลดหนี้สินก้อนโตนี้ให้ได้ และที่สุด เขาใช้เวลาเพียง 3 ปีจึงชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ ก่อนที่จะหันไปทดลองทำธุรกิจที่แตกต่าง

เฟลมเชื่อว่าการทำธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ ต้องมีความแตกต่างจากธุรกิจทั่วไป และถ้าจะให้ดี ควรทำธุรกิจพรีเมียม

เขาเสิร์ชหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต เว็บแทงบอลออนไลน์ จนที่สุดจึงพบว่ากาแฟขี้ชะมดเป็นกาแฟแพงที่สุดในโลก นอกเหนือจากอินโดนีเซียและเวียดนามที่เป็นแหล่งเพาะปลูกใหญ่ที่สุดของโลกแล้ว ประเทศไทยยังไม่มีใครทำจริงจัง เฟลมจึงลงมือศึกษาเรื่องนี้อย่างเป็นจริงเป็นจัง พร้อมๆ กับทดลองปลูกกาแฟโรบัสต้า และเลี้ยงชะมดไปพร้อมๆ กันบนที่ดินของเพื่อนแม่ประมาณ 10 ไร่ใน จ.เลย

ปรากฏว่าเป็นไปตามสิ่งที่เขาคาดการณ์

ที่สุดเขาจึงเริ่มปลูกกาแฟขี้ชะมดอย่างจริงจังบนที่ดินของคุณตาที่โพนสวรรค์ เพราะที่นี่นอกจากจะมีชะมดซึ่งเป็นสัตว์พื้นบ้านอยู่แล้ว เขายังเลี้ยงระบบเปิด โดยปล่อยให้ชะมดอยู่กินกันอย่างธรรมชาติ

จนที่สุดผลผลิตใน 1 ปีที่เขาทำเริ่มออกดอกออกผล เพราะกาแฟขี้ชะมดขายได้กิโลกรัมละ 50,000-100,000 บาท เพียงแต่ตอนแรกที่ดินยังไม่มากเท่านี้ เขามาซื้อเพิ่มภายหลัง กระทั่งเป็น 400 ไร่ในปัจจุบัน

ตอนนี้เฟลมไม่เพียงเปิดร้านกาแฟภายในไร่ เขายังต่อยอดและสร้างแบรนด์บลูโกลด์ จนเริ่มเป็นที่รู้จักสำหรับคอกาแฟขี้ชะมดไปแล้ว

ทั้งยังมีร้านกาแฟขี้ชะมดบลูโกลด์ แถวซอยประดิษฐ์มนูธรรม 15 แขวงลาดพร้าว ในมหานครกรุงเทพฯ อีกด้วย

สำคัญไปกว่านั้น เขายังพัฒนากาแฟขี้ชะมดออกเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย ทั้งในรูปแบบบรรจุซองในกล่องเล็กๆ, กล่องพรีเมียม พร้อมชุดชงกาแฟ, กาแฟขวดขี้ชะมด, สบู่ขี้ชะมด และอื่นๆ อีกมากมายที่จะตามมา

ผมฟังเขาเล่า

เห็นในสิ่งที่เขาทำ

และความมุ่งมั่นที่สัมผัสได้ของเขา ผมก็รู้ในบัดนั้นว่าเด็กหนุ่มคนนี้ไม่ธรรมดาเลย อายุเพียง 22 ปี แต่มีความกระหายในความสำเร็จทางธุรกิจอย่างมาก

ผมเห็นแล้วก็ชื่นใจแทนแม่ของเขาที่เลี้ยงลูกมาดี

ทั้งยังชื่นใจแทนคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจ และการบริหารกิจการของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่สร้างหลักสูตรนี้ขึ้นมา จนทำให้เด็กรุ่นใหม่กล้าที่จะนำองค์ความรู้ไปต่อยอดจนประสบความสำเร็จในธุรกิจ

นับถือจริงๆ

และทั้งหมดนี้ คือ สิ่งที่ผมได้จากการเดินทางไปต่างจังหวัด และมีโอกาสพูดคุยกับคนรุ่นใหม่ๆ ที่น่าสนใจคนหนึ่ง