ล่าสุด คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.)

ได้ประชุมเมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา โดยมีการรายงานตัวเลขผลผลิตปาล์มน้ำมันปี 2561 น่าจะมีปริมาณ 15.18 ล้านตันหรือมากกว่าปีที่ผ่านมาที่มีผลผลิตอยู่ที่ประมาณ 14.24 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 “จากปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันทั้งหมด 15.18 ล้านตัน ทำให้เรามีปริมาณน้ำมันปาล์มดิบ 2.67 ล้านตัน เมื่อรวมกับสต๊อกคงเหลือที่สูงถึง 480,000 ตัน เท่ากับปีนี้ไทยจะมีสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบทั้งหมด 3.15 ล้านตัน หักความต้องการใช้ภายในประเทศที่ 2.34 ล้านตันก็จะเหลือปริมาณสต๊อกสำรองในระดับสูงถึง 810,000 ตันจากปริมาณสต๊อกสำรองปรกติที่ควรจะอยู่ไม่เกิน 250,000 ตัน” นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าว

โดยประเด็นปัญหาสำคัญขนาดนี้ก็คือ จะทำอย่างไรกับปริมาณสต๊อกคงเหลือน้ำมันปาล์มดิบในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นมาก ซึ่งตามปรกติจะมีทางเดียวก็คือ การส่งออกไปต่างประเทศ แต่ขณะนี้

ก็ไม่สามารถส่งออกได้มากนักเนื่องจากราคาน้ำมันปาล์มดิบตกต่ำ ประกอบกับราคาน้ำมันปาล์มดิบไทย “ใกล้กับ” ราคาน้ำมันปาล์มดิบมาเลเซียมากโดยจะเห็นได้ว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมามีการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไป 86,430 ตัน เดือนกุมภาพันธ์ส่งออกได้ 66,000 ตันและคาดการณ์เดือนมีนาคมจะส่งออกได้แค่ 39,000 ตันเท่านั้น

ด้านนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา กรมการค้าภายในได้หารือผู้ประกอบการเพื่อแก้ไขปัญหาปริมาณน้ำมันปาล์มส่วนเกิน ส่งผลให้ราคาปาล์มภายในประเทศลดลง โดยที่ประชุมมีมติให้ประกาศราคารับซื้อน้ำมันปาล์มดิบกำหนดให้โรงงานกลั่นน้ำมันปาล์ม-ผู้ผลิตไบโอดีเซล (บี100)-ผู้ประกอบการซื้อหรือขายน้ำมันปาล์ม (trader หรือ broker) -ผู้ซื้อน้ำมันปาล์มดิบทั่วไป ต้องรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบที่ส่งมอบ ณ กรุงเทพมหานครและปริมณฑลในราคาไม่ต่ำกว่า กก.ละ 19.00 บาท (ทบทวนราคาทุก 2 สัปดาห์) “หากพบว่า ผู้ประกอบการรับซื้อต่ำกว่าราคาที่กำหนดอาจเข้าข่ายกระทำความผิดตามมาตรา 29 พ.ร.บ.ราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” นายบุณยฤทธิ์กล่าว

แหล่งข่าวจากวงการค้าปาล์มน้ำมันให้ความเห็นถึงการ “บังคับ” ให้ผู้ประกอบการต้องรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบที่ กก.ละ 19 บาทว่า “เป็นเรื่องแปลก” เนื่องจากที่ผ่านมาจะใช้คำว่า “ราคาแนะนำ” เท่ากับว่า กรมการค้าภายในกำลังพยายามให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบเป็นสินค้าควบคุมราคา แต่อย่างใดก็ตามต้องดูประกาศของคณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าก่อนว่า จะเขียนออกมาอย่างไร (ประกาศกำหนดราคาผลปาล์มและราคา CPO) จากที่ก่อนหน้านี้มีเพียงประกาศ กกร. ฉบับที่ 47 พ.ศ. 2561 เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขในการรับซื้อ และการแสดงราคารับซื้อ สินค้าและผลปาล์มน้ำมันตามอัตราน้ำมันตั้งแต่เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18, 19, 20, 21 และ 22 โดยให้ปรับราคาเพิ่มขึ้น กก.ละ 0.30 บาททุก 1% พร้อมทั้งให้ปิดป้ายแสดงราคารับซื้อ ณ สถานที่และจุดรับซื้อเท่านั้น

ด้านแหล่งข่าวจากกลุ่มโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ กล่าวว่า ปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบในประเทศยังคงอยู่ในระดับสูงประมาณ 380,000 ตันจากที่เคยพุ่งขึ้นสูงในระดับ 400,000 ตัน

และลดลงมาจากการส่งออกไปได้บ้างในช่วงจังหวะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบของไทย “ต่ำกว่า” มาเลเซีย โดยปริมาณสต๊อกลงเหลือที่สูงมากประกอบกับราคาน้ำมันปาล์มดิบตลาดโลกตกต่ำจะส่งผลกดราคารับซื้อผลปาล์มสดของเกษตรกร และภาวะแบบนี้จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตปาล์มในประเทศออกสู่ตลาดสูงสุดหากยังไม่สามารถระบายสต๊อกคงเหลือออกไปได้

“ยอมรับว่า ช่วงปีนี้ผลปาล์มของเกษตรกรออกสู่ตลาดมากเป็นประวัติการณ์ ที่ผ่านมาโรงสกัดน้ำมันปาล์มต้องเปิดหีบตลอดเวลา โดยผลปาล์มทะลายที่ออกมาจะเป็นผลปาล์มที่ปลูกรุ่นใหม่ได้เปอร์เซ็นต์น้ำมันน้อย ส่วนผลปาล์มรุ่นเก่าจะออกช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตอนนั้นสถานการณ์ราคาจะแย่ยิ่งกว่านี้อีก”

ส่วนกรณีที่จะบังคับให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบที่ กก.ละ 19 บาทเพื่อผลิตเป็น B100 นั้น
“ก็เป็นเรื่องยาก” เนื่องจากช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 เก็บสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบไว้แล้ว 54,169 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 90 ของปริมาณสต๊อกสูงสุดที่จัดเก็บได้ในระบบ (60,256 ตัน)

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ
โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง มูลนิธิสุขภาพไทย

เหตุที่นำความรู้สมุนไพรเพื่อนเบาหวานมาคุยกันในคอลัมน์นี้บ่อยๆ เนื่องจากชาวไทยทั้งที่อยู่เมืองหรืออยู่ในหมู่บ้านห่างไกล กำลังเผชิญกับภัยคุกคามใกล้ตัวจากเบาหวานอย่างไม่น่าเชื่อ ใครที่คุ้นเคยกับโรงพยาบาลชุมชนย่อมคุ้นเคยกับคลีนิคเบาหวาน ที่เปิดอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งมีชาวบ้านรอคิวกันครั้งละหลายร้อยคน ลองหันไปสำรวจคนรอบข้างตัวคุณ เชื่อว่าจะมีอย่างน้อย 1 คนที่คุณรู้จักกำลังเป็นเบาหวาน

การดูแลสุขภาพของผู้เป็นเบาหวานนั้น ในทางวิชาการยอมรับกันแล้วว่า การกินยาลดน้ำตาลอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบสุดท้าย การกินอาหารให้เหมาะสม และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการฝึกฝนด้านจิตใจ เรียนรู้การผ่อนคลายเพื่อให้ห่างไกลความเครียดเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก ซึ่งหมายถึงพึ่งยาอย่างเดียวไม่พอ ต้องพึ่งตนเองรู้จักเลือกกินเลือกอยู่ให้สมดุลจึงอยู่กับเบาหวานได้อย่างมี ความสุข

ช้าพลู เป็นผักพื้นบ้าน แต่ก็สามารถนำมาปลูกในบ้านได้ เมื่อเกิดแล้วไม่ต้องกลัวสูญพันธุ์ ตัดทิ้งอย่างไรพอฝนมาหรือรดน้ำก็มีต้นงอกให้ใช้งานได้เสมอ ในแง่อาหารการกิน ช้าพลูเป็นตัวเอกของเมี่ยงคำ ใช้ใบห่อเครื่องปรุงต่างๆ ในแง่ยาสมุนไพร ตำรับยาพื้นบ้านและความรู้แบบปากต่อปาก ซึ่งสืบทอดมานาน ยอมรับว่าใช้ช้าพลูแก้เบาหวาน

วิธีใช้ให้เอาต้นช้าพลูทั้งห้า หมายถึงใช้ทั้งต้นรวมรากด้วย นำมา 1 กำมือ ให้พับเถาช้าพลูเป็น 3 ทบ ให้ตอกไม้ไผ่มัดเป็น 3 เปลาะ นำไปใส่หม้อต้มกับน้ำ 3 ขัน ต้มเคี่ยวให้เหลือน้ำ 1 ขัน ดื่มครั้งละครึ่งแก้ว ก่อนอาหาร วันละ 3 เวลา วิธีนี้มีผู้ใช้ช่วยแก้อาการเบาหวานได้

ขณะนี้มีการศึกษาในสัตว์ทดลอง โดยต้มน้ำช้าพลูทั้งห้า แล้วป้อนให้กระต่าย 2 กลุ่ม กลุ่มกระต่ายปกติ และกลุ่มที่เป็นเบาหวาน โดยทำการเปรียบเทียบกับยาฝรั่งชื่อ ทอลบูตาไมด์ (Tolbutamide) และน้ำกลั่น พบว่า น้ำช้าพลูช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของกระต่ายที่เป็นเบาหวานได้ แต่ไม่ลดน้ำตาลของกระต่ายปกติ และให้กระต่ายกินยาทั้ง 2 ชนิดต่อไปอีก 4 สัปดาห์ พบว่าน้ำช้าพลูยังมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้ ขณะที่ยา ทอลบูตาไมด์ มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดีเท่าน้ำช้าพลู

แม้ว่ายังไม่มีการศึกษาทางคลินิกหรือในมนุษย์อย่างสมบูรณ์ ช้าพลูก็เป็นผักสมุนไพรที่น่าสนใจกินเป็นตัวเสริมในการลดน้ำตาลในเลือด ช้าพลูยังเป็นผักที่มีสารแอนตี้ออกซิแด๊นต์สูง มีวิตามินเอ และซีสูงด้วย และที่สำคัญช้าพลูไม่มีผลลดน้ำตาลในคนปกติ ช้าพลูปลูกง่าย ขยายพันธุ์ง่าย

ถัดจากช้าพลู มะระขี้นก ที่เลื้อยริมรั้วก็เป็นสมุนไพรเพื่อนเบาหวานได้ดี มีการศึกษาพบว่าสารในมะระขี้นกออกฤทธิ์คล้ายอินซูลิน และช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลินด้วย และยังยับยั้งการสังเคราะห์กลูโคส และเพิ่มการใช้กลูโคสของตับอ่อน มะระขี้นกจึงมีส่วนช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ วิธีการใช้มีหลายวิธี ที่สะดวกและง่ายในเวลานี้ คือรูปแบบแคปซูล สามารถกินมะระขี้นกบดผง ขนาด 500-1,000 มิลลิกรัม วันละ 1-2 ครั้ง

หรือทำเป็นชาชง นำผลมะระขี้นกมาหั่น เอาเฉพาะเนื้อ ตากแดดให้แห้ง ใช้เนื้อมะระขี้นกแห้ง 1-2 ชิ้น ชงกับน้ำร้อน 1 ถ้วย ดื่มครั้งละ 2 ถ้วย วันละ 3 เวลา หรือจะชงจำนวนมากพอแล้วใส่ในกระติกน้ำร้อน แบ่งกินได้ตลอดวันก็ได้

มะระขี้นก เป็นผักพื้นบ้านของไทย แต่ก็พบได้ทั้งในจีน พม่า อินเดีย ศรีลังกา ไปจนถึงแอฟริกาและอเมริกาใต้ ทุกประเทศที่รู้จักมะระขี้นกก็จะนำมาใช้ประโยชน์เกี่ยวกับผู้เป็นเบาหวาน ทั้งสิ้น แม้แต่หมอแผนปัจจุบันในอินเดียยังสั่งยามะระขี้นกให้คนไข้กิน มูลนิธิสุขภาพไทยเคยเดินทางไปดูงานสมุนไพรทั้งที่จีนและพม่า ก็พบว่า หมอสมุนไพรที่นั่นสั่งมะระขี้นกให้ผู้ป่วยเบาหวานกินเป็นประจำ

มะระขี้นกเลื้อยตามริมรั้วแล้ว ตำลึง ผักที่เลื้อยริมรั้วไม่ต้องหาซื้อมาปลูก แต่จะมาพร้อมฝนและพบได้ในที่รกร้าง ก็เป็นสมุนไพรลดน้ำตาลได้ดี นอกจากทำน้ำแกงจืดได้รสอร่อยถูกปากตั้งแต่เด็กไปจนผู้ใหญ่แล้ว นักวิชาการจากหลายประเทศยังช่วยกันศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบ โดยยอมรับว่า ตำลึงช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ทั้งในสัตว์ทดลองและในคน ซึ่งส่วนที่ออกฤทธิ์นั้นใช้ได้ทั้ง ใบ ราก ผล ตำรายาอายุเวทเก่าแก่นับพันปี ก็บันทึกไว้ให้ใช้ตำลึงเป็นยาแก้เบาหวาน

วิธีใช้ง่ายๆ ให้สมกับตำลึงขึ้นได้ทั่วไป คือให้กินพร้อมมื้ออาหรให้ได้วันละ 1 กำมือ หรือจะใช้วิธีตามตำรา นำยอดตำลึง 1 กำมือ ปรุงรสด้วยการใส่เกลือหรือน้ำปลาเล็กน้อย เพื่อให้กินอร่อยขึ้น แล้วนำไปห่อด้วยใบตอง เอาไปเผาไฟให้สุก กินให้หมด ให้กินก่อนนอนติดต่อกัน 3 เดือน ผู้ที่ไม่เป็นเบาหวานก็น่าจะหันมากินตำลึงกันเป็นประจำ เป็นการช่วยป้องกันเบาหวาน และยังได้รับวิตามินโดยเฉพาะวิตามินเอที่มีอยู่สูงมาก มีวิตามินซีสูงกว่ามะนาว มีวิตามิน บี 3 ช่วยบำรุงผิวหนัง มีธาตุเหล็ก ช่วยบำรุงเลือด และที่สำคัญ กินตำลึงเป็นประจำ ไม่ท้องผูก เพราะมีใยอาหารจำนวนมาก

ผักสวนครัวอีกชนิดหนึ่งซึ่งคนทั่วไปอาจนึกไม่ถึงว่าเป็นยาช่วยลดน้ำตาลใน เลือดได้ เป็นผักคู่อาหารยอดฮิตของคนไทย “กะเพราไก่ไข่ดาว” นั่นเอง กะเพรา มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายชนิด ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ต้านความเครียด แก้หืด ต้านอักเสบ แก้ไข้ แก้ปวด และมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดด้วย ในใบกะเพรามีน้ำมันหอมระเหยและพฤกษเคมีหลายชนิด นักวิจัยพบว่าช่วยทำให้ตับอ่อนผลิตและหลั่งอินซูลลินได้ดีขึ้น

การศึกษาวิจัยให้ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน กินใบกะเพราะบดผงวันละ 2.5 กรัม นาน 4 สัปดาห์ สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ วิธีทำใช้เอง อาจนำใบกะเพราตากแห้ง แล้วบดผง นำมา 1 ช้อนชา ชงกับน้ำร้อน 1 ถ้วย กินวันละ 3 ครั้ง หรือจะบรรจุแคปซูล กินวันละ 2.5 กรัม ก็ได้ นักวิจัยแนะนำว่า กะเพราเหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานไม่รุนแรง แบบเป็นเล็กน้อยถึงปานกลาง

เตยหอม เป็นสมุนไพรใกล้ตัวอันดับที่ห้าที่อยากชวนให้ลิ้มลอง เป็นสมุนไพรที่คนไทยรู้จักกันทั่วประเทศ ปรุงเป็นเครื่องดื่มรสอร่อยหอมชื่นใจ ทำเป็นอาหารคาวหวานได้อีกหลายชนิด เช่น ไก่ห่อใบเตย วุ้นใบเตย คนทั่วไปมักรู้จักสรรพคุณทางยาของต้นเตยหอม เป็นชาชงช่วยบำรุงกำลัง บำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น ใช้แก้ไข้ แก้อ่อนเพลีย แต่มีคนไม่มากรู้จักนำเอารากเตยหอม ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ลดความดัน และลดเบาหวาน

และดูเหมือนว่าเตยหอมเป็นสมุนไพรที่คนไทยรุ่นเก่ารู้จักใช้เพื่อแก้เบาหวานกันมาก ใช้เป็นสมุนไพรเดี่ยวๆ และอยู่ในตำรับก็มี

ขณะนี้มีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในระดับห้องทดลอง พบว่าเตยหอมมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต ลดอัตราการเต้นของหัวใจ และขับปัสสาวะ แม้ว่ายังไม่ได้วิจัยถึงขั้นทดลองในคน แต่เตยหอมเป็นตำรับยาที่มีความปลอดภัย และคนทั่วไปหามาใช้ประโยชน์ได้ง่าย ราคาถูก ผู้ที่เป็นเบาหวานหรือไม่เป็นก็สามารถทำเครื่องดื่มรสอร่อยดื่มกินได้

ถ้าว่ากันตามตำรา ใช้รากเตยหอม 1 ขีด สับเป็นท่อนเล็กๆ ใส่น้ำประมาณ 1 ลิตร ต้มให้เดือดแล้วหรี่ไฟลง เคี่ยวต่อไป 15-20 นาที ดื่มครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 เวลา เวลาต้มจะปรุงแต่งใส่ใบเตยหอมให้มีสีสันและเพิ่มกลิ่นหอมให้ชวนดื่มก็ได้

สมุนไพรใกล้ตัวคนไทยอีกชนิดหนึ่งคือ ว่านหางจระเข้ แม้ไม่ใช่พืชท้องถิ่นดินแดนสยาม แต่คนไทยรู้จักกันทั่วไป พบเห็นการปลูกไว้ในกระถางหน้าบ้านทั่วทุกภาค ว่านหางจระเข้เป็นสมุนไพรที่ใช้กันมาตั้งแต่ยุคกรีก ราวๆ กว่า 3,500 ปีมาแล้ว สมัยนั้นมีบันทึกการใช้ไว้อย่างละเอียด สมัยนี้ก็ยังนิยมใช้ในสรรพคุณไม่แตกต่างกัน ตั้งแต่ใช้รักษาบาดแผลสด แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก รักษาโรคผิวหนังต่างๆ ผื่นคัน ผิวหนังผุผอง ถูกแดดแผดเผา ใช้บำรุงผิว บำรุงเส้นผม แก้โรคริดสีดวง เป็นต้น

ว่านหางจระเข้จึงเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีการศึกษาวิจัยกันมาก และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องสำอาง ในการศึกษาทางยาพบสิ่งที่น่าสนใจว่า ว่านหางจระเข้มีฤทธิ์ในการลดน้ำตาลในเลือดในสัตว์ทดลองและในคนด้วย ยังมีสรรพคุณช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย

วิธีการใช้ว่านหางจระเข้อย่างง่ายๆ ให้ตัดกาบใบว่านหางจระเข้ ที่ปลูกมาอย่างน้อย 1 ปี นำมาล้างน้ำให้สะอาด ปอกเปลือกออก จะได้เนื้อวุ้นใสๆ ให้รับประทานวันละ 15 กรัม ทุกวันติดต่อกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ ควรกินเนื้อวุ้นสดๆ เนื่องจากมีการศึกษาพบว่า เนื้อวุ้นที่เก็บไว้จะมีสรรพคุณลดลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเคล็ดลับในการเตรียมยา คือ

ถ้าตัดกาบใบมาทั้งกาบ ให้ตัดเป็นท่อนในขนาดที่จะกินในวันนั้น ที่เหลือไม่ควรปอกเปลือก และให้เก็บไว้ในตู้เย็น ควรกินให้หมดภายใน 3-5 วัน ถ้าต้องการกินต่อจึงไปตัดจากต้นสด

สมุนไพรใกล้ตัวอันดับเจ็ด เป็นสมุนไพรอินเทรนด์ตามกระแสการดื่มกาแฟสด ซึ่งสูตรกาแฟชนิดหนึ่งจะมีการปรุงด้วยอบเชยเพื่อเพิ่มรสชาติและกลิ่นหอม คนรุ่นใหม่จึงรู้จักอบเชยมากขึ้น ต้นอบเชยมีหลายชนิด แต่ที่คนไทยรู้จักกันดีและนำมาใช้ปรุงยาหรือใช้ปรุงอาหารมักจะเป็น อบเชยจีน เพราะมีกลิ่นหอม เปลือกมีความบาง แต่ถ้าหาอบเชยจีนไม่ได้ จะใช้อบเชยไทย อบเชยญวน และอบเชยอื่นๆ แทนก็ได้ มูลนิธิสุขภาพไทยเคยเขียนเรื่องราวอบเชยแก้เบาหวานไว้อย่างละเอียดแล้ว ผู้อ่านสามารถสืบค้นข้อมูลในเว็บไซต์ของมูลนิธิได้ (www.thaihof.org)

ในที่นี้ขอย้ำเตือนว่าอบเชยเป็นสมุนไพรของชาวเอเซียที่คนทางยุโรปและ อเมริกาให้ความสนใจมาก การเผยแพร่สรรพคุณลดน้ำตาลในเลือดนี้ก็มาจากการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการใน วารสาร New Scientist และยังมีผลรายงานการศึกษาในที่อื่นๆ อย่างต่อเนื่อง พอสรุปได้ว่า

ในอบเชยมีสารที่ทำให้เซลล์ไขมันตอบสนองต่อการทำงานของอินซูลินได้มากขึ้น ทำให้อินซูลินทำงานได้ดีขึ้น และสารในอบเชยยังมีฤทธิ์คล้ายอินซูลิน คือช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วย

วิธีกินอย่างง่ายๆ ให้กินผงอบเชยจีนครั้งละครึ่งช้อนชา วันละ 2 เวลา เช้าและเย็น โดยอาจผสมผงอบเชยจีนในเครื่องดื่มนม โกโก้ โยเกิร์ต ก็ได้ หรือบรรจุผงอบเชยจีนในแคปซูล ควรรับประทานติดต่อกันอย่างน้อย 20 วัน จึงจะเห็นผล

สมุนไพรที่นำเสนอไปทั้ง 7 ชนิด ช้าพลู มะระขี้นก ตำลึง กะเพรา เตยหอม ว่านหางจระเข้ และอบเชยจีน เป็นสมุนไพรที่คนทั่วไปรู้จัก แม้แต่เด็กแนวเด็กอินดี้หรือเด็กเรียนก็ยังรู้จักไม่ต้นใดก็ต้นหนึ่ง สมุนไพรเหล่านี้เป็นของใกล้ตัว และมีการศึกษาวิจัยพบว่าช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ จึงเป็นทางเลือกใกล้ตัวให้นำมาใช้ให้เหมาะกับรสนิยมและความชอบส่วนตัว เพื่อเป็นเพื่อนเบาหวานได้ทุกวัน

แต่ไม่ได้หมายความให้ใช้เจ็ดวันเจ็ดอย่าง ให้เลือกใช้ทีละชนิดอย่างต่อเนื่อง ที่ลานจอดรถเทศบาลเมืองอรัญญประเทศ (ข้างห้างสรรพสินค้าสตาร์พลาซ่า) อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ได้จัดกิจกรรม โรงเกลือ Big cleaning day ครั้งที่ 2 ภายใต้โครงการจัดการสิ่งแวดล้อมชายแดนไทย-กัมพูชา มีนายพรพจน์ เพ็ญพาส ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วยนายออม จันทา รองผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย ของกัมพูชา และนายรณรงค์ นครจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว รวมถึงส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ เทศบาล ผู้ประกอบการในตลาดโรงเกลือ ห้างร้าน จิตอาสาอำเภออรัญประเทศ เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติฯ หรือ ทสม. และสื่อมวลชนสระแก้ว จำนวนกว่า 400 คน มารวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมในครั้งนี้

นายพรพจน์ เพ็ญพาส ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ เพื่อกระตุ้นและสร้างจิตสำนึกในการช่วยกันรักษาความสะอาดบริเวณด่านคลองลึกและตลาดโรงเกลือ เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ให้บริเวณดังกล่าวมีความสะอาด เป็นระเบียบ มีทัศนียภาพที่ดี จากการประชุมร่วมของคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย – กัมพูชา หรือ RBC เห็นชอบร่วมกันว่าพื้นที่ตามชุมชนชายแดน ควรมีการรณรงค์ให้ประชาชนของทั้งสองประเทศ ร่วมกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและทัศนียภาพ จัดกิจกรรมในการพัฒนาสภาพแวดล้อมตามแนวชายแดนให้มีความสะอาดเป็นระเบียบ

“ทุกวันนี้ปัญหามลพิษจากขยะมูลฝอย เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะสังคมในเมือง รวมถึงการขยายตัวและพัฒนาด้านเศรษฐกิจ จากการศึกษาข้อมูลพบว่า บริเวณด่านคลองลึกและตลาดโรงเกลือมีปริมาณขยะมูลฝอยเฉลี่ย 50.70 ตันต่อวัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมการทิ้งขยะ มีปริมาณมากเกินศักยภาพในการเก็บขนและกำจัดขยะของ อปท.ในพื้นที่ ปัญหาดังกล่าวกลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศ เป็นเรื่องสำคัญที่ทุกภาคส่วนที่จะร่วมกันแก้ไข สร้างนิสัยและจิตสำนึกในการรักษาความสะอาด วางแผนแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี มีความสะอาดเรียบร้อย สามารถสร้างโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อีกด้วย” นายพรพจน์กล่าว

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดกิจกรรมโรงเกลือ Big cleaning day ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้แยกย้ายกันทำความสะอาดบริเวณตลาดโรงเกลือ และบริเวณด่านชายแดน แยกเป็น 3 เส้นทาง พร้อมมีการติดป้ายแจ้งเตือนห้ามทิ้งขยะบริเวณตลาดโรงเกลือ ด่านคลองลึก หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี ทั้งจำและปรับ

แหล่งข่าวในแวดวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยไม่ได้เจอแค่วิกฤตโรคพิษสุนัขบ้า แต่ยังมีประเด็นเรื่องโรคไข้หวัดนกอีกด้วย โดยเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหลายจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ว่าพบสัตว์ป่วยตายในสวนสัตว์ จนนำไปสู่การตรวจสอบยืนยันว่าเป็นเชื้อไข้หวัดนก และยังพบในหลายจังหวัดอีก ซึ่งเรื่องนี้มีการประชุมกันของกรมปศุสัตว์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีนักระบาดวิทยาเข้าร่วมด้วย โดยมีแนวทางและมาตรการต่างๆในการป้องกันการระบาด ซึ่งทางกรมปศุสัตว์ก็มีแนวทางและควบคุมได้ แต่ยังไม่มีการแจ้งความคืบหน้าใดๆ เพราะเรื่องนี้ไม่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะให้รับรู้ เพื่อร่วมกันทุกฝ่ายในการป้องกันโรค จริงๆ เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะหากควบคุมไม่ดีจะยิ่งลุกลาม ดีที่ไม่ติดต่อมาสู่คน ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาหนักแน่ๆ

“สัตว์ในสวนสัตว์ในจ.นครราชสีมาที่ป่วยตายนั้น ไม่ใช่สัตว์ปีก แต่เป็นเสือปลา อีเห็น ชะมด และอื่นๆ และมีเจ้าหน้าที่สัมผัสสัตว์จำนวนมาก เมื่อมีการตรวจพบว่า สัตว์เป็นไข้หวัดนก และลามออกไปนอกสวนสัตว์ด้วย แพทย์จึงเอะใจและได้ส่งข้อมูลให้กรมควบคุมโรค ซึ่งเรื่องนี้กรมปศุสัตว์ทราบเรื่องดี ส่วนตัวเห็นว่าควรแจ้งให้แพทย์รักษาคนได้รับทราบ โดยเฉพาะในพื้นที่มีเชื้อนี้ เนื่องจากหากแพทย์ไม่ได้รับแจ้ง และเกิดระบาดกระจายไปทั่วในสัตว์ ย่อมเสี่ยงถึงคน ซึ่งอันตรายมาก โดยเชื้อนี้จะคล้ายไข้หวัดใหญ่ แพทย์ก็ไม่ได้เอะใจหรือเฝ้าระวังถึงไข้หวัดนก ยิ่งทำให้เสี่ยงมากขึ้น ที่สำคัญต้องระวังมากๆ คือ การไม่บอกข้อมูลริง อาจจะทำให้เกิดการลุกลามทั่วประเทศ และทราบมาว่า เชื้อหวัดนก แม้จะเป็นเบอร์เดิมแต่ก็เป็นเชื้อที่รุนแรงขึ้น เป็นการติดในสัตว์ 4 เท้าตามที่มีการตรวจเจอ แสดงว่าเชื้อมีการปรับตัวสูงขึ้น และอนาคตหากยังมีการปกปิดข้อมูลและไม่ได้มีการดำเนินมาตรการที่เหมาะสม ก็อาจทำให้เชื้อปรับตัวมาสู่คน และพัฒนาต่อไปติดต่อจากคนสู่คน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงมาก” แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าว กล่าวอีกว่า การไม่เปิดเผยข้อมูลการระบาดของโรคนี้ในสัตว์ ทำให้สธ.ที่ดูแลโรคในคนไม่มีการตั้งรับที่เข้มข้นขึ้น หากคนติดโรคนี้แสดงว่าต้องมีการเจอโรคในสัตว์มาก่อน ต่างประเทศก็จะตั้งคำถามประเทศไทยทันทีว่า ทำไมไม่มีการรายงานการระบาดในสัตว์ให้ต่างประเทศรับรู้ เพราะองค์กรนานาชาติ องค์การอนามัยโลก มีการกำหนดว่าหากมีการระบาดของโรคไข้หวัดนกในสัตว์ต้องรายงานทันที เพื่อให้ประเทศอื่นโดยเฉพาะที่ใกล้กันได้เฝ้าระวัง จะเห็นที่ผ่านมา ประเทศเพื่อนบ้าน ก็มีการรายงาน แต่ประเทศไทยไม่มีการรายงาน ทำให้ประเทศอื่นๆไม่ทราบข้อมูลและไม่ได้ระวังพิเศษ

แหล่งข่าว กล่าวอีกว่า จากข้อมูลที่เห็นในพื้นที่ คือ เมื่อหน่วยงานรัฐไม่ได้มีการแจ้งเตือนชาวบ้านว่ามีโรคไข้หวัดนกระบาดในสัตว์ในพื้นที่ เมื่อเป็ด ไก่ หรือสัตว์อื่นๆล้มตาย ชาวบ้านก็จะนำมากินเพราะถือว่าไม่ได้มีความเสี่ยงที่จะติดโรคเพราะรัฐไม่ได้เตือน ก็จะทำให้ชาวบ้านเสี่ยงที่จะติดโรคมาก แต่หากมีการแจ้งเตือนจากหน่วยงานรัฐให้ชาวบ้านรู้ก่อนที่จะมีการตายของสัตว์ผิดปกติในพื้นที่ ชาวบ้านจะได้ระวังไม่นำสัตว์ที่ตายผิดปกติมากิน เพราะฉะนั้น การไม่ปิดข้อมูลการระบาดในสัตว์จึงมีความหมายมากในระดับพื้นที่และประชาชน

ภายหลังจากที่มีกระแสข่าวลือว่า มีแหล่งข่าวจากกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ภายในสวนสัตว์นครราชสีมา มีการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนก ซึ่งอ้างว่าไม่ได้ระบาดในสัตว์ปีก แต่มีสัตว์หลายชนิด อาทิ เสือปลา อีเห็น และชะมด ตายเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่สัมผัสกับสัตว์เหล่านั้น ส่งผลให้เชื้อได้แพร่ระบาดไปนอกสวนสัตว์ แต่ทางสวนสัตว์ได้ปิดข่าวเงียบอยู่ในขณะนี้นั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 25 มีนาคม นพ.ธีรวัฒน์ วลัยเสถียร ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 (สคร.9) นครราชสีมา เปิดเผยว่า ขณะนี้ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ไม่มีรายงานการพบเชื้อไข้หวัดนกระบาดแต่อย่างใด ซึ่งตนเชื่อว่าน่าจะเป็นการนำข่าวเก่ามาเล่าใหม่ เนื่องจาก เมื่อ ปี 2560 เคยมีรายงานการตรวจพบเชื้อไข้หวัดนก ในสัตว์ประเภทชะมด ซึ่งคาดว่าติดเชื้อมาจากอาหารของสัตว์ที่เข้ามาภายในสวนสัตว์ อย่างเช่น เนื้อไก่ แต่ทางสวนสัตว์นครราชสีมาก็ได้ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัด และเจ้าหน้าที่จากกรมปศุสัตว์ กำจัดและควบคุมเชื้อจนหายไปหมดแล้ว

นพ.ธีรวัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่จากกรมปศุสัตว์ได้มีการเข้าไปตรวจเชื้อในสัตว์ต่างๆ อย่างเข้มงวด และต่อเนื่อง จึงขอให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสบายใจได้ ทั้งนี้ในส่วนของ สคร.9 นั้น จะคอยดูแลเรื่องโรคระบาดในมนุษย์ ในพื้นที่ 4 จังหวัด ประกอบไปด้วย นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ขณะนี้มีโรคระบาดที่น่าเป็นห่วงเพียงโรคพิษสุนัขบ้าเท่านั้น ซึ่งทุกหน่วยงานก็กำลังอยู่ในช่วงเร่งฉีดวัคซีนป้องกันให้กับสุนัขและแมวอยู่อย่างเข้มงวด ส่วนไข้หวัดนกนั้นตนขอยืนยันว่า ไม่มีระบาดในพื้นที่แน่นอน