ล่าสุด คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.)

ได้ประชุมเมื่อวันที่ 19 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยมีการรายงานตัวเลขผลผลิตปาล์มน้ำมันปี 2561 น่าจะมีปริมาณ 15.18 ล้านตัน หรือมากกว่าปีที่ผ่านมาที่มีผลผลิตอยู่ที่ ประมาณ 14.24 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 7 “จากปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันทั้งหมด 15.18 ล้านตัน ทำให้เรามีปริมาณน้ำมันปาล์มดิบ 2.67 ล้านตัน เมื่อรวมกับสต๊อกคงเหลือที่สูงถึง 480,000 ตัน เท่ากับปีนี้ไทยจะมีสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบทั้งหมด 3.15 ล้านตัน หักความต้องการใช้ภายในประเทศที่ 2.34 ล้านตัน ก็จะเหลือปริมาณสต๊อกสำรองในระดับสูงถึง 810,000 ตัน จากปริมาณสต๊อกสำรองปรกติที่ควรจะอยู่ไม่เกิน 250,000 ตัน” นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าว

โดยประเด็นปัญหาสำคัญขนาดนี้ก็คือ จะทำอย่างไร กับปริมาณสต๊อกคงเหลือน้ำมันปาล์มดิบในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นมาก ซึ่งตามปรกติจะมีทางเดียวก็คือ การส่งออกไปต่างประเทศ แต่ขณะนี้ก็ไม่สามารถส่งออกได้มากนัก เนื่องจากราคาน้ำมันปาล์มดิบตกต่ำ ประกอบกับราคาน้ำมันปาล์มดิบไทย “ใกล้กับ” ราคาน้ำมันปาล์มดิบมาเลเซียมาก โดยจะเห็นได้ว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา มีการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไป 86,430 ตัน เดือนกุมภาพันธ์ส่งออกได้ 66,000 ตัน และคาดการณ์เดือนมีนาคมจะส่งออกได้แค่ 39,000 ตัน เท่านั้น

ด้าน นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา กรมการค้าภายใน ได้หารือผู้ประกอบการเพื่อแก้ไขปัญหาปริมาณน้ำมันปาล์มส่วนเกิน ส่งผลให้ราคาปาล์มภายในประเทศลดลง โดยที่ประชุมมีมติให้ประกาศราคารับซื้อน้ำมันปาล์มดิบกำหนดให้โรงงานกลั่นน้ำมันปาล์ม-ผู้ผลิตไบโอดีเซล (บี100)-ผู้ประกอบการซื้อหรือขายน้ำมันปาล์ม (trader หรือ broker) -ผู้ซื้อน้ำมันปาล์มดิบทั่วไป ต้องรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบที่ส่งมอบ ณ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในราคาไม่ต่ำกว่า กก.ละ 19.00 บาท (ทบทวนราคาทุก 2 สัปดาห์) “หากพบว่า ผู้ประกอบการรับซื้อต่ำกว่าราคาที่กำหนด อาจเข้าข่ายกระทำความผิดตาม มาตรา 29 พ.ร.บ. ราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” นายบุณยฤทธิ์ กล่าว

แหล่งข่าวจากวงการค้าปาล์มน้ำมันให้ความเห็นถึงการ “บังคับ” ให้ผู้ประกอบการต้องรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบที่ กก.ละ 19 บาท ว่า “เป็นเรื่องแปลก” เนื่องจากที่ผ่านมาจะ ใช้คำว่า “ราคาแนะนำ” เท่ากับว่า กรมการค้าภายในกำลังพยายามให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบเป็นสินค้าควบคุมราคา แต่อย่างใดก็ตามต้องดูประกาศของคณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าก่อนว่า จะเขียนออกมาอย่างไร (ประกาศกำหนดราคาผลปาล์มและราคา CPO) จากที่ก่อนหน้านี้มีเพียงประกาศ กกร. ฉบับที่ 47 พ.ศ. 2561 เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขในการรับซื้อ และการแสดงราคารับซื้อ สินค้าและผลปาล์มน้ำมันตามอัตราน้ำมันตั้งแต่เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18, 19, 20, 21 และ 22 โดยให้ปรับราคาเพิ่มขึ้น กก.ละ 0.30 บาท ทุก 1% พร้อมทั้งให้ปิดป้ายแสดงราคารับซื้อ ณ สถานที่และจุดรับซื้อเท่านั้น

ด้านแหล่งข่าวจากกลุ่มโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ กล่าวว่า ปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบในประเทศยังคงอยู่ในระดับสูง ประมาณ 380,000 ตัน จากที่เคยพุ่งขึ้นสูงในระดับ 400,000 ตัน

และลดลงมาจากการส่งออกไปได้บ้างในช่วงจังหวะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบของไทย “ต่ำกว่า” มาเลเซีย โดยปริมาณสต๊อกลงเหลือที่สูงมากประกอบกับราคาน้ำมันปาล์มดิบตลาดโลกตกต่ำจะส่งผลกดราคารับซื้อผลปาล์มสดของเกษตรกร และภาวะแบบนี้จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตปาล์มในประเทศออกสู่ตลาดสูงสุดหากยังไม่สามารถระบายสต๊อกคงเหลือออกไปได้

“ยอมรับว่า ช่วงปีนี้ผลปาล์มของเกษตรกรออกสู่ตลาดมากเป็นประวัติการณ์ ที่ผ่านมาโรงสกัดน้ำมันปาล์มต้องเปิดหีบตลอดเวลา โดยผลปาล์มทะลายที่ออกมาจะเป็นผลปาล์มที่ปลูกรุ่นใหม่ได้เปอร์เซ็นต์น้ำมันน้อย ส่วนผลปาล์มรุ่นเก่าจะออกช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตอนนั้นสถานการณ์ราคาจะแย่ยิ่งกว่านี้อีก”

ส่วนกรณีที่จะบังคับให้ผู้ค้าน้ำมันตาม มาตรา 7 รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบที่ กก.ละ 19 บาท เพื่อผลิตเป็น B100 นั้น
“ก็เป็นเรื่องยาก” เนื่องจากช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ผู้ค้าน้ำมันตาม มาตรา 7 เก็บสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบไว้แล้ว 54,169 ตัน หรือคิดเป็น ร้อยละ 90 ของปริมาณสต๊อกสูงสุดที่จัดเก็บได้ในระบบ (60,256 ตัน)

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ จ.นครราชสีมา ได้ประกาศเขตโรคระบาดพิษสุนัขบ้า 9 อำเภอ ประกอบด้วย อ.เมือง อ.บัวลาย อ.สีดา อ.ขาม อ.สะแกแสง อ.ขามทะเลสอ อ.บ้านเหลื่อม อ.เสิงสาง อ.โนนสูง และ อ.จักราช มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ที่ อ.เสิงสาง โดยถูกสุนัขกัด อาการคล้ายกับโรคกลัวน้ำ รักษาอาการนาน 1 เดือน ก่อนเสียชีวิต ล่าสุด นายธนวัฒน์ ชมตะคุ ปศุสัตว์อำเภอคง ได้ประกาศให้ 7 หมู่บ้าน เป็นพื้นที่กำหนดเขตโรคระบาดชั่วคราว หลังพบว่ามีสุนัขป่วยตายจากโรคพิษสุนัขบ้าแล้ว 2 ตัว โดยพื้นที่ อ.คง ตรวจพบการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าเพิ่มอีก 1 อำเภอ ซึ่งมีสุนัขทั้งหมด 140 ตัว ฉีดวัคซีนไปแล้ว 90 ตัว

นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ได้สั่งการให้ทุกภาคส่วนใช้มาตรการเชิงรุก ลงพื้นที่รณรงค์ประชาสัมพันธ์ และสำรวจประชากรสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสุนัขจรจัดที่มีผู้เก็บไปเลี้ยงรวมกันจำนวนมาก โดยข้อมูลประชากรทั้ง 32 อำเภอ มีสุนัข 4 แสนตัว และแมว 1.2 แสนตัว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องเร่งอนุมัติงบจัดซื้อ และระดมวัคซีนฉีดให้กับสัตว์เลี้ยงครอบคลุมทุกพื้นที่ภายในเดือนเมษายนนี้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงไม่ให้เกิดการแพร่ระบาด ทั้งนี้ได้จัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจรับแจ้งเบาะแสตอบโต้สถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าตลอด 24 ชั่วโมง โทรศัพท์สายด่วน 1567 ศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดนครราชสีมา ขณะเดียวกันสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา ก็กำลังเร่งแจกจ่ายวัคซีน 15,000 โดส ให้กับอาสาสมัครปศุสัตว์และผู้นำหมู่บ้านในขณะนี้

ททท. จับมือจังหวัดขอนแก่น สร้างเทศกาลหมอลำคาร์นิวัลกระตุ้นท่องเที่ยว เผยแพร่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาวอีสานไปสู่ชาวโลก ผู้ว่าราชการจังหวัดคาด 3 คืน เงินสะพัดกว่า 50 ล้านบาท

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า นับเป็นปีที่ 2 แล้วที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยร่วมกับจังหวัดขอนแก่นจัดงานหมอลำคาร์นิวัลขึ้นมา ซึ่งปี 2561 นี้ มีกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 31 มีนาคม-2 เมษายน จำนวน 3 คืน 3 เวทีการแสดง โดยจะมีขบวนแห่เปิดงานอย่างยิ่งใหญ่ 8 ขบวน แสดงลำดับการพัฒนาหมอลำในแต่ละยุคสมัย รวมคนมากกว่า 1 พันคน และพิธีไหว้ครู รวมไปถึงการประชันกันของหมอลำ

ทั้งนี้ เมืองขอนแก่นเป็นเมืองหลัก นอกจากจะเป็นเมืองทางด้านธุรกิจแล้ว ยังเป็น “เมืองเสียงแคน แดนหมอลำ” มีเรื่องของอารยธรรม อัตลักษณ์ของท้องถิ่นหมอลำที่มีความสำคัญ การนำหมอลำมาเป็นจุดขายจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าไปเที่ยวในชุมชนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหมอลำหมู่ หมอลำซิ่ง รำวง ซึ่งสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานรากได้ โดยเป็นไปตามกลไกของรัฐบาลที่ทำให้ท้องถิ่นคึกคัก

“ผมคิดว่าประชาชนในจังหวัดจะเกิดความภาคภูมิใจ เพราะการแห่ขบวนน่าจะเป็นขบวนหมอลำที่ยาวที่สุดในโลก ต่างชาติจะรู้จักหมอลำกันมากขึ้น ก็หวังว่าการขับเคลื่อนกิจกรรม โครงการจะเป็นไปตามที่เราตั้งใจไว้ การที่นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไปนอกจากจะทำให้ประชาชนมีรายได้แล้ว ผมคิดว่าการท่องเที่ยวเองมีส่วนในการช่วยรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมความสวยงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเป็นเมืองขอนแก่น” นายยุทธศักดิ์กล่าว

ด้านนายสมศักดิ์ จังตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า เงินลงทุนในการจัดงานในครั้งนี้มีเพียงไม่กี่ล้านบาท แต่คาดว่าจะมีเงินสะพัดเกิดขึ้นประมาณ 50 ล้านบาท ซึ่งจะประสบความสำเร็จมากกว่าปีที่ผ่านมา และพยายามที่จะทำให้งานในครั้งนี้กลายไปเป็นงานประเพณีของชาวขอนแก่นที่จะสืบสานไว้ตลอดไป เพราะเป็นการรวมหมอลำและศิลปินพื้นบ้านทั่วภาคอีสานมาไว้ในงานเดียว เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางของภาคอีสาน ที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาได้จากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ

“ปัจจุบัน มีเที่ยวบินรวมกว่า 40 เที่ยวบินมาลงที่สนามบินขอนแก่น มีที่พักร่วมกว่า 10,000 ห้อง จาก 400 โรงแรมทั่วทั้งจังหวัด ซึ่งจะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่ และอยากให้ทุกท่านที่จะเดินทางมาเที่ยววางแผนการเดินทางให้ดี เพราะนอกจากจะเที่ยวขอนแก่นแล้วยังสามารถไปเที่ยวกาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด หรือจังหวัดข้างเคียงจังหวัดอื่นด้วย”

เป็นนางเอกซุปตาร์ที่ขยันทำบุญมากๆ อีกคน อั้ม พัชราภา ที่ล่าสุด สาวอั้ม นำทีมเพื่อนๆ ลุยไปถึงโรงฆ่าสัตว์ ที่ จ.ราชบุรี เพื่อช่วยไถ่ชีวิต โค กระบือ 24 ตัว ที่กำลังจะถูกเชือด โดยเจ้าตัวโพสต์ภาพ พร้อมข้อความว่า “อนุโมทนาบุญ สาธุกับทุกคนด้วยนะคะ วันนี้อั้มและเพื่อนๆ มาร่วมกันไถ่ชีวิตโค กระบือ ทั้งหมด 24 ตัว ขอให้เราทุกคนมีความสุข”, “อนุโมทนาบุญ สาธุกับทุกคนด้วยนะคะ วันนี้อั้มและเพื่อนๆมาร่วมกันไถ่ชีวิตโค กระบือ ที่โรงฆ่าสัตว์ ที่ราชบุรี ทั้งหมด 24 ตัว ขอให้เราทุกคนมีความสุข และขอบคุณเพื่อนๆ ที่ฝากมาร่วมทำบุญด้วยนะคะ”

พร้อมทั้งยังไลฟ์สดให้แฟนๆ ได้ร่วมอนุโมทนาบุญ โดยอั้มบอกว่า มีวัวน้ำตาไหลด้วย ที่มาช่วยให้รอดถูกเชือด ถึงวันนี้อาจจะกล่าวได้ว่า สถานการณ์ของอุตสาหกรรมกุ้งไทยอยู่ในช่วงที่ไม่สดใสนัก

จากข้อมูลของกรมประมงที่เผยแพร่ภายในงานวันกุ้งไทยครั้งที่ 28 ที่โรงแรมวังใต้ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี พบว่า ผลผลิตกุ้งไทยลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2552 และเสียอันดับการส่งออกหลังจากโรคระบาด EMS เมื่อช่วงปี 2555 ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตกุ้งไทยลดต่ำสุดในปี 2557 เหลือเพียง 2 แสนกว่าตัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลังวิกฤต โรค EMS จะผ่านไป และกุ้งไทยก็เริ่มฟื้นตัวในปี 2558 และมีผลผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปี 2559 เป็น 310,979 ตัน แต่ในปี 2560 ผลผลิตกุ้งของไทยกลับลดลงอีกครั้งเหลือเพียง 297,111 ตัน

นายสรพัศ ปณกร ตัวแทนบริษัท โนโวไซม์ ไบโอโลจิคอล จำกัด ประมาณการในปี 2560 ว่าผลผลิตกุ้งในหลายๆ ประเทศมีตัวเลขที่เพิ่มขึ้น เช่น อินเดีย มีปริมาณผลผลิต 560,000 ตัน เอกวาดอร์ 430,000 ตัน และเวียดนาม 420,000 ตัน อินโดนีเซีย 280,000 ตัน ละตินอเมริกา 300,000 ตัน จีน 400,000 ตัน

ด้าน น.สพ.ปราการ เจียรคงมั่น ตัวแทนจากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด บอกว่า ปัจจุบันการเลี้ยงกุ้งไทยมีคู่แข่งที่น่ากลัวหลายประเทศ อาทิ เวียดนาม อินเดีย ซึ่งขณะนี้ทั้ง 2 ประเทศมีศักยภาพด้านพื้นที่ในการเลี้ยงกุ้งค่อนข้างสูง โดยอินเดียมีพื้นที่ชายฝั่งทะเลยาวถึง 7,500 กิโลเมตร ปัจจุบันมีพื้นที่เลี้ยงกุ้งประมาณ 470,000 ไร่ และยังมีพื้นที่ที่สามารถขยายการเลี้ยงกุ้งได้อีกมาก ซึ่งทางการรัฐบาลอินเดียคาดการณ์ว่าในปี 2018-2019 จะมีปริมาณผลผลิตกุ้งประมาณ 697,000-757,000 ตัน นอกจากนี้รัฐบาลยังเข้มงวดโดยไม่อนุญาตให้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์จากประเทศที่พบโรค EMS ระบาดเข้ามาในประเทศด้วย

นอกจากนี้รัฐบาลอินเดียยังทุ่มงบประมาณกว่า 50,000 ล้านบาท ในการพัฒนาเทคโนโลยีและสาธารณูปโภค เพื่อเพิ่มการผลิตและการส่งออกกุ้ง โดยคาดหวังว่าจะขึ้นมาเป็นผู้นำในการผลิตและการส่งออกกุ้งของเอเชีย

ขณะที่เวียดนามมีพื้นที่เลี้ยงกุ้ง 4,343,750 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศ หรือที่เรียกว่าแม่โขงเดลต้า และเป็นพื้นที่เลี้ยงแบบธรรมชาติกว่า 4 ล้านไร่ เลี้ยงแบบพัฒนากว่า 2 แสนไร่ และตั้งเป้าจะเพิ่มยอดส่งออกกุ้ง 3 เท่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า โดยใช้นโยบายเปลี่ยนนาข้าวเป็นนากุ้ง หวังเปลี่ยนพื้นที่การเลี้ยงกุ้งแบบธรรมชาติที่มีอยู่เดิมเป็นการเลี้ยงแบบพัฒนา ตั้งเป้าหมาย 4-6 ล้านไร่ในอนาคต โดยมีการปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงกุ้งขนานใหญ่ หลังประสบวิกฤตโรค EMS ระบาด เมื่อปี 2014 ด้วยการเพิ่มสัดส่วนบ่อพักน้ำมากขึ้น ลดสารอินทรีย์ให้น้อยลง ปรับขนาดบ่อเลี้ยงให้เล็กลง เลี้ยงในระบบน้ำตื้นขึ้น สามารถเลี้ยงได้ทั้งน้ำเค็มและน้ำกร่อย ซึ่งรัฐบาลได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

นายวัลลภ ล้อมลิ้ม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชี่ยนฟีด จำกัด ให้ข้อมูลว่า ตลาดกุ้งของเวียดนาม คือ จีน ซึ่งถือเป็นผู้นำเข้ากุ้งรายใหญ่ อียู และญี่ปุ่น เวียดนามมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทย แต่คุณภาพกุ้งไม่แตกต่างกับจากไทยมากนัก ปัจจุบันผู้นำเข้ากุ้งรายใหญ่ของโลกคือจีน นำเข้ากุ้งเพื่อบริโภคในประเทศราว 600,000 ตัน และนำเข้ากุ้งเพื่อแปรรูปแล้วส่งออกอีก 400,000 ตัน ส่วนการบริโภคกุ้งจากทั่วโลกมีตัวเลขในปี 2560 อยู่ที่ปริมาณ 3.2 ล้านตัน

จากสถานการณ์การแข่งขันที่มากขึ้น และคู่แข่งหลายๆ ประเทศ มีผลผลิตมากกว่า มีต้นทุนต่ำกว่า รวมทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเต็มที่ ถึงเวลาแล้วที่เกษตรกรผู้ผลิตกุ้งไทยและผู้แปรรูปกุ้งต้องปรับตัว เร่งหาตลาดใหม่ เพื่อให้สถานภาพของการส่งออกกุ้งไทยก้าวแซงคู่แข่งกลับมาเป็นเบอร์ต้นของโลกอีกครั้ง

แห่นำเข้ายาฆ่าหญ้า “พาราควอต” ปี 2560 พุ่งพรวด 44,501 ตัน หลัง คกก. ขับเคลื่อนการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชชุด นพ.ปิยะสกล มีมติสั่ง “แบน” พาราควอต วงการธุรกิจเคมีเกษตรชี้เร่งสต๊อกกักตุน ราคาขยับขึ้นช่วงสุดท้าย พิลึกโยนคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาอีก แบน หรือ ไม่แบน ทั้งๆ ที่ชุดใหญ่ “เคาะ” แล้วให้แบน

คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งมี ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข (สธ.) เป็นประธาน พร้อมด้วย 5 กระทรวงเมื่อเดือนเมษายน 2560 มีมติ “ยกเลิก” การใช้สารเคมี 2 ชนิด คือ พาราควอต สารเคมีฆ่าหญ้า กับคลอร์ไพริฟอส สารเคมีฆ่าแมลง ด้วยการไม่ให้ขึ้นทะเบียนเพิ่ม ไม่ต่ออายุทะเบียน และให้ยุติการนำเข้าสารเคมีทั้ง 2 ประเภทในวันที่ 1 ธันวาคม 2560 และยุติการใช้วันที่ 1 ธันวาคม 2562 พร้อมกับเตรียมควบคุมการใช้สารเคมี “ไกลโฟเสต” ด้วยนั้น

ด้านคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ ที่มีนายภักดี โพธิศิริ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวัตถุอันตราย เป็นประธาน ได้ตกลงให้ใช้กรอบ 3 เดือนพิจารณาข้อมูลจากทั้ง 3 กระทรวง (เกษตรฯ-สาธารณสุข-อุตสาหกรรม) เนื่องจากการ “แบน” สารดังกล่าวต้องกำหนดกรอบระยะเวลาที่จะยกเลิกการใช้ให้ชัดเจน มาตรการเยียวยา สารที่จะนำมาทดแทน หรือหากอนุญาตให้ใช้ต่อจะมีมาตรการรับมือผลกระทบทั้งสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างไร ท่ามกลางฝ่ายสนับสนุนให้ใช้ต่อและฝ่ายคัดค้านซึ่งมีทั้งรัฐและเอกชนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย

ล่าสุดในการสัมมนา “พาราควอตฆ่าหญ้า VS คร่าสุขภาพ คนไทย” เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา น.ส.อรพรรณ ศรีสุขวัฒนา รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวว่า การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพในเรื่องเกษตรและอาหารปลอดภัย หากมีข้อมูลที่พิสูจน์ผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากพาราควอตเป็นจำนวนมาก แต่ทำไมยังปล่อยให้ประชาชนมีความเสี่ยงบริโภคอาหารที่ไม่ปลอดภัยต่อไป

โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีฯ ชุด นพ.ปิยะสกล ได้ยืนยันมติที่เสนอให้ “ยกเลิก” การใช้และห้ามการนำเข้าสารพาราควอต เนื่องจากเป็นสารกำจัดวัชพืชอันตรายร้ายแรง เป็นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่อยู่ในบัญชีอันตราย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งพิจารณายกเลิกการต่ออายุใบอนุญาตนำเข้าและการใช้พาราควอตในประเทศ พร้อมกับการเร่งหาวิธีการกำจัดศัตรูพืชที่ไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี “ตอนนี้เราทำหนังสือค้านไปที่ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่จะต่ออายุใบอนุญาตอีก”

ศ.ดร.พรพิมล กองทิพย์ คณะสาธารณสุข ม.มหิดล กล่าวว่า สารชนิดนี้เป็นสารเคมีอันตรายที่มีพิษเฉียบพลันสูงและปัจจุบันยังไม่มียาถอนพิษ จึงมี 53 ประเทศห้ามใช้แล้ว และจำกัดการใช้อีก 15 ประเทศ จากการที่ภาครัฐยังคงให้จำหน่ายและใช้ในปัจจุบันจึงพบการปนเปื้อนในแหล่งน้ำในหลายจังหวัด

รศ.ดร.พวงรัตน์ ขจิตวิชยานุกูล ผอ.สถานวิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการด้านวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม ม.นเรศวร กล่าวว่า ไทยนำเข้าสารนี้มานานกว่า 30 ปี มีการฉีดพ่นในอัตราส่วนที่สูงกว่าค่ากำหนดในฉลาก รัฐควรมีนโยบาย “ลด-ละ-เลิก” การใช้สารเคมีฯ และส่งเสริมการเกษตรอินทรีย์

ดร.จรรยา มณีโชติ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า หากยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่า “จะแบนหรือไม่” ด้วยอำนาจหน้าที่รัฐหากมีคำขอแล้วไม่ต่อให้ “รัฐก็จะถูกฟ้องกลับ” ดังนั้นงานวิจัยที่มาจากทุกฝ่ายต้องพิจารณาทั้งความเสี่ยงและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ส่วนเหตุที่ปริมาณการนำเข้าสารเคมีฯ เพิ่มขึ้นทุกปีนั้น ส่วนใหญ่นำมาทดแทนแรงงานในภาคเกษตรทำให้ต้นทุนสูงขึ้น “ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยใดระบุมีสารทดแทนพาราควอตได้ ทั้งด้านประสิทธิภาพและต้นทุน”

ด้านนายปราโมทย์ ติรไพรวงศ์ นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร กล่าวว่า บางปีที่มีการนำเข้าพาราควอตเข้ามามากขึ้น เพราะการเพาะปลูกที่ดี เกษตรกรมีกำลังซื้อ ผู้ประกอบการก็ต้องดำเนินไปตามธุรกิจ ส่วนหากที่ประชุมมีมติสรุปให้ “จำกัด” หรือ “แบน” สมาคมยินดีรับผล “แต่ผมอยากให้รัฐคำนึงถึง 2 ข้อ คือ ผลกระทบทางเศรษฐกิจและหลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์ ให้รอบด้าน เพราะบางข้อมูลที่มีการนำเสนอไม่เป็นความจริง เราก็ต้องยื่นข้อเท็จจริงให้คณะกรรมการหลายต่อหลายครั้ง”

รายงานจากกรมวิชาการเกษตรระบุว่า หลังจากที่คณะกรรมการขับเคลื่อนฯ มีมติให้ยกเลิกการใช้สารพาราควอต-คลอร์ไพริฟอส ปรากฏตัวเลขนำเข้าปี 2560 เพิ่มสูงขึ้นอย่าง “ผิดปกติ” จากปีก่อนถึง 12,976 ตัน “อาจเพราะมีการสต๊อกพาราควอตเพิ่มขึ้นเพื่อขายเป็นช่วงสุดท้ายก่อนถูกแบน ในขณะที่ราคาจำหน่ายในตลาดก็เริ่มขยับขึ้น 20-30% แล้วด้วย” แหล่งข่าววงการค้าธุรกิจเคมีเกษตรตั้งข้อสังเกต

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พยากรณ์ผลผลิตปาล์มน้ำมันปี 2561 จำนวน 15.18 ล้านตัน สูงกว่าปี 2560 ที่มีผลผลิต 14.24 ล้านตัน หรือสูงขึ้น 6.60% ขณะที่ความต้องการใช้ทรงตัว ประกอบกับสต๊อกปลายปี 2560 อยู่ในระดับสูง จะส่งผลให้ทั้งปี 2561 มีปริมาณน้ำมันปาล์มส่วนเกิน โดย ณ วันที่ 22 มีนาคม 2561 ราคาผลปาล์มในแหล่งผลิตสำคัญคือ กระบี่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร ลดลงเหลือกิโลกรัม (กก.) ละ 3.30 บาท ส่วนราคาน้ำมันปาล์มดิบ กิโลกรัมละ 19.25 บาท ขณะที่ราคาตลาดโลกอ้างอิงมาเลเซียลดลงเช่นกัน เหลือ กิโลกรัมละ 19.50 บาท

นายบุณยฤทธิ์ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ได้มีมติให้กระทรวงพาณิชย์หารือผู้ประกอบการเพื่อแก้ไขปัญหา กรมจึงเรียกหารือผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม และเห็นชอบร่วมกันให้ประกาศราคารับซื้อน้ำมันปาล์มดิบ โดยกำหนดให้โรงงานกลั่นน้ำมันปาล์ม ผู้ผลิตไบโอดีเซล (บี100) ผู้ประกอบการซื้อหรือขายน้ำมันปาล์ม (Trader หรือ Broker) และผู้ซื้อน้ำมันปาล์มดิบทั่วไป รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบที่ส่งมอบ ณ กรุงเทพมหานครและปริมณฑลในราคาไม่ต่ำกว่า กิโลกรัมละ 19.00 บาท โดยจะทบทวนราคาทุก 2 สัปดาห์ และขอให้โรงงานสกัดต้องรับซื้อ ผลปาล์มน้ำมันในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม

“จะกำกับดูแลอย่างเข้มงวด หากพบว่าผู้ประกอบการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบต่ำกว่าราคาที่กำหนด อาจเข้าข่ายกระทำความผิดตามมาตรา 29 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และได้ประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ให้โรงงานสกัดในพื้นที่หยุดหรือปิดรับซื้อพร้อมกัน” นายบุณยฤทธิ์ กล่าว