วช.จัดประชุมชี้แจงสร้างความร่วมมือภาคีเครือข่ายการบริหารจัด

การทุนวิจัยและนวัตกรรมของประเทศสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในฐานะหน่วยงานหลักในการสนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้ประเทศพัฒนาด้วยการวิจัยและนวัตกรรมครอบคลุมงานวิจัยเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ ส่งเสริมภาคอุตสาหกรรม พัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งทางด้านสังคม สิ่งแวดล้อม การส่งเสริมการวิจัยเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ รวมทั้งการพัฒนางานวิจัยพื้นฐานและการพัฒนาบุคลากรวิจัย ทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาสังคม เพื่อยกระดับศักยภาพของบุคลากรวิจัย ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มนุษยศาสตร์

เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ วช. จึงจัดการประชุมชี้แจงและการสร้างความร่วมมือภาคีเครือข่ายการบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2562 ณ ห้องแกรนด์ฮอลล์ 2 โรงแรมรามาการ์เดนท์ โดยศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม เพื่อให้ผู้ประสานงาน ผู้ประสานชุดโครงการ พี่เลี้ยงงานวิจัย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้ร่วมฟังแนวทางการบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ

รวมทั้งร่วมแสดงความคิดเห็น เสนอแนะแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินงานของสำนักประสาน โดยมุ่งเน้นความรับผิดชอบ (Accountability) ในการดำเนินงานและส่งมอบผลลัพธ์ สามารถบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการกำกับ ติดตาม และประเมินผล และมีขอบเขตการดำเนินงานที่ชัดเจนต่อไป

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ลงพื้นที่จังหวัดตรัง สำรวจศักยภาพสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านหนองครก จำกัด ถกประเด็นการใช้ประโยชน์และขยายโอกาสการค้าผ่านเอฟทีเอ พร้อมทั้งจัดเสวนาเข้มติดอาวุธเกษตรกรและสหกรณ์ยางพารา ระหว่างวันที่ 25-26 กรกฎาคม 2562

นางสาวบุณิกา แจ่มใส ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาความพร้อมทางการค้า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 คณะกรมเจรจาฯ ได้ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่พบปะสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านหนองครก จำกัด เพื่อสำรวจศักยภาพสหกรณ์กองทุนสวนยาง และหารือเรื่องการใช้ประโยชน์จากความตกลงค้าเสรี (เอฟทีเอ) เจาะตลาดต่างประเทศ โดยพบว่าสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านหนองครก จำกัด มีสมาชิก 86 ราย พื้นที่ประมาณ 4,600 ไร่ รับซื้อน้ำยางจากสมาชิกเพื่อแปรรูปเป็นหมอนและที่นอนยางพารา. ผลิตหมอนยางพาราได้เดือนละ 5,000 ใบ จำหน่ายภายในประเทศภายใต้เครื่องหมายการค้า Nong Krok

โดยส่งออกไปจีนซึ่งเป็นตลาดหลักเดือนละ 4,000 ใบ โดยใช้ตราสินค้าตนเอง รวมทั้งยังรับจ้างผลิต (OEM) ส่งออกไปมาเลเซียและเมียนมาร์ด้วย ซึ่งสหกรณ์ฯ สามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ยางพาราโดยใช้ประโยชน์จากความตกลงเอฟทีเอ โดยเฉพาะเอฟทีเออาเซียน และอาเซียน-จีน. ซึ่งไม่เก็บภาษีนำเข้ากับสินค้ายางพาราที่ส่งออกจากไทยแล้ว นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ยังมีเป้าหมายที่จะทำตลาดในประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป แต่ยังต้องพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ โดยสหกรณ์ฯ อยู่ระหว่างหาแหล่งทุนเพื่อซื้อเครื่องจักร และดำเนินการขออนุญาตต่างๆตามกฎหมายผังเมืองเพื่อขยายกิจการและยกระดับมาตรฐานกำลังการผลิตต่อไป

นางสาวบุณิกา กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯ ยังได้ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ หอการค้าไทย สหกรณ์จังหวัด และสำนักงานพาณิชย์จังหวัด จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “พัฒนาความพร้อมทางการค้าของสหกรณ์ไทยสู่การค้าเสรี” ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2562 เชิญเครือข่ายสหกรณ์ในพื้นที่ มาร่วมวงเสวนากับภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คำแนะนำเรื่องการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ และการยกระดับสหกรณ์ไทยในโลกค้าเสรี เพื่อให้เกษตรกรและสหกรณ์ยางพาราใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอขยายตลาดสู่ต่างประเทศได้มากขึ้น โดยจะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการผลิตสินค้า เพื่อสร้างแต้มต่อให้กับผลิตภัณฑ์ยางพาราไทยและขยายตลาดสู่ต่างประเทศ สร้างความมั่นคงด้านรายได้แก่สหกรณ์และเกษตรกรยางพาราไทยในระยะยาว

ทั้งนี้ ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย โดยในปี 2561 ไทยส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง มูลค่า 4,602.1 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นยางแท่ง 2,222 ล้านเหรียญสหรัฐ น้ำยางธรรมชาติ 1,354.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ยางแผ่น 902.8 ล้านเหรียญสหรัฐ และยางพาราอื่นๆ 123.2 ล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2562 (ม.ค.– มิ.ย. 62) ไทยส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางมูลค่า 2,177.2 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นยางแท่ง 1,190.6 ล้านเหรียญสหรัฐ น้ำยางธรรมชาติ 577.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ยางแผ่น 382.4 ล้านเหรียญสหรัฐ และยางพาราอื่นๆ 26.4 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีประเทศคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เป็นต้น

สำหรับโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “พัฒนาความพร้อมทางการค้าของสหกรณ์ไทยสู่การค้าเสรี” ซึ่งกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจัดร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ครั้งที่ 1 จัดไปเมื่อวันที่ 3 – 4 กรกฎาคม 2562 ณ สหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด จังหวัดลำพูน สินค้าลำไย ครั้งที่ 2 จัดเมื่อวันที่ 25 – 26 กรกฎาคม 2562 ณ สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านหนองครก จำกัด จังหวัดตรัง สินค้ายางพาราและผลิตภัณฑ์แปรรูป และมีแผนจะจัดครั้งที่ 3 ที่สหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี สินค้าเงาะและกล้วยหอม และครั้งที่ 4 ที่สหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด จังหวัดมุกดาหาร สินค้าโคเนื้อ ผู้สนใจแจ้งความประสงค์เข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ FTA Center โทรศัพท์ 02-507-7555

ผมเคยถามมนุษย์เงินเดือนว่า สิ่งปรารถนาที่สุดในชีวิตคืออะไร หลายคนตอบว่า อยากกลับไปอยู่บ้านเกิด ใช้ชีวิตอยู่ในสวน ใช้ชีวิตในเวลานี้หรือบั้นปลายให้มีความสุข สงบ สโลว์ไลฟ์ ตามใจปรารถนา อยากทำงานก็ทำ ไม่อยากทำก็ไม่ทำ ไม่ต้องเป็นลูกจ้างใคร เป็นลูกจ้างตัวเอง พอถามความพร้อม ที่ดินมีไหม เงินทุนสำรองมีไหม รายได้อื่นมีไหม ไม่มีสักอย่าง ถามว่าค่าใช้จ่ายประจำมีไหม บอกมี แววอดตายก็ปรากฏให้เห็น

ความมุ่งหวังเป็นเรื่องที่มีความสุข ทำให้ชีวิตดำเนินไปข้างหน้า แต่ต้องดูความพร้อมด้วย เหมือนตอนเด็กๆ เราอยากเรียนหมอ แต่เราไม่ได้เรียนเก่ง แล้วยังไม่ได้พยายาม แต่มีความหวังลมๆ แล้งๆ ไปเรื่อยเปื่อย สู้เอาความคิดมาจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เราทำได้ดีกว่า ถ้าสิ่งไหนที่เรามุ่งมั่นและมีความชอบสิ่งนั้นทำเป็นอาชีพที่ทำให้เราเลี้ยงตัวได้

การทำเกษตรไม่ใช่ว่าทำไม่ได้เลย แต่การลาออกแล้วมาทำเกษตรสำหรับคนไม่พร้อม ตายลูกเดียว แต่มีวิธีหนึ่งที่จะทำความฝันให้เป็นจริง คือการทำควบคู่กันไป ผมมาเจอคนคนหนึ่งซึ่งผมว่าใช่เลย คุณวิชัย สายวารี จบปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต เมื่อปี 2550 ได้ทำงานเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพอาหาร บริการจัดการระบบคุณภาพและบริหารจัดการโรงงานอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการโรงงาน ซึ่งมีความชอบทางด้านการเกษตรและได้ลงมือทำควบคู่กับงานประจำจนประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง

ด้วยแรงบันดาลใจจากแนวเศรษฐกิจพอเพียง ที่ได้อ่านจากหนังสือและในยูทูบ นำมาปรับใช้ในการทำการเกษตร โดยคุณวิชัยก็มีพื้นฐานที่มีครอบครัวทำการเกษตรที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งปลูกปาล์มน้ำมันและสวนยาง คิดว่าทำอย่างไรเพื่อให้มีผักกินโดยไม่ต้องซื้อและเป็นผักปลอดภัย จากคำนิยามว่า “ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก” นำมาเป็นหลักคิดในการทำการเกษตรตอนแรกเริ่ม

แนวคิดที่ทำการเกษตรบนพื้นที่ข้างบ้าน ในหมู่บ้านจัดสรรที่อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ตนี้คือ
อย่างแรก มีผักปลอดภัยที่ไม่ใช้สารเคมีทั้งหมดบริโภคภายในบ้าน เนื่องจากผักส่วนใหญ่ที่ซื้อในตลาดเป็นผักที่ใช้สารเคมี ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

อย่างที่สอง คือลดรายจ่ายในการซื้อวัตถุดิบมาปรุงอาหาร เนื่องจากในจังหวัดภูเก็ตค่าครองชีพสูงกว่ากรุงเทพฯ เสียอีก ประการสุดท้าย ผลผลิตส่วนหนึ่งจะมากเกินการแจกจ่ายก็จะนำมาจำหน่ายเพิ่มรายได้ ถึงแม้จะไม่มากนัก

จากบ้านทาวเฮ้าส์สองชั้นหลังริม บนพื้นที่ 31 ตารางวา มีพื้นที่ข้างบ้านเหลือประมาณ 40 ตารางเมตร เริ่มจากทดลองปลูกของที่กินอยู่ในชีวิตประจำวันก่อน เช่น พริก ข่า ตะไคร้ โหระพา กะเพรา สะระแหน่ แมงลัก ซึ่งได้ผลผลิตเพียงพอที่จะนำมากินในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่จะเหลือแจกจ่ายเพื่อนบ้านด้วยซ้ำ เมื่อเห็นว่าประสบผลสำเร็จ จึงปลูกเตย มะเขือยาว ขิง ผักหวานบ้าน กวางตุ้ง ปูเล่ ผักกูด และผักสลัด ซึ่งทั้งหมดเป็นพืชชั้นแรก

ต่อมาก็เริ่มปลูกพืชชั้นที่สอง ได้แก่ มะขาม (ตัดเตี้ย ต้องการเพียงยอด) ชะอม มันปู ตะลิงปลิง หม่อน มะละกอ แค และมะกอกฝรั่งส่วนพืชชั้นที่สาม จะเป็น กล้วย ชะมวง เสาวรส มะม่วง เมื่อมีความเชี่ยวชาญขึ้นก็เริ่มปลูกในถุงโดยเฉพาะผักเลื้อย เช่น แตงกวา บวบ ถั่วพู ตำลึง โดยตั้งไว้ด้านนอกรั้วแล้วให้เลื้อยเกาะรั้วไว้ นอกจากพืชสำหรับกินแล้ว ยังปลูกไม้ดอกไม้ประดับ เช่น สับปะรดสี กล้วยไม้สกุลแคทลียาและสกุลหวายอีกด้วย

ปุ๋ย และจุลินทรีย์เสริม
ในการปลูกผักอินทรีย์ ปุ๋ยและจุลินทรีย์เสริมเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เนื่องจากการไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลย ทำให้ผักไม่มีธาตุอาหารที่เพียงพอ บ้านพอเพียงภูเก็ต จึงใช้
1. ปุ๋ยหมักจากเศษอาหารที่เหลือ
2. น้ำหมักจุลินทรีย์หน่อกล้วย
3. ปุ๋ยหมักจากใบไม้แห้ง (ขอจากคนสวนในหมู่บ้าน)
4. ปุ๋ยไส้เดือน จากการเลี้ยงไส้เดือนด้วยเศษผัก
5. น้ำหมักจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง
6. น้ำหมักจากเศษปลาและสับปะรด

วิธีทำน้ำหมักจากเศษปลาและเปลือกสับปะรด เนื่องจากโรงงานที่คุณวิชัยทำอยู่มีเศษปลาเหลือจำนวนมาก จึงหาวิธีที่จะใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ สูตรนี้จะใช้เศษปลาย่าง ซึ่งคุณสมบัติจะด้อยกว่าปลาสด แต่เนื่องจากวัสดุไม่ได้ซื้อหาจึงนำมาใช้ และเศษเปลือกสับปะรดก็ได้จากพ่อค้าขายผลไม้ตัดแต่งหน้าโรงงาน

ตามสูตร ใช้เศษปลา(ปลาสดก็ได้) 3 ส่วน เศษเปลือกสับปะรด 3 ส่วน กากน้ำตาลหรือน้ำตาลทราย 1 ส่วน หมักให้เข้ากัน เติมน้ำไปเล็กน้อย หมักไว้ในร่มไม่ให้โดนแดด ปิดฝาอย่าให้สนิทมาก คนสัปดาห์ละครั้ง ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน จะมีกลิ่นหอมสามารถนำมาใช้ได้ อัตราส่วนการใช้ 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 20 ลิตร ในน้ำหมักจะมีธาตุอาหารคือ ไนโตรเจน และโพแทสเซียม ส่งผลต่อการเจิรญเติบโตและผลิดอกออกผล

สูตรน้ำยาเร่งรากชั้นดี
ดังจะเห็นในภาพที่มีการตอนใส่ถุง แล้วมีรากเกิดจำนวนมาก ต้นที่ตอนในภาพเป็นต้นมันปู ผมจึงขอเอาสูตรมาฝาก ใช้กะปิ 1 ช้อนแกง เครื่องดื่มชูกำลัง 1 ฝา ละลายกับน้ำ 5 ช้อนแกง ผสมให้เข้ากัน สามารถนำไปใช้ได้เลยไม่ต้องหมัก โดยใช้ทากิ่งตอนที่ควั่นเปลือกออกแล้วทาและพักให้แห้งประมาณ 10 นาที แล้วนำส่วนที่เหลือมาหมักกับขุยมะพร้าวแห้งประมาณครึ่งกิโลกรัม ผสมกับมูลไส้เดือนครึ่งกิโลกรัมเช่นกัน ผสมรวมกันเติมน้ำให้ชื้น นำมาใส่ถุงพลาสติกสำหรับตอนได้เลย ไม่ต้องหมักทิ้งไว้ ใช้เวลาประมาณ 16 วัน สำหรับต้นมันปู สำหรับต้นชนิดอื่นจะมากน้อยสุดแล้วแต่ชนิดของต้น

ส่วนผักใบ จะใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยและจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ผสมน้ำ ฉีดพ่นสัปดาห์ละครั้ง ส่วนปุ๋ยมูลไส้เดือนที่เลี้ยงไว้จะปาดหน้าเอาออกเดือนละครั้ง มาใส่ต้นไม้เดือนละครั้ง พร้อมปุ๋ยหมักอื่นๆ ส่วนปุ๋ยหมักเศษปลากับสับปะรดจะใช้ผสมในฝักบัวรดเลย การเติมปุ๋ยอื่นๆ ก็ดูตามอัธยาศัย โดยทำในเวลาว่างช่วงเช้าหรือเย็น

นอกจากการปลูกผักในกระถาง บนแปลง ในถุงแล้ว ที่บ้านพอเพียงภูเก็ต ยังเพาะต้นอ่อนทานตะวันอีกด้วย โดยใช้น้ำจุลินทรีย์หน่อกล้วยรด ส่วนมูลไส้เดือนไม่แนะนำให้ผสมลงในเครื่องปลูก เพราะจะเป็นเชื้อได้ง่าย และเมื่อตัดทานตะวันงอกแล้ว ส่วนรากก็จะนำมาเป็นอาหารไส้เดือน ปลาดุกก็เลี้ยงในบ่อขนาดเล็ก และจะถ่ายน้ำทุก 3 วันโดยจะตักน้ำออก 2 ส่วน เหลือน้ำไว้ 1 ส่วน เติมน้ำใส่สองส่วน หอยขมเอามาเลี้ยงในถังพลาสติกตัดครึ่ง หอยขมชอบน้ำนิ่ง ใส่ใบไม้ร่วงและให้อาหารปลาดุก แล้วต้องเลี้ยงปลาหางนกยูงเพื่อกินลูกยุง

การตลาด ทำใกล้ตัว
สืบเนื่องจากการมีหน้าที่การงานประจำ จะมีเวลาว่างน้อย คุณวิชัย จะมีเวลาดูแลสวนในช่วงเช้าก่อนไปทำงาน และช่วงเย็นหลังเลิกงาน ส่วนวันหยุดจะใช้เวลาในช่วงเช้า ช่วงบ่ายก็จะออกไปเปลี่ยนบรรยากาศนอกบ้าน ส่วนเพจจะมีเวลาได้ดูตอนรับประทานข้าวเที่ยงด้วย ลูกค้าจะอยู่ในกลุ่มออนไลน์คือสมาชิกในหมู่บ้านเดียวกันและพนักงานในโรงงาน เมื่อมีผลผลิตผักก็จะโพสต์ไว้ในเพจ สมาชิกสามารถสั่งจองได้ สมาชิกส่วนใหญ่จะสั่งจองล่วงหน้า ส่วนสินค้าคุณวิชัยจะมีการตัดส่ง ในหมู่บ้านสามารถส่งตอนเช้าก่อนไปทำงาน ส่วนพนักงานที่สั่งออเดอร์จะนำไปส่งที่ทำงานเลย ส่วนที่สั่งต้นพันธุ์จะส่งทางเคอรี่

สรุปสุดท้ายได้ว่า ไม่มีข้อแม้ว่ามีพื้นที่น้อย ไม่มีเวลาเพราะทำงานประจำ ไม่มีความรู้เรื่องเกษตร แล้วทำเกษตรไม่ได้ คุณวิชัย ฝากว่า ให้เริ่มทำทันที แล้วมันจะค่อยๆ เป็นไปเอง อย่าพูดแค่ คำว่า “จะ”

สนใจเรื่องผักสามารถติดต่อ คุณวิชัย สายวารี หมู่บ้านเจ้าฟ้าการ์เด้นโฮม 7 พรีเมียปาร์ค ตำบลรัษฎา อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต โทรศัพท์ 087-802-4090 ติดต่อในช่วงก่อนหรือหลังเลิกงาน หรือที่ เพจ บ้านพอเพียงภูเก็ต

สถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ที่ออกมาว่าเหลือน้ำติดก้นอ่างสามารถใช้การได้คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ เหลือแค่ตัวเลขหลักหน่วยเท่านั้น บางเขื่อนหนักสุด ปริมาณเปอร์เซ็นต์ของน้ำที่สามารถใช้ได้ ถึงขั้นติดลบทีเดียว

ซึ่งแน่นอนต้นเหตุมาจาก ฝนไม่ตก ไม่มีน้ำไหลลงอ่าง เป็นเหตุให้ไม่สามารถปล่อยน้ำให้ประชาชน และเกษตรกรใช้ได้อย่างเต็มที่ หรือบางวันก็ไม่สามารถปล่อยน้ำได้เลย และสถานการณ์ดินฟ้าอากาศประเทศไทยในเวลานี้ และนับจากนี้ไปอีก 1-2 เดือน ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และหลายๆ พื้นที่ของภาคกลางฝนแทบจะไม่ตกเลย โดย คำว่า ฝนไม่ตกเลยนั้น ครอบคลุมไปถึงบางพื้นที่ของภาคกลาง และภาคเหนือบางแห่ง ฝนไม่ตกมาตั้งแต่ต้นปี นั่นคือ แล้ง และขาดน้ำเข้าขั้นวิกฤต

แต่ในท่ามกลางสถานการณ์ของความแล้งรุนแรงในคราวนี้ มี 60 ชุมชน 1,548 หมู่บ้าน ที่ชาวบ้านก็ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ภัยแล้งเช่นเดียวกัน แต่พวกเขากลับไม่ได้ขาดแคลนน้ำเหมือนพื้นที่อื่นๆ นั่นคือ ยังคงมีน้ำในแหล่งกักเก็บน้ำของหมู่บ้านใช้อย่างเหลือเฟือ

นายสุทัศน์ วีสกุล ผู้อำนวยการสถานบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ตลอด 8 ปี ที่ผ่านมา สสน. ร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ได้สำรวจพื้นที่ทั่วประเทศ ที่มีประมาณ 7,000 ตำบล 20,000 หมู่บ้าน พบว่า ครึ่งหนึ่งของพื้นที่เหล่านี้เสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้ง จึงได้ตั้งเป้าเข้าไปอบรมให้ความรู้ โดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุทกวิทยา โดยได้คัดเลือกพื้นที่ที่มีผู้นำชุมชนเข้มแข็ง ชาวบ้านในพื้นที่ร่วมกันทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยอบรมปีละประมาณ 500 ตำบล ปีนี้อบรมได้ครบ 4,000 ตำบล

“แม้ทุกพื้นที่จะไม่ประสบความสำเร็จ 100% แต่เป็นการเบิกทาง เบิกความรู้ ทำให้ทุกคนมั่นใจว่า การบริหารจัดการน้ำด้วยวิธีที่ถูกต้องนั้น จะไม่ทำให้เดือดร้อนเรื่องน้ำ ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่ภัยแล้งเท่านั้น แต่เรื่องของน้ำมาก เพราะฝนตกมากเกินไป ก็ยังสามารถจัดการกับน้ำที่เหลือเฟือเหล่านั้นได้ด้วย นอกจากนี้ ยังมีเครือข่ายการจัดการน้ำชุมชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทั้งชาวบ้านและผู้นำชุมชนผ่านการอบรมวิธีการบริหารจัดการน้ำมาแล้ว โดยปัจจุบันพบว่า ชุมชนเหล่านี้ จำนวน 64 ชุมชน ไม่มีปัญหา ทั้งเรื่องน้ำแล้ง และน้ำท่วมเลย จนกระทั่งวันนี้Ž” นายสุทัศน์ กล่าว

นายรอยล จิตรดอน เลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ กล่าวว่า ปีนี้ต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีปัญหา บางปีก็ฝนน้อยมาก บางปีก็จะมีฝนมากไปเลย ซึ่งส่งสัญญาณมาได้ 4-5 ปีแล้ว เนื่องจากสภาพอากาศโลกที่เปลี่ยนไป ประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบแบบเต็มๆ วิธีทางแก้ตอนนี้คือ คนไทยเองต้องปรับตัวและหาทางแก้ปัญหาน้ำน้อย และน้ำในชุมชนไม่พอใช้ด้วย ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ชุมชนตำบลลิ่มทอง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ก่อนหน้านี้จะมีปัญหาเรื่องภัยแล้ง แต่คนในชุมชนลุกขึ้นมาบริหารจัดการน้ำกันเอง บางคนขุดสระของตัวเอง มีการจัดการระบบชลประทานในชุมชน น้ำฝนที่ตกลงมาก็ไม่ได้ปล่อยให้หายไป หาทางนำน้ำกลับมาพักไว้ใช้ในหน้าแล้ง และตอนนี้ในชุมชนตำบลลิ่มทอง มีน้ำใช้อยู่ ร้อยละ 50

ชุมชนภูถ้ำ ภูกระแต ต.แวงน้อย อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น ชุมชนแห่งนี้อยู่ต้นน้ำชีไม่มีแหล่งน้ำ ชุมชนใช้วิธีจัดการน้ำกันเอง ขุดสระ ทำระบบชลประทานในชุมชน แม้จะไม่มีฝนตกในตอนนี้ แต่ชาวบ้านที่นี่มีน้ำใช้ในช่วงที่เกิดภัยแล้งเกือบ ร้อยละ 50 ในอดีตเป็นพื้นที่แล้งซ้ำซาก และในปี 2562 นี้ ประสบปัญหาฝนน้อย มีปริมาณฝนสะสมตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน 350 มม. อีกทั้งเกิดฝนทิ้งช่วงตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน แต่กลับไม่ประสบปัญหาภัยแล้ง ยังคงมีน้ำเพียงพอสำหรับอุปโภคบริโภค และทำการเกษตร จากแหล่งน้ำในพื้นที่ที่เป็นผลจากความสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำชุมชนร่วมกับ สสน.และมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยสถานการณ์ปัจจุบันในพื้นที่ มีปริมาณน้ำต้นทุนในหนองฝายบ้านสำหรับน้ำอุปโภคสำรอง 45% ประมาณ 56,000 ลูกบาศก์เมตร ใช้ได้ 2 ปี เนื่องจากการระเหยและซึมลงดินถึง 2 เท่า

พื้นที่ชุมชนป่าภูถ้ำประสบปัญหาความแห้งแล้งซ้ำซากมากว่า 40 ปี และเคยแล้งต่อเนื่องถึง 4 ปี แล้วมีฝนตกตามฤดูกาลต่อเนื่อง 2 ปี แล้วกลับมาแล้งต่อเนื่องอีก 4 ปี สลับกันเช่นนี้ พื้นที่ชุมชนมีลักษณะสูงต่ำเป็นลอนคลื่น การพัฒนาที่ผ่านมาส่วนใหญ่ เริ่มจากขุดคลองที่ลอนคลื่นต่ำหรือลำห้วยที่มีอยู่เดิม น้ำจึงไหลไปรวมที่ต่ำหมด การนำน้ำจากที่ต่ำขึ้นที่สูงเพื่อมาใช้ในการอุปโภคบริโภค และเพื่อการเกษตรจึงมีต้นทุนสูง

แต่ก็ยังเกิดความสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำแล้ง น้ำหลาก บนพื้นที่สูงลอนคลื่นจนได้

การบริหารจัดการน้ำจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำโดยมีระบบการดักรวบ และต้อนน้ำไปสู่ทิศทางที่ต้องการ เติมเข้าสระในรูปแบบขั้นบันได หรือสระพวงที่ใช้แรงโน้มถ่วงเป็นสำคัญ เกิดการใช้น้ำซ้ำกว่า 5 ครั้ง เป็นการใช้น้ำที่มีต้นทุนต่ำหรือไม่ได้ใช้เลย

จากนั้นเกษตรกรได้ปรับวิถีการผลิตพืชเชิงเดี่ยวเป็นเกษตรทฤษฎีใหม่ที่มีการบริหารจัดการน้ำในระดับแปลง มีการจัดรูปที่ดินใหม่เพื่อให้เหมาะสมและง่ายต่อการจัดการน้ำในรูปแบบที่ใช้น้ำซ้ำในแปลง เป็นการประหยัดน้ำ ลดต้นทุน เกิดความคุ้มค่าและยั่งยืนด้วย

ปี พ.ศ.2553 หลังจากที่ชุมชนได้ร่วมเรียนรู้การบริหารจัดการน้ำชุมชนจาก สสน. และมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ชุมชนจึงได้นำเทคโนโลยีและสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ เช่น เครื่อง GPS แผนที่ภาพถ่ายจากดาวเทียม โปรแกรม QGIS ใช้สำรวจโครงสร้างแหล่งน้ำ สถานะแหล่งน้ำ ทางน้ำธรรมชาติ และความต้องการใช้น้ำ ทำให้ทราบค่าระดับความสูงต่ำ นำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างน้ำที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ สามารถบริหารจัดการน้ำจากที่สูงลงต่ำ และมีการใช้น้ำซ้ำหลายรอบโดยไม่มีต้นทุนในการนำน้ำมาใช้ เกิดเป็นระบบบริหารจัดการน้ำแล้งบนพื้นที่สูงลอนคลื่น อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบัน เกิดการขยายผลด้านการบริหารจัดการน้ำชุมชนในพื้นที่ชุมชนเครือข่ายลุ่มน้ำชี 10 จังหวัด 60 ชุมชน 37 ตำบล 12 อำเภอ ครอบคลุมพื้นที่ 200,000 ไร่ และสามารถบรรเทาปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำชีได้ ประมาณ 200,000 ไร่ ต่อปี

นายรอยล กล่าวว่า นอกจากนี้ พื้นที่ใกล้ๆ กรุงเทพฯ ก็มี เช่น ชุมชนบึงชำอ้อ จ.ปทุมธานี ที่นี่ก็มีการจัดการน้ำในชุมชน ด้วยการขุดร่องสวน ปลูกไม้ผล และไม้ที่ทนต่อน้ำท่วม เช่น ปาล์ม มะพร้าว และที่นี่เองมีเอกชนรายหนึ่ง นำวิธีการจัดการน้ำในชุมชนไปทำที่สวนของเขาราว 200 ไร่ และผลที่ออกมาคือ เขามีน้ำใช้โดยไม่ต้องรอน้ำจากระบบชลประทาน

“เราต้องรู้จักใช้วิกฤตครั้งนี้แก้ปัญหา โดยเน้นให้แต่ละชุมชนมีแหล่งน้ำสำรอง อย่ารอแต่ระบบชลประทานเพียงอย่างเดียว การบริหารน้ำในเขื่อนใหญ่ เดิมเป็นเกณฑ์กักและระบายน้ำตามเวลา แต่ควรเปลี่ยนเป็นเกณฑ์กักและระบายน้ำตามเวลาและฝน เช่น ดูเปรียบเทียบว่าปีที่แล้ว น้ำแล้ง แล้งมาก-น้อย หรือปานกลาง หรือปีที่แล้วน้ำท่วมแค่ไหน ท่วมมาก ท่วมน้อย ท่วมปานกลาง หรืออย่างไร เพราะสภาพแต่ละปีจะไม่เหมือนกัน

และสุดท้าย การบริหารน้ำในเขื่อนในลักษณะเป็นกลุ่ม ไม่ใช่เขื่อนใคร เขื่อนที่บริหารกันเอง ปีนี้ฝนเท่ากับปี 2558 แต่ต้องหาสาเหตุว่า ทำไมปีนี้ถึงได้แล้งมากกว่า

จึงอยากให้คนไทยร่วมกันแก้ปัญหาน้ำแล้งในครั้งนี้ไปก่อน และคิดวิธีแก้ปัญหาระยะยาวอาจจะใช้โมเดลจัดการบริหารนำชุมชน ที่สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) และมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ร่วมกันทำไว้ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย เพราะในภาวะที่บางพื้นที่ขาดแคลนน้ำ แต่ชุมชนที่มีการจัดการน้ำด้วยตัวเองกลับอยู่ได้” เลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ กล่าว