วัฒนธรรมจังหวัดลำปาง กล่าวว่า โครงการพัฒนาและยกระดับ

การท่องเที่ยว มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำองค์ความรู้ตำนาน อัตลักษณ์ผ้าและเครื่องแต่งกายล้านนา สร้างเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่เชื่อมโยงอัตลักษณ์ด้านผ้าและเครื่องแต่งกายล้านนา เผยแพร่วิถีวัฒนธรรมด้านผ้าและเครื่องแต่งกายอันเป็นอัตลักษณ์มรดกทางวัฒนธรรมล้านนา

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศประจำวันที่ 3 สิงหาคม 2560 ดังนี้
ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนเพิ่มมากขึ้น และภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนในภาคใต้ระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมในระยะ 2-3 วันนี้ สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยเริ่มมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มมากขึ้น และภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนตกหนักบางพื้นที่ สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีกำลังแรง อนึ่ง พายุไต้ฝุ่น “โนรู” (NORU) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกจะมีแนวโน้มเคลื่อนตัวไปประเทศญี่ปุ่น ในช่วงวันที่ 4-7 ส.ค.60 ผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณดังกล่าวควรตรวจสภาพอากาศก่อนออกเดินทางด้วย โดยพายุนี้ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเชียงราย ลำปาง ตาก กำแพงเพชร พิจิตร เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี และนครปฐม อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 27-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่ อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตขึ้นมา: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ตั้งแต่จังหวัดกระบี่ลงไป: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ส่วนมากในระหว่างบ่ายถึงค่ำ อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

สินค้าจากภาคเกษตรกรรมเป็นสินค้าที่ราคาเป็นปัญหาทุกประเทศทั่วโลก เพราะทุกวันนี้มนุษย์สามารถผลิตสินค้าเกษตรได้เกินความต้องการในการอุปโภคบริโภคได้เป็นจำนวนมาก ถ้าหากราคาสินค้าเกษตรนั้นมีราคาสูงพอ ปริมาณการผลิตจึงมิได้อยู่ที่ความสามารถของการผลิตของเกษตรกรโดยส่วนรวม ยกเว้นแต่บางประเทศที่แห้งแล้งเป็นทะเลทราย แต่ถ้าราคาสูงมากมนุษย์ก็ขวนขวายหาทางเพาะปลูกจนได้ เช่น เกษตรกรในมณฑลซินเจียงของประเทศจีน สามารถระบายหิมะจากยอดเขาเทียนซาน ไหลลงมากลายเป็นน้ำใช้ทำการเพาะปลูกได้

ราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภทธัญพืช เช่น ข้าวสาลี ข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง รวมทั้งมันฝรั่ง อ้อย ยางพารา และอื่นๆ ล้วนกลายเป็นสินค้าการเมืองทั้งสิ้น กล่าวคือ ราคามีผลต่อความนิยมและเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลและพรรคการเมือง รวมทั้งชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรในประเทศด้วย เพราะมีความต้องการทั้งด้านผู้ผลิตและผู้บริโภคและอุปโภค

สำหรับประเทศในระบบเศรษฐกิจเสรีที่เป็นประเทศที่มีความเจริญทางอุตสาหกรรมในระดับสูง ที่มาตรฐานการดำรงชีวิตสูง ค่าจ้างแรงงานก็ถีบตัวสูงตามไปด้วย ถ้าหากจะเปิดตลาดให้สินค้าเกษตรสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างเสรีระหว่างประเทศ สินค้าเกษตรจากต่างประเทศก็จะหลั่งไหลเข้ามาทำให้ภาคเกษตรกรรมของประเทศล่มสลายได้

ในการเจรจาเพื่อเปิดตลาดให้มีการค้าเสรี จึงไม่สามารถรวมสินค้าภาคเกษตรเข้าไปในรายการที่จะต้องเปิดเสรี สำหรับประเทศที่เป็นสมาชิกขององค์การค้าระหว่างประเทศ เพราะถ้าเปิดเสรีประเทศที่เจริญแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรปตะวันตก ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จะต้องเลิกการผลิตสินค้าเกษตร เพราะถ้าเปิดเสรีประเทศที่พัฒนาแล้วต้องเลิกผลิตสินค้าเกษตร เพราะราคาจะต่ำลงจนผลิตไม่ได้ ไม่คุ้มค่าแรง

ประเทศเหล่านี้จึงมีนโยบายสินค้าเกษตรของตนเอง กล่าวโดยรวมๆ ก็คือห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรที่ตนต้องการจะปกป้องเกษตรกรของตน เกษตรกรที่จะผลิตสินค้าเกษตรแต่ละชนิดต้องมาลงทะเบียนกับทางการ ทางการจำกัดเนื้อที่เพาะปลูกให้แต่ละครอบครัว หรือแต่ละบริษัทที่จะทำการเพาะปลูกได้ รัฐบาลตั้งงบประมาณจำกัดในการรับซื้อสินค้าเกษตรทั้งหมดในราคาประกัน จะเรียกว่าโครงการประกันราคา หรือโครงการรับจำนำ หรืออะไรก็แล้วแต่ แล้วรัฐบาลจะโดยหน่วยงานของรัฐที่เป็นรัฐวิสาหกิจหรือสหกรณ์ก็จะเป็นผู้นำสินค้าเกษตรเหล่านั้นออกมาขายให้กับพ่อค้าขายส่งในราคาที่รัฐบาลกำหนด ขึ้นกับความต้องการว่าจะให้ราคาที่ผู้บริโภคจะต้องจ่ายควรเป็นเท่าไหร่

เกษตรกรทั้งหมดในประเทศที่ได้รับอนุญาตให้ทำการเกษตรได้จะมีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับแรงงานทั้งหมดทั่วประเทศ กล่าวคือมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 3-5 เท่านั้นเอง ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ทำการเกษตรได้มักจะมีฐานะและความเป็นอยู่ดีกว่าครอบครัวที่เป็นแรงงานหรือพนักงาน หรือแม้แต่ผู้บริหารในบริษัท เพียงแต่มีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ

ในสมัยที่โลกสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ยังดำรงอยู่ ที่ดินไม่ว่าจะเป็นที่ดินทางการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ทั้งหมดล้วนเป็นของรัฐ ในภาคเกษตรกรรมนั้นหน่วยงานผลิตไม่ใช่ครอบครัว แต่เป็นรัฐวิสาหกิจหรือไม่ก็สหกรณ์ ราคารับซื้อสินค้าเพื่อการเกษตรต่ำมากเมื่อเทียบกับราคาตลาดโลก เกษตรกรจึงไม่อยากจะทำการผลิต หรือเมื่อผลิตแล้วก็มักจะซุกซ่อนไว้ไม่ส่งมอบทั้งหมด เพื่อเอาไว้บริโภคหรือแอบขายในตลาดมืด

สินค้าเกษตรกรรมจึงเป็นสินค้าที่รัฐบาลต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวควบคุม ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่เจริญก้าวหน้าแล้วทางอุตสาหกรรม เพื่อความมั่นคงทางทหาร เช่น กรณีญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และยุโรป ต้องรักษาภาคเกษตรกรรมไว้ จึงต้องทำให้ราคาสูงพอโดยการชดเชยจากภาษีอากรและให้ผู้บริโภคต้องจ่ายในราคาที่สูงกว่าราคาในตลาดโลก สำหรับสหรัฐก็เช่นเดียวกัน รัฐบาลต้องเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อให้ราคาภายในประเทศสูงกว่าราคาตลาดโลก แต่จำกัดจำนวนประชากรในภาคเกษตรกรรมและปศุสัตว์ให้มีเพียงไม่เกิน 5% ของประชากรที่เป็นแรงงานทั้งหมด นโยบายดังกล่าวแม้จะต้องสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินแต่ก็มีจำนวนจำกัด ไม่เป็นอันตรายต่อฐานะการคลังของประเทศ สำหรับประเทศสังคมนิยมที่รัฐบาลเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์เกษตรทั้งหมดก็ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว เพราะปริมาณผลผลิตลดลงจนไม่เพียงพอกับการบริโภคในประเทศต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ในยุคที่รัสเซียและยุโรปตะวันออกเป็นคอมมิวนิสต์ประเทศต่างๆ เหล่านี้ต้องปันส่วนอาหารและเสื้อผ้า ต้องนำเข้าอาหารจากสหรัฐและที่อื่นๆ

พม่าเมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวออกมากที่สุดในโลก เพราะรัฐบาลอาณานิคมอังกฤษเปิดให้มีการค้าเสรี แต่เมื่อกองทัพพม่าเข้ายึดอำนาจแล้วโอนกิจการการสีข้าว ค้าข้าว และส่งออกเป็นของรัฐ หลังจากนั้นพม่าที่เคยเป็นประเทศส่งออกมากที่สุดในโลกก็กลายเป็นประเทศที่ต้องนำข้าวเข้ามาบริโภค ขณะที่ประเทศไทยที่เคยมีการค้าเสรี รัฐบาลได้หันมาเก็บภาษีขาออกและพรีเมียมการส่งออกข้าว ทำให้ราคาข้าวในประเทศต่ำกว่าราคาตลาดโลกครึ่งหนึ่ง

หลังจากที่ไทยเลิกการจำกัดโควต้าการส่งออกสินค้าเกษตร เลิกภาษีขาออก เลิกค่าธรรมเนียมการส่งออก เลิกพรีเมียมการส่งออก ราคาสินค้าเกษตรภายในประเทศก็ถีบตัวสูงขึ้นตามราคาในตลาดโลก เป็นเหตุให้ปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 1-2 ล้านตัน/ปี เป็นประมาณ 9-10 ล้านตัน/ปี

ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกไม่ว่าจะเป็นสินค้าชนิดไหน ไม่มีประเทศใดจะกำหนดราคาได้ เพราะทุกประเทศที่ส่งออกสินค้าเกษตรก็เป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรไปพร้อมกันด้วย สินค้าเกษตรส่วนใหญ่จะถูกบริโภคภายในประเทศและนำเข้าเฉพาะส่วนที่ขาด สินค้าเกษตรที่ซื้อขายกันในตลาดโลกจึงมีเพียง 10-15% ของสินค้าที่ผลิตและบริโภคทั้งหมดเท่านั้น นอกจากนั้นสินค้าเกษตรเกือบทุกชนิดมีสินค้าที่ทดแทนกันได้เยอะมาก โดยเฉพาะในประเทศใหญ่ที่มีพื้นที่ครอบคลุมทั้งเขตร้อนและเขตอบอุ่น เช่น จีน อินเดีย อเมริกา ความสามารถของสินค้าที่ทดแทนกันได้ระหว่างข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด และอื่นๆ จึงเป็นเรื่องปกติมาก ขึ้นอยู่กับราคาเปรียบเทียบ เพราะรสนิยมในการบริโภคของประชากรเหล่านั้นมีความยืดหยุ่น มีการทดแทนด้วยธัญพืชต่างชนิดกันได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่ภาคอุตสาหกรรมยังไม่สามารถดูดซับแรงงานจากภาคเกษตรได้หมดอย่างประเทศพัฒนาแล้ว สถานการณ์จะกลับกันกับประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้ว กล่าวคือแรงงานที่ยังอยู่ในภาคเกษตรยังมีสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับจำนวนแรงงานทั้งหมด ภาคเกษตรกรรมยังเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญในการโอบอุ้มแรงงานส่วนใหญ่ของประเทศ แม้ว่าภาคเกษตรจะผลิตเพียงร้อยละ 10-15 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ แต่โอบอุ้มแรงงานไว้ถึงร้อยละ 35-40 ของแรงงานทั้งหมด

การจะใช้นโยบายราคาเพื่อช่วยเหลือเกษตรทั้งหมด โดยการรับซื้อหรือรับจำนำสินค้าเกษตรกรรมทั้งหมด โดยไม่ได้จำกัดเนื้อที่เพาะปลูกและจำนวนครัวเรือนที่เป็นเกษตรกร จึงเป็นไปไม่ได้สำหรับฐานะการคลังของประเทศ นอกจากจะเป็นภาระอย่างมากแล้วในระยะยาวก็จะยิ่งทำให้เกษตรกรเร่งผลิตสินค้าชนิดที่ได้รับการชดเชยจากรัฐบาลและลดการเพาะปลูกสินค้าที่ไม่ได้รับการชดเชยรัฐบาลอย่างเป็นระบบ ในที่สุดก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศมากขึ้น การชดเชยพืชที่ส่งออกจึงเป็นการส่งเสริมให้มีการผลิตมากขึ้นและผู้ได้รับประโยชน์จากการชดเชยก็คือผู้บริโภคต่างประเทศ

นโยบายราคาสินค้าเกษตรสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่ผลิตสินค้าเหลือเพื่อการส่งออกอย่างประเทศไทยจึงเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก เพราะเป้าหมายของนโยบายเป็นเรื่องทางการเมือง นักวิชาการของรัฐบาลที่ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้มักจะคิดเอาเองว่า เมื่อประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็นข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ยางพารา ประเทศไทยก็น่าจะเป็นผู้กำหนดราคาสินค้าเช่นว่านั้นในตลาดโลกได้ ถ้าเขาลดปริมาณการส่งออกโดยการเก็บกักตุนสินค้าเกษตรเช่นว่านั้น จึงประสบความล้มเหลวมาโดยตลอดแม้แต่สินค้าประเภทแร่ธาตุ เช่น ดีบุก ที่เคยมีการจัดตั้งมูลภัณฑ์กันชนระหว่างประเทศก็ประสบความล้มเหลว ประโยชน์จะไปตกอยู่กับประเทศคู่แข่ง ไม่มีมาตรการใดที่จะทำให้ราคาสินค้าเกษตรดังกล่าวมีราคาสูงกว่าราคาตลาดโลกได้

สำหรับประเทศกำลังพัฒนาหรือกึ่งพัฒนาอย่างประเทศไทย นโยบายราคาสินค้าเกษตรที่ดีที่สุดก็คือปล่อยให้เป็นไปตามราคาตลาด เพื่อให้ราคาสินค้าประเภทต่างๆ เป็นตัวกำหนดว่าสินค้าประเภทใดควรจะผลิตเท่าใด พื้นที่ใดเหมาะสมกับพืชชนิดใด รู้จักใช้ปัจจัยการผลิตให้เหมาะสมกับพืชชนิดต่างๆ ที่มีราคาแตกต่างกัน ที่สำคัญต้องตระหนักไว้เสมอว่า เราไม่สามารถกำหนดราคาตลาดโลกของสินค้าเกษตรชนิดใดได้เลย แม้ว่าเราจะไม่ส่งออกเลยก็ตามก็จะมีผู้ผลิตจากประเทศอื่นผลิตและส่งออกแทนเรา แล้วราคาก็จะอยู่ที่เดิม แต่ราคาสินค้าเกษตรอาจจะถูกกระทบจากภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วมหรือฝนแล้งได้ แต่ก็เป็นเรื่องเฉพาะที่และชั่วคราวเท่านั้น

ถ้าจะต้องทำเพื่อผลทางการเมือง ก็อาจจะต้องทำบ้าง แต่ต้องคำนึงถึงภาระทางการคลังและตระหนักเสมอว่า เราไม่อาจจะทำให้ราคาสูงกว่าราคาตลาดโลกซึ่งก็คือราคาปัจจุบันได้ จะได้ไม่มีปัญหาทางการเมืองอีกด้านหนึ่งที่จะตามมาได้

นโยบายภาคเกษตรกรรมควรคิดกันใหม่ได้แล้ว นายธีรพงศ์ ตันติเพชราภรณ์ ประธานคณะกรรมการด้านยางพารา สภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากข้อเสนอของสภาเกษตรกรแห่งชาติต่อการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ในการเปิดให้เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ให้สามารถแจ้งข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราได้ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐบาลได้ทราบและมีข้อมูล จำนวนพื้นที่ปลูก และผลผลิตที่เป็นจริง สำหรับใช้ประกอบในการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับยางพาราของรัฐบาลรวมทั้งการให้ความช่วยเหลือยามมีภัยพิบัติหรืออื่นๆอย่างถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริง ซึ่งกยท.ได้รับข้อเสนอนี้ และได้ประกาศให้เกษตรกรแจ้งข้อมูลดังกล่าวระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 30 ธันวาคม 2559 นั้น ปรากฏว่ามีเกษตรกรที่ยังไม่ได้แจ้งข้อมูลกับทาง กยท.จึงได้ขยายเพิ่มระยะเวลาการแจ้งตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ถึง 30 กันยายน 2560

สภาเกษตรกรแห่งชาติในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเกษตรกรจึงขอแจ้งถึงเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ที่ยังไม่ได้แจ้งข้อมูลต่อการยางแห่งประเทศไทย ขอให้ติดต่อหน่วยงานของการยางในพื้นที่เพื่อแจ้งข้อมูล ทั้งนี้ การแจ้งข้อมูลไม่ได้เกี่ยวข้องกับเอกสารสิทธิในที่ดินที่ปลูกยางพารา แต่จะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรโดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือจากรัฐบาลจึงขอให้เกษตรกรรีบแจ้งข้อมูลให้ทันภายในวันที่ 30 กันยายน 2560 หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดทุกจังหวัด

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เฝ้าติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคอีสาน เบื้องต้นพบเกษตรกรชาวสวนยาง จำนวน 10 ราย ที่สวนยางได้รับความเสียหาย ซึ่ง กยท. พร้อมดำเนินการจัดสรรเงินช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่เกษตรกรชาวสวนยางที่ประสบอุทกภัย และเร่งสำรวจพื้นที่สวนยางที่ได้รับความเสียจากเพิ่มเติมอีกครั้งหลังน้ำลดกลับสู่ภาวะปกติ

นายวัฒนา คงแก้ว ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทยเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยน้ำท่วมในพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2560 จนถึงขณะนี้ พบว่าสวนยางภายใต้ความดูแลของ กยท. เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จำนวน 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสกลนคร นครพนม และกาฬสินธุ์ ที่ได้รับผลกระทบแน่นอนแล้ว แต่เนื่องจากบางพื้นที่ยังคงมีระดับน้ำท่วมขังสูง เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถเข้าสำรวจจำนวนสวนยางที่เสียหายได้ทั้งหมด

“เบื้องต้นได้รับรายงานจาก กยท. จังหวัดนครพนม ว่า เกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ ต.หนองบ่อ อ.นาแก มีสวนยางได้รับความเสียหายและเป็นไปตามเกณฑ์ได้รับการเยียวยาจาก กยท. ตามมาตรา 49 (5) ว่าด้วยการใช้จ่ายเงินสวัสดิการให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแก่เกษตรกรชาวสวนยางที่ประสบอุทกภัย จนทำให้สวนยางเกิดความเสียหาย ประมาณ 10 ราย ซึ่ง กยท. จะเร่งดำเนินการมอบเงินให้เกษตรกรที่สวนยางพาราเกิดความเสียหายรายละ 3,000 บาทโดยเร็วที่สุด” นายวัฒนา กล่าว

ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทยเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน กล่าวเพิ่มเติมว่า กยท.ได้จัดรถขนน้ำดื่ม กยท. จากกองจัดการโรงงาน 6 จำนวน 2,400 ขวด มอบให้กับจังหวัดสกลนครเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นให้กับผู้ประสบอุทกภัย ทั้งนี้ กยท. จะเร่งสำรวจและรวบรวมข้อมูลสวนยางที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อุทกภัยเพิ่มเติม เพื่อช่วยบรรเทาความเดือนร้อนให้แก่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางให้ทั่วถึงมากที่สุด

เครือเบทาโกร จัดกิจกรรม “รวยติดล้อกับไส้กรอกเบทาโกร” คืนกำไรให้คู่ค้าและลูกค้าทั่วประเทศ มอบโชค รถทอดไฟเบอร์กลาสและสร้อยคอทองคำ รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท ส่งเสริมอาชีพและรายได้ พร้อมความรู้ด้านอาหารปลอดภัย (Food Safety) ให้ผู้ประกอบการรายย่อย เพิ่มช่องทางการนำอาหารคุณภาพเข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ

นางประถิมา อุเทนพิทักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักการตลาด เครือเบทาโกร กล่าวว่า เบทาโกร ให้ความสำคัญนโยบายด้าน Food Safety และ Food Quality อย่างเคร่งครัดทุกขั้นตอนกระบวนการผลิตอาหาร ยิ่งไปกว่านั้น มีความตั้งใจที่จะพัฒนามาตรฐานการผลิตสินค้าอาหารสำหรับผู้ประกอบการในซัพพลายเชนให้ก้าวไปอีกขั้น เพื่อเสริมสร้าง “คุณภาพชีวิตที่ดี” แก่ผู้บริโภคทุกระดับ ให้เข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพ ถูกสุขลักษณะและมีความปลอดภัย และจากความสำเร็จของสินค้ากลุ่มไส้กรอก ซึ่งมียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง เบทาโกร จึงจัดแคมเปญ “รวยติดล้อกับไส้กรอกเบทาโกร” เพื่อขอบคุณ “คู่ค้า” กลุ่มร้านขายสินค้า และ “ผู้ซื้อ” กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย รถทอดไส้กรอก ลูกชิ้น รวมถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ ที่ซื้อผลิตภัณฑ์ ไส้กรอก แฮม เบคอน ลูกชิ้นและไก่ยอ ของเบทาโกร ครบทุก 5 กิโลกรัม มีสิทธิ์รับคูปองลุ้นโชค 1 ใบ ส่งที่กล่องรับคูปอง หน้าร้านที่ซื้อสินค้า โดยคนซื้อมีสิทธิ์ลุ้นรับรถทอดไฟเบอร์กลาส จำนวน 10 รางวัล ส่วนร้านขายลุ้นรับทองคำ 1 บาท จำนวน 10 รางวัล รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 1,100,000 ล้านบาท

“เบทาโกรมียอดขายสินค้ากลุ่มไส้กรอกเพิ่มขึ้นอย่างน่าพอใจ ส่งผลให้มีการขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่องและต่อยอดแตกไลน์สินค้า ทุกความสำเร็จที่เกิดขึ้นมาจากทั้งคู่ค้ากลุ่มร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไส้กรอก ลูกชิ้น ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศเกือบ 500 ราย และผู้ซื้อ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่นำสินค้าไปทอดขายต่อรวมถึงผู้บริโภค ที่ให้ความเชื่อมั่นและไว้วางใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์เบทาโกรด้วยดีเสมอมา ถือเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันธุรกิจให้ก้าวไปด้วยกัน แคมเปญรวยติดล้อกับไส้กรอกเบทาโกร นอกจาก ผู้ซื้อจะได้รับรถทอดพร้อมอุปกรณ์ เพื่อนำไปต่อยอดการประกอบอาชีพ สร้างรายได้แล้ว เรายังมีแนวคิดเสริมความรู้ด้านอาหารปลอดภัย (Food Safety) ให้กับพวกเขาด้วย เช่น การเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพ การเก็บรักษาคุณภาพสินค้า การปรุงอาหารที่ถูกวิธี ความสะอาด ถูกสุขลักษณะ เป็นต้น เพื่อขยายช่องทางการนำอาหารคุณภาพให้เข้าถึงผู้บริโภคครอบคลุมยิ่งขึ้น” นางประถิมา กล่าว

สำหรับแคมเปญ “รวยติดล้อกับไส้กรอกเบทาโกร” ผู้ร่วมกิจกรรมสามารถส่งคูปองลุ้นโชคได้ตั้งแต่ วันนี้ – 26 พฤศจิกายน 2560 โดยสังเกตร้านค้าที่มีป้ายสัญลักษณ์แคมเปญ กำหนดจับรางวัล ครั้งที่ 1 วันที่ 8 สิงหาคม 2560 และ ครั้งที่ 2 วันที่ 8 ธันวาคม 2560 ติดตามรายชื่อผู้โชคดีได้ทาง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เผย hillchords.com ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ มีมติเห็นชอบร่างคำสั่งและองค์ประกอบคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ระดับภาค 6 คณะแล้ว มั่นใจ เป็นอีกกลไกเชื่อมโยงการขับเคลื่อนทั้งระดับประเทศ ภูมิภาค และจังหวัด ตามยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560 – 2564

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง) เป็นประธาน และกรรมการจากภาคส่วนต่างๆ ประกอบด้วย ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักงบประมาณ หน่วยงานภาคเอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งนี้ มีรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายธนิตย์ เอนกวิทย์) เป็นกรรมการและเลขานุการ และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบ 3 ประเด็น คือ 1) ร่างคำสั่งและองค์ประกอบของการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ระดับภาค 6 คณะ โดยภาคเหนือ มีอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เป็นประธานอนุกรรมการ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธานอนุกรรมการ ภาคกลาง อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานอนุกรรมการ ภาคตะวันออก เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นประธานอนุกรรมการ ภาคใต้ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานอนุกรรมการ และภาคใต้ชายแดน มีเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เป็นประธานอนุกรรมการ ทั้งนี้ แต่ละคณะจะมีหน่วยงานในสังกัดของประธานอนุกรรมการเป็นฝ่ายเลขานุการ ซึ่งจะทำให้เกิดกลไกเชื่อมโยงการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ทั้งระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับจังหวัด ให้การดำเนินงานเป็นไปตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2564

2) แผนปฏิบัติงานปีงบประมาณ 2560 (ก.ค. – ก.ย.) และปีงบประมาณ 2561 รวมทั้งการติดตามผลการดำเนินงานเพื่อรายงานต่อคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ และ 3) โครงการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ครบวงจร เพื่อสนับสนุนการทำเกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง โดยจัดทำเป็นโครงการต้นแบบ ส่งเสริมการผลิตในลักษณะ Area Based เชื่อมโยงสู่การเป็นจังหวัดเกษตรอินทรีย์ครบจงจร เน้นการทำงานแบบบูรณาการจากทุกภาคส่วนเพื่อสร้างแรงงจูงใจให้กับเกษตรกรที่ผลิตเกษตรอินทรีย์ ทั้งพืช สัตว์ สัตว์น้ำ ภายใต้กิจกรรมต่าง ๆ เช่น การจัดงานมหกรรมผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์พบผู้บริโภค เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ผลิต ผู้บริโภค การพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม การตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และสร้างกลุ่มต้นแบบเกษตรอินทรีย์ที่ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ อย่างน้อยจังหวัดละ 1 – 10 กลุ่ม ตามศักยภาพและความเหมาะสมของพื้นที่

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานสำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์ฯ 4 เรื่อง คือ 1) การจัดงาน Organic and Natural Expo 2017 โดยกระทรวงพาณิชย์ ระหว่างวันที่ 27-30 กรกฎาคม 2560 2) การเสนอรายชื่อผู้แทนเกษตรกร ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา เพื่อขอความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นผู้แทนในคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนฯ ซึ่งได้รับความเห็นชอบและแต่งตั้งเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งการแต่งตั้งคณะทำงานพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของจังหวัด ที่ได้มีการแต่งตั้งแล้ว จำนวน 36 จังหวัด 3) การจัดทำแผนที่การผลิตเกษตรอินทรีย์ (Organic mapping) เพื่อแสดงพื้นที่เหมาะสมกับการผลิตเกษตรอินทรีย์ ให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคได้ทราบข้อมูลการผลิตและช่วงเวลาของผลผลิตที่จะออกสู่ตลาด โดยจะพัฒนาเป็น Mobile Application ในปี 2561และ 4) ผลความก้าวหน้าการดำเนินงานเกษตรอินทรีย์ ปี 2560 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์