วันนี้ขอแนะนำขนมชนิดหนึ่งที่นิยมกินกันคือ อาโป้ง หรือ อาโปง

(ถ้าเทียบเสียงภาษากลางคำว่าอาโปงจะใกล้เคียงกับเสียงจริงกว่า) ซึ่งเป็นขนมที่มีส่วนผสมของแป้งกับน้ำตาล ขนมชนิดนี้มาจากเกาะปีนัง ชาวปีนังเรียก อาเปิง ขนมชนิดนี้ชาวปีนังใส่เฉพาะแป้งกับน้ำตาล ทำกันง่ายๆ แล้วนำมาใส่ไส้ห่อกินกันอีกที ไม่ได้กินเปล่าๆ แบบบ้านเรา เมื่อขนมอาโป้งเข้ามาในบ้านเรามีการพัฒนาให้ขนมชนิดนี้สามารถกินได้เลยโดยไม่ต้องใส่ไส้ ทำให้กินได้เลยโดยไม่ต้องยุ่งยาก โดยเติมน้ำกะทิเข้าไป

ผู้เขียนมีโอกาสได้ชิมขนมอาโป้งเมื่อไปบำเพ็ญกุศลในงานศพญาติที่ภูเก็ต “จี้เฉ้ง” หรือ นางอุบลกาญจน์ แซ่ตั้ง ได้ถูกว่าจ้างมาทำอาโป้งให้แขกในงานกินกับกาแฟ จี้เฉ้ง (จี้ = เจ๊ = พี่สาว) ชาวไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว ซึ่งปกติในภาคใต้จะเป็นชาวจีนฮกเกี้ยนเสียส่วนใหญ่ เล่าให้ฟังว่า “มีสามีเป็นชาวอิสลาม และได้รับการถ่ายทอดการทำขนมอาโป้งนี้จากแม่สามีอีกทีนึง โดยแม่สามีได้ทำขนมอาโป้งขายอยู่แถวเกาะสิเหร่ในจังหวัดภูเก็ตนี้เอง”

ขายมา 40 กว่าปีแล้ว

จี้เฉ้งทำอาโป้งขายตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 โดยนำไปส่งร้านกาแฟตามในตลาดเมืองภูเก็ตเป็นการฝากขายในราคาชิ้นละ 80 สตางค์ ให้ร้านกาแฟขายในราคาชิ้นละ 1 บาท ตอนเย็นจะมาเก็บอาโป้งกลับถ้าขายไม่หมดและคิดเงินกับร้านกาแฟในส่วนที่ขายได้ ส่วนใหญ่จะส่งร้านละ 10 ชิ้น ร้านกาแฟที่ส่ง คือ ร้านหน้าโรงแรมอิมพีเรียล สะพานหิน บางเหนียว ซึ่งตอนนั้นจี้เฉ้งอาศัยอยู่ในซอยหล่อโรง จำนวนที่ทำอาโป้งวันละร้อยกว่าชิ้น และมีส่วนหนึ่งขี่รถเครื่อง (มอเตอร์ไซค์) ขายเอง

พื้นฐานของขนมแถบเอเชียอาคเนย์ ไม่พ้นแป้งข้าวเจ้ากับน้ำตาลเพราะเป็นวัตถุดิบประจำถิ่นที่มีมากของภูมิภาคนี้ ส่วนผสมหลักของอาโป้งคือ แป้งข้าวเจ้า 1 กิโลกรัม น้ำตาลทราย 8 ขีด ไข่ไก่ 5 ฟอง กะทิ 2 กิโลกรัม น้ำสะอาด 1 แก้ว

ขั้นตอนแรก นำแป้งกับน้ำตาลและน้ำมาใส่รวมกันแล้วคนให้เข้ากันสักพัก โดยปิดฝาภาชนะที่ใส่ให้มิดชิด ทิ้งไว้ประมาณ 20 ชั่วโมง แป้งที่ใช้ได้จะฟูขึ้นมาอีกหลายเท่า เมื่อจะนำมาใช้จะใส่ไข่และหัวกะทิลงไปแล้วคนให้เข้ากัน

จะเห็นได้ว่าอาโป้งของจี้เฉ้งเป็นการทำแบบโบราณที่ไม่ได้ใส่สารเร่งใดๆ เพราะในปัจจุบัน อาโป้งที่ทำส่วนใหญ่จะใช้ผงฟูและยีสต์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ส่วนผสมได้ที่เร็วขึ้นเพียงใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงก็เสร็จแล้ว แต่วิธีตามธรรมชาติแบบโบราณจะไม่ใช้ตัวเร่ง จึงทำให้ต้องรอถึง 20 ชั่วโมง กรรมวิธีแบบนี้ถูกใช้ในสูตรปาท่องโก๋ ซาลาเปา เพราะทำให้ทุ่นเวลากว่า แต่ขนมที่ได้จะแข็งๆ ไม่นุ่มเป็นธรรมชาติและเมื่อเย็นลงขนมจะเหนียว ซึ่งขนมอาโป้งของจี้เฉ้งเมื่อปล่อยให้เย็นใส่ถุงซีลปากไว้จะกรอบอยู่ได้นาน

กระทะที่ใช้ในการทำอาโป้งจะเป็นกระทะขนาดเล็กสั่งทำพิเศษให้ที่ก้นกระทะมีความหนาเพิ่มขึ้นมาประมาณ 2 เซนติเมตร เพื่อให้เก็บความร้อนได้ดีและไม่เปลืองถ่าน ขนมที่ได้จะสวยไม่ติดกระทะ สมัยก่อนจี้เฉ้งจะใช้ขี้ไต้จุดเป็นเชื้อเพลิง แต่ปัจจุบันหายากจึงหันมาใช้ยางในรถจักรยานยนต์ ถ่านที่ใช้เป็นถ่านอัดแท่งที่เทศบาลเมืองวิชิตทำไว้จำหน่ายซึ่งจะไม่มีสะเก็ดไฟ และให้ความร้อนได้ดี

เมื่อถ่านในเตาติดดีแล้วก็จะอุ่นกระทะสัก 5 นาที ใช้ผ้าชุบน้ำมันเช็ดกระทะ แล้วจะเริ่มหยอดแป้ง 1 ทัพพีเล็กๆ แล้วจะนำกระทะตะแคงให้แป้งกระจายไปเป็นวงกลมทั่วทั้งกระทะ ไฟที่ใช้จะต้องเป็นไฟกลางเพราะไฟที่ร้อนเกินไปจะทำให้ขอบอาโป้งไหม้ แต่ตรงกลางของขนมที่มีแป้งมากกว่าขอบไม่สุก ปิดฝาครอบไว้เมื่อละเลงแป้งแล้ว ใช้เวลาประมาณ 2-3 นาทีก็จะเปิดฝาขึ้น แล้วใช้มีดแซะขนมออกมา จะนำมาม้วนในถาดขณะที่ขนมยังร้อนๆ อยู่ เพราะถ้ารอให้ขนมเย็นจะม้วนไม่ได้

ขนมอาโป้งที่ได้จะเป็นลักษณะกลมเหมือนทองม้วนขนาดใหญ่หรือแบนก็ได้ แต่ของจี้เฉ้งจะทำเป็นรูปทรงกลม กระทะที่ทำขนมของจี้เฉ้งจะเช็ดน้ำมันเพียงครั้งเดียวในตอนเปิดกระทะแรกเท่านั้น หลังจากนั้น จะไม่มีการเช็ดกระทะด้วยน้ำมันอีกเนื่องจากสูตรที่ใช้จะใส่หัวกะทิเข้มข้นลงในส่วนผสมแล้วทำให้มีน้ำมันมะพร้าวในกะทิช่วยหล่อลื่นตลอดเวลา สูตรนี้จะทำให้ไม่เสียเวลาเช็ดกระทะทุกครั้งที่ลงแป้งและเพิ่มกลิ่นหอม ความมันในขนมทำให้ขนมอาโป้งของจี้เฉ้งมีรสชาติอร่อยเป็นที่ติดอกติดใจของคนที่ชิมว่าเป็นขนมที่กรอบนอก นุ่มใน หอมหวาน

งานเทศกาลอาหารพื้นเมืองภูเก็ต

จี้เฉ้งทำขนมอาโป้งฝากขายตามร้านกาแฟและเร่ขายอยู่ในตลาดเมืองภูเก็ตมาจนกระทั่งเมืองภูเก็ตเปลี่ยนจากเมืองที่ทำเหมืองแร่ดีบุกเป็นเมืองท่องเที่ยว เมื่อสิบปีที่แล้วมีการจัดงานเทศกาลอาหารพื้นเมืองขององค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต มีการออกร้านอาหารคาวหวานซึ่งเป็นอาหารท้องถิ่นของที่นี่ จี้เฉ้งได้รับการเชิญไปออกร้านตั้งแต่ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2553 จนถึงปัจจุบัน ทุกวันที่ 20-24 มกราคมของทุกปีจะมีการจัดงานดังกล่าวนี้ ในปี พ.ศ. 2562 ถือเป็นการจัดงานครั้งที่ 10 ซึ่งงานนี้ถูกกำหนดไว้ในปฏิทินท่องเที่ยวของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ตั้งแต่จี้เฉ้งได้ออกงานทำขนมในงานนี้ จึงเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น ขนมอาโป้งจึงถูกจ้างไปทำให้คนกินกันร้อนๆ ถึงในงานต่างๆ เช่น งานของเทศบาลและส่วนราชการต่างๆ งานแต่งงาน งานศพ งานขึ้นบ้านใหม่ งานกิจกรรมโรงเรียน งานทำบุญร้านค้า และงานสัมมนาตามโรงแรมต่างๆ เมื่องานดังกล่าวชุกขึ้น ต่อมาจี้เฉ้งก็เลยเลิกฝากขายตามร้านกาแฟและไม่ต้องเร่รถขายอีกต่อไป สนนราคาที่เหมาไปทำขนมในงานต่างๆ คิดงานละ 3,500 บาท

ซึ่งจะใช้แป้งที่ผสมแล้ว จำนวน 10 กิโลกรัม แป้ง 1 กิโลกรัมจะทำขนมอาโป้งชิ้นเล็กๆ ได้ประมาณ 120 ชิ้น 10 กิโลกรัม จึงได้ประมาณ 1,200 ชิ้น เพียงพอสำหรับงานแต่ละงาน จำนวนแป้งขนาดนี้ใช้เวลาทำประมาณ 4 ชั่วโมง โดยใช้คนทำ 2 คน ส่วนถ้างานใหญ่กว่านี้จะใช้เวลาใกล้เคียงกันแต่จะเพิ่มคนทำให้มากขึ้นเพื่อให้ทันต่อแขกที่มาร่วมในงาน นอกจากอาโป้งแล้วกระเพาะปลายังเป็นเมนูอาหารคาวของจี้เฉ้งเช่นกัน

สนใจชิมขนมอาโป้งของจี้เฉ้งไม่ใช่ว่าจะมาภูเก็ตแล้วได้ชิม เพราะอาโป้งนี้จะทำให้กินเฉพาะในงานที่ว่าจ้างเท่านั้น แต่คนทั่วไปยังมีโอกาสได้ชิมในงานเทศกาลอาหารพื้นเมืองภูเก็ตของปี 62 ในวันที่ 20-24 มกราคม ซึ่งเปิดโอกาสให้คนไม่เคยชิมได้ชิม ถ้าติดใจก็สามารถสั่งไปทำในงานกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ จี้เฉ้ง หรือ นางอุบลกาญจน์ แซ่ตั้ง โทรศัพท์ (086) 691-5997 ถ้าไม่เหมาไปทำหน้างานก็สั่งเป็นขนมที่ทำสำเร็จไปก็ได้แต่ต้องมีจำนวน 500 ชิ้นขึ้นไป

มีสตูเนื้อแบบหนึ่ง ซึ่งรู้จักกันทั่วไปในโลกอาหารสากล ในชื่อว่า “กูลาช” (Goulash) คำอธิบายของคุณ Guzzie Ang คนครัวไทยมีชื่อผู้หนึ่งบอกว่า มันเป็นอาหารสัญชาติฮังกาเรียน มาจากคำว่าGulys หมายถึง คนที่เลี้ยงปศุสัตว์เร่ร่อนไปตามทุ่ง พวกเขาทำอาหารกินง่ายๆ โดยเอาเนื้อวัว หมู ไก่งวง มาปรุงรส เคี่ยว ตากแดดจนแห้ง เมื่อจะกินก็เอาออกมาผัดน้ำมัน เติมน้ำและผักหญ้าตามแต่ที่หาได้

ผมคิดว่า กูลาชก็เหมือนอาหารส่วนใหญ่ในโลกสมัยใหม่ ที่ถึงจะสืบค้นประวัติเป็นมาได้จนรู้ชัดว่า แรกทำขึ้นมาที่ไหน เมื่อไหร่ โดยสภาวะแวดล้อมเช่นใด ทว่า ก็ย่อมจะถูกปรับให้ง่ายขึ้น ถูกลิ้นคนในแต่ละพื้นถิ่นที่มันแพร่ไปถึงมากขึ้น ทั้งนี้ ก็เพื่อความคงอยู่ต่อไปของตัวมันนั่นเอง

กูลาชจึงมีผู้อธิบายถึงที่มาที่ไปต่อไปอีกต่างๆ นานา ผมเองเคยไปกินอาหารในร้านอิสราเอล ก็มีเมนูกูลาชเนื้อวัวให้เลือกกินด้วย ซึ่งแน่นอนว่า มีความคล้ายคลึงกับกูลาชทั่วๆ ไปที่เรารู้จัก คือเป็นสตูเนื้อที่เข้ามะเขือเทศ เน้นความสำคัญของ พริกแห้งปาปริก้า (Paprika) และอาจมีเครื่องเทศหลายอย่าง

พอหลับตานึกถึงอะไรแบบนี้ คนที่เคยทำกับข้าวกับปลามาบ้าง ก็ย่อมเดาได้ว่า มันต้องอร่อยแน่ๆ นะครับ แหม! ก็มีทั้งเนื้อที่เคี่ยวจนเปื่อย มะเขือเทศที่เต็มเปี่ยมด้วยรสชาติอูมามิ และหอมใหญ่ที่ต้มจนนิ่ม แถมเครื่องเทศกลิ่นหอมๆ ไม่ว่ามันจะถูกเรียกว่า “กูลาช” หรือไม่ก็ตาม

ก็เลยจะชวนทำกูลาชกินสักหม้อหนึ่ง ตามเค้าโครงที่คนครัวทั่วไปเขาทำกัน แถมเพิ่มเติมด้วยของกระจุ๊กกระจิ๊กบางอย่าง ที่น่าจะทั้งสนุก และทั้งช่วยเพิ่มรสเพิ่มกลิ่นให้สตูหม้อนี้ของเราครับ ผมเลือกใช้เนื้อวัวส่วนน่องลายทำกูลาชหม้อนี้ หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม พักไว้ก่อน

มะเขือเทศลูกใหญ่ เราบากร่องตื้นๆ ตรงก้นเป็นรูปกากบาท เอาลงต้มในหม้อน้ำเดือดสักครู่ ตักแช่น้ำเย็น ลอกเปลือกออกตามรอยกากบาท (ซึ่งจะทำให้ลอกง่าย) หั่นเป็นชิ้นใหญ่ๆ ไว้ ถ้าชอบรสและกลิ่นมะเขือเทศมาก หา มะเขือเทศเข้มข้น (Tomato paste) เตรียมไว้ก็ดีครับ

เครื่องเทศล่ะ? อย่างที่บอกว่ามีสูตรต่างๆ นานา แต่ที่ผมใช้ เป็นเครื่องเทศแห้งครับ ก็มี ไทม์ (thyme) ผักชีฝรั่ง (parsley) ใบเบย์ (bay leaf) แล้วถ้าเป็นสูตรของอิสราเอล จะมี เมล็ดคาราเวย์ (caraway seeds) ด้วยเป็นสำคัญ

คาราเวย์หน้าตาแทบอันเดียวกันกับ ยี่หร่า (cumin) แต่กลิ่นออกเปรี้ยวกว่านิดหน่อยครับ ถ้าเราเอาคั่วไฟในกระทะก่อนเอามาปรุง จะหอมดีเลยแหละ

เตรียมของครบแล้ว ก็ตั้งกระทะ น้ำมันมะกอก (olive oil) บนไฟ ถ้าได้แบบบริสุทธิ์ (extra virgin) จะหอมอร่อยมากเลยครับ ทีนี้ใส่เกลือและหอมใหญ่ลงไป ผมใช้เกลือจากเหมืองเกลือโบราณในโปแลนด์เลยทีเดียวเชียวล่ะครับ สักครู่ก็ตามด้วยเนื้อวัว ผัดให้ผิวชิ้นเนื้อแข็งหน่อยๆ ก็พอ

เติมน้ำให้ท่วม แล้วเทถ่ายลงหม้อใบใหญ่ ใส่เมล็ดคาราเวย์คั่วบดหยาบ ใบเบย์ ไทม์ ผักชีฝรั่ง มะเขือเทศต้มหั่น และ tomato paste ต้มเคี่ยวโดยใช้ไฟกลางค่อนมาทางอ่อน นานอย่างน้อยก็ 3-4 ชั่วโมง แล้วแต่ว่าเนื้อวัวที่เราได้มาจะมีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน

ระหว่างเคี่ยว ลองชิมดูครับ ว่าขาดรสอะไรไปบ้าง ถ้าเรารู้สึกว่า น้ำสตูไม่หอมกลิ่นเปรี้ยวเท่าที่อยากให้เป็น ก็อาจเติมน้ำส้มสายชูหมักแบบต่างๆ ที่ชอบ เช่น น้ำส้มหมักเหล้าองุ่น (Balsamic vinegar) สักหน่อยก็ได้

ราว 4 ชั่วโมงผ่านไป เราจะได้สตูเนื้อสีแดงเข้ม มีมันลอย เนื้อวัวนุ่มนวล หอมกลิ่นเครื่องเทศแห้งหลายอย่างที่เราใส่ไป น้ำสตูจะงวดข้นพอดีๆ

กูลาชเป็นสตูข้นๆ มันทำง่ายตรงที่เราสามารถแต่งเติม ปรับปรุงรสชาติในหม้อได้ตลอดระยะเวลาหลายชั่วโมงที่เคี่ยวนั้น แถมยังเอามากินกับแป้งดีๆ ได้หลายแบบเลยแหละครับ ราดข้าวสวยก็ได้ ฉีกขนมปัง โรตีมาจิ้มก็อร่อย ไม่ก็อาจต้มเส้น pasta ตักกูลาชร้อนๆ ราดหน้าชุ่มๆ

หรืออย่างที่ผมชอบ คือกินกับชิ้นมันฝรั่งอบในเตาอบไฟฟ้าให้สุกนุ่ม ก็ย่อมได้ครับ รู้หรือไม่ เจ้าของอินสตาแกรมสุนัข สามารถทำงานได้มากกว่า 16,000 ดอลลาร์ หรือมากกว่า 5 แสนบาท ต่อรูป

เว็บไซต์ บิสซิเนส อินไซเดอร์ รายงานว่า ในปัจจุบันไม่เพียงแต่เหล่าดารา นางแบบ บล็อกเกอร์ อินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นคน จะสามารถสร้างรายได้มากมายจากการโพสต์รูปสักใบลงในอินสตาแกรมเท่านั้น แต่เหล่าสัตว์เลี้ยง ที่มียอดคนติดตามจำนวนมาก ก็สามารถสร้างรายได้ได้เช่นกัน

ซึ่งหลายแอคเคาท์ที่โด่งดังก็เริ่มมีการขึ้นสปอนเซอร์ให้เห็น จากการรายงานของ ลารา โซโรคานิช และ โลนี เอ็ดเวิร์ดส์ ผู้ก่อและซีอีโอ “เดอะ ด็อก เอเจนซี” ในนิวยอร์ก ซึ่งเป็นคนติดต่อประสานงานระหว่าง บริษัทและเจ้าของสุนัข ที่มียอดติดตาม 5 หมื่นรายขึ้นไปในอินสตาแกรม เปิดเผยว่าธุรกิจนี้ กำลังเติบโตขึ้น

“สัตว์เลี้ยง ถือเป็นความรักและความชอบที่เป็นสากล พวกมันทำให้คนมีความสุข และปลอดภัย พวกมันไม่พูดเรื่องการเมือง หรือไม่เมาในงานปาร์ตี้ ข้อดีตรงนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์รัก” เหล่าเอเจนซีสุนัขนี้ ได้ร่วมมือกับเจ้าของสัตว์เลี้ยงอย่างน้อย 160 ราย รวมไปถึงแมวและลิงด้วย กับบริษัทสินค้าที่หลากหลาย ทั้งบริษัทหนัง กูเกิ้ล หรือแม้แต่ ไดสัน

เอ็ดเวิร์ด เปิดเผยอีกว่า สำหรับสัตว์เลี้ยงที่มียอดผู้ติดตามตั้งแต่แสน ถึง 2 แสน จะสามารถหาเงินได้ประมาณ 2000 ดอลลาร์ ต่อโพสต์ ซึ่งหากว่าเจ้าของมีผู้ติดตามถึง 1 ล้านเมื่อไหร่ ก็จะสามารถหาเงินได้ตั้งแต่ 10,000-16,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 320,000-512,000 บาท

นอกจากนี้ จากการเปิดเผยของ บริษัทดิจิตัล มีเดีย อย่าง Hearst บอกว่า เจ้าของสามารถทำเงินได้เฉลี่ย 7500 เหรียญ และยังบอกด้วยว่า บริษัทได้จ่ายเงินให้เจ้าของโพสต์ภาพ ลงทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และทวิตเตอร์พร้อมๆกัน 32,000 เหรียญ ซึ่งเจ้าของใช้เวลาแค่ 3 นาที ในการเลือกรูปและเขียนแคปชั่น

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม นายพลพงษ์ ตันติพิพัฒน์พงศ์ หรือน้องมัช อายุ 17 ปี นักเรียนเกรด 12 จากโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่ง เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาให้ความสำคัญเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด และแต่ละปีหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตของสับปะรด เกษตรกรต้องนำใบสับปะรดไปขายเป็นปุ๋ย ขณะที่เกษตรกรบางกลุ่มนำใบสับปะรดแปรรูปเป็นกระดาษจากเส้นใย โดยใช้ใบ 30 กิโลกรัม (กก.) จะได้ใยสับปะรด 15 กก. จากนั้นนำไปผลิตกระดาษจากใยสับปะรดได้ 60 แผ่น ขายได้ในราคาไม่เกินแผ่นละ 10 บาท นอกจากนี้เกษตรกรยังนำกระดาษจากใยสับปะรดผลิตเป็นผลิตภัณฑ์พื้นบ้านหลายประเภทแต่ยังไม่เป็นที่นิยมเท่าที่ควร

นายพลพงษ์กล่าวว่า เพื่อเพิ่มมูลค่าของใบสับปะรด จึงเริ่มก่อตั้งโครงการ Ever leaves เพื่อเป็นศูนย์กลางในการช่วยเหลือแนะนำเกษตรกรไร่สับปะรด ปรับปรุงพัฒนาการผลิตกระดาษจากใยสับปะรดให้มีคุณภาพดี มีความคงทนสวยงามมากขึ้น และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัย มีรูปแบบการใช้งานที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ของคนยุคดิจิทัลมากยิ่งขึ้น เช่น ทำเป็นกระเป๋าอเนกประสงค์ ใส่มือถือ หรือเครื่องเขียน กระเป๋าใส่บัตร เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยขายได้มากกว่า 20 เท่าจากราคากระดาษจากใยสับปะรด

ปัจจุบันได้ให้ความช่วยเหลือและร่วมงานกับกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของสับปะรด มีพื้นที่ปลูกสับปะรดมากที่สุดในประเทศ และเป็นพืชเศรษฐกิจส่งออกมากที่สุดในประเทศ คาดว่าโครงการ Ever leaves จะเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพสินค้าที่แปรรูปจากวัสดุธรรมชาติให้มีมูลค่าเพิ่มและสามารถต่อยอดถ่ายทอดความรู้ไปสู่การพัฒนาส่วนอื่นต่อไป

นางสมใจ บุญใส สมาชิกกลุ่มเกษตรกร จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้นำกระดาษจากใยสับปะรดผลิตที่ใส่ไม้จิ้มฟัน กล่องกระดาษทิชชู่ และสินค้าอื่นๆ แต่ขายได้ในราคาไม่แพง ถ้าไม่แปรรูปกระดาษใยสับปะรดจะขายได้น้อย

ขณะที่ราคาสับปะรดปัจจุบันตกต่ำสุดในรอบ 11 ปี ทำให้เกษตรกรมีรายได้น้อยลง เมื่อมีโครงการเข้ามาช่วยให้คำแนะนำ เสนอแนวคิดว่าควรจะนำกระดาษจากใยสับปะรดไปทำเป็นผลิตภัณฑ์แบบไหนที่ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าให้ได้ราคาสูงมากขึ้น และได้ขยายฐานกลุ่มลูกค้าไปยังกลุ่มอื่น ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

สำหรับสินค้าที่ผลิตจากกระดาษใยสับปะรดของโครงการ Ever leaves มีกระเป๋าอเนกประสงค์ ใส่มือถือ เงิน หรือเครื่องเขียน ราคา 359 บาท กระเป๋าใส่บัตร ราคา 259 บาท และที่พันหูฟัง ราคา 159 บาท สินค้าทั้ง 3 ชนิดได้เสริมวัสดุด้านใน ตัดเย็บอย่างดีมีความทนทาน กันน้ำ และผลิตจากผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้สินค้าทั้งหมดได้รับความสนใจมียอดจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีการทำวิจัยการตลาดถึงลักษณะการใช้งานของกลุ่มลูกค้าภายในประเทศ

นายภูเวียง ประคำมินทร์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนมีกำลังอ่อนลง ส่งผลให้ระหว่างวันที่ 21- 27 ธันวาคม 2561 บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น 2-4 องศาเซลเซียส กับมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาในบางพื้นที่ โดยในระยะแรกจะมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง และยังคงมีอากาศเย็นในภาคเหนือ ขณะที่ อุณหภูมิต่ำสุด 15-21 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-32 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 5-12 องศาเซลเซียส

ด้าน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อุณหภูมิต่ำสุด 17-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดภูอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 10-15 องศาเซลเซียส ขณะที่ ภาคใต้มีปริมาณฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังอ่อนลง อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-35 องศาเซลเซียส

นายภูเวียง กล่าวว่า สำหรับบริเวณภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีเมฆบางส่วนกับมีหมอกในตอนเช้า และมีหมอกหนาในบางพื้นที่ โดยอุณหภูมิจะสูงขึ้น 2-4 องศาเซลเซียส ตลอดช่วง โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส

“เบื้องต้นคาดการณ์ว่า อุณหภูมิจะลดลง ประมาณ 3-4 องศาเซลเซียส ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม – 3 มกราคม 2562 โดยในระยะแรกจะมีฝนเล็กน้อย นอกจากนี้ คาดว่า ในระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม – 2 มกราคม 2562 จะเป็นช่วงที่อุณหภูมิลดลงมากที่สุด ส่วนช่วงหลังจากนั้น ต้องมีการตรวจสอบความชัดเจนอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม อากาศหนาวในระลอกนี้ ถือได้ว่า สอดคล้องไปกับช่วงบรรยากาศของการเฉลิมฉลองปีใหม่ จึงขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกไว้ด้วย อีกทั้ง เดินทางท่องเที่ยวกับครอบครัวอย่างมีความสุข และปลอดภัย” นายภูเวียง กล่าว

กรมการค้าต่างประเทศ เตรียมลุยขยายตลาดมันสำปะหลังเพิ่ม เล็งตุรกีและนิวซีแลนด์ ผลักดันให้นำเข้าไปใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ พร้อมรุกตลาดจีน ดันนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตของอุตสาหกรรมต่างๆ

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) เปิดเผยว่า ในปี 2562 กรมมีแผนงานขยายตลาดมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง โดยจะเน้นการผลักดันการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังคุณภาพดีและมีมูลค่าเพิ่มสูง ไปยังตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น ตุรกี นิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีศักยภาพนำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์สูงมาก

รวมถึงจัดกิจกรรมเพื่อรักษาตลาดส่งออกเดิม โดยผลักดันการใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอื่นของประเทศจีน ที่หลากหลายมากขึ้น เช่น อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ สารให้ความหวาน กรดซิตริก และพลาสติกชีวภาพ เป็นต้น

ทั้งนี้ กรม ได้เตรียมการหาตลาดรองรับผลผลิตมันสำปะหลังไว้ล่วงหน้า เพื่อสร้างความมันใจให้กับตลาดว่าผลผลิตปี 2561/62 ที่กำลังจะออกสู่ตลาด จะมีตลาดรองรับ เพราะปี 2562 คาดว่าผลผลิตมันสำปะหลังจะมีประมาณ 29.97 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีผลผลิต 27.88 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 7.49% เพราะไทยไม่ได้รับผลกระทบจากโรคใบด่าง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถควบคุมได้ในวงจำกัด แต่ผลผลิตของประเทศเพื่อนบ้าน มีปัญหาและลดลง ทำให้เป็นโอกาสในการส่งออกของไทย

“ผลผลิตมันสำปะหลังที่เพิ่มขึ้น จะช่วยให้ราคาวัตถุดิบมันสำปะหลังปรับตัวอยู่ในระดับที่เหมาะสม ส่งผลดีกับการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทย สามารถแข่งขันกับธัญพืชทดแทนชนิดอื่น เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในตลาดโลกได้ดีขึ้น และคาดว่าหลังจากช่วงเทศกาลปีใหม่ จีนซึ่งเป็นตลาดผู้นำเข้าสำคัญจะเพิ่มปริมาณการนำเข้าอีก เนื่องจากคาดว่าสภาพภูมิอากาศจะยังคงหนาวเย็นและมีการเพิ่มกำลังการผลิตแอลกอฮอล์ เตรียมพร้อมรองรับวันหยุดยาวช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีน”นายอดุลย์กล่าว

สำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยในช่วง 10 เดือนของปี 2561 มีปริมาณ 7.048 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 2,605.66 ล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 23.29% ส่วนมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น14.88% โดยช่วงเดียวกันของปีก่อน ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรวม 9.188 ล้านตัน มูลค่า 2,268.15 ล้านเหรียญสหรัฐ

ชุมชนคลองลุ ตั้งอยู่ที่ ตำบลคลองประสงค์ อำเภอเมืองกระบี่ เป็นเกาะเล็กๆ ที่ล้อมไปด้วยป่าชายเลนที่มีความอุดมสมบูรณ์ ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ประมงพื้นบ้านและรับจ้าง เอกลักษณ์และความโดดเด่นของท้องถิ่นแห่งนี้ก็คือ ภูมิปัญญาและวิถีชีวิต ผูกพันสอดคล้องระหว่างมนุษย์กับทรัพยากรท่องเที่ยวธรรมชาติ เช่น การทำประมงพื้นบ้าน ภูมิปัญญาชาวบ้านในการ “สักหอย” (ชาวบ้านจะใช้ไม้แหลมกลมๆ ยาวพอมือ เดินแทงลงบนพื้นทราย การแทงลักษณะนี้ ภาษาชาวบ้านเรียกว่า“สักหอย”) มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนมุสลิมที่รักสันติ และเรียบง่ายการเดินทางท่องเที่ยว หาไม่ยากและไม่ไกลอย่างที่คิด

“ คุณประดิษฐ์ จันทร์ทอง “ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองประสงค์ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นผู้นำชุมชนแห่งนี้ เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า คลองลุโฮมสเตย์ เกิดขึ้นได้ หลังจากชาวบ้านได้รับโอกาสเล่าเรียนกับ กศน. ต่อมา กศน.อำเภอเมืองกระบี่ ได้พาชาวบ้านในชุมชนไปศึกษาดูงานกิจการโฮมสเตย์ที่ บ้านบ่อเจ็ดลูก อ.ละงู ชาวบ้านก็เห็นว่า พื้นที่ดังกล่าว มีลักษณะใกล้เคียงกับชุมชนของพวกเรา จึงเกิดความคิดที่จะผลักดันให้ชุมชนของเรา เปิดกิจการโฮมสเตย์เพื่อรองรับการท่องเที่ยว

แนวคิดดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก กศน.อำเภอเมืองกระบี่ โดยครู กศน.เข้ามาให้คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดบริการเพื่อการท่องเที่ยว ตั้งแต่การจัดตกแต่งบ้านเรือน เพื่อปรับปรุงเป็นโฮมสเตย์จะต้องมีขั้นตอนอย่างไร ชาวบ้านใช้ระยะเวลาเพียง 1 ปีเศษในการจัดเตรียมสถานที่และเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรเพื่อช่วยกันดูแลต้อนรับนักท่องเที่ยว

ทุกวันนี้ นักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการคลองลุโฮมสเตย์แห่งนี้ จะ มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมกับชาวบ้านในชุมชนได้มากมาย ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน เช่น เรียนรู้การจับสัตว์น้ำ ล่องเรือไปจับปลาในทะเล ตกเบ็ดปลาทรายริมชายฝั่ง กิจกรรมจับปูดำในป่าโกงกาง บริการปิ้งย่างอาหารทะเลในช่วงตอนเย็น นอกจากนี้นักท่องเที่ยวสามารถไปเที่ยวเกาะ 4 แห่งที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงได้อีกด้วย