วิจัยครั้งแรก ทดลองกับการปลูกข้าวจากผลงานวิจัยของ

นายประยูร สวัสดี และคณะ อดีตนักวิชาการเกษตรของกรมวิชาการเกษตร ปี 2520-2521 พบว่า การเลี้ยงขยายแหนแดงเป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว 1 ชุด หรือ 2 ชุด สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวพอๆ กับการใช้ปุ๋ยไนโตรเจน อัตรา 6-12 กิโลกรัม/ไร่ และจากผลการทดสอบภายใต้โครงการความร่วมมือกับสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ พบว่า การเลี้ยงแหนแดงแล้วไถกลบก่อนปักดำ สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้เทียบเท่ากับการใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 4.8 กิโลกรัม/ไร่ และการเลี้ยงแหนแดงหลังปักดำแล้วไถกลบก็ให้ผลทำนองเดียวกัน การไถกลบ 2 วิธี ร่วมกัน สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวเปลือกได้ เฉลี่ย 160 กิโลกรัม/ไร่ สำหรับการเพาะกล้าเมื่อใส่แหนแดงลงไปในแปลงกล้า 1-2 วัน จะสามารถลดระยะกล้าจาก 40 วัน เหลือเพียง 30 วัน เท่านั้น

ดร. ศิริลักษณ์ บอกว่า ในการวิจัยครั้งแรก กรมการข้าว ยังมิได้แยกตัวออกไปจากกรมวิชาการเกษตร ซึ่งขณะนั้นยังเป็นสถาบันวิจัยข้าว ปัจจุบันได้แยกตัวออกไปเป็นกรมการข้าวแล้ว กรมวิชาการเกษตร ได้สนับสนุนแม่พันธุ์แหนแดงให้กรมการข้าวไปเพาะเลี้ยงเอง โดยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเพื่อให้กรมการข้าวสามารถเพาะเลี้ยง เพื่อจะได้นำไปใช้ในกิจการของกรมการข้าวเอง

ทดลองกับพืชที่ได้จาก การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

ขณะนี้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่กำลังเพาะกล้ากล้วยน้ำว้าจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ส่วนมากต้นกล้าของพืชที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะอ่อนแอในระยะอนุบาล และยังไม่ตอบสนองต่อปุ๋ยเคมีได้ เนื่องจากระบบท่อลำเลียงยังไม่สมบูรณ์ หากใส่ปุ๋ยเคมีลงไปบางครั้งอาจจะทำให้พืชเน่าได้ เพราะปุ๋ยเคมีมีความเค็ม จะทำให้เสียเวลาในการงดใส่ปุ๋ย ประมาณ 20 วัน จึงจะเริ่มใส่ปุ๋ยได้ แต่แหนแดงสามารถผสมลงไปในวัสดุปลูกตั้งแต่เริ่มปลูกกล้าที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้เลย เพราะแหนแดงสามารถปลดปล่อยไนโตรเจนซึ่งเป็นอินทรีย์ที่ไม่มีพิษภัยต่อกล้าพืช กล้าจะดูดซึมไนโตรเจนเข้าไปในรากพืชได้เลย ดังนั้น แหนแดงจึงเหมาะกับการปลูกพืชที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

“เราได้ทำการทดลองแหนแดงกับกล้ากล้วยน้ำว้าสายพันธุ์ปากช่อง 50 ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สามารถลดระยะกล้าลงจาก 60 วัน เหลือเพียง 45 วัน เป็นการประหยัดเวลาและต้นทุนในการดูแลรักษา เมื่อนำกล้าลงแปลงปลูก ปรากฏว่าต้นกล้ากล้วยที่ใช้แหนแดงผสมกับวัสดุปลูกกล้วยสามารถเจริญเติบโตเร็วกว่าต้นกล้าที่ไม่ได้ใส่แหนแดง”

การเพาะเลี้ยง แม่พันธุ์แหนแดงไม่ยาก

หลังจากที่ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงแม่พันธุ์แหนแดงให้กรมการข้าวไปดำเนินการเองก็มีเกษตรกรเริ่มรู้จักแหนแดงและมาขอจากกลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดินกันมากขึ้น โดยทางกลุ่มงานวิจัยจะสนับสนุนแม่พันธุ์ให้ไปเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์เอง โดยยินดีจะถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงให้ ซึ่งไม่ยาก

“การเพาะเลี้ยง เกษตรกรจะต้องทำบ่อแม่พันธุ์แหนแดงไว้ เนื่องจากแหนแดงมีไนโตรเจนสูง เนื้อเยื่อของแหนแดงค่อนข้างอ่อน แมลงจะลงทำลายได้ง่าย เพราะฉะนั้นเกษตรกรจะต้องมีบ่อเพาะเลี้ยงแม่พันธุ์ไว้ เมื่อเราใส่แหนแดงลงไปในแปลงนา และถูกแมลงทำลายเสียหายหมด เราก็ยังมีแม่พันธุ์แหนแดงที่เลี้ยงไว้ในบ่อ โดยไม่ต้องมาขอรับแม่พันธุ์แหนแดงจากกรมวิชาการเกษตรอีก”

การขุดบ่อ เนื่องจากแหนแดงไม่ต้องการน้ำลึก เกษตรกรขุดบ่อให้มีลักษณะเหมือนท้องนาขังน้ำให้ลึก ประมาณ 4-5 เซนติเมตร เรียกว่าเป็นบ่อน้ำตื้น ควรจะมีร่มไม้รำไร ถ้าพื้นที่บ่อ ประมาณ 5 ตารางเมตร ปล่อยแหนแดงลงไป ประมาณ 10 กิโลกรัม 10-15 วัน แม่พันธุ์แหนแดงจะเจริญเติบโตเต็มบ่อ ซึ่งควรจะปล่อยแหนแดงลงบ่อก่อนฤดูฝน ถ้าปล่อยลงบ่อในหน้าแล้ง ความชื้นในอากาศน้อย อาจจะใช้เวลานานถึง 3 สัปดาห์ แหนแดงจึงจะเต็มบ่อ

ดร. ศิริลักษณ์ บอกว่า ถ้าเกษตรกรมีแม่พันธุ์ 10 กิโลกรัม ก็จะเพียงพอสำหรับนา 1 ไร่ หลังจากนำไปปล่อยในนา ประมาณ 3-4 สัปดาห์ ก็จะขยายแหนแดงได้ถึง 3,000 กิโลกรัม/ไร่ ถ้าหว่านแหนแดงลงไปในปริมาณมากจะขยายพันธุ์ได้เร็ว เพราะระบบขยายพันธุ์ของแหนแดงขยายให้น้ำหนักสดเป็น 2 เท่าตัว ทุก 3-5 วัน

การนำแหนแดงไปใช้

แหนแดงสด ถ้าจะใส่ในนาข้าว เกษตรกรควรนำไปหว่าน 2 ช่วง ด้วยกัน ช่วงแรก หว่านแหนแดงก่อนตีเทือก เพื่อให้แหนแดงไปเพาะขยายในท้องนา ประมาณ 20 วัน แล้วไถกลบ เมื่อแหนแดงย่อยสลายก็จะเริ่มปลดปล่อยไนโตรเจนออกมา ดังนั้น เมื่อตีเทือกเสร็จก็หว่านข้าวหรือดำนาได้เลย อีกช่วงหนึ่งถ้าเป็นนาดำ ให้ดำนาไปก่อน แล้วหว่านแหนแดงลงไปในนา แหนแดงจะไปขยายพันธุ์เต็มท้องนา เพราะนาดำมีลักษณะเป็นบ่อน้ำตื้น ประโยชน์ที่ได้ตามมาก็คือ แหนแดงจะช่วยบดบังแสงแดด ป้องกันไม่ให้วัชพืช ข้าววัชพืช ข้าวลีบ หรือข้าวดีด ที่ติดมากับรถเกี่ยวข้าว ตกค้างอยู่ในนา เจริญเติบโตขึ้นมาในนาข้าว

นอกจากนั้น ยังมีรายงานผลการทดสอบภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างประเทศของสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติว่า การเลี้ยงแหนแดงในนาแล้วไถกลบก่อนปักดำ สามารถเพิ่มผลผลิตได้ทัดเทียมกับการใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 4.8 กิโลกรัม/ไร่ และการเลี้ยงแหนแดงหลังปักดำก็ให้ผลผลิตทำนองเดียวกัน หรือการไถกลบทั้ง 2 วิธี ร่วมกันก็สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวเปลือกได้ โดยเฉลี่ย 160 กิโลกรัม/ไร่

เนื่องจากแหนแดงมีโปรตีน ไขมัน เซลลูโลส และแร่ธาตุต่างๆ เป็นส่วนประกอบจำนวนมาก จึงเหมาะสมที่จะใช้เป็นอาหารสัตว์ได้เป็นอย่างดี จากการวิเคราะห์พบว่า กรดอะมิโนที่จำเป็นในแหนแดงมีปริมาณสูงเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของปลา จึงเหมาะสมที่จะใช้เลี้ยงปลา โดยเฉพาะการเลี้ยงปลาในนาข้าวที่มีแหนแดงอยู่ด้วย สามารถทำให้น้ำหนักของปลาและขนาดของปลาเพิ่มขึ้นมากกว่าปลาที่เลี้ยงในนาข้าวโดยไม่มีแหนแดงร่วมด้วย

นอกจากนี้ การเลี้ยงปลาในนาข้าวยังทำให้ต้นข้าวได้รับปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอตลอดฤดูทำนาจากมูลปลาที่ถ่ายออกมาหลังจากกินแหนแดงเข้าไป ซึ่งทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นอีกด้วย จะเห็นได้ว่าแหนแดงเป็นพืชมหัศจรรย์ที่มีประโยชน์มากในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรแบบครบวงจร ดร. ศิริลักษณ์ กล่าว

แหนแดงแห้ง เนื่องจากแหนแดง เพิ่มปริมาณตัวเองอย่างรวดเร็ว เราก็เก็บรวบรวมมาตากแดดไว้ ประมาณ 2 วัน ก็แห้ง เก็บใส่กระสอบรวบรวมไว้สำหรับใช้ปลูกพืช อัตราที่นำแหนแดงแห้งไปใช้ ประมาณ 20 กรัม ต่อดินวัสดุเพาะ 1 กิโลกรัม จากผลการทดลองปลูกผักสลัดให้ผลเป็นที่น่าพอใจ ดร. ศิริลักษณ์ บอกว่า แหนแดงแห้งมีคุณสมบัติไม่แตกต่างจากแหนแดงสด เพราะองค์ประกอบของแหนแดงมีไนโตรเจนค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับปุ๋ยยูเรีย แหนแดงแห้ง 6 กิโลกรัม เท่ากับปุ๋ยยูเรีย ประมาณ 10-12 กิโลกรัม ซึ่งเพียงพอสำหรับการปลูกพืช

แหนแดง เหมาะสำหรับเกษตรอินทรีย์

เกษตรกรที่ปลูกผักหรือทำการเกษตรอินทรีย์ ถ้าใช้แหนแดงผสมกับดินปลูก จะไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณมาก กลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดิน จึงผลิตแหนแดงเพื่อสนับสนุนงานเกษตรอินทรีย์หรือการทำการเกษตรแบบผสมผสานตามระบบทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ แบบครบวงจร แหนแดงสามารถนำไปเป็นอาหารสัตว์ได้ด้วย กินได้ทั้งสดและแห้ง ควบคู่ไปกับอาหารเม็ด หรือผสมกับฟางข้าวหรือหญ้าแห้งก็ได้ เพราะองค์ประกอบของแหนแดงมีโปรตีนสูง ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ มีอะมิโนแอซิดครบทุกตัว จึงเหมาะที่จะเป็นอาหารสัตว์ โดยเฉพาะในหน้าแล้งขาดแคลนหญ้าอาหารสัตว์หรือมีไม่เพียงพอ เกษตรกรสามารถใช้แหนแดงสดหรือแห้งผสมกับฟางแห้งหรือหญ้าแห้ง สัตว์ก็จะได้อาหารที่มีคุณภาพดี เกษตรกรสามารถเพาะเลี้ยงแหนแดงโดยเลี้ยงในบ่อน้ำตื้น ประมาณ 4-5 เซนติเมตร แหนแดงจะไม่มีวันขาดแคลน เก็บเกี่ยวได้ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะแหนแดงจะเจริญเติบโตและขยายตัวไปได้เรื่อยๆ

“แหนแดง สามารถไปทดแทนปุ๋ยยูเรียได้ในขณะที่ปุ๋ยมีราคาแพง และไม่ต้องกังวลในเรื่องของปุ๋ยปลอม” ดร. ศิริลักษณ์ กล่าวในที่สุด

ภาคีเครือข่ายชาวสวนยางปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทยเสนอรัฐตั้งบริษัทร่วมทุนซื้อขายส่งมอบยางจริงกับ 4 ประเทศ หวังรับซื้อยางให้ใกล้เคียงต้นทุนการผลิต คานอำนาจตลาดล่วงหน้าของต่างประเทศ ด้าน “เพิก เลิศวังพง” ชี้รัฐทุ่ม 2 หมื่นล้าน อุ้มชาวสวนยาง จ่ายเงินอุดหนุนชาวสวน ชดเชยส่วนต่างราคาให้ผู้ส่งออก เป็นการแก้ปัญหาไม่ยั่งยืน จี้บอร์ดและผู้ว่าการ กยท. ลาออก

นายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายชาวสวนยางปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงผลการหารือกับ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เมื่อวันที่ 16 พ.ย. นี้ ในการแก้ไขราคายางพาราตกต่ำว่า ทางภาคีเครือข่ายได้เสนอการแก้ปัญหายางตกต่ำ โดย

ให้รัฐตั้งบริษัทร่วมทุนกับ 4 ประเทศผู้ผลิต คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม ตั้งตลาดซื้อขายส่งมอบยางจริงเพื่อซื้อขายยางให้ใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิต กก. ละ 63.65 บาท ของกระทรวงเกษตรฯ และคานกับตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่พ่อค้าเป็นผู้กำหนดราคา
2. ให้ กยท. นำ พ.ร.บ. ควบคุมยาง พ.ศ. 2542 มาใช้อย่างจริงจัง เพื่อลดการบิดเบือนค่าบริหารต้นทุนน้ำยางสดไปเป็นยางแผ่นดิบ กก. ละ 3 บาท และยางแผ่นดิบไปเป็นยางแผ่นรมควัน กก. ละ 4 บาท ผู้ซื้อที่ฝ่าฝืนต้องลงโทษจำคุกหรือยึดใบอนุญาตการค้า

3. ให้ตรวจสอบเงินของธุรกิจ บียู ของ กยท. ที่หายไป 94 ล้านบาทเศษ ในฐานะที่เป็นนายหน้าขายยางให้บริษัทเอกชน แต่เงินไม่เข้า กยท.

ในส่วน 2 มาตรการระยะสั้นที่กระทรวงเกษตรฯ จะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 20 พ.ย. นี้ โดยจะชดเชยเยียวยาชาวสวนยางไม่ต่ำกว่า ไร่ละ 1,500 บาท กับมาตรการชดเชยให้ผู้ซื้อยางที่ซื้อยางก้อนถ้วย ยางแผ่นดิบ น้ำยางสด กก. ละ 2-3 บาท เพื่อให้ราคายางเข้าใกล้ กก. ละ 40 บาทว่า ขอให้เลื่อนการเสนอเข้า ครม. ออกไปก่อน 7 วัน เพื่อหาวิธีการว่าจะทำอย่างไร ให้เกิดความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย เช่น คนกรีดยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. สมควรได้รับการเยียวยาด้วย รวมทั้งชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน แต่อยู่ในที่ดินมานาน 50-70 ปีแล้ว มีใบ ภบท.5 เสียภาษีให้ท้องถิ่น แต่กรมป่าไม้และกรมต่างๆ กลับมาประกาศเป็นเขตป่าไม้ เขตอุทยานฯ ควรให้ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน มารับรองกลุ่มชาวสวนยางกลุ่มนี้ที่จะได้รับการเยียวยาด้วย

ทางด้าน นายเพิก เลิศวังพง อดีตประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า มาตรการช่วยเหลือชาวสวนยางทั้ง 2 มาตรการ คณะกรรมการบริหารการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และผู้ว่าการ กยท. ทำขึ้นมาเสนอรัฐให้ช่วยเหลือเกษตรกร 2 หมื่นล้านบาท เหมือนหมดทางออกในการแก้ปัญหายางแล้ว เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ปีหน้าปัญหาก็จะกลับมาอีก ดังนั้น บอร์ดและผู้ว่าการ กยท. ควรลาออกทั้งหมด เพื่อให้ผู้ที่ต้องการแก้ไขได้จริงเข้ามาบริหาร กยท.

กยท. ควรเข้ามาสำรวจศักยภาพของสหกรณ์ยางพาราทั่วประเทศอย่างจริงจัง เพื่อจัดลำดับชั้นการช่วยเหลือได้ตรงจุด เพื่อยกระดับและสร้างเครือข่ายการผลิตยางที่ได้มาตรฐาน ว่ามีปริมาณพร้อมขายได้จำนวนเท่าใด เพื่อให้ผู้ซื้อทั่วโลกสามารถเปิดเข้ามาดูในเว็บไซต์และซื้อยางแต่ละประเภทจากสหกรณ์ต่าง ๆ ได้โดยตรง เพราะในขณะนี้ผู้ส่งออกยางรายใหญ่ของไทยถูกเทกโอเวอร์กิจการจากบริษัทจีนข้ามชาติรายใหญ่หลายราย บริษัทจีนเหล่านี้จึงสามารถกำหนดปริมาณ ราคารับซื้อจากไทยและไปขายให้ผู้ซื้อในจีนจำนวนมากในราคาที่ต้องการเท่าใดก็ได้ เท่ากับสามารถกำหนดทิศทางราคายางของโลกได้ เนื่องจากทุกวันนี้จีนเป็นผู้รับซื้อยางรายใหญ่ของโลก

นอกจากนี้ รัฐต้องใช้เงินสนับสนุนผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยางของไทยอย่างจริงจัง ทั้งเทคโนโลยีการผลิตป้อนเอกชนไทยผลิตยางรถยนต์ ยางตันที่ใช้ในรถโฟร์กลิฟต์ ถุงมือแพทย์ ฯลฯ เพราะการดึงทุนจากต่างประเทศมาตั้งโรงงานในไทย ไทยแทบไม่ได้อะไรเลย ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี แรงงานก็เป็นต่างด้าวหรือใช้หุ่นยนต์ ในขณะที่สนับสนุนสิทธิประโยชน์มากมายทั้งด้านภาษีและสาธารณูปโภคต่างๆ หากทำได้จะช่วยลดการผูกขาดการรับซื้อยางของทุนต่างชาติลง

การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตลำไยเพื่อให้ได้ทั้งคุณภาพและปริมาณ โดยใช้ปุ๋ยหมักจากเศษกิ่งไม้และใบลำไยหลังการตัดแต่ง เป็นการลดต้นทุนที่เห็นผล เกษตรกรสามารถทำได้เหมือนกับ คุณดำรงค์ จินะกาศ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทากาศเหนือ อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน และเกษตรกรต้นแบบเจ้าของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพ (ศพก.) การผลิตลำไยคุณภาพ อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน รวมทั้งเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำสวน ระดับเขต ปี 2558

คุณดำรงค์กล่าวว่า การทำปุ๋ยหมักใต้ต้นลำไยจากกิ่งและใบลำไยนี้ ไม่ต้องลงทุนสูงและประหยัดแรงงาน ไม่ต้องขนย้าย อีกทั้งประหยัดการให้น้ำ ประมาณร้อยละ 50 ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลง ประมาณร้อยละ 30 เก็บความชุ่มชื้นไว้ในดินได้นาน รวมทั้งลดปัญหาหมอกควันจากการเผากิ่งและใบลำไย เป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สามารถปรับปรุงบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ได้ดี โดยสังเกตได้จากมีไส้เดือนดินเพิ่มปริมาณมากขึ้น ดินร่วนซุย รากฝอยแตกใหม่มาก สามารถดูดกินธาตุอาหารได้ดี ทำให้ต้นลำไยสมบูรณ์แข็งแรง ในกรณีที่เกษตรกรจะทำลำไยนอกฤดู การราดสารจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

วิธีการทำปุ๋ยหมักใต้ต้นลำไย

หลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตลำไย ให้เกษตรกรตัดแต่งกิ่งและทรงพุ่ม จากนั้นนำกิ่งลำไยที่ได้จากการตัดแต่ง ตัดลิดใบแล้ววางกิ่งเรียงรอบต้นลำไย จากทรงพุ่มเข้าหาโคนต้น และกวาดใบลำไยมากองทับกิ่งลำไย พร้อมทั้งโรยปุ๋ยคอกกับเชื้อ พด. บนกองของกิ่ง/ใบลำไย ทำแบบนี้หลายๆ ชั้น

และให้น้ำโดยสปริงเกลอร์หรือสายยางบีบปลายรดให้กระจายทั่วกองปุ๋ยหมัก จะทำให้น้ำซึมผ่านลงตามช่องว่างของกิ่งที่วางเรียงกัน ทำให้กองปุ๋ยหมักไม่เกิดความร้อน เมื่อน้ำซึมลงดิน ก็สามารถเก็บความชื้นได้ดี เพราะมีใบลำไยกลบคลุมอยู่ หลังจากนั้นให้น้ำทุก 7-10 วัน ประมาณ 6-8 เดือน กิ่งและใบลำไยก็จะย่อยสลายเป็นปุ๋ยหมักอย่างดี เพิ่มธาตุอาหารให้แก่ต้นลำไย

คุณนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตลำไยทั้งในและนอกฤดูเพื่อให้ได้คุณภาพตามตลาดต้องการนั้น เกษตรกรจะต้องวางแผนการผลิต มีการบริหารจัดการที่ดี และลดต้นทุนการผลิต ซึ่งการใช้ปุ๋ยหมักจากเศษกิ่งไม้และใบลำไยหลังการตัดแต่ง โดยนำมากองหมักไว้ใต้ต้นลำไยเป็นวิธีการที่เกษตรกรชาวสวนลำไยทำได้ไม่ยุ่งยาก สามารถลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มคุณภาพผลผลิตได้

เกษตรกรชาวสวนลำไยที่สนใจการผลิตลำไยคุณภาพและการลดต้นทุนด้วยการทำปุ๋ยหมักใต้ต้นลำไยจากกิ่งและใบลำไยหลังการตัดแต่งกิ่ง ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดลำพูน โทร. 053-511-120 หรือสำนักงานเกษตรอำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน โทร. 053-976-569

หรือ คุณดำรงค์ จินะกาศ เกษตรกรต้นแบบเจ้าของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพ (ศพก.) การผลิตลำไยคุณภาพ อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน และเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำสวน ระดับเขต ปี 2558 โทร. 081-724-7327

กล้วยไม้ เป็นพืชที่มนุษย์รู้จักกันดีมานาน ในโลกมีกล้วยไม้หลากหลายสกุลและชนิดพันธุ์ในธรรมชาติพบมาแล้วไม่น้อยกว่า 25,000 ชนิด โดยเฉพาะในเขตอบอุ่นและเขตร้อน บริเวณทวีปเอเชีย อเมริกาใต้ และแอฟริกา เป็นแหล่งกล้วยไม้ที่มีความหลากหลายมากที่สุด

คำว่า “กล้วยไม้” ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Orchid มาจากคำในภาษากรีก ซึ่งแปลความหมายได้ว่า “มีลักษณะโปร่งคล้ายต่อม” ซึ่งหมายถึงลักษณะลำลูกกล้วยอันเป็นส่วนหนึ่งของกล้วยไม้ แต่ก็มีกล้วยไม้หลายชนิดที่ไม่มีลำลูกกล้วย

กล้วยไม้ เป็นต้นไม้ที่มีระบบรากสำหรับหาอาหารเช่นเดียวกับต้นไม้ชนิดอื่น การที่เกาะบนต้นไม้เป็นการเกาะเพื่อเป็นการอิงอาศัย ไม่ใช่เป็นพวกกาฝากที่กินอาหารและน้ำเลี้ยงจากต้นไม้ที่เกาะ ซึ่งเป็นการทำให้ต้นไม้นั้นทรุดโทรม กล้วยไม้เพียงแต่เกาะกับเปลือกของลำต้นเพื่ออาศัยอาหารและความชื้นจากเปลือกไม้ โดยอาศัยเชื้อราที่มีอยู่บนราก ช่วยเปลี่ยนอินทรียวัตถุที่หมดสภาพแล้วให้เป็นอนินทรียสาร เพื่อนำไปเป็นอาหาร

ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์แสดงถึงความสัมพันธ์ทางด้านลมฟ้าอากาศ พืชพรรณ การที่ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น (Humid Tropic) ทางซีกโลกเหนือ ซึ่งอยู่ในแนวตั้งฉากกับดวงอาทิตย์ จึงทำให้มีอุณหภูมิสูงตลอดทั้งปี ไม่มีเดือนใดอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งประเทศต่ำกว่า 18 องศาเซลเซียส พืชพรรณธรรมชาติจึงเป็นประเภททุ่งหญ้าในเขตร้อน แต่มีปริมาณความชื้นสูง เนื่องจากอยู่ในเขตมรสุม ภูมิอากาศจึงเหมาะในการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้

ศาสตราจารย์ ดร.เต็ม สมิตินันท์ และ ศาสตราจารย์ Gunnar Seidenfaden นักการทูต และนักพฤษศาสตร์ชาวเดนมาร์ก ค้นพบกล้วยไม้ในประเทศไทย จำนวน 177 สกุล (Genus) และจำนวน 1,125 ชนิด (Species) ตั้งแต่ พ.ศ. 2502 จนถึง พ.ศ. 2543 ในช่วงเวลา 41 ปีนี้ ถือเป็นยุคที่สำรวจกล้วยไม้พันธุ์แท้ในประเทศไทย แล้วนำเสนอสู่สายตาชาวโลกอย่างสมบูรณ์แบบ

ในยุคของ ศาสตราจารย์ระพี สาคริก บิดาแห่งกล้วยไม้ไทย เป็นการนำกล้วยไม้ในป่ามาพัฒนาสายพันธุ์และพัฒนาการปลูกเลี้ยง จนชื่อเสียงในการนำกล้วยไม้มาพัฒนาในเชิงการค้าก็ประจักษ์ แก่สายตาชาวโลก ในปี พ.ศ. 2507 กล้วยไม้ช้างหลายร้อยต้น จากการพัฒนาของท่านได้มีโอกาสจัดให้ สมเด็จพระราชาธิบดีและพระราชินีแห่งเบลเยียม เสด็จทอดพระเนตรที่จังหวัดเชียงใหม่ตามพระราชประสงค์ รวมถึงการเผยแพร่กล้วยไม้ช้างแดงลูกต้น ขุนรัตน์ ไปต่างประเทศ ยิ่งเป็นการนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศไทยให้เด่นชัดขึ้นในการพัฒนาพันธุ์กล้วยไม้

การค้นพบกล้วยไม้จำนวนมากมายหลายชนิดในประเทศไทย ทำให้เรารู้และหวงแหนในทรัพยากรที่มีค่ายิ่ง ซึ่งถูกละเลยไป ซึ่งกล้วยไม้บางชนิดพบเฉพาะในประเทศไทยแหล่งเดียว ซึ่งเรียกว่า กล้วยไม้เฉพาะถิ่น หรือ กล้วยไม้ถิ่นเดียว (endermic orchid) ในประเทศไทยมีประมาณ 175 ชนิด ถ้าสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย ก็หมายถึงสูญพันธุ์ไปจากโลก สิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นจากการค้นพบ คือเมื่อมีของสวยงาม ก็เกิดความต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ ซึ่งนำไปสู่การแสวงหากล้วยไม้ในป่าอย่างไม่จำกัดแบบถอนรากถอนโคน

มีการนำกล้วยไม้ออกจากป่าจำนวนมากมายมหาศาลจำหน่ายไปยังต่างประเทศในราคาถูก เพื่อมุ่งหวังเพียงผลประโยชน์เล็กน้อย ซึ่งเทียบค่ากันไม่ได้เลยกับทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่าเหมือนประชาชนประเทศกำลังพัฒนาที่ยังมองไม่เห็นอนาคตอันยาวไกลทั่วๆ ไป ด้วยจำนวนที่ส่งออกไปมาก ทำให้การคัดเลือกต้นพันธุ์ที่สวยงามกว่าเป็นไปได้ง่าย

หลังจากนั้น ประเทศไทยได้ถูกผลักดันให้มีการอนุรักษ์พันธุ์พืช จึงมีผลทำให้การส่งออกกล้วยไม้ป่าสิ้นสุดลง กฎหมายดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายในการอนุรักษ์เพียงอย่างเดียว แต่ไม่มีการผลักดันไปสู่การพัฒนาสืบต่อ เมื่อประชาชนในประเทศตระหนักถึงการสูญเสียทรัพยากรกล้วยไม้ในป่า ก็หันมามุ่งในการอนุรักษ์ คัดเลือก และพัฒนาพันธุ์ แต่นั่นก็เริ่มสายเสียแล้วเนื่องจากไม่สามารถคัดเลือก พันธุ์ได้จากในธรรมชาติอีก โดยคู่แข่งมีต้นพ่อแม่พันธุ์ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกกฎหมาย แต่ในประเทศของเราปัญหาและอุปสรรคในด้านกฎหมาย ก็เป็นปัญหาอุปสรรคทางด้านกฎหมาย แต่ไม่เป็นปัญหาอุปสรรคในการคัดเลือกและพัฒนาพันธุ์ กล้วยไม้ที่สวยงามเราเห็นกันในปัจจุบันล้วนเป็นการพัฒนาหลังการมีข้อกฎหมายในการอนุรักษ์แทบทั้งสิ้น

การคัดเลือกและการพัฒนาเป็นการยับยั้งการหากล้วยไม้มาจากป่าได้ระดับหนึ่ง เนื่องจากสำหรับนักเล่นกล้วยไม้แล้ว กล้วยไม้ที่ได้รับการคัดพันธุ์และพัฒนาพันธุ์เป็นกล้วยไม้ที่น่านำมาปลูกเลี้ยงมากกว่ากล้วยไม้มาจากป่า เพราะมีความสวยงามแตกต่างกันมาก โดยเราจะเสียเวลาเลี้ยง ปุ๋ยยาเท่ากัน แต่คุณภาพของกล้วยไม้ต่างกัน

การลักลอบนำกล้วยไม้ป่าออกจากธรรมชาติเพื่อปลูกเลี้ยง แต่ความรู้ความเข้าใจในการปลูกเลี้ยงมีไม่เพียงพอ จึงทำให้กล้วยไม้ดังกล่าวไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่รอดได้ ราว 95 เปอร์เซ็นต์ ส่วน 5 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือก็เพียงสามารถอยู่ได้ไปสักระยะหนึ่งเท่านั้น สุดท้าย การอยู่รอดไม่ถึง 1%

กล้วยไม้ดินเป็นกล้วยไม้ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์สูงกว่ากล้วยไม้อากาศมาก เนื่องจากสามารถเก็บได้ง่าย โดยไม่จำเป็นต้องปีนป่าย การถอนต้น หรือขุด ก็สามารถนำออกมาจากป่าได้ไม่ยาก การแผ้วถางทำการเกษตรที่ใช้การไถพรวน ก็เป็นการทำลายกล้วยไม้ดินได้มากเช่นกัน แต่ก็ไม่รุนแรงเท่าการใช้ยาฆ่าหญ้า จะเป็นการทำลายโดยไม่ให้โอกาสกล้วยไม้ดินงอกได้อีกเลย การตัดไม้ทำลายป่าซึ่งทำให้สภาพนิเวศของธรรมชาติแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ชนิดนั้นเปลี่ยนไป ส่งผลต่อการสูญพันธุ์อย่างมากเช่นกัน

กล้วยไม้ป่าที่วางขายกันที่ตลาดนัดจตุจักร หรือตามแผงค้ากล้วยไม้ป่าทั่วไป ในปัจจุบันนำมาจากประเทศเพื่อนบ้านเรา ทางภาคใต้ เข้ามาทางด่านสิงขร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทางภาคเหนือ เข้ามาทางด่านท่าขี้เหล็ก จังหวัดเชียงราย หรือทางจังหวัดแม่ฮ่องสอน ส่วนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้ามาทางช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี สุวรรณเขต จังหวัดมุกดาหาร ท่าแขก จังหวัดนครพนม ช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นต้น กล้วยไม้ที่นำมาจากป่าเมืองไทยมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับการนำเข้ามาจากต่างประเทศ บางครั้งก็มีการคิดเข้าข้างตัวเองเหมือนกันว่า ไม่ได้ทำลายกล้วยไม้ของไทยเอง

การจับกุมการลักลอบนำกล้วยไม้ออกจากป่า จากตลาดนัดจตุจักรก็ดี หรือจากแหล่งค้าไม้ป่าอื่น แล้วนำไปให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเลี้ยง โดยขาดแคลนทั้งงบประมาณและสถานที่ รวมถึงบุคลากรที่ไม่มีใจรักทางด้านนี้ แต่ต้องทำตามหน้าที่

การเก็บรักษาไว้ ก็เป็นการสูญเสียอย่างยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน เพราะขาดการดูแลเอาใจใส่ที่ดี รวมถึงกว่ากล้วยไม้เหล่านั้นจะมาถึงสถานที่เลี้ยงก็มีสภาพเหมือนคนไข้อยู่ในห้อง ไอซียู ก็ไม่ผิด แล้วจะเลี้ยงกล้วยไม้เหล่านั้นให้รอดได้อย่างไร โดยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐขาดความรู้ความชำนาญที่ขาดมากกว่านั้นคือ ใจซึ่งรักกล้วยไม้เป็นทุนเดิม เพราะเราซื้อกล้วยไม้ป่ามาเลี้ยงด้วยใจรักแท้ๆ ประคบประหงมอย่างดี ยังไม่อยากจะอยู่กับเราเลย นับประสาอะไรกับคนที่ไม่รัก

กล้วยไม้เลี้ยงยากนักหรือไง ก็อุตส่าห์เลี้ยงดูอย่างดียังตายเสียได้ ขอตอบคำถามนี้ว่า ที่เราเลี้ยงดูอย่างดีเป็นการเลี้ยงที่ไม่ถูกต้องตรงกับนิสัยของกล้วยไม้ชนิดนั้นๆ เช่น กล้วยไม้ชนิดนี้ไม่ควรใส่วัสดุปลูก ยังไปใส่วัสดุปลูก พอความชื้นมากๆ ก็เลยเน่า กล้วยไม้ชนิดนี้ต้องใส่วัสดุปลูกกลับไม่ใส่อะไรเลย มันก็เลยแห้งลงๆ

กล้วยไม้ เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่าความสวยงามด้านจิตใจ บางชนิดสามารถทำเป็นพืชสมุนไพรรักษาโรคได้ ค่อยๆ หมดไปจากป่าในธรรมชาติเรื่อยๆ นอกจากการเก็บกล้วยไม้ป่ามาขายแล้ว การตัดไม้ทำลายป่าเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะเป็นการทำลายความสมดุลทางสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของกล้วยไม้

จึงขอฝากเป็นข้อคิดไว้สำหรับผู้รักธรรมชาติทุกคนตระหนักถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของเราไม่เพียงแต่กล้วยไม้ ไว้สำหรับคนรุ่นต่อๆ ไป