วิธีทำอาหารจากเครือหมาน้อย ชาวไทลื้อ ในอำเภอเชียงคำ

จังหวัดพะเยา ได้นำภูมิปัญญาดั้งเดิม คือการทำอาหารจากใบเครือหมาน้อย หรือแองแทะ คนพื้นเมือง ทางภาคเหนือ เรียกว่า อ่อนหล้อน โดยเลือกใบเครือหมาน้อย (แองแทะ) ที่มีสีเขียวเข้มที่โตเต็มที่แล้วประมาณ 10-20 ใบ ล้างให้สะอาดแล้วนำมาขยี้กับน้ำสะอาด 1 ถ้วย เวลาขยี้ใบจะรู้สึกเป็นเมือกลื่นๆ เมื่อขยี้จนได้น้ำสีเขียวเข้มให้กรองเอากากใบเครือหมาน้อย (แองแทะ) ออก บางคนคั้นน้ำจากใบย่านางใส่ลงไปด้วยจะทำให้วุ้นแข็งตัวเร็ว จากนั้นนำน้ำวุ้นที่ได้ปรุงรสตามชอบ หากต้องการรับประทานเป็นของคาวก็เติมพริกป่น

ปลาป่น เนื้อปลาต้มสุก หัวหอม น้ำปลา ข้าวคั่ว ใบหอม และผักชีหั่น ถ้าอยากแซบก็ใส่น้ำปลาร้าแทนน้ำปลาก็ได้ หรือถ้าต้องการรับประทานเป็นของหวาน อาจคั้นน้ำใบเตยใส่เพิ่มลงไป การใส่เกลือลงไปเล็กน้อยจะช่วยให้วุ้นแข็งตัวเร็วขึ้น แต่อย่าใส่มากจะออกรสเค็ม ตั้งทิ้งไว้อีกประมาณ 4-5 ชั่วโมง น้ำคั้นจะจับตัวเป็นก้อนเหมือนวุ้น มักเรียกว่า วุ้นหมาน้อย แล้วเติมน้ำหวานหรือน้ำตาลลงไป รับประทานเป็นอาหารว่างที่ทั้งอร่อยและมีประโยชน์ทางยา อีกด้วย

ชาวไทยพวน นิยมคั้นเครือหมาน้อยกับใบย่านาง จะทำให้วุ้นเครือหมาน้อยแข็งตัวได้ดีกว่า เพราะในใบย่านางจะมีเกลือแร่อยู่จำนวนหนึ่งที่ทำให้เกิดเป็นวุ้นได้เร็วขึ้น เช่นเดียวกับการใส่น้ำปลา น้ำปลาร้า หรือเกลือ ช่วยทำให้เกิดวุ้นได้ดีเช่นกัน เครือหมาน้อยเป็นสมุนไพรที่มีการใช้กันมาอย่างต่อเนื่องในหมู่หมอยาพื้นบ้านในแถบอเมริกาใต้และอเมริกาเหนือนานนับพันปีจนถึงปัจจุบัน และเป็นที่น่าแปลกใจว่าแม้อยู่กันคนละทวีปกับบ้านเรา แต่ก็มีการใช้ในสรรพคุณที่เหมือนๆ กันเป็นส่วนใหญ่

โดยธรรมชาติของผักกูดที่มีลักษณะเหมือนเฟินคือชอบขึ้นอยู่ที่ริมน้ำ แต่ไม่ชอบน้ำท่วมขัง มีใบเป็นแผงรูปขนนกคู่ขนานกัน ขณะที่ใบยังอ่อนปลายยอดม้วนงอแบบก้นหอย ตรงส่วนยอดอ่อน คือส่วนที่นำมาใช้ประกอบอาหาร มีสปอร์ซึ่งอยู่ด้านหลังใบที่แก่จัดทำให้แพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว โดยการแตกกอใหม่

นอกจากนั้น ยังเป็นผักที่บ่งบอกถึงคุณภาพและความปลอดภัยของสภาวะแวดล้อม กล่าวคือ บริเวณไหนอากาศไม่ดี ดินไม่บริสุทธิ์ หรือมีสารเคมีเจือปนอยู่ ผักกูดจะไม่ยอมขึ้นหรือแตกต้นใหม่เด็ดขาด อีกทั้งยังเป็นผักที่มีสารเบต้าแคโรทีนและธาตุเหล็กในตัวสูง ดังนั้น เมื่อรับประทานแล้วจึงได้ประโยชน์มากมายดังที่กล่าวข้างต้น

อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โดยเฉพาะริมแม่น้ำเพชรบุรีเป็นอีกแหล่งหนึ่งที่ชาวบ้านหันมายึดอาชีพปลูกผักกูดจำหน่าย อาจเป็นเพราะความที่อยู่ใกล้แม่น้ำเพชรบุรีแล้วยังมีคุณสมบัติของดินที่เหมาะสมจึงทำให้สามารถปลูกผักกูดได้เป็นอย่างดี

อย่างกรณีของสามี-ภรรยาคู่นี้ คือ คุณพูนผล ศรีสุขแก้ว และคุณธนพร (ภรรยา) อยู่บ้านเลขที่14 หมู่ 6 ตำบลแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โทรศัพท์ 081-4338310 อดีตเคยปลูกมะนาวสร้างรายได้ จนเวลาต่อมาเส้นทางการปลูกมะนาวดูจะไม่ราบรื่นเนื่องจากมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งทั้งสองไม่อาจแบกรับภาระเหล่านั้นได้อีกต่อไป จนต้องเปลี่ยนมาเริ่มชีวิตเกษตรกรรมใหม่ด้วยการปลูกผักกูด

คุณพูนผล ผู้เป็นสามีบอกว่า ความจริงตอนแรกปลูกมะนาวเป็นรายได้ ต่อมาภายหลังมีปัญหาการปลูกหลายอย่างทั้งต้นทุน ค่าแรง และโรค จึงเลิกปลูกมะนาวแล้วไม่นานพบว่าเพื่อนบ้านมีการปลูกผักกูดกันเลยโค่นมะนาวแล้วหันมาปลูกผักกูดเป็นรายได้หลัก

คุณธนพร บอกถึงความเป็นมาที่นำมาสู่การปลูกผักกูดเป็นอาชีพหลักสร้างรายได้เมื่อ 7 ปีก่อนว่า เธอและครอบครัวชอบรับประทานผักกูด เวลาต้องการบริโภคจะต้องไปหาซื้อตามตลาด ต่อมาเห็นว่าถ้าปลูกเองแทนการซื้อจะประหยัดค่าใช้จ่าย จึงตั้งใจปลูกผักชนิดนี้ไว้เพื่อรับประทานในครัวเรือน

“เห็นว่าเพื่อนบ้านปลูกกันไม่ยากเลยหามาปลูกไว้ โดยเรียนรู้วิธีการปลูกและการดูแลจากเพื่อนบ้านที่ปลูกแล้วประสบความสำเร็จมาก่อน พอนานไปผักกูดมีการแตกพันธุ์ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วทำให้กินไม่ทันเลยเก็บไปขายตามร้านอาหาร และตลาดนัด”

เธอบอกว่า สมัยก่อนมีชาวบ้านไปเก็บผักชนิดนี้ที่ขึ้นตามริมน้ำแล้วนำไปขายที่ตลาดสด ราคากำละ 5 บาท เป็นพันธุ์ดั้งเดิมที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ ไม่มีชื่อพันธุ์

ภายหลังที่คุณพูนผลได้พาเดินชมแปลงปลูกผักกูดเขาเล่าว่าได้ช่วยกับภรรยาปลูกผักกูดในพื้นที่ 5 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 20 ไร่ พร้อมกับปลูกพืชชนิดอื่น อาทิ เงาะโรงเรียน,ทุเรียน,กล้วยเล็บมือนาง และปาล์มน้ำมัน จำนวน 300 กว่าต้น ซึ่งปาล์มที่ปลูกมีสองรุ่น รุ่นแรกมีอายุปีกว่า อีกรุ่นได้ 6 เดือน เขาบอกว่าคงต้องรออีกสัก 2 ปีจึงจะมีรายได้จากปาล์ม ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าราคาดีแค่ไหน

“กล้วยเล็บมือนาง ไม่ได้มีประโยชน์แค่การบังร่มเงาให้แก่ผักกูดเท่านั้น แต่ยังสร้างรายได้โดยนำผลผลิตไปขายกิโลกรัมละ 8-10 บาท ถึงแม้ราคาขายดูจะไม่มากนัก แต่ยังถือว่านำไปเป็นค่าน้ำได้

เงาะโรงเรียนปลูกไว้ประมาณ 30 ต้น เมื่อก่อนคิดว่าจะปลูกเงาะเป็นหลัก แต่ภายหลังเปลี่ยนใจเลยโค่นไปหลายต้น ทั้งนี้เนื่องจากรายได้จากเงาะมีเพียงปีละครั้งเท่านั้น ส่วนการเก็บผักกูดขายมีรายได้ทุกวัน” คุณพูนผลบอก

ด้านการดูแลบำรุงรักษาคุณธนพรบอกว่าเนื่องจากมีการปลูกผักกูดจำนวนมาก จึงมีการใช้ปุ๋ยยูเรียเดือนละครั้ง ครั้งละหนึ่งกระสอบ (50 กิโลกรัม) นอกจากนั้น ยังใช้ปุ๋ยหมักจากขี้ไก่ ขี้วัว จะใส่ครั้งละ 10 กว่าตัน โดยเทใส่ในพื้นที่ทั้งหมดเพื่อให้พืชชนิดอื่นได้ประโยชน์ด้วย ใช้วิธีหว่านแล้วพ่นน้ำตาม

“เนื่องจากเป็นผักที่ต้องใช้ยอดขาย ดังนั้นถ้าช่วงใดที่ยอดแตกช้าจะเน้นใช้ปุ๋ยยูเรียเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ยอดแตกออกมา พอเวลา 7 วันให้หลังยอดจะแตกออกมาทันที”

ส่วนเคมีเธอเปิดเผยว่าอาจต้องใช้บ้างกรณีที่จำเป็นเพื่อป้องกันเชื้อราหรือป้องกันแมลงและหนอน เช่น ไตรโคโดมา ใช้กันเชื้อราขี้ไก่ตามรากและบิวเวอเรีย แต่ทั้งนี้ยาที่ใช้เป็นการทำเองตามแนวทางการแนะนำของเกษตรอำเภอ

ศัตรูพืชที่ทำให้เกิดความเสียหาย

คุณธนพร บอกว่า ตั้งแต่ปลูกผักกูดมาแมลงศัตรูพืชที่พบแล้วมักสร้างความเสียหาย เช่น เพลี้ยไฟ ซึ่งจะเจอเฉพาะในช่วงหน้าแล้ง ได้แก้ไขปัญหาด้วยการใช้ยาแลนเนท เป็นการผสมใช้แบบอ่อนมาก ในอัตราส่วนน้ำ 200 ลิตร ต่อยา 2 ช้อนโต๊ะ หรือประมาณ 10-20 ซีซี ถือเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าการใช้พ่นในถั่วหรือแตง

“อย่างบิวเวอเรีย ผสมกับน้ำ ในอัตรา 4 ถุง ต่อน้ำ 200 ลิตร แล้วใช้ฉีดพ่นป้องกันเพลี้ยไฟและหนอน ส่วน ไตรโคโดมา ผสมกับน้ำ ในอัตรา 4 ถุง ต่อน้ำ 200 ลิตร แล้วใช้ฉีดพ่นป้องกันเชื้อรา เมื่อมีการฉีดยาป้องกันเพลี้ยในแถวไหนกลุ่มไหนแล้วจะยังไม่เก็บทันที จะต้องปล่อยทิ้งไว้สัก 4 วัน จึงจะเก็บ และการฉีดพ่นยาจะทำปีละ 1-2 ครั้ง เท่านั้น แต่ถ้าหากไม่เกิดการแพร่ระบาดจะไม่ฉีดยาเลย”

ระบบน้ำใช้สปริงเกลอร์ โดยวางระยะห่างกว้าง 4 เมตร ยาว 4 เมตร ปล่อยน้ำวันเว้นวัน ครั้งละ 1 ชั่วโมง เปิดครั้งหนึ่ง จำนวน 30 หัว แต่ละแปลงจะเปิดน้ำทิ้งไว้สัก 1 ชั่วโมง แล้วย้ายไปทีละแปลงวนไปจนครบ

การเก็บผลผลิตเพื่อจำหน่าย

คุณธนพร ให้รายละเอียดการทำงานว่า โดยปกติเธอและสามีจะทำงานเป็นหลักเพียงสองคนเท่านั้น ปกติถ้าใช้เวลาเก็บ 1 ชั่วโมง ได้ผักกูด 10 กิโลกรัม วันใดต้องเก็บถึง 70 กิโลกรัม จะเริ่มตั้งแต่เช้า แต่ถ้าเก็บสัก 30 กิโลกรัม จะเริ่มเก็บในช่วงบ่ายไปจนถึงสักสี่โมงเย็น หรือหากลูกค้าต้องการทันทีก็สามารถเก็บให้ได้ แต่ควรมีสปริงเกลอร์ฉีดพ่นให้น้ำตลอด

“หลังจากเก็บจากต้นแล้ว ให้มัดเป็นกอแล้วนำไปแช่น้ำทันที แช่สักครู่ ประมาณ 5 นาที ห้ามแช่นานเกินไป เพราะผักจะสุกมีสีแดง จากนั้นให้เก็บขึ้นมาวางเรียงกัน ใช้ผ้าชุบน้ำบิดพอหมาดคลุมผักกูดที่วางเรียงกันไว้รอลูกค้ามารับ แต่ถ้าวางไว้โดยไม่คลุมผ้าผักจะเหี่ยวแล้วขายไม่ได้”

เธออธิบายต่อว่า แต่ละต้นที่เก็บยอดอ่อนที่ใช้งานออกไปแล้ว ยอดที่อยู่ติดกันซึ่งมีลักษณะโค้งงอจะเป็นยอดที่จะสามารถเก็บได้ในครั้งต่อไปอีกราว 3-4 วัน ดังนั้น ผักกูดแต่ละยอดในแต่ละต้นจะเก็บเว้นระยะเวลา 3-4 วัน แต่ไม่ควรเลยวันที่ 5 เพราะจะบาน

“แต่ละต้นจะมีใบจำนวน 5 ใบ ถ้าพบใบแก่หลายใบ เช่น มีจำนวนถึง 10 ใบ ควรตัดหรือหักทิ้งเสีย โดยไม่ต้องขนไปทิ้งที่อื่น แต่ให้ทิ้งไว้ที่บริเวณนั้นเพื่อใช้คลุมความชื้นและเป็นปุ๋ย การตัดใบแก่ออกเพื่อปล่อยให้ยอดอ่อนที่กำลังโตเจริญได้อย่างรวดเร็ว มีบางคนไม่ยอมหักใบแก่ทิ้งจึงทำให้ยอดแตกช้าและมีขนาดเล็ก”

คุณธนพร บอกต่ออีกว่า ผักกูดขยายพันธุ์ด้วยการดึงต้นอ่อนที่เธอเรียกว่าลูกที่แทงขึ้นมาจากพื้นข้างต้นแม่ออกด้วยความระมัดระวัง แล้วสามารถนำต้นอ่อนไปปลูกได้เลย ผักกูดเป็นพืชที่ตายยาก ที่สำคัญขอให้มีน้ำแล้วอย่าไปโดนแดดจัด

นอกจากนั้น ยังเพิ่มเติมด้วยว่าควรมีการดูแลเอาใจใส่บริเวณที่ปลูกต้องคอยหมั่นเดินดูแล้วดึงเศษวัชพืชทิ้ง แต่ห้ามใช้มีดฟัน เพราะอาจไปโดนต้นอ่อนที่กำลังแตกออกมา ทั้งนี้ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มปลูกจนกระทั่งสามารถเก็บยอดไปขายได้ กินเวลาประมาณไม่เกิน 6 เดือน

เธอบอกว่า ผักชนิดนี้สามารถปลูกได้ในหลายพื้นที่ แต่สิ่งสำคัญควรให้น้ำอย่างเต็มที่และควรหาร่มเงาด้วย ส่วนความสมบูรณ์ของดินที่มีความเหมาะนั้นควรเป็นบริเวณพื้นที่เป็นดินทรายสัก 70 เปอร์เซ็นต์ และช่วงหน้าฝนเป็นช่วงที่มีผักกูดมากเมื่อผักกูดถูกฝนจะแตกยอดอ่อนกันอย่างคับคั่ง เพราะเป็นช่วงที่มีความชื้นในอากาศสูงมาก ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผักชนิดนี้

เก็บแล้วนำไปขายใคร ที่ไหนบ้าง

เจ้าของสวนผักกูดอธิบายถึงวิธีการเก็บการเก็บผักกูดไปขายว่าเพียงแค่เด็ดยอดที่มีความยาวจากปลายถึงตำแหน่งที่จะตัด ประมาณ 30-40 เซนติเมตร จะเก็บทุกวัน และภายในอาทิตย์หนึ่งต้องมีผักกูดส่งให้ลูกค้าประมาณ 250 กิโลกรัม เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าวันละประมาณ 30 กิโลกรัม

“ราคาจำหน่ายจากสวนไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง อย่างปีหนึ่งๆ ราคาจะทรงเท่าเดิม ประมาณ 40-50 บาท ต่อกิโลกรัม แต่อาจมีการปรับขึ้นบ้างในช่วงอากาศหนาว เพราะผักจะแตกยอดช้ามาก ส่วนราคาจำหน่ายของแม่ค้า ประมาณ 80-100 บาท ต่อกิโลกรัม”

สำหรับตลาดจำหน่ายผักกูดของคุณธนพรมีด้วยกันจำนวน 3 แหล่ง คือ ร้านอาหารในรีสอร์ต,แม่ค้าในตลาดสด และแม่ค้าจากกรุงเทพฯ ซึ่งรวมทั้งหมดไม่ต่ำกว่าสัปดาห์ละ 250 กิโลกรัม หรือเดือนละไม่ต่ำกว่า 1 ตัน และจะมีรายได้ถึงเดือนละ 4 หมื่นบาท

“อย่างเมื่อก่อน ยังมีผลผลิตน้อยไม่กล้ารับมากก็แค่ส่งละแวกแถวแก่งกระจานเท่านั้น แต่ภายหลังที่ได้มีการขยายพื้นที่ปลูกแล้วสามารถเพิ่มจำนวนต้นขึ้นมาอีก จึงเริ่มรับยอดสั่งจากแม่ค้าด้านนอก ถ้าคราวใดที่แม่ค้าต้องการจำนวนมากและเกินขีดกำลังการผลิตที่ทำได้ อาจต้องร่วมกับชาวบ้านที่ปลูกรายอื่นด้วย”

ปัจจุบัน คุณธนพร ไม่ได้เป็นเพียงผู้ปลูกผักกูดรายหนึ่งในอีกกว่าสิบรายในพื้นที่แก่งกระจานเท่านั้น เธอยังทำหน้าที่เป็นหมอดินอาสา แล้วยังเป็นเกษตรกรที่ขอการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ปี 2554 ซึ่งเป็นการรับรองโดยสถานีพัฒนาที่ดินเพชรบุรี สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 10 กรมพัฒนาที่ดิน

เจ้าของสวนผักกูดเปิดเผยอาหารที่ร้านในรีสอร์ตที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเพชรบุรีนำไปใช้ผักกูดปรุงเป็นเมนูยอดฮิตของลูกค้า ทำให้ติดใจสั่งกันเป็นประจำ เช่น แกงส้ม ผัดน้ำมันหอย ยำผักกูด หรือแม้แต่รับประทานดิบคู่กับน้ำพริกชนิดต่างๆ

“อย่างผักกูด 1 กิโลกรัม สามารถนำไปทำอาหารขายได้หลายประเภท เช่น ผัดน้ำมันหอย ราคาจานละ 100 บาท ยำผักกูด จานละ 150 บาท หรืออย่างแกงส้มผักกูด หม้อละ 150 บาท”

หากใครสนใจต้องการปลูกเพื่อให้แพร่ขยายทั่วไป ลองโทรศัพท์ไปพูดคุยกับ คุณธนพร ได้ที่ 081-433-8310 เธอบอกว่ายินดีให้คำแนะนำการปลูกสำหรับผู้ที่สนใจ

“ดั้งเดิมนั้น ผมเลี้ยงวัวพื้นเมือง โดยจะขายใน 2 แบบ คือ ขายให้กับพ่อค้าที่มารับซื้อโดยทั่วไป และอีกส่วนขายให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งจะนำไปเลี้ยงเป็นวัวลาน อันเป็นกีฬาพื้นบ้านที่นิยมกันในพื้นที่ จังหวัดเพชรบุรี นครปฐม ราชบุรี”

“แต่ต่อมาต้องประสบปัญหาพื้นที่เลี้ยงวัวน้อยลง ทำให้เรามีปัญหาการขาดแคลนอาหาร ไม่สามารถไล่ต้อนให้ออกไปหากินหญ้าได้เหมือนเดิม จึงตัดสินใจเลิกเลี้ยง และเปลี่ยนมาเป็นเลี้ยงวัวพันธุ์แทน เพราะสามารถเลี้ยงอยู่กับบ้านได้ ไม่ต้องไปไล่ทุ่งเหมือนกับแต่ก่อน ทำมาจนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว”

นายสุริยา พุ่มดอกไม้ หรือไผ่ เป็นเจ้าของ ต้นไผ่ฟาร์ม ซึ่งตั้งอยู่ เลขที่ 4/4 หมู่ที่ 2 ตำบลศิลาลอย อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โทร. 084-008-6625 บอกเล่าเรื่องราวของการประกอบอาชีพในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ หากพิจารณาถึงลักษณะโดยทั่วไปของฟาร์มแห่งนี้ไม่แตกต่างจากฟาร์มเลี้ยงวัวเนื้อของเกษตรกรรายย่อยที่มีอยู่กันโดยทั่วไปในทุกภาคของประเทศ โดยเน้นการอาศัยพื้นที่บริเวณบ้านแหล่งที่ตั้งของคอกเลี้ยงที่มีลักษณะสร้างแบบง่ายๆ ด้วยวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น และมีการใช้ประโยชน์จากหญ้าอาหารสัตว์ที่มีอยู่รอบๆ เช่น ตามทุ่งหญ้าสาธารณะหรือในไร่นาของเพื่อนเกษตรกร

แต่หากมองให้ลึกเข้าไป โดยเฉพาะในมุมมองต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกรผู้เป็นเจ้าของแล้ว ต้องถือว่า เป็นอีกหนึ่งฟาร์มที่มีความน่าสนใจทั้งนี้เพราะผู้เป็นเจ้าของ ต้นไผ่ฟาร์ม ได้มุ่งมั่นที่จะเลือกเลี้ยงในรูปแบบของการทำให้เกิดมูลค่าของตัวสัตว์ที่มากขึ้น

การทำให้เกิดมูลค่าของสัตว์ที่เลี้ยง เจ้าของฟาร์มบอกว่า ความหมายคือ สามารถขายได้ราคาสูงกว่าปกติของท้องตลาดและนั่นคือ สิ่งที่คุณไผ่ได้ทำในวันนี้ และต่อไปในอนาคต ด้วยการเลือกเลี้ยงสัตว์ที่เน้นความสวยงามของตัวสัตว์ ความแปลกประหลาดของตัวสัตว์

นับเป็นอีกหนึ่งมุมมองในการสร้างรายได้จากอาชีพที่แตกต่างจากสิ่งเป็นอยู่โดยทั่วไปในอาชีพการเลี้ยงสัตว์

“ที่เป็นหลักของผมตอนนี้คือ วัวเนื้อสายพันธุ์อินดูบราซิล และที่กำลังจะเริ่มต้น คือ การเลี้ยงม้าแคระและควายแคระ”

พันธุ์สัตว์ทั้ง 3 ชนิด เจ้าของต้นไผ่ฟาร์มบอกว่า ในเรื่องตลาดนั้น ไม่เป็นห่วงเพราะมีความต้องการสูงมาก

“อย่างควายแคระ ตอนนี้มีคนมาติดต่อขอซื้อตลอด บางคนบอกมาเลยว่า นายอยากได้ ให้ราคาควายแคระคู่นี้ถึง 5.5 แสนบาท” คุณไผ่ กล่าว

ทำไมต้อง ฮินดูบราซิล
วันนี้ที่ต้นไผ่ฟาร์ม รายได้หลักจะมาจากการจำหน่าย วัวพันธุ์อินดูบราซิล จำนวนประมาณ 10 กว่าตัวสำหรับวัวพันธุ์อินดูบราซิล เป็นโคเนื้อที่นำเข้าสายพันธุ์มาจากต่างประเทศ ประมาณปี พ.ศ. 2525 มีทั้งจากฟิลิปปินส์, อเมริกา, คอสตาริกา, เม็กซิโก และบราซิล โดยประเทศไทยมีการนำเข้าวัวพันธุ์นี้ครั้งแรกอยู่ในช่วงประมาณ ปี 2525

โดยนับตั้งแต่มีการนำเข้ามานั้น จะมีชื่อเรียกกันในกลุ่มเกษตรกรผู้สนใจว่า วัวงาม

ด้วยเป็นโคที่จัดอยู่ในกลุ่มวัวเนื้อที่เน้นถึงความสวยงาม ซึ่งแตกต่างจากวัวเนื้อสายพันธุ์ที่เลี้ยงกันโดยทั่วไปในประเทศ เช่น พันธุ์บราห์มัน พันธุ์กำแพงแสน ที่จะเน้นถึงผลตอบแทนของอัตราการให้เนื้อเป็นหลัก

ด้วยลักษณะที่แตกต่างถึงเป้าหมายในการนำมาเลี้ยง จึงทำให้เป็นสายพันธุ์ที่ไม่ได้รับการยอมรับและส่งเสริมให้เลี้ยงจากนักวิชาการและหน่วยข้าราชการที่เกี่ยวข้อง แต่ด้วยใจรักของผู้เลี้ยงที่มีต่อวัวสายพันธุ์นี้ จึงมีการเลี้ยงกันมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

“แต่ตอนนี้ไม่มีการนำเข้าแล้วครับ เพราะทางราชการไม่อนุญาต แต่ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น เกษตรกรที่เลี้ยงวัวพันธุ์อินดูบราซิลก็มีการคัดและพัฒนาสายพันธุ์กันมาตลอด จนวันนี้กล่าวได้ว่าเป็นวัวอินดูบราซิลสายพันธุ์ไทยไปแล้ว และที่สำคัญมีความสวยงามมากกว่าพันธุ์ของต่างประเทศอีกด้วย”

“ในบ้านเรามีกลุ่มคนที่เลี้ยงอินดูบราซิลอยู่ โดยกระจายกันทั้งในภาคกลาง ภาคอีสาน และแต่ละปีจะมีการจัดประกวดโคอินดูบราซิลกันโดยตลอด”

จากคำบอกเล่าของคุณไผ่ จึงได้สรุปว่า เป็นการเลี้ยงกันเฉพาะในกลุ่มของคนที่ชอบเท่านั้น หากเปรียบเทียบก็เหมือนกับกลุ่มคนที่ชอบเลี้ยงม้า

“ความสวยของวัวพันธุ์นี้เราจะดูกันที่ ลักษณะดี โครงสร้างต้องสูงใหญ่ ใบหูต้องยาว มีลักษณะกำบิดหยิกมีก้อย หน้าต้องโหนก เป็นหลัก”

“เดิมนั้นผมก็เลี้ยงวัวเนื้อพันธุ์ชาโรเล่ส์กับบราห์มัน แต่ประสบปัญหาว่า มีบางช่วงราคาตกต่ำ ไม่สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่เราต้องการ จึงเปลี่ยนมาเป็นวัวพันธุ์อินดูบราซิล เพราะผมดูในแง่ของผลตอบแทนแล้วดีกว่ามาก ยิ่งสามารถผสมพันธุ์แล้วได้ลูกที่สวยๆ มีลักษณะสวยตรงกับความต้องการ เราสามารถเรียกราคาได้ตามที่เราต้องการเลย อย่างที่ฟาร์มของผมจะขายในราคา ตัวละ 50,000 บาทขึ้นไป ต่ำกว่านี้ไม่ขาย”

“ในขณะที่หากเลี้ยงวัวเนื้อทั่วไป ราคาต้องขึ้นอยู่กับพ่อค้า จะให้เราเท่าไรก็ได้ ถ้าน้อยเราก็ไม่คุ้ม เหมือนกับเป็นการขาดทุน ผมคิดของผมแบบนี้”

“แต่สำหรับที่ฟาร์มผมทุกวันนี้วัวอินดูบราซิลที่เลี้ยงยังสามารถจำหน่ายเป็นเนื้อได้ด้วย โดยเฉพาะตัวที่ออกมาลักษณะไม่ได้ ความสวยไม่ถึง จะคัดออกมาเลี้ยงขุน พอได้ขนาดที่พ่อค้าต้องการก็จะขายให้กับพ่อค้าไป พ่อค้าก็จะตีราคาให้เหมือนกับการซื้อวัวเนื้อโดยทั่วไป ตัวหนึ่งไม่ต่ำกว่า 30,000 บาท ขึ้นไป ในขณะที่ตัวสวยๆ คัดไว้เป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ และหากมีคนสนใจอยากได้ ผมก็จะแบ่งขายให้”

ดังนั้น ตอนนี้สำหรับต้นไผ่ฟาร์มแล้ว รายได้จึงเกิดขึ้นแบบกินรวบ 2 ต่อ คือ ขายได้ทั้งเป็นวัวเนื้อและขายในรูปแบบของวัวสวยงาม

เป็นแหล่งผลิตควายแคระและม้าแคระ
“พอดีว่ามีคนมาบอกที่จังหวัดมหาสารคามและร้อยเอ็ดมีควายแคระ เจ้าของจะขาย ผมเลยเดินทางไปซื้อ ซึ่งพ่อแม่ของควายแคระคู่นี้ก็มีลักษณะแคระเช่นกัน” สำหรับควายแคระของต้นไผ่ฟาร์ม มีลักษณะโดยทั่วไปเหมือนกับควายปกติ เพียงแต่ย่อส่วนลงมาจนมีลักษณะแคระ ความสูงเต็มที่ตอนนี้ประมาณ 1 เมตร

“ปกติจะเห็นควายแคระที่มีลักษณะฟันเหยินและขาหน้าโกร่ง แต่ของผมไม่เป็นแบบนั้น มีลักษณะเหมือนควายปกติทุกอย่าง อีกทั้งยังมีนิสัยขี้เล่น และแข็งแรง” เจ้าของฟาร์มกล่าว

ควายแคระที่มีอยู่ในฟาร์มตอนนี้ มีจำนวน 1 คู่ โดยเพศผู้ ซึ่งเป็นควายเผือก ชื่อฝอยทอง อายุประมาณ 2 ปีกว่า ในขณะที่เพศเมีย ชื่อเปียกปูน อายุ 3 ปีกว่า และพร้อมที่จะรับการผสมพันธุ์แล้ว

การเลี้ยงดูเจ้าของฟาร์มบอกว่า เลี้ยงง่าย โดยในช่วงกลางวันจะปล่อยให้ลงน้ำเล่นโคลน ส่วนกลางคืนจะนำเข้าคอกและให้หญ้าอัดแห้ง ฟาง เพิ่ม ส่วนการดูแลด้านสุขภาพ จะมีการให้วัคซีนป้องกันโรคที่สำคัญในควายปีละ 2 ครั้ง

ทั้งนี้เป้าหมายที่คุณไผ่วางไว้ในอนาคตคือ การผสมพันธุ์ควายที่เลี้ยงให้มีจำนวนลูกเพิ่มมากขึ้น และจะเปิดจำหน่ายสายพันธุ์ควายแคระให้กับผู้สนใจได้นำไปเลี้ยงส่วนการเลี้ยงม้าแคระนั้น คุณไผ่ บอกว่า เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญเพราะไปเจอคนที่จังหวัดสระบุรี สนใจอยากจะเลี้ยงควายแคระ และจะเอาม้าแคระที่เขามีอยู่มาแลก

“ก็คุยกัน ผมเองก็อยากจะได้ม้าแคระมาเลี้ยง เลยเอาควายแคระตัวเมียไปแลก ได้ม้าแคระพันธุ์ไทยมาเลี้ยงตัวหนึ่ง ซึ่งผมก็ตั้งเป้าหมายเหมือนกับควายแคระที่จะเพิ่มจำนวนและผสมพันธุ์ ผลิตลูกม้าแคระจำหน่าย”

ความแปลกและหายากของควายแคระและม้าแคระ จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางการสร้างรายได้ที่จะเกิดขึ้นในฟาร์มแห่งนี้

“ถ้าอยากจะเลี้ยงหรือทำฟาร์มแบบผม อยากแนะนำว่า ให้ถามตัวเองก่อนว่า ชอบไหม รักที่จะเลี้ยงไหม เพราะหลายคนโดดเข้ามาทำ เพราะเห็นคนอื่นทำแล้วขายได้ราคา ได้เงินดีก็โดดเข้ามาทำ แต่ความจริงนั้นจะมีอุปสรรคอีกหลายอย่างที่ต้องสู้ต้องแก้ปัญหา ดังนั้น หากไม่รักไม่ชอบจริงอย่าเข้ามา” คุณไผ่ กล่าวในที่สุด

บอนสี เป็นไม้ประดับที่มีความสวยงามโดดเด่นกว่าไม้ใบชนิดอื่นตรงที่บอนสีมีใบที่ให้สีสันที่สดใส มีความหลากหลายของสีใบ ใบมีลวดลายงดงาม รูปทรงใบที่แตกต่างกัน และมีทั้งพันธุ์ใบเล็กและใบใหญ่

บอนสี เป็นไม้ใบที่อยู่คู่กับคนไทยมานาน ซึ่งได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ลูกผสมใหม่ๆ ขึ้นมา ในแต่ละปีที่มีการจัดประกวดบอนสี ช่วยให้ผู้เลี้ยงบอนสีปรับตัวเองด้วยการสร้างพันธุ์แปลกใหม่ขึ้น การทำเป็นการค้าสำหรับบอนสีถือว่าไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ต้องใส่ใจพอสมควร โดยเฉพาะช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม ที่บอนสีจะพักตัวโดยทิ้งใบ ไม่สร้างใบใหม่ ใบเดิมเหี่ยวแห้งลง มีแต่กระถางปลูก เหลือแต่หัวใต้ดินเท่านั้น ทำให้ผู้เลี้ยงทั่วไปคิดว่าไม่ทนทาน ตายง่าย ไม่สวยงามเหมือนตอนซื้อมาใหม่ๆ

วิธีการเลี้ยงบอนสีให้มีใบตลอดปี โดยในช่วงฤดูหนาวต้องเลี้ยงบอนสีในตู้อบ วิธีง่ายๆ โดยใช้ไม้ระแนงมาต่อเป็นโครงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 1.20 เมตร ยาว 2.50 เมตร ด้านบนทำเป็นหลังคาหน้าจั่วเพื่อป้องกันน้ำขัง ให้หลังคาสูงสัก 15-20 เซนติเมตร แล้วกรุด้วยพลาสติกใส จะได้ตู้อบบอนสีไว้พักเลี้ยงและไว้อบขยายพันธุ์บอนสีได้อย่างดี

สำหรับบอนสีที่จะนำเลี้ยงในตู้อบ ต้องมีภาชนะใส่น้ำเพื่อไว้รองก้นกระถางบอนสีไว้ด้วย โดยใส่น้ำให้มีความสูงจากก้นภาชนะที่ใช้รองกระถางบอนสีสัก 2-3 เซนติเมตร หรือประมาณ 1 นิ้ว ทำอย่างนี้แล้วบอนสีจะไม่พักตัว จะแตกใบใหม่และเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อผ่านเดือนมกราคมให้นำบอนสีออกมาวางในโรงเรือนหรือด้านนอกได้ตามปกติ

การเตรียมดินปลูก แนะนำให้ใช้ดินร่วนผสมกับใบก้ามปูหรือใบทองหลาง อัตราส่วนผสมคือ 20 : 80 เปอร์เซ็นต์ และใส่ปุ๋ยขี้วัว 1 ช้อนกลาง/กระถาง จะทำให้บอนสีสวยงาม ก้านใบแข็ง ใบใหญ่ พวกศัตรูที่พบมีเพลี้ยแป้งสีเทาออกดำที่มดดำเป็นพาหะนำมา จึงต้องวางลูกเหม็นไว้รอบๆ ตู้อบ และโรงเรือน

ปกติบอนสีที่จะส่งเข้าประกวดได้ใช้เวลาเลี้ยงดูประมาณ 6 เดือน การขยายพันธุ์ก็ใช้วิธีการผ่าหัวบอนสีออกเป็นชิ้นเล็กๆ จุ่มสารเคมีป้องกันเชื้อรา แล้วนำไปวางไว้บนกระบะทรายในตู้อบ ใช้เวลาประมาณ 20 วัน หัวบอนสีที่อบไว้จะแตกใบอ่อน 2-3 ใบ จึงแยกลงกระถาง 4 นิ้ว เลี้ยงต่ออีก 45 วัน ใบจะใหญ่ขึ้น และมี 2-4 ใบ จึงนำออกขายได้ ราคาต้นละ 35 บาท หรือขายควบ 3 ต้น 100 บาท

ปัจจุบัน มีการจดทะเบียนพันธุ์บอนสีโดยสมาคมบอนสีแห่งประเทศไทย รวมทั้งสิ้น 720 พันธุ์ และยังมีการพัฒนาสายพันธุ์บอนสีกันแบบต่อเนื่อง ขอข้อมูลเพิ่มเติมที่ โทร. 086-138-4966

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คิดค้นการผลิตกระดาษจากกาบกล้วยน้ำว้าด้วยวิธีชีวภาพ ที่สามารถเก็บไว้ได้นานโดยกระดาษไม่เหลืองและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เนื่องจากกระบวนการผลิตกระดาษในเชิงหัตถกรรมจะใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต คือใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์ในการแช่และต้มเยื่อกระดาษ และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ใช้ในการฟอกเยื่อกระดาษ สารเคมีทั้งสองตัวนี้จะเป็นตัวทำให้กระดาษที่ได้ขาวสว่าง เนื่องจากเกิดการทำปฏิกิริยากับลิกนิน ทำให้ปริมาณลิกนินในเยื่อกระดาษลดลง แต่การใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์ ถึงแม้จะทำให้ปริมาณลิกนินในเยื่อลดลง ในทางกลับกันผลผลิตเยื่อที่ได้ก็จะมีค่าลดลงเช่นกัน นอกจากนั้น เมื่อสิ้นสุดกระบวนการต้มเยื่อ น้ำทิ้งที่ได้จะมีส่วนประกอบของโซเดียมที่อยู่ในรูปเกลือต่างๆ สารประกอบคาร์โบไฮเดรต และลิกนิน

สารต่างๆ เหล่านี้เมื่อถูกปล่อยลงในน้ำทิ้งก็จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งปฏิกิริยาของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่ใช้ในการฟอกเยื่อกระดาษก็เป็นแต่เพียงการทำให้ลิกนินก่อให้เกิดสีแตกตัวเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการกำจัดลิกนิน เจ้าตัวลิกนินนี้เอง ที่จะทำให้กระดาษกลับเป็นสีเหลืองได้โดยง่าย นอกจากนี้การผลิตกระดาษด้วยวิธีการทางเคมีจากโซเดียมไฮดรอกไซด์จะมีผลต่อคุณภาพของกระดาษที่ได้มีความแข็งกระด้าง หยาบ และไม่เรียบ

การผลิตกระดาษด้วยวิธีชีวภาพเป็นการใช้เชื้อจุลินทรีย์หมักกับวัตถุดิบ เพื่อย่อยสลายลิกนินในพืชแทนการใช้สารเคมีพวกโซเดียมไฮดรอกไซด์ ทำให้สามารถเพิ่มคุณภาพของกระดาษได้ดียิ่งขึ้น และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากสารเคมี

นอกจากนั้น เจ้าของผลงานยังได้เปิดเผยถึงวิธีการผลิตอีกด้วยว่า เริ่มจากนำต้นกล้วยน้ำว้ามาสับเป็นชิ้นๆ ขนาดประมาณ 6×3 เซนติเมตร จากนั้นนำไปอบให้แห้งที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส 1 คืน (24 ชั่วโมง) จากนั้นนำไปแช่น้ำให้อิ่มตัว นำไปฆ่าเชื้อ หมักที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส โดยเติมเชื้อรา T.viride ที่เพาะไว้ลงไปบ่ม จากนั้นก็นำไปฆ่าเชื้อราและเข้าสู่กระบวนการผลิตกระดาษต่อไป

จากกระบวนการดังกล่าว นอกจากเชื้อรา T.viride จะย่อยสลายลิกนินไปเป็นจำนวนมากแล้ว ทำให้ในกระบวนการฟอกเยื่อกระดาษสามารถลดปริมาณการใช้สารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ลงไปได้เป็นจำนวนมากกว่าการผลิตกระดาษแบบทั่วไป อีกทั้งการผลิตกระดาษด้วยวิธีชีวภาพกระดาษยังมีค่าความสว่างมากกว่ามาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมการผลิตกระดาษ อีกทั้งกระดาษยังมีความเหนียว นุ่ม สามารถเก็บไว้ได้นานกว่าการผลิตด้วยวิธีทางเคมี โดยกระดาษไม่กลับมาเป็นสีเหลืองอีกด้วย