ศรีสะเกษ จัดใหญ่ “เทศกาลดอกลำดวน” เน้นแสงสีเสียงงดงาม

ตระการตาใกล้เริ่มแล้วกับงานใหญ่ของจังหวัดศรีสะเกษ โดยวันนี้ที่โรงแรมศรีพฤทธาลัย ราชภัฏสัมมนาคาร มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ธวัช สุระบาล พ่อเมืองศรีสะเกษ พร้อมด้วย วิชิต ไตรสรณกุล นายก อบจ.ศรีสะเกษ ผศ.ดร. ประกาศิต อานุภาพแสนยากร อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ จัดแถลงข่าว “เทศกาลดอกลำดวนบาน สืบสานประเพณีสี่เผ่าไทศรีสะเกษ ประจำปี 2561” ซึ่ง จังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ภาครัฐ เอกชน และประชาชนชาวศรีสะเกษ ร่วมกันจัดงานขึ้น ระหว่างวันที่ 9-11 มีนาคมนี้ ณ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ศรีสะเกษ อำเภอเมือง

ผวจ.ศรีสะเกษกล่าวว่า ช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี ดอกลำดวนซึ่งเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดศรีสะเกษ กว่า 60,000 ต้น ภายในสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ศรีสะเกษ จะผลิดอกบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมไปทั่วสวน จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวมาชมความงามของดอกลำดวนสีเหลืองอร่าม โดยในภาคกลางคืน ขอเชิญชมฟรี การแสดงของ 4 ชนเผ่าไทศรีสะเกษ คือ ลาว เขมร กูย(ส่วย) และเยอ เป็นการแสดง แสง สี เสียง “อารยธรรมแห่งศรัทธา มนตรา ศรีพฤทเธศวร” เริ่มเวลา 19.00 น. ในคืนวันที่ 9-11 มีนาคม เปิดการแสดงรอบปฐมทัศน์

ในคืนวันที่ 7 มีนาคม ซึ่งปีนี้จัดอย่างยิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงใหม่ให้เข้าถึงยุคสมัยของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งผู้แสดง การแต่งกาย ฉากการแสดงที่ยิ่งใหญ่ สวยงามตระการตา ซึ่งตนได้สั่งไม่ให้จัดขายพาแลง เพราะว่าหากขายพาแลงแล้ว ประชาชนทั่วไปจะเข้าชมไม่ได้ เพราะว่าพาแลงจะเต็มพื้นที่ไปหมด ปีนี้จึงเปิดให้ชมฟรี ส่วนอาหารจะมีจำหน่ายในราคาถูก เป็นอาหารพื้นเมืองของ จ.ศรีสะเกษ เช่น ขนมตดหมา ไก่ย่าง ส้มตำ ซุปหน่อไม้ แกงเห็ด เป็นต้น โดยจะมีการจัดเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้เสียบรรยากาศในการชมการแสดงแสงเสียงศรีพฤทเธศวรในปีนี้

ผศ.ดร. ประกาศิต กล่าวว่า จังหวัดศรีสะเกษ เป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ของกินเลื่องชื่อ ทะเลหมอกสามแผ่นดิน วัฒนธรรมสี่เผ่าไท ดอกลำดวน ชวนชม จึงขอเชิญประชาชนชาวศรีสะเกษและชาวไทยทั่วประเทศมาเที่ยวชมงาน “เทศกาลดอกลำดวนบาน สืบสานประเพณีสี่เผ่าไทศรีสะเกษ 2561” ระหว่างวันที่ 9-11 มีนาคม ณ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ศรีสะเกษ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ รับประกันความสุข สนุกทุกสไตล์ เพราะที่นี่ ศรีสะเกษ ดินแดนสามแผ่นดิน ฟินกับทะเลหมอกอีสานใต้

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ โทรศัพท์/โทรสาร (045) 814-673 “ข้าวเหนียวสองดัง” เป็นชื่อของขนมชื่อดังของชาวอำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา ชื่อของข้าวเหนียวสอง ดังนั้น เรียกจากลักษณะของขนมที่เป็นแผ่นบาง และถูกย่างจนเกรียม กรอบ ซึ่งชาวใต้เรียกว่า “เป็นดัง” ทั้งสองด้านของแผ่นข้าวเหนียว ซึ่งเจ้าของสูตรคือ นายพิศิฐศักดิ์ ศักดิ์วิเชียร ที่บอกว่า ชอบกินข้าวเหนียวที่ “เป็นดัง” ซึ่งจะอยู่ก้นกระทะ ในการทำข้าวต้มมัด หรือข้าวต้มสามมุม จึงดัดแปลงเป็นข้าวเหนียวสองดัง ซึ่งมีส่วนผสมเช่นเดียวกับข้าวต้มมัด คือ ข้าวเหนียว น้ำตาล น้ำกะทิ และถั่ว ต่างกันตรงกระบวนการทำ ที่ข้าวเหนียวสองดังจะใช้วิธีทำเป็นแผ่น ขนาดพอดี ไม่บางมากนัก ใส่ในกระทะเทฟล่อน ก่อนจะนำไปตั้งไฟโดยไม่ต้องใช้น้ำมันเพราะมีน้ำมันจากกะทิช่วย ทำให้ข้าวเหนียวไม่ติดกระทะ โดยตั้งไฟจนด้านหนึ่งเกรียมกรอบ จึงพลิกอีกด้านให้เกรียมเช่นเดียวกัน ก็จะได้ข้าวเหนียวสองดัง หอมหวาน กรอบนอก นุ่มใน อร่อยลิ้น

จากรุ่นพ่อ ขณะนี้ข้าวเหนียวสองดังถูกถ่ายทอดมาสู่รุ่นลูก คือ นางสาววรางคณา ตรงจิตต์ ลูกสะใภ้และสามีที่ร่วมกันสืบทอดสูตรข้าวเหนียวสองดัง ซึ่งขณะนี้จะหาซื้อข้าวเหนียวสองดังได้ที่ตลาดนัดนาม่วง อ.นาหม่อม ในช่วงเย็นวันเสาร์และเช้าวันอาทิตย์เท่านั้น นอกเหนือจากนั้น จะทำส่งขายให้แม่ค้ากระจายไปในหลายพื้นที่

วรางคณา บอกว่า ตลาดนัดแห่งนี้จะขายข้าวเหนียวสองดังได้วันละ 40-100 แผ่น ในราคาแผ่นละ 50 บาท และตัดแบ่งขายกล่องละ 25 บาท ส่วนใหญ่จะมีลูกค้าประจำที่ซื้อหากันมานาน ทำให้มีความมั่นใจในรสชาติที่คงที่ เนื่องจากมีขั้นตอนการทำที่พิถีพิถัน โดยเฉพาะส่วนผสมที่จะต้องเท่ากันทุกครั้ง ซึ่งส่วนผสมก็จะมีข้าวเหนียว ที่ต้องผ่านกระบวนการนึ่งมาก่อน แล้วนำมาผสมน้ำกะทิ น้ำตาล และถั่วดำ โดยกะทิถือเป็นเคล็ดลับสำคัญที่จะต้องใช้มะพร้าวขนาดพอเหมาะในการคั้น ที่สำคัญจะใช้หัวกะทิที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำเลย ทั้งหมดจะต้องผ่านการชั่งน้ำหนักเพื่อให้รสชาติออกมาคงที่ทุกครั้ง ต่อแผ่นจะใช้ข้าวเหนียวที่ผสมแล้วน้ำหนักประมาณ 4 ขีด นำมาทำแผ่นบางใส่กระทะ ก่อนจะตั้งไฟต่อ 1 แผ่น ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ก็จะได้ข้าวเหนียวสองดังแสนอร่อย

ด้วยส่วนผสมที่เน้นคุณภาพ ทำให้ข้าวเหนียวสองดังของดีนาหม่อม สามารถเก็บเอาไว้ได้นอกตู้เย็นนาน 2 วัน ในรสชาติคงเดิม แต่หลังจากนั้นอาจจะกระด้างบ้าง แต่สามารถนำไปอุ่นร้อนก็จะได้รสชาติเดิม แต่หากเก็บไว้ในตู้เย็นก็จะเก็บเอาไว้ได้นานนับเดือน

นายพิศิฐศักดิ์ บอกว่า พร้อมที่จะบอกสูตรสำหรับคนที่ตั้งใจนำไปประกอบอาชีพ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนแนะนำให้จดสิทธิบัตรหรืออะไรต่างๆ แต่เห็นว่าอาจจะเป็นอุปสรรคต่อคนอื่นๆ หรือแม้แต่ลูกหลาน ในการสืบสานหรือนำไปประกอบอาชีพก็เลยไม่จด ทราบว่ามีผู้นำไปทำขาย เมื่อมีลูกค้าซื้อไปรับประทาน ก็จะทราบว่าไม่ใช่ข้าวเหนียวสองดังของนาหม่อม เพราะความพิถีพิถันที่แตกต่างกัน

สคร.ลุยแผนปฏิรูปจัดจับคู่ 14 รสก.ขนาดใหญ่ เป็นพี่เลี้ยงช่วยยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ตามนโยบายขับเคลื่อนรัฐวิสาหกิจให้เข้มแข็ง ยกระดับประสิทธิภาพให้ทัดเทียมกันและได้มาตรฐานสากล ประเดิมคู่แรก ปตท.-อคส.

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า สคร.ดึงรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่และมีความเข้มแข็ง 14 แห่ง เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงให้กับรัฐวิสาหกิจยังไม่เข้มแข็ง 18 แห่ง ซึ่งตรงนี้เป็นไปตามนโยบายขับเคลื่อนโครงการสนับสนุนรัฐวิสาหกิจด้านการบริหารจัดการองค์กร เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐวิสาหกิจในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ เช่น บทบาทคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ การบริหารความเสี่ยง การบริหารจัดการสารสนเทศ และการบริหารทรัพยากรบุคคล เป็นต้น ให้ทัดเทียมกันและได้มาตรฐานสากล

นายเอกนิติ กล่าวว่า โครงการพี่เลี้ยงเป็นการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้รัฐวิสาหกิจทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง เพื่อให้มีส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมให้ยั่งยืนต่อไป โดยเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในฐานะพี่เลี้ยงของการรถไฟแห่งประเทศไทย และองค์การคลังสินค้าจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกันอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก

นางสาวรสา กาญจนสาย ผู้อำนวยการกองพัฒนารัฐวิสาหกิจ 2 รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการประเมินผลรัฐวิสาหกิจ สคร. กล่าวว่า พี่เลี้ยงและน้องเลี้ยงต้องจัดทำแผนการพัฒนา รวมทั้งกำหนดเป้าหมาย และผลลัพธ์จากการพัฒนาร่วมกัน โดย สคร. จะทำหน้าที่ให้คำแนะนำแนวทางการดำเนินงานให้แก่รัฐวิสาหกิจ โดยในปี 2561 มีรัฐวิสาหกิจที่เข้าร่วมโครงการพี่เลี้ยงจำนวน 32 แห่ง แบ่งเป็นพี่เลี้ยง 14 แห่ง และน้องเลี้ยง 18 แห่ง ประกอบด้วย การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เป็นพี่เลี้ยงให้กับองค์การตลาด การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นพี่เลี้ยงให้กับบริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด และการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. เป็นพี่เลี้ยงให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และองค์การคลังสินค้า (อคส.)

นางสาวรสา กล่าวต่อว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นพี่เลี้ยงให้กับโรงพิมพ์ตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นพี่เลี้ยงให้กับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เป็นพี่เลี้ยงให้กับองค์การสะพานปลา ธนาคารกรุงไทย เป็นพี่เลี้ยงให้กับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ธนาคารออมสิน เป็นพี่เลี้ยงให้กับองค์การสวนสัตว์ และสำนักงานธนานุเคราะห์ การประปานครหลวง (กปน.) เป็นพี่เลี้ยงให้กับองค์การสวนพฤกษศาสตร์ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เป็นพี่เลี้ยงให้กับสถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เป็นพี่เลี้ยงให้กับองค์การจัดการน้ำเสีย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เป็นพี่เลี้ยงให้กับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) การเคหะแห่งชาติ (กคช.) เป็นพี่เลี้ยงให้กับโรงงานไพ่ กรมสรรพสามิต องค์การเภสัชกรรม (อภ.)เป็นพี่เลี้ยงให้กับองค์การสุรา กรมสรรพสามิต

นายบัลลังก์ ไวทยานนท์ ผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานบริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุนว่า ราคาปลาทูน่าซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักมีแนวโน้มปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังราคาปรับขึ้น ตั้งแต่ปี 2558 เรื่อยมา โดยราคาปลาทูน่าในเดือนมกราคม 2561 อยู่ที่ 1,550 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ลดลงเมื่อเทียบกับราคาปลาทูน่าไตรมาส 4/2560 ที่มีราคา 2,033 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่ราคากุ้งเดือนมกราคม 2561 อยู่ที่ 180 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับราคากุ้งไตรมาส 4/2560 ที่มีราคา 175 บาทต่อกก. และราคาปลาแซลมอนเดือนมกราคม 2561 อยู่ที่ราคาประมาณ 221 บาทต่อกก. เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับราคาปลาแซลมอนในไตรมาส 4/2560 ที่มีราคาประมาณ 205 บาท ต่อกิโลกรัม

“แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา ราคาวัตถุดิบเพื่อการผลิตจะปรับตัวขึ้นต่อเนื่องรวมถึง 30-40% และราคาผันผวนในบางช่วงจนกระทบกับต้นทุนสูงขึ้น แต่บริษัทก็พยายามรักษาอัตราการทำกำไรอย่างต่อเนื่อง” นายบัลลังก์ กล่าว

นายบัลลังก์กล่าวว่า ผลประกอบการไตรมาส 4/2560 บริษัทมียอดขาย 35,105 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลทำให้ยอดขายทั้งปี 2560 อยู่ที่ 136,535 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.6% จากราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวขึ้นและเงินบาทแข็งค่า ทำให้มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อราคาและค่าตัดจำหน่าย (อีบิดด้า) ที่ 11,366 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.1% โดยตลาดหลักของการส่งออกยังคงเป็นตลาดสหรัฐ รองลงมาเป็นตลาดประเทศกลุ่มยุโรป ตลาดภายในประเทศ ญี่ปุ่น และ ตลาดเกิดใหม่ ตามลำดับ

นายบัลลังก์ กล่าวว่า การส่งออกกุ้งและธุรกิจอื่นๆ ของบริษัทยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนสถานะการเงินยังคงแข็งแกร่ง เมื่อดูจากโครงสร้างหนี้ที่ส่วนใหญ่ เป็นหนี้ระยะยาว และมีกำหนดชำระในปี 2564 จึงไม่กระทบกับการบริหาร แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนบ้าง เนื่องจากเงินดอลลาร์เป็นเงินสกุลหลักที่ทำการซื้อขาย

นายพงษ์อนันต์ ธณัติไตร ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจรายย่อยและเครือข่ายการขาย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ภาพรวมการขยายตัวสินเชื่อบุคคลของธนาคารยังเติบโตดี แม้ตลาดแข่งขันค่อนข้างสูง คาดปี2561 ขยายตัว 7% จากพอร์ตสินเชื่อคงค้างสิ้นปีก่อนที่ 20,000 ล้านบาท ซึ่งเติบโตจากสินเชื่อขายผ่านช่องทางธนาคารแล้ว ธนาคารได้เปิดบริการกรุงศรีไอฟิน (Krungsri iFIN) บริการขอสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลครบวงจร สามารถขอสินเชื่อผ่านช่องทางแอพพลิเคชั่น เคเอ็มเอ (KMA) โมบายแบงกิ้งของธนาคารได้ ตั้งแต่ขั้นตอนการสมัคร ส่งเอกสาร เช็กสถานะการสมัคร และได้นำบริการการให้ความยินยอมในการเปิดเผยข้อมูลโดยวิธีผ่านระบบอินเตอร์เน็ต (NCB e-Consent) มาใช้ ทำให้สามารถรับโอนเงินสินเชื่อ ภายใน 1-3 วัน วงเงินสินเชื่อสูงสุด 1.5-2.0 ล้านบาท ซึ่งลูกค้าที่ขอสินเชื่อผ่านช่องทางนี้จะได้รับดอกเบี้ยถูกลง3% จะนำร่องให้สินเชื่อกับฐานลูกค้าธนาคารที่ใช้บริการเคเอ็มเอ 1 ล้านรายก่อน เน้นพนักงงานประจำ

นายพงษ์อนันต์ กล่าวว่า ยังมีแผนขยายการปล่อยสินเชื่ออื่นผ่านช่องทางดิจิทัล เช่น สินเชื่อบ้าน เป็นต้น ซึ่งธนาคารตั้งเป้าปี 2561 มียอดสินเชื่อส่วนบุคคลผ่านช่องทางดิจิทัล 1,000 ล้านบาท เติบโต 125% และเพิ่มเป็น 2,300 ล้านบาท เติบโต 130% ปี 2562 และเติบโต 100% ปี 2563 ปัจจุบันอยู่ที่ผ่านระดับดิจิทัล 3% และเพิ่มเป็น 10%ปี 2563

นายกฯ จี้ อปท.ให้ความร่วมมือใช้ยางในประเทศ ระงับใช้ยางในสต๊อก 1.4 แสนตันไว้ก่อน หวั่นกระทบราคายางเกษตรกร “กฤษฎา” จับมือ “มหาดไทย” ดัน อปท.ใช้ยางพารา ไฟเขียวยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงคลัง หวังกระตุ้นราคาในตลาดให้สูงขึ้น

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แจ้งใน ครม. ถึงข้อสรุปการกำหนดนโยบายให้หน่วยงานรัฐใช้ยางในประเทศ ที่มีข้อกังวลว่าจะติดขัดระเบียบหลักเกณฑ์ของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และของกรมบัญชีกลาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้นายวิษณุไปหารือในข้อกฎหมายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“นายวิษณุแจ้งให้ ครม.ทราบว่า หลังหารือกรมบัญชีกลางได้ข้อสรุปออกมาว่า ต่อไปนี้หน่วยงานของรัฐสามารถกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมไปในเงื่อนไขการประมูล (ทีโออาร์) ได้ว่า หากมีบริษัทใดมารับงานประมูลของรัฐ ให้สามารถซื้อยางจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ที่ไปซื้อยางใหม่มาจากเกษตรกร นอกจากนั้นยังอนุญาตให้ซื้อยางจากบริษัทใดก็ได้ แต่บริษัทนั้นต้องซื้อยางจากเกษตรกรที่เป็นยางใหม่ ไม่ใช่ยางเก่าในสต๊อก โดยไม่ถือว่าเป็นการล็อกสเป๊ก เพื่อให้พยุงราคายางอยู่ในระดับราคาที่น่าพึงพอใจ”

สถานการณ์ยางในสต๊อกรัฐนั้น ก่อนหน้านี้มียางในสต๊อก 300,000 ตัน หลังบริหารจัดการไปแล้วเหลือยางในสต๊อกประมาณ 140,000 ตัน เมื่อมีมาตรการสนับสนุนให้ใช้ยางที่ซื้อจากเกษตรกรที่เป็นยางใหม่ ยางในสต๊อกจึงถือเป็นความเร่งด่วนลำดับรองลงไป

“มีข้อสังเกตใน ครม.ว่า หน่วยงานของรัฐทั้ง 20 กระทรวง พบว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ค่อนข้างจะใช้ยางในประเทศน้อย ใช้เพียงหลักพันตัน นายกฯ จึงสั่งการให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น คณะกรรมการกระจายอำนาจไปสู่ระดับท้องถิ่น ลงไปคุยกับ อปท.ว่าต้องขานรับนโยบายของรัฐ ในการจัดซื้อยางจากเกษตรกร ไม่ว่าจะจัดประมูลงานใด ควรจะต้องเพิ่มในทีโออาร์ให้ใช้ยางด้วย”

ด้าน นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ หารือกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สำรวจความต้องการ การจัดทำโครงการท้องถิ่นใดที่สามารถใช้ส่วนผสมของยางพาราได้ และได้ทำหนังสือเวียนแจ้งจังหวัด และขอให้ อปท. จัดทำโครงการกิจกรรมดังกล่าว จะได้รับการยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการปฏิบัติพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560

“การใช้ยางพาราใน อปท. ใช้ได้หลากหลาย เช่น สนามฟุตบอลในโรงเรียน ถนนในชุมชน ฯลฯ ซึ่งหากใช้อย่างจริงจังก็จะดูดซับยางในตลาดได้ และผลักดันราคาให้สูงขึ้น เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยเหลือชาวสวนยางได้” รมว.เกษตรกล่าว

3 จังหวัดใต้ “นครศรีธรรมราช-สงขลา-พัทลุง” หนุนปลูกข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจ รองจาก “ยางพารา-ปาล์มน้ำมัน” อุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทยชี้ข้าวพันธุ์พื้นเมืองราคาดี “เล็บนก-เฉี้ยง-กาบดำ-ไขมดลิ้น-สังข์หยด” หมื่นอัพ วอนรัฐส่งเสริม อนาคตใส แนะฟื้นนาร้างทำนาข้าวเพิ่มรายได้ เกษตรเมืองคอนหนุนแปรรูปเพิ่มมูลค่าเจาะกลุ่มคนรักสุขภาพ-ส่งออกตีตลาดมาเลเซีย ด้านพัทลุงเร่งเพิ่มผลผลิต

นายสุทธิพร กาฬสุวรรณ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวและกลุ่มชาวนาภาคใต้ และอุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่า ข้าวได้กลายมาเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของภาคใต้ มีราคาสูงกว่ายางพารา ปาล์มน้ำมัน และเสถียรภาพ โดยเฉพาะข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่เป็นข้าว 15% เช่น ข้าวพันธุ์เล็บนก ราคาประมาณ 12,000-15,000 บาท/ตัน พันธุ์เฉี้ยง 15,000 บาท/ตัน พันธุ์กาบดำ 10,000 บาท/ตัน พันธุ์ไขมดลิ้น 10,000 บาท/ตัน พันธุ์สังข์หยด 12,000-13,000 บาท/ตัน และพันธุ์หอมปทุม 12,000-15,000 บาท/ตัน และคาดว่าปีนี้ราคาข้าวพันธุ์พื้นเมืองต่าง ๆ มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นอีก 10%

แนะรัฐส่งเสริมปลูกข้าวในภาคใต้

นายสุทธิพรกล่าวว่า ข้าวเป็นพืชเกษตรที่ยังมีโอกาสทางการตลาดอีกมาก เนื่องจากผลผลิตที่ออกมายังไม่เพียงพอกับความต้องการ ภาครัฐควรมีนโยบายเน้นส่งเสริมและเข้ามาสนับสนุนการปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองมากขึ้น เพราะภาคใต้เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมกับข้าวสายพันธุ์เหล่านี้ รวมถึงเป็นการเพิ่มส่วนแบ่งของข้าวพันธุ์พื้นเมืองจาก 35% ให้เป็น 50% เท่ากับข้าวพันธุ์ กข

ในอดีตที่ผ่านมา ภาคใต้มีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 1 ล้านไร่ โดยเฉพาะในจังหวัดพัทลุง นครศรีธรรมราช และสงขลา แต่ตอนหลังๆ มา พื้นที่ปลูกข้าวเริ่มลดลง เนื่องจากมีเกษตรกรจำนวนหนึ่งนำนาข้าวไปเป็นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน และยางพารา และยังมีพื้นที่นาร้างอีกจำนวนหนึ่ง 20-30% ซึ่งปัจจุบันทั้งยางพาราและปาล์มน้ำมันราคาไม่ค่อยดี และต้นทุนสูง เกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่ต้องประสบกับปัญหาขาดทุน หรือคนที่ปล่อยให้พื้นที่นาร้าง ก็ควรพิจารณาและหันกลับมาฟื้นนาข้าวใหม่ ตอนนี้มีชาวนาในพัทลุงและสงขลาหลายรายที่มีรายได้จากการทำนาข้าวค่อนข้างดี บางรายมีรายได้ประมาณ 100,000 บาท/ปี

นอกจากนี้อยากให้มีนโยบายเฉพาะกิจสนับสนุนโครงการพีเอ็นสต๊อกข้าวกับโรงสี หรือการเก็บเปลือกไว้ในโรงสีเป็นหลักประกันกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยให้สมาคมโรงสีข้าวและกลุ่มชาวนาภาคใต้ร่วมกับภาครัฐในการรับซื้อข้าวเปลือกและประกันราคาข้าว ซึ่งจะช่วยให้โรงสีข้าวในภาคใต้สามารถรับซื้อข้าวจากเกษตรกรได้ทั้งหมด ไม่ต้องจำหน่ายไปยังส่วนกลาง ที่แต่ละปีส่งไปประมาณ 20% ซึ่งทำให้ข้าวราคาตกต่ำ เพราะต้องหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าขนส่ง เป็นต้น

ส่งออก “สังข์หยด” ตีตลาดมาเลย์

นายชลินทร์ ประพฤติตรง เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นอกจากยางพาราและปาล์มน้ำมันที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของภาคใต้แล้ว ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าข้าวก็เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง โดยที่ผ่านมามีการส่งเสริมการปลูกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลา และพัทลุง ส่วนจังหวัดอื่นๆ ก็มีการปลูกข้าวอยู่บ้าง แต่ยังมีปริมาณไม่มากนัก โดยพันธุ์ข้าวที่นิยมปลูก ได้แก่ พันธุ์หอมปทุม พันธุ์ กข 41 และพันธุ์พื้นเมือง เช่น เล็บนก ปัตตานี สังข์หยด เป็นต้น และมีการส่งออกข้าวไปมาเลเซีย เนื่องจากเป็นที่นิยมอย่างมาก ขณะเดียวกันปัจจุบันปริมาณผลผลิตข้าวยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคภายในภูมิภาคด้วย

“ตอนนี้ภาครัฐพยายามส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวพันธุ์ที่ชาวนครศรีธรรมราชกินเองก่อน หลังจากนั้นจะส่งเสริมในเรื่องธุรกิจขนาดเล็ก ให้เกษตรกรเกิดการรวมตัวทำข้าวเพื่อสุขภาพให้มากขึ้น เช่น ข้าวกล้อง ข้าวสังข์หยด เป็นต้น ไม่เพียงแต่เจาะกลุ่มตลาดภายนอกเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นจำหน่ายคนในพื้นที่ที่รักสุขภาพและมีความต้องการสูง ทั้งนี้เพื่อสร้างรายได้เสริมสำหรับครัวเรือนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าว รวมทั้งการมุ่งเน้นส่งเสริมให้มีการทำนาหรือการเกษตรแปลงใหญ่เพื่อลดต้นทุนในการผลิต ซึ่งขณะนี้ทำไปแล้วประมาณ 20,000-30,000 ไร่ใน 3 อำเภอหลัก ได้แก่ อำเภอปากพนัง หัวไทร และเชียรใหญ่” นายชลินทร์กล่าว