ศัพท์กวนๆ ของชาวสวนกล้วยไม้กล้วยไม้ที่เก็บออกมาจากป่า

แล้วนำมาปลูกเลี้ยง โดยพยายามจัดให้กลมกลืนกับกล้วยไม้ในสวนให้มากที่สุด คำที่ถูกต้องที่สุดจะเรียกว่า กล้วยไม้ป่า แต่ก็ตัดคำว่า กล้วย ออก ทำให้เรียกได้คล่องปาก เช่น คำว่า “ผมชอบไม้ป่า เพราะว่าราคาไม่แพง”

ใครพูดคำนี้จะต้องโดนสวนทุกคนว่า “ชอบไม้ป่าเดียวกัน หรือชอบคนละป่า” เฮ้ย! ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ผมหมายถึงผมชอบกล้วยไม้ป่า อ้าว!…งั้นก็แล้วกันไป ปัจจุบันไม้ป่าที่วางขายกันเกลื่อนบ้านอยู่ส่วนใหญ่จะมาจากต่างประเทศ เพราะสภาพป่าไม้ของเมืองเขายังอุดมสมบูรณ์อยู่ ซึ่งถือว่าเป็นรายได้ของคนที่อยู่ใกล้ป่า อาชีพหาของป่ามาขาย อะไรขายได้เป็นเก็บ ไม่ต่างกับบ้านเราเมื่อ 20-30 ปีก่อน เดี๋ยวนี้คนบ้านเราเลิกรากันไปเกือบหมด แต่คงไม่ใช่เกิดสำนึกอนุรักษ์อะไรหรอก ของในป่ามันหมด

จิตอาสา บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ 300 คน ร่วมกับชุมชนในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ เดินเท้าเข้าป่าร่วมแรงทำแนวป้องกันไฟป่าและกำจัดวัชพืช เศษใบไม้ ที่อาจเป็นเชื้อเพลิงเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าลุกลามไปยังพื้นที่ป่า สานต่อโครงการ “ซีพีเอฟรักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง”

นายอภิชาติ แก้วกิ่ง รองกรรมการผู้จัดการ ซีพีเอฟ ในฐานะประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์ซีพีเอฟรักษ์นิเวศ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟดำเนินโครงการ “ซีพีเอฟรักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง” มาตั้งแต่ปี 2559 โดยมีเป้าหมายฟื้นฟูพื้นที่ป่าเขาพระยาเดินธง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี 5,971 ไร่ ภายในปี 2563 ซึ่งปัจจุบันดำเนินการปลูกป่าใหม่แล้ว 2,200 ไร่ ดูแลบำรุงรักษาโดยการกำจัดเถาวัลย์ วัชพืช เฝ้าระวังไฟป่า รวม 3,771 ไร่ สร้างฝายชะลอน้ำทั้งฝายถาวรและฝายกึ่งถาวรมากกว่า 40 ฝาย โดยได้รับความร่วมมือจากชุมชนในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ เครือข่ายพันธมิตร และจิตอาสาซีพีเอฟของ โรงงานและฟาร์มต่างๆ เข้าร่วมกิจกรรมด้วยความสมัครใจอย่างต่อเนื่อง

เช่นเดียวกับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จิตอาสาซีพีเอฟ 300 คน พร้อมทั้งชุมชนในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ ร่วมกันทำแนวกันไฟที่มีขนาดความกว้างประมาณ 8 เมตร เป็นระยะทางกว่า 1,000 เมตร เพื่อเป็นแนวกีดขวาง หยุดยั้งไฟป่า และป้องกันไฟที่อาจลุกลามเข้าไปในบริเวณพื้นที่ป่าเขาพระยาเดินธงที่ได้รับการฟื้นฟูแล้ว โดยร่วมกันกำจัดเศษใบไม้ ใบหญ้า วัชพืช ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ทำให้เกิดไฟป่าได้ แนวกันไฟดังกล่าวยังสามารถใช้เป็นเส้นทางตรวจการไฟป่าและเป็นแนวตั้งรับในการดับไฟป่า

ซีพีเอฟ ดำเนินโครงการ”ซีพีเอฟรักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง” ภายใต้เสาหลักดิน น้ำ ป่าคงอยู่ โดยให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูป่า มีรูปแบบต่างๆ ในการฟื้นฟูป่าที่ต่างกัน เพื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่และอัตราการรอดตายของกล้าไม้ ประกอบด้วย การปลูกแบบพิถีพิถัน ดำเนินการปลูกไปแล้ว 1,000 ไร่ การปลูกแบบเสริมป่า ดำเนินการปลูกไปแล้ว 1,200ไร่ และการส่งเสริมการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติ ดำเนินการไปแล้ว 1,500 ไร่ ส่วนอีก 2,271 ไร่ เป็นการดูแลบำรุงรักษาโดยการกำจัดเถาวัลย์ วัชพืช และเฝ้าระวังไฟป่า นอกจากนี้ ได้มีการวางระบบน้ำหยดเพื่อให้ความชุ่มชื้นกับต้นไม้ในแปลงปลูกแบบพิถีพิถัน โดยใช้ถัง ขนาด 1,000 ลิตร เป็นที่พักน้ำ ทำให้ต้นไม้มีอัตราการรอดตายสูงถึง 90%

“โครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง” เป็นความร่วมมือของกรมป่าไม้ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก องค์การมหาชน สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) และ ซีพีเอฟ มีเป้าหมายร่วมในการฟื้นฟูพื้นที่ป่า เพิ่มพื้นที่ต้นน้ำลำธารให้กับลุ่มน้ำป่าสัก ลดปริมาณตะกอนที่ไหลลงแม่น้ำลำธารและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเป็นโครงการที่มีผลในเชิงเศรษฐกิจและสังคมต่อชุมชนในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันทางจังหวัดลพบุรีได้ส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศของจังหวัดด้วย

ไผ่ เป็นไม้อเนกประสงค์ที่มีประโยชน์ต่อคนเรามากมาย ทั้งในด้านของการใช้สอยและการบริโภค เช่น ใช้จักสานเครื่องมือทางการเกษตร เครื่องมือทำมาหากิน เครื่องใช้ในครัวเรือน การก่อสร้างบ้านเรือน รั้ว โรงเรือน ปลูกบังลม ป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน หน่อใช้ในการบริโภค ใบใช้ทำปุ๋ยและการใช้ไม้ไผ่อีกมากมายสารพัดประโยชน์ ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ จากโบราณจวบจนปัจจุบันและในอนาคต

ในสถานีเกษตรหลวงอ่างขางนั้น ที่แปลงรวบรวมพันธุ์ไผ่ ปี 2529 ของงานวิจัยป่าไม้ มูลนิธิโครงการหลวงอ่างขาง มีไผ่นานาชนิดที่น่าศึกษาและเป็นแหล่งเรียนรู้ จึงขอเก็บมาฝากเป็นเกร็ดความรู้

ไผ่ จัดเป็นพืชเมืองร้อน ตระกูลเดียวกับหญ้า เจริญเติบโตได้ทุกทวีป สามารถพบได้มากที่สุดทางแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนในเขตอบอุ่นก็พบอยู่บ้าง แต่สกุลน้อยกว่า ส่วนในทวีปยุโรป และออสเตรเลียแทบไม่พบอยู่เลย ไผ่อยู่ในวงศ์ Gramineae โดยไผ่ที่ค้นพบในโลกมีประมาณ 47 สกุล (Genera) 1,030 ชนิด (Species) สำหรับในประเทศไทย มีทั้งหมด 16 สกุล 82 ชนิด (ข้อมูลจาก สงคราม และ อนันต์ 2528)

โดยตามปกติไผ่จะออกดอกครั้งเดียว หลังจากนั้นจะตายทั้งกอ ภายใน 1-2 ปี ซึ่งการตายของไผ่ ชาวบ้านเรียกว่า “ตายขุย” ระยะที่ไผ่เริ่มงอกจากเมล็ดถึงไผ่ตายขุยนั้นคือ วงจรชีวิตของไผ่ ไผ่แต่ละชนิดมีวงจรชีวิตแตกต่างกันออกไป เช่น ไผ่จีน วงจรชีวิตประมาณ 60 ปี, ไผ่ป่า มีวงจรชีวิตประมาณ 60 ปี, ไผ่ซาง วงจรชีวิตประมาณ 40 ปี, ไผ่บง วงจรชีวิตประมาณ 60 ปี เป็นต้น

ไผ่ (Bamboo) แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ไผ่กอ (Sympodial type) และไผ่ลำเดี่ยว (Monopodial type)

ไผ่กอ หน่ออ่อนจะแทงยอดออกมาจากตาของเหง้าที่มีอยู่หลายตา โดยเหง้าใต้ดินจะมีขนาดใหญ่และสั้น หน่ออ่อนที่แทงออกมาจะเบียดกันแน่นเป็นกอทึบ มีลำแก่อยู่ข้างใน ส่วนลำอ่อนจะอยู่ภายนอกกอ เช่น ไผ่ตง ไผ่หวานอ่างขาง ไผ่หยก ไผ่รวก ไผ่ไร่ หรือไผ่ที่มีอยู่ในแถบโซนร้อน เช่น ประเทศไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ฯลฯ

ไผ่ลำเดี่ยว เมื่อลำอ่อนแตกออกมาจากตาของเหง้าใต้ดินแล้ว จะมีเพียงบางตาที่เจริญเป็นหน่อใหม่ เหง้ามีระยะยาวและแตกเป็นลำใหม่ในปีต่อไปเรื่อยๆ เหง้าและลำจึงไม่อยู่รวมกัน เช่น ไผ่ขน ไผ่ลิตโต ไผ่มากินอย หรือไผ่ที่เจริญเติบโตในพื้นที่โซนอบอุ่น เช่น ประเทศญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน เกาหลี ฯลฯ

ไผ่ นอกจากจะปลูกเพื่อใช้สอยและบริโภคแล้ว ยังนิยมปลูกเป็นไม้ประดับที่สวยงามได้ โดยเฉพาะไผ่ลำเดี่ยวที่ใช้ในการจัดสวนญี่ปุ่น ซึ่งทำให้ได้บรรยากาศที่สดชื่น ร่มรื่นใกล้ชิดสัมผัสกับธรรมชาติ

ถ้าท่านสนใจเรื่องไผ่ สามารถติดต่อได้ที่ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่หลายคนใฝ่ฝันหาโอกาสไปสัมผัส ผัก ผลไม้ ปลอดภัยสารเคมี สตรอเบอรี่ฉ่ำหวาน ซาบซ่านชิมชาดี บอนไซ ดอกไม้หลากสี ธรรมชาติ อากาศดี “ที่นี่อ่างขาง” โทร. (053) 450-107-9, E-mail : 5041@angkhang.com, www. angkhang.com

กรณีปัญหาราคายางพาราตกต่ำที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ 2554 จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจทั่วโลก ทำให้ปริมาณการใช้ยางลดลง สวนทางกับไทยที่มีผลผลิตยางเพิ่มขึ้น จากการส่งเสริมให้ปลูกยางพาราในอดีต

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยกล่าวผ่าน รายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 ว่า เกษตรกรไทยปลูกยางเป็น “พืชเชิงเดี่ยว” เป็นส่วนมาก เมื่อเจอปัญหาราคายางผันผวน จึงส่งผลกระทบต่อรายได้ของครัวเรือนอย่างรุนแรง แนวทางการแก้ไขยางพาราอย่างยั่งยืน คือ ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก “พืชทางเลือก” เช่น ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ปลูกพืชเชิงซ้อนอื่นๆ หรือทำประมง ฯลฯ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มควบคู่กับการปลูกยาง เช่นเดียวกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ในฐานะหน่วยงานหลักที่ดูแลกำกับด้านการปลูกยางพาราโดยตรง ได้ถ่ายทอดแนวคิดเชิงนโยบายของรัฐบาล สู่ภาคปฏิบัติ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางพาราทั่วประเทศ เปลี่ยนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว มาทำ “เกษตรผสมผสาน” ตามศาสตร์พระราชา เพื่อก้าวไปสู่เกษตร 4.0. ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์รัฐบาล

เลี้ยงปลาในสวนยาง

“การเลี้ยงปลาดุก” เป็นหนึ่งในอาชีพเสริมรายได้ในสวนยางพารา ที่ ก.ย.ท. ได้หันมาส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางได้ลงทุน เพราะการเลี้ยงปลาดุกในสวนยางพารา ช่วยลดรายจ่ายค่าอาหาร เพิ่มรายได้เสริมในสวนยางพารา

ปลาดุก เป็นสัตว์น้ำที่เลี้ยงง่าย อัตราการเจริญเติบโตสูง ทนทานต่อโรคได้ดี สามารถเลี้ยงได้ในบ่อซีเมนต์ บ่อพลาสติกและบ่อดิน ใช้เวลาเลี้ยงปลาดุก ประมาณ 3-4 เดือน ก็จับปลาออกขายได้ ปัจจุบันตลาดมีความต้องการบริโภคเนื้อปลาดุกตลอดทั้งปี เพราะปลาดุกมีรสชาติดี ราคาถูก เกษตรกรชาวสวนยางจึงหันมานิยมเลี้ยงปลาดุกกันมากสำหรับใช้บริโภคภายในครอบครัวและผลิตเชิงการค้า ช่วยสร้างรายได้ ลดรายจ่ายตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

เลี้ยงกบในกระชังบก

“การเลี้ยงกบในกระชังบก” เป็นอาชีพเสริมรายได้ที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราในภาคอีสาน โดยนิยมเลี้ยงกบในบ่อดิน เลี้ยงในคอก เลี้ยงในกระชังบกและเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ ข้อดีของการเลี้ยงกบ คือ ดูแลรักษาง่าย เลือกพื้นที่วางบ่อได้ตามต้องการ การเปลี่ยนถ่ายน้ำก็ไม่ยุ่งยาก ต้นทุนการผลิตก็ไม่แพง โดยเคล็ดลับสำคัญของการเลี้ยงกบให้ประสบความสำเร็จก็คือ ต้องเลือกซื้อพันธุ์กบที่ดี คอยหมั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำให้สะอาด และคอยหมั่นสังเกตเรียนรู้นิสัยของกบ ใช้เวลาเลี้ยงกบ ประมาณ 2-3 เดือน ก็สามารถจำหน่ายหรือบริโภคได้

19 พฤศจิกายน 2561 – นางอุมาพร สุขม่วง อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานเปิดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม วิสาหกิจชุมชน เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” โดยมี นางสาวอุราวรรณ อุ่นแก้ว รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กล่าวรายงานการจัดงาน และ นายรณชัย จิตรวิเศษ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ให้เกียรติกล่าวต้อนรับ โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนา ได้แก่ ผู้ประกอบการ OTOP หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประมาณ 450 คน จำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดหนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี หนองบัวลำภู เลย และสกลนคร ณ โรงแรมหนองคาย ธาวิลล่า อำเภอ เมือง จังหวัดหนองคาย

นางอุมาพร สุขม่วง อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กล่าวว่า การยกระดับสินค้าโอท็อปด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมีหลายโครงการ คูปองวิทย์เพื่อโอท็อปเป็นหนึ่งในโครงการที่สำคัญของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานภาคเอกชน โดยมุ่งเน้นงานวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เหมาะสมผ่านกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมให้กับผู้ประกอบการ OTOP ทำให้สินค้า OTOP ได้รับการพัฒนา และยกระดับมาตรฐาน ทั้งในประเทศและระดับสากล

การจัดสัมมนา “ส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม วิสาหกิจชุมชน เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” เป็นช่องทางหนึ่งที่จะทราบปัญหาและความต้องการของผู้ประกอบการทั้งด้านกระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม จากนั้นก็จะนำไปสู่การถ่ายทอดองค์ความรู้ การให้คำปรึกษาเชิงลึกเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน นอกจากนี้การทำงานร่วมกันของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และหน่วยงานภาคีทุกหน่วยงาน จะสามารถเพิ่มขีดความสามารถและเสริมสร้างความเข้มแข็งของผู้ประกอบการ OTOP ในภาคการผลิต ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้เติบโตและมีนวัตกรรม ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม

นายรณชัย จิตรวิเศษ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย กล่าวว่า ปัจจุบันสินค้า OTOP ผลิตขึ้นจากภูมิปัญญาชาวบ้านมีมากและหลายประเภทส่งผลให้เกิดการแข่งขันสูง ดังนั้นจำเป็นต้องมีการวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพสินค้า การที่กรมวิทยาศาสตร์บริการได้มาจัดงานสัมมนาในครั้งนี้ เพื่อนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาถ่ายทอดให้กับผู้ประกอบการ คาดหวังว่าจะช่วยให้ ผู้ประกอบการสามารถผลิตสินค้าได้มาตรฐาน สามารถแข่งขันได้ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ตลอดจนเพิ่มรายได้ให้แก่ครัวเรือน โดยไม่ต้องไปประกอบอาชีพในจังหวัดอื่น ถือเป็นการสร้างความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนให้กับกลุ่มผู้ประกอบการในพื้นที่

นอกจากนี้ ภายในงานสัมมนาฯ ยังได้มีการจัดนิทรรศการแสดงให้เห็นภาพรวมการสนับสนุนการพัฒนาสินค้า OTOP ของกรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสถาบันการเงินที่เข้าร่วมจัดกิจกรรม เพื่อให้เป็นช่องทางหนึ่งที่ ผู้ประกอบการ OTOP จะได้มีความเข้าใจและสามารถเข้าถึงการให้บริการได้ ตรงตามความต้องการ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้ประกอบการนำสินค้าร่วมจัดจำหน่ายภายในงานด้วย

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการลงพื้นที่สำรวจและการคาดการณ์ผลผลิตข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2561/62 เพื่อนำไปใช้ในการบริหารจัดการผลผลิตข้าวตามแผนข้าวครบวงจรได้อย่างถูกต้อง ในพื้นที่แหล่งผลิต 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก นครสวรรค์ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา และอุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม ถึง 2 พฤศจิกายน 2561 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน (สมาคม ผู้ส่งออกข้าวไทย และสมาคมโรงสีข้าวไทย) และภาคเกษตรกรร่วมลงพื้นที่

จากการลงพื้นที่ครั้งนี้ พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบปัญหาภัยแล้ง และฝนทิ้งช่วง ทำให้ต้นข้าวแห้งตาย ได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง เกษตรกรบางรายไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ จึงคาดว่าปริมาณข้าวหอมมะลิปีเพาะปลูก 2561/62 จะลดลง สวนทางกับราคาข้าวที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี ราคาข้าวที่สูงในขณะนี้อาจทำให้เกิดปัญหาการปลอมปนข้าวโดยนำข้าวสายพันธุ์อื่นมาผสมกับข้าวหอมมะลิ อาจทำให้คุณภาพของข้าวลดลงจึงขอให้เกษตรกรดูแลคุณภาพผลผลิตเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการปลอมปนข้าวในพื้นที่ นอกจากนี้ขอให้ระวังกลุ่มมิจฉาชีพฉวยโอกาสหลอกลวงเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยมีพฤติกรรมในการชักจูงว่าจะรับซื้อข้าวเปลือกในราคาสูงกว่าท้องตลาด แล้วจ่ายเงินเพียงบางส่วนหรือจ่ายเงินเชื่อ อาจทำให้ถูกฉ้อโกงได้ ดังนั้น เกษตรกรที่จะขายข้าวเปลือกโปรดตรวจสอบราคา รับซื้อข้าวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด สายด่วน 1569 ก่อนตัดสินใจขาย

ด้านราคาข้าว พบว่า ตั้งแต่ มกราคม – พฤศจิกายน 2561 ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้อยู่ในเกณฑ์ดี โดยราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ เฉลี่ยตันละ 15,105 บาท และข้าวเปลือกเจ้า ความชื้น 15% เฉลี่ยตันละ 7,716 บาท สูงขึ้นจากของช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา คิดเป็นร้อยละ 48.29 และ ร้อยละ 0.27 ตามลำดับ เนื่องจากข้าวไทยยังเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับผลผลิตข้าวหอมมะลิ ปี 2561 ประสบปัญหาภัยแล้งในบางพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดลดลง

สำหรับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2561/62 ภาครัฐได้ดำเนินการ 2 ด้าน รวม 10 โครงการ ได้แก่ ด้านการผลิต จำนวน 7 โครงการ ประกอบด้วย 1) โครงการส่งเสริมระบบการเกษตรแบบนาแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) 2) โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ 3) โครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง 4) โครงการส่งเสริมระบบการเกษตรแบบแม่นยำสูง (Precision Farming) 5) โครงการ ส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพชั้นเลิศ 6) โครงการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวพันธุ์ กข 43 เพื่อสุขภาพแบบครบวงจร 7) โครงการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง และด้านการตลาด จำนวน 3 โครงการ ประกอบด้วย 1) โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีและการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว 2) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร และ 3) โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ซึ่งผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีตามที่ตั้งแปลงปี2561/62(ช่วงปลูกของแต่ละจังหวัดตามกรอบระยะเวลาการขึ้นทะเบียน/ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ปี 2561 ข้อมูล ณ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2561) มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนทั้งประเทศ จำนวน 4.229 ล้านครัวเรือน พื้นที่รวม 57.820 ล้านไร่ โดยมีรายชื่อเกษตรกรที่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว จำนวน 4.058 ล้านครัวเรือน พื้นที่รวม 54.969 ล้านไร่ ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ส่งข้อมูลรายชื่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2561/62 ให้แก่ ธ.ก.ส. ซึ่ง ธ.ก.ส. ได้ทยอยโอนเงินเข้าบัญชีให้แก่เกษตรกรแล้ว

หลังถูกลูกค้า และเหล่าแม่บ้านโวยลั่น!!! ที่ต้องการ “ข้าวหอมมะลิใหม่ต้นฤดู” ของ “ข้าวหงษ์ทอง” ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดในปีที่ผ่านมา ปีนี้ “ข้าวหงษ์ทอง” จึงแถลงขอโทษลูกค้า ผ่าน VDO Clip พร้อมเร่งผลิต “ข้าวหอมมะลิใหม่ต้นฤดู 100% LIMITED EDITION” ข้าวจากเมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์ ที่อร่อยที่สุด หอมที่สุด นุ่มที่สุดแห่งปี สุดยอดข้าวจากความภาคภูมิใจของข้าวหงษ์ทอง ด้วยเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์ ผ่านกรรมวิธีการปลูกในแปลงนาหยอด บนผืนนาในช่วงเวลาที่ดีที่สุด ใส่ใจดูแลข้าวทุกรวงด้วยเกษตรกรผู้มีประสบการณ์ เติมความพิถีพิถันด้วยเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย และรวดเร็ว ให้ข้าวทุกถุงทุกเมล็ดมีมาตรฐาน เกิดเป็นข้าวหอมมะลิที่มีเนื้อสัมผัส เหนียวนุ่ม มีกลิ่นหอม และรสชาติอร่อยเป็นพิเศษ ที่มีเพียงปีละครั้งเท่านั้น ประเดิมเริ่มขาย 11/11 ผ่านช่องทางออนไลน์ปิดยอดขายไป 15,000 ถุงในเพียงเวลา 24 ชั่วโมง

นายกัมปนาท มานะธัญญา กรรมการ บริษัท เจียเม้งมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้ผลิต และจำหน่ายข้าวแบรนด์ “ข้าวหงษ์ทอง” เปิดเผยว่า จากกระแสความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มแม่บ้าน ที่มีความต้องการซื้อข้าวหอมมะลิใหม่ต้นฤดู ที่ผลิตโดยข้าวหงษ์ทอง ในปีที่ผ่านมาไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า โดยในปีนี้ บริษัทจึงได้ออกแถลงการณ์ขอโทษลูกค้าผ่าน Clip Vdo ชี้แจงถึงสาเหตุที่มีข้าวไม่เพียงพอ เนื่องจากมีเพียงปีละครั้ง ซึ่งคลิปวีดีโอนี้ สร้างจากเรื่องจริง ที่ลูกค้ามีความต้องการข้าวใหม่ต้นฤดูนี้ ที่มีจำนวนจำกัด ซึ่งปีที่ผ่านมามีจำหน่ายเพียง 2 แสนถุง ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า ซึ่งวางจำหน่ายเพียง 1 เดือน ก็หมด

ซึ่ง “ข้าวหงษ์ทอง ข้าวหอมมะลิใหม่ต้นฤดู” มีความพิเศษที่ผลิตจากเมล็ดข้าวหอมมะลิพันธุ์บริสุทธิ์ ที่ผ่านกรรมวิธีการปลูกข้าวที่ดีที่สุด สู่ข้าวหอมมะลิคุณภาพหนึ่งเดียวในรอบปี ผลผลิตถุงแรกจากโครงการ “หงษ์ทองนาหยอด” ในชื่อว่า “ข้าวหอมมะลิใหม่ต้นฤดู 100% LIMITED EDITION” สุดยอดข้าวจากความภาคภูมิใจของข้าวหงษ์ทอง ด้วยเมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ผ่านกรรมวิธีการปลูกในแปลงนาหยอด บนผืนนาในช่วงเวลาที่ดีที่สุด ใส่ใจดูแลข้าวทุกรวงด้วยเกษตรกรผู้มีประสบการณ์ เติมความพิถีพิถันด้วยเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยและรวดเร็ว จึงทำให้ข้าวทุกถุงทุกเมล็ดมีมาตรฐาน เกิดเป็นข้าวหอมมะลิที่มีเนื้อสัมผัสเหนียวนุ่ม มีกลิ่นหอม และรสชาติอร่อยเป็นพิเศษ จนได้ชื่อว่าเป็น ข้าวที่อร่อยที่สุด หอมที่สุด และนุ่มที่สุด ของข้าวหงษ์ทอง อันเป็นความพิเศษที่มีเพียงปีละครั้งเท่านั้น