ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ เปิดตัวพันธุ์พืชใหม่ 6 ชนิดนักจกส้มตำ

คนอีสานเตรียมนัว ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ เปิดตัวพันธุ์พืชใหม่ 6 ชนิด เอาใจนักจกส้มตำ ชี้เป็นพืชเศรษฐกิจมีอนาคต ตลาดต้องการสูง ชูลักษณะเด่นผลผลิตสูง ทนทานโรค ผลผลิตมีคุณภาพตามตลาดต้องการ พร้อมเตรียมจำหน่าย จ่าย แจก ให้เกษตรกรและผู้ที่สนใน ปี 2563

นายสนอง จรินทร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า แต่ละปี กรมวิชาการเกษตร ได้ทำการวิจัย พัฒนา ปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ๆ เพื่อเป็นพันธุ์แนะนำหรือพันธุ์รับรองออกสู่ไร่สวนของเกษตรกร และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเกษตรของประเทศอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกรมวิชาการเกษตร ได้รับรองพืชพันธุ์ใหม่ซึ่งเป็นผลงานศึกษาวิจัยของศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ จำนวน 6 พันธุ์ โดยแบ่งเป็นประเภทพันธุ์รับรอง 2 พันธุ์ คือ 1. มะม่วงหิมพานต์พันธุ์ศรีสะเกษ 3 และ 2. มะขามเปรี้ยวพันธุ์ศรีสะเกษ 1 ส่วนประเภทพันธุ์แนะนำ จำนวน 4 พันธุ์ คือ พริกขี้หนูเลยพันธุ์ศรีสะเกษ 4 มะละกอฮอลแลนด์พันธุ์ศรีสะเกษ มะละกอพันธุ์ศรีสะเกษ 1 มะเขือเทศสีดาพันธุ์ศรีสะเกษ 2 โดยพืชพันธุ์ใหม่ทั้งหมดกรมวิชาการเกษตรสามารถจำหน่ายจ่ายแจกพันธุ์ให้เกษตรกรผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจได้ใน ปี 2563 เป็นต้นไป ยกเว้น มะม่วงหิมพานต์พันธุ์ศรีสะเกษ 3 และมะขามเปรี้ยวพันธุ์ศรีสะเกษ 1 ที่ยังอยู่ระหว่างขยายพันธุ์ พร้อมให้บริการ ประมาณ ปี 2564

ด้านนายธวัชชัย นิ่มกิ่งรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการวิจัยพันธุ์พืชใหม่ทั้ง 6 ชนิด ว่าในจำนวนดังกล่าว มี 5 ชนิด คือ มะละกอฮอลแลนด์พันธุ์ศรีสะเกษ มะละกอพันธุ์ศรีสะเกษ 1 มะขามเปรี้ยวพันธุ์ศรีสะเกษ 1 มะเขือเทศสีดาพันธุ์ศรีสะเกษ 2 และพริกขี้หนูเลยพันธุ์ศรีสะเกษ 4 เป็นพืชเศรษฐกิจที่เป็นวัตถุดิบหลักใช้สำหรับทำส้มตำ อาหารยอดนิยมของคนอีสาน

ซึ่งปัจจุบันส้มตำกลายเป็นอาหารยอดนิยมของคนไทยทุกภูมิภาคที่ทั่วโลกรู้จัก ส่งผลให้แต่ละปีตลาดท้องถิ่น และตลาดภายในประเทศมีความต้องการสูง และบางฤดูกาลถึงขนาดขาดตลาดและมีราคาสูง เช่น มะละกอ มะเขือเทศ ดังนั้น ในการวิจัยปรับปรุงพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ในแต่ละครั้ง กรมวิชาการเกษตร จะทำการสำรวจความต้องการของตลาดก่อน โดยมุ่งวิจัยแก้ไขปัญหาการผลิตพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคตให้ได้ผลผลิตมีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด ที่สำคัญเป็นพันธุ์ที่ดีกว่าพันธุ์เดิม

สำหรับมะละกอฮอลแลนด์พันธุ์ศรีสะเกษ มีลักษณะเด่น คือ ผลิตเฉลี่ย 24.5 กิโลกรัม ต่อต้น ให้ผลผลิตเร็วกว่าพันธุ์ทั่วไป 45 วัน ต้นเตี้ย เก็บเกี่ยวปฏิบัติดูแลได้ง่าย ความสูงถึงปลายยอด 128 เซนติเมตร ลำต้นใหญ่ช่วยป้องกันการหักล้ม ความหนาเนื้อ เฉลี่ย 3.0 เซนติเมตร สีเนื้อสีส้มอมแดง เหมาะสำหรับบริโภคสุก

ส่วนมะละกอพันธุ์ศรีสะเกษ 1 มีลักษณะเด่น คือผลผลิตเฉลี่ยสูง ให้ผลผลิต 30.8 กิโลกรัม/ต้น น้ำหนักผล 1.8 กิโลกรัม เนื้อหนา ความหนาเนื้อ เฉลี่ย 3.34 เซนติเมตร สีเนื้อส้มแดง มะละกอพันธุ์ศรีสะเกษ 1 เกิดจาการผสมข้ามระหว่างมะละกอ 2 พันธุ์ โดยเป้าหมายในการวิจัยเพื่อคัดเลือกมะละกอพันธุ์แท้จากมะละกอลูกผสมให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์แขกดำศรีสะเกษ คุณภาพดีเหมาะสำหรับการบริโภคสด และแปรรูป

ซึ่งปัจจุบัน ในภาคอีสานมีความต้องการมะละกอสูง เพื่อใช้ทำส้มตำ ทั้งจำหน่ายและบริโภคในครัวเรือน ดังนั้น การวิจัยมะละกอ พันธุ์ศรีสะเกษ 1 จึงเน้นปรับปรุงพันธุ์ให้มีความกรอบสำหรับบริโภคสด เช่น ผลดิบทำส้มตำ และบริโภคผลสุก มีความทนทานโรค และเป็นพันธุ์ที่ไม่ตัดต่อสารพันธุกรรม หรือ Non GMOs ซึ่งพันธุ์ดังกล่าวนอกจากจะเหมาะใช้ทำส้มตำแล้ว ผลมีขนาดใหญ่และเนื้อหนายังสามารถป้อนโรงงานอุตสาหกรรมได้อีกด้วย

มะเขือเทศสีดาพันธุ์ศรีสะเกษ 2 มีลักษณะเด่น คือ ให้ผลผลิตเฉลี่ยสูง 6.62 ตัน/ไร่ รูปร่างของผลกลม น้ำหนักผล 36.7 กรัม/ผล สีผลสุกสีแดงเข้ม ปริมาณวิตามินซี (Ascorbic acid) สูง 43.3 มก./100 กรัมน้ำหนักสด สูงกว่าพันธุ์ ศก.1 ซึ่งเป็นพันธุ์เปรียบเทียบถึง 37 % มีปริมาณกรดที่ไทเทรตได้สูงถึงร้อยละ 0.93 ทำให้มีรสเปรี้ยว เหมาะสำหรับใส่ส้มตำ

มะม่วงหิมพานต์พันธุ์ศรีสะเกษ 3 มีลักษณะเด่น คือ ผลผลิตสูง โดยผลผลิตเมล็ดทั้งเปลือกเฉลี่ย 3 ปี (อายุ 5-7 ปี) เท่ากับ 5.38 กิโลกรัม ต่อต้น น้ำหนักเมล็ดทั้งเปลือกเท่ากับ 8.5 กรัม/เมล็ด น้ำหนักเมล็ดเนื้อในเฉลี่ย 2.6 กรัม/เมล็ด หรือคิดเป็น 30.8 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักเมล็ดทั้งเปลือก

กรมวิชาการเกษตร ได้มีการรับรองพันธุ์มะม่วงหิมพานต์มาแล้ว 2 พันธุ์ คือ ศรีสะเกษ 60-1 และ ศรีสะเกษ 60-2 พันธุ์ใหม่นี้เป็นพันธุ์ที่มีศักยภาพสามารถให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์เดิม เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงหิมพานต์ สำหรับมะม่วงหิมพานต์ ปัจจุบันประสบปัญหาผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ทำให้เมล็ดเนื้อในราคาสูงถึง 400-500 บาท/กิโลกรัม

ที่สำคัญคนส่วนใหญ่อาจยังไม่ทราบว่า ต้นมะม่วงหิมพานต์นั้นสาม0ารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตั้งแต่เปลือก ราก ใบ เปลือกหุ้มเมล็ด โดยเฉพาะเปลือกเมล็ดนำมาสกัด กรดน้ำมันที่นำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมหลายด้าน อาทิ ใช้ทำหมึกพิมพ์ ผลิตสีทาบ้าน ใช้ในกระบวนการทำผ้าเบรก เป็นต้น

พริกขี้หนูเลย พันธุ์ศรีสะเกษ 4 มีลักษณะเด่น คือ เป็นพริกผสมเปิดสายพันธุ์ใหม่ ผลผลิตสดเฉลี่ยสูง 1,596กิโลกรัม/ไร่ ผลแห้ง 284 กิโลกรัม/ไร่ ความเผ็ดเท่ากับ 73,879สโกวิลล์ จัดเป็นพริกเผ็ดปานกลางเหมาะสำหรับบริโภคสด อีกทั้งเกษตรกรสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้ได้เอง ช่วยลดต้นทุนด้านเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร เหมาะสำหรับแนะนำส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกทั้งในครัวเรือนและเป็นการค้า

มะขามเปรี้ยว พันธุ์ศรีสะเกษ 1 มีลักษณะเด่น คือ ผลผลิตเฉลี่ยสูง 4.4 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี (อายุ 5-7 ปี) ปริมาณเนื้อสูง มีปริมาณเนื้อ 47.9 % ฝักมีขนาดใหญ่ จำนวนฝักต่อกิโลกรัมเท่ากับ 48.5 ฝักสามารถ เป็นลักษณะฝักดาบซึ่งสะดวกในการแกะเปลือกและให้รูปลักษณ์และคุณสมบัติที่ดีเหมาะแก่การแช่อิ่ม มีปริมาณกรดทาร์ทาริคร้อยละ 13 นิยมมาใส่เป็นเครื่องปรุงในอาหารไทยหรือแปรรูป เช่น น้ำมะขาม ลูกอมมะขาม มะขามกวน มะขามแก้ว เป็นต้น

การวิจัยปรับปรุงพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ ทั้ง 6 ชนิด ในครั้งนี้มุ่งพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพ ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์เดิมที่เกษตรกรใช้อยู่ในปัจจุบัน และมีลักษณะดีเด่นทางการเกษตรที่ตลาดต้องการมากที่สุด พันธุ์พืชของกรมวิชาการเกษตร เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนองต่อความต้องการของเกษตรกรผู้ผลิตและรองรับความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ หมู่ที่ 3 ถนนเลี่ยงเมือง ตำบลหนองไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ โทรศัพท์ / โทรสาร : (045) 814-581 นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน โดย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) จัดเสวนาเกษตรแห่งปี “ไม้ผลพารวย ยุค 5 G” ขึ้น ที่ห้องประชุมใหญ่หนังสือพิมพ์ข่าวสด หมู่บ้านประชานิเวศน์ 1 มี คุณอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด และ ปาฐกถาพิเศษ “นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ช่วยเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกร”

และมีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย คุณชลธี นุ่มหนู ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขต 6 กูรูทุเรียนระดับประเทศ เรื่อง “ผลิตทุเรียนให้รวยอย่างยั่งยืน” คุณณรงค์ศักดิ์ ชื่นสุธน บริษัท เอ็มซี โคโคนัท จำกัด ผู้ส่งออกมะพร้าวน้ำหอม วันละ 100,000 ลูก เรื่อง “มะพร้าวน้ำหอมไทยไปนอกไม่ใช่เรื่องยาก” คุณเสาวณี วิเลปะนะ เจ้าของแบรนด์ คิงฟรุทส์ ส่งกล้วยหอมขึ้นห้างฯ วันละ 15 ตัน เรื่อง “สูตรความสำเร็จกล้วยหอมทองร้อยล้าน” คุณประพันธ์ จิวะพงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค เรื่อง “ดีแทค สมาร์ทฟาร์มเมอร์” และ ดร. วราภรณ์ พรหมพจน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ เรื่อง “เทคโนโลยี ยุค 5 G เพื่อลดต้นทุนทางการเกษตร”

การเสวนาเริ่มขึ้นในเวลา 13.00 น. โดย คุณอลงกรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยอยู่ในจุดที่เป็นประเทศผู้นำด้านการเกษตร ส่งออกอาหารอันดับ 12 ของโลก เป้าหมายภายใน 5 ปี คือ ขึ้นติดอันดับ Topten ให้ได้ อย่างไรก็ดีในยุคที่ความต้องการอาหารมีเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือตัวแปรสำคัญ แต่ประเทศไทยมีพื้นที่ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดี จึงเป็นแหล่งอาหารของโลก ทั้งยังมีปัจจัยด้านการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร รวมถึงปัจจัยภายนอกอย่างสงครามการค้า ซึ่งล้วนเป็นความท้าทายทั้งสิ้น ทั้งนี้สามารถก้าวผ่านไปได้โดยนำนโยบายบริหารจัดการสินค้าเกษตรครบวงจรมาใช้

ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวด้วยว่า ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป กระทรวงเกษตรฯ จะเป็นกระทรวงแรกที่เข้าสู่ยุค 5 G เริ่มใช้ Big data สมบูรณ์ อย่างโครงการ 1 กระทรวง 1 Application ที่รวมทุกหน่วยงานไว้ใน App เดียว นำระบบออนไลน์มาใช้ปฏิบัติคลอบคลุมการบริหารจัดการฟาร์ม ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รวมถึงการออกใบรับรองต่างๆ ของหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรฯ นอกจากนี้ ยังมีกองทัพคนรุ่นใหม่ภาคเกษตรกรรม หรือ Young Smart Farmer มากกว่า 12,000 คน ตลอดจนนำกลไกการตลาดมานำการผลิต หรือเรียกว่านโยบายเกษตรพาณิชย์ นับเป็นการปฏิรูปภาคการเกษตรโดยใช้เทคโนโลยีที่แท้จริง

การจัดงานครั้งนี้ มีผู้สนใจเข้าร่วมงานและฟังการเสวนากว่า 300 คน ซึ่งนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้นำกิ่งพันธุ์ไม้ผลที่ยังคงเป็นพืชเศรษฐกิจแถวหน้ามาแจกจ่ายให้กับผู้เข้าฟังเสวนา กว่า 200 ต้น อาทิ ขนุนทะวายปีเดียว ทุเรียนหมอนทอง มะพร้าวน้ำหอม มะละกอฮอลแลนด์ กล้วยหอมทอง และกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 โดยในช่วงท้ายของการเสวนา นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน มอบโชคคืนกำไรให้กับผู้ร่วมงานด้วยการแจกไม้ผลที่นำมาจัดแสดง ได้แก่ มะพร้าวน้ำหอมพันธุ์ราชบุรี 1, ราชบุรี 3, ราชบุรี 4 มะพร้าวน้ำหอมไฟ มะพร้าวน้ำหอมกะทิ ขนุนพันธุ์มาเลย์ ขนุนพันธุ์ทองประเสริฐ กล้วยหอมทอง กล้วยน้ำว้า และทุเรียนหมอนทอง

นักเขียน นักกวี และอดีตบรรณาธิการหนังสือหลายเล่ม ทิ้งชีวิตเมืองหลวงกลับสู่บ้านเกิดที่ต่างจังหวัด แต่ก็ยังมีเขียน งานกวีอยู่บ้างประปราย ทั้งยังรับจ้างเป็นบรรณาธิการหนังสือ คือหลังกลับไปอยู่บ้านต่างจังหวัด ก็ไม่ทิ้งงานหนังสือไปเสียเลยทีเดียว

ทุกวันนี้ รักษ์ มนัญญา สมเทพ หรือที่เรียกกันสนิทปากว่า พี่รักษ์พี่รักษ์นอกจากจะรับทำงานหนังสือ ยังทำเกษตรแบบพอเพียงด้วย เมื่อกลับมาอยู่บ้านเกิดที่ต่างจังหวัดแล้ว วิถีเกษตรซึ่งทำมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย เขาก็ไม่อาจทิ้งหรือละเลยได้

ในตอนกลับมาใหม่ๆ ก็ทำนาปลูกข้าวตอนนี้นาที่เคยทำก็ปล่อยให้เขาเช่า ซึ่งคิดค่าเช่าโดยแบ่งข้าวกับคนที่เช่า ก็พอจะได้มีข้าวกิน ไม่ต้องซื้อ พี่รักษ์ กล่าว

ชีวิตในตอนนี้ของ รักษ์ มนัญญา สมเทพ ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลร้านค้าชุมชน ให้บริการกับผู้ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเวลาในแต่ละวัน ส่วนใหญ่ก็หมดไปกับร้านค้าแห่งนี้ แต่ก็ยังมีเวลาพอให้กับตัวเอง ที่ทำแล้วก่อให้เกิดความสุข

อย่างเช่น ทำเกษตรอินทรีย์แบบว่าปลูกง่ายๆ ปลูกอะไรก็ตามที่กินได้ ส่วนจะปลูกเพื่อขาย อีกสองถึงสามปีค่อยคิดอีกที พี่รักษ์บอก

ผักที่พี่รักษ์นำมาปลูกส่วนใหญ่จะเป็นพืชผักสวนครัว ไม่ว่าจะเป็นโหระพา ข่า ตะไคร้ ขึ้นฉ่าย หอม หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่ซื้อมาทำกับข้าว แล้วมีหน่อ มีต้นตอ พี่รักษ์เอาลงดินหมด

โดยเฉพาะ หอม พี่รักษ์เขียนเป็นคำกลอนบอกมาว่า

ปลูกหอมลงถาดไข่
หวังจะได้หอมไว้กิน
มิต้องปลูกลงดิน
ฝนรดรินหอมงดงามพี่รักษ์บอกถึงวิธีการปลูกหอมในถาดไข่ ต้องเป็นถาดไข่ที่ทำมาจากกระดาษเท่านั้น ว่าถ้าเราจะปลูกหอมลงในถาดไข่ เราจะต้องเตรียมต้องทำอะไรบ้าง

ขั้นตอนแรก เตรียมถาดไข่กระดาษ 5 ถาด วางซ้อนกัน เพื่อให้มันหนา เจาะรูที่ก้นบุ๋มของช่องวางไข่สักเล็กน้อย เพื่อวางหัวหอมให้ถนัดๆ และเพื่อให้รากหัวหอมมีที่ยึดหัวหอมซื้อมาจากตลาดหรือรถขายเร่นี่แล้วแต่จะปลูกน้อยหรือปลูกมาก ถาดไข่หนึ่งถาดจะมีหลุมสามสิบหลุม ตัดจุกหัวหอมเพื่อเปิดทางให้หน่อหอมแทงยอดได้ง่ายขึ้น วางหัวหอมลงในหลุม รดน้ำพอชื้น อย่าให้ถึงกับชุ่ม เก็บไว้ในที่ร่ม รอหอมแตกยอดจึงค่อยนำออกแดด ถ้านำออกแดดเลย จะทำให้หอมแตกยอดช้า

การเลือกหัวหอม ควรเลือกหัวที่โตเท่าๆ กัน เพราะจะได้ต้นหอมที่มีความสวยงาม โตและความสูงที่ใกล้เคียงกันหมั่นรดน้ำเช้า เย็น ให้ทั่วถาด ประมาณสิบวันหอมจะแตกหน่อ มีก้านอ่อนๆ ออกมาให้ชื่นใจ หลังจากนั้น จึงเอามาให้โดนแดดรำไร หากอยู่กลางแดดจ้าต้นหอมออกมาก็จะไม่สวย ให้ปุ๋ยด้วยการฉีดพ่น โดยเฉพาะปุ๋ยจุลินทรีย์ชีวภาพ เพื่อเพิ่มสารอาหารและเร่งการเจริญเติบโตของหอม ส่วนปุ๋ยเคมี พี่รักษ์บอกว่า ไม่ใช้เลย

หอมที่ปลูกในถาดไข่ แม้จะไม่อวบอ้วนเท่าปลูกลงดิน แต่ปลูกง่าย ดูแลง่าย

หากจะแขวนตามราวหรือระเบียง ก็จะดูสวยงามเป็นไม้ประดับไปในตัว แต่ถ้าจะแขวนก็ต้องใช้ถาดไข่ที่ทำจากพลาสติก หรือไม้อัดแผ่นบางๆ รองไว้ชั้นล่างสุด แล้วเจาะรูใช้ลวดแขวน

เมื่อต้นหอมโตเต็มที่ ก็เก็บมาหั่นซอย ปรุงเป็นอาหารได้อีกต่อไป

ใครจะเอาไอเดียนี้ไปต่อยอด ก็ได้ตามสบายเลยครับหากท่านใดอยากชมความสวยงามของดอกเบญจมาศกว่า 100 ไร่ ขอแบ่งปันความสวยงามที่สวนดอกเบญจมาศบิ๊กเต้ ตั้งอยู่ในอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี แหล่งปลูกดอกเบญจมาศที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย พร้อมเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

จุดเริ่มต้นของการปลูกดอกเบญจมาศ
คุณภูธนะ พรหมพิทักษ์ หรือ ต๊ะ เกษตรกรหนุ่มไฟแรง จบการศึกษาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ผันตัวเองมาเป็นหนุ่มบ้านไร่ สานต่อธุรกิจครอบครัว

คุณภูธนะ เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ครอบครัวของตนเองประกอบธุรกิจส่วนตัวมาก่อน แต่ด้วยความที่สนใจในอาชีพเกษตรของคุณพ่อและคุณแม่ มีแนวคิดอยากปลูกพืชสักชนิด ทำเป็นธุรกิจนอกเหนือจากที่ทำอยู่ จึงออกตระเวนไปตามจังหวัดต่างๆ มองหาอาชีพที่เกี่ยวกับการเกษตร และจากการได้ออกพื้นที่ ทำให้ได้เห็นอาชีพการปลูกดอกเบญจมาศตัดดอกของเกษตรกรบนดอยที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ตลอดทั้งปี จึงเกิดความสนใจนำมาปลูกทำเป็นธุรกิจ ประกอบกับแนวคิดที่ว่า ปลูกดอกเบญจมาศมีคู่แข่งน้อย ราคาไม่แกว่ง อะไรที่คนทำได้น้อย และทำยาก ย่อมไม่ล้นตลาด

ด้วยความเหมาะสมของพื้นที่และสภาพอากาศที่ใกล้เคียง เหมาะสมที่จะปลูก อีกทั้งยังห่างจากกรุงเทพมหานครไม่มาก ใช้เวลาในการขนส่งไปยังพ่อค้าแม่ค้าไม่นานเหมือนกลุ่มผู้ผลิตทางเหนือ ซึ่งสามารถลดการสูญเสียของผลผลิตที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางได้ ทางครอบครัวจึงตัดสินใจเลือกพื้นที่บริเวณนี้ทำเป็นฟาร์มเบญจมาศตัดดอก

วิธีการปลูก
คุณภูธนะ และพี่ชายคือ คุณเต้ เริ่มปลูกเบญจมาศตัดดอก ครั้งแรกเพียง 5 ไร่ ก่อนอื่นต้องคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ที่จะปลูก ว่าตอบสนองต่ออากาศ ปุ๋ยหรือไม่ พอได้พันธุ์ที่เหมาะสม ต้องดูตลาดอีกว่าตลาดต้องการดอกแบบไหน พอลงตัวทั้งสองอย่างถึงจะลงปลูก ภายในโรงเรือนขนาดความสูงประมาณ 2-3 เมตร ด้านข้างเปิดให้อากาศถ่ายเท ส่วนด้านบนใช้พลาสติกใสทำเป็นหลังคาป้องกันฝนและแดดในช่วงที่ไม่ต้องการแสง เบญจมาศเป็นไม้ล้มลุก ชอบอากาศเย็น ชื้น แต่ดินไม่แฉะ ห้ามให้ดินแฉะ เพราะจะทำให้รากเน่า พอตัดดอกทิ้ง ต้องตีดินลงพันธุ์ใหม่ สวนมีต้นพันธุ์เอง ต้นพันธุ์จะไม่ปล่อยให้มีดอกแล้วเอายอดมาเพาะพันธุ์อย่างเดียว เจ้าของเด็ดยอดต้นพันธุ์มาชำให้เกิดราก แล้วนำมาปลูกในแปลง

วิธีการเตรียมแปลง
ที่ฟาร์มแห่งนี้อยู่บนภูเขา จะมีปัญหาตรงที่มีแต่ดินลูกรัง ฟาร์มจึงแก้ปัญหาด้วยวิธีนำเอาขุยมะพร้าว แกลบ ขี้วัว เอามาลงในแปลง แล้วก็ตีดินผสมให้เข้ากัน ให้กระจาย ทำเพียงเท่านี้ก็สามารถปลูกได้แล้ว ความกว้างของแปลงปลูกประมาณ 90 เซนติเมตร ความยาวแล้วแต่ความเหมาะสมของพื้นที่
“ที่ฟาร์มของผม จะยกร่องเหมือนกับการปลูกผักทั่วไป 1 แปลง จะปลูกประมาณ 10-12 แถว แต่ละแถวจะปลูกประมาณ 150 ต้น ซึ่งต้นพันธุ์ที่นำมาปลูกจะได้จากการนำกิ่งพันธุ์มาปักชำจนเกิดรากเดินได้ระยะหนึ่ง จากนั้นจะนำมาปลูกในแปลงที่มีการควบคุมแสง ปุ๋ย น้ำ ตลอดจนโรคแมลงที่เกิดขึ้น ปุ๋ยจะเป็นปุ๋ยละลายเร็ว สูตรเสมอ 15-15-15 เพื่อเร่งโครงสร้างลำต้นให้สมบูรณ์ และเมื่อโครงสร้างได้ตามที่ต้องการ ก็จะเริ่มเร่งดอก โดยใช้ปุ๋ย สูตร 8-24-24 ช่วยกระตุ้น” คุณภูธนะ บอก

การดูแลรักษา
“ที่โรงเรือนของเราจะมีพลาสติกคลุมไม่ให้ดอกเบญจมาศโดนฝน พอเป็นดอกโดนฝนน้ำจะเข้า จะทำให้ดอกเน่า วิธีคือพยายามอย่ารดที่หน้าดอก ให้รดตรงโคนต้น ถ้าใช้แรงงานคนรดจะดีเพราะเราสามารถคอนโทรลได้ ส่วนเรื่องโรคและแมลงดูตามสถานการณ์ ถ้าเจอโรคแมลงเราก็ฉีดพ่นตามปกติ แต่ยาเราเป็นยาออร์แกนิก แต่ถ้าจะให้ดี ผมแนะนำให้จัดตารางไว้เลยว่าเราจะฉีดยาวันไหน ประมาณอาทิตย์ละครั้ง หรือ 2 อาทิตย์ครั้ง ก็ได้” คุณภูธนะ กล่าว

เทคนิคบังคับดอกออกตลอดทั้งปี
เบญจมาศที่ปลูกส่วนใหญ่จะเป็นพืชอายุสั้น เมื่อกลางวันสั้นกว่าประมาณ 14 ชั่วโมง เบญจมาศจะเริ่มสร้างตาดอก แต่ดอกจะพัฒนาเป็นดอกที่สมบูรณ์ได้ต้องมีช่วงวันสั้นกว่าประมาณ 13 ชั่วโมง ดังนั้น หากปลูกเบญจมาศในช่วงวันสั้น เบญจมาศจะออกดอกเร็วหรือให้ดอกเมื่อต้นยังเล็กอยู่ ส่วนเมื่อกลางวันยาวกว่าประมาณ 14 ชั่วโมง เบญจมาศจะไม่สร้างดอกหรือให้ดอกที่ผิดปกติ ดังนั้น จึงใช้การบังคับช่วงวันให้เบญจมาศสร้างดอกเมื่อต้องการได้ตลอดทั้งปี

การบังคับไม่ให้เบญจมาศออกดอก จะต้องให้แสงไฟช่วงกลางคืน เนื่องจากประเทศไทยมีช่วงกลางวันสั้นกว่า 16 ชั่วโมง ตลอดทั้งปีจึงจำเป็นต้องให้แสงช่วงกลางคืนแก่เบญจมาศตลอด ซึ่งระยะเวลาการให้แสงจะยึดหลักให้มีช่วงมืดไม่เกิน 4 ชั่วโมง ปริมาณแสงที่ใช้ 8-100 ลักซ์ (LUX) ที่ระดับแปลง โดยติดตั้งระบบหลอดไฟ 2 เมตร ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอของกระแสไฟด้วย ดังนั้น จึงควรตรวจวัดความเข้มของแสงด้วยอุปกรณ์วัดแสงเพื่อให้มั่นใจว่าเบญจมาศได้รับแสงอย่างถูกต้อง และไม่ออกดอกก่อนกำหนด

ระยะการเก็บเกี่ยว
การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม จะทำให้รักษาคุณภาพเบญจมาศได้ดี มีอายุการปักแจกันทนทาน ดังนั้น การตัดดอกเบญจมาศจะตัดดอกเมื่อกลีบดอกบานเต็มที่ หรือประมาณร้อยละ 75 และก่อนที่เกสรตัวผู้หรือกลีบดอกชั้นในจะบาน ควรตัดให้ช่อดอกยาว 70-75 เซนติเมตร และทำให้เหลือตอไว้ 10 เซนติเมตร หากตัดต่ำกว่านี้ก้านจะแข็งเกินไป และดูดน้ำได้น้อย

จุดแข็งและการตลาด ฟาร์มบิ๊กเต้
อย่างแรกคือ การตลาด ทางฟาร์มใช้วิธีสำรวจตลาดด้วยตัวเองว่าตลาดต้องการแบบไหน ต้องการดอกที่ขนฟูๆ มีกลีบเยอะๆ สีขาว เหลือง ชมพู คือสิ่งที่ตลาดต้องการเราก็ทำให้ได้

“การตลาดบางครั้งเราไปขายให้เขาถึงหน้าสวนเขาก็ไม่เอา คือดอกไม้จะมีหน้าหนาวจะปลูกได้เยอะ พอหน้าร้อนจะปลูกไม่ได้ มันต้องมีเทคนิค ทีนี้พอเราทำตอนแรกเราก็ทำได้แค่หน้าหนาวของก็ล้นตลาด ขายให้เขา เขาก็ไม่เอา เขากลัวว่ารับของเรามาแล้ว เจ้าที่เขารับประจำจะรู้แล้วก็ไม่ส่งให้ เราจึงต้องอาศัยความต่อเนื่อง มีของส่งให้ลูกค้าตลอด ราคาก็จะได้เท่าเดิม หน้าร้อน หรือหน้าหนาว ส่งราคาเท่ากันหมด ไม่ใช่พอหน้าร้อนดอกไม้ปลูกยากเราถือโอกาสขึ้นราคา ถ้าทำแบบนี้เราก็ขายได้แค่ครั้งเดียว ครั้งต่อๆ

ไปลูกค้าก็จะไปรับจากเจ้าอื่น และต้องบอกอีกว่าจุดได้เปรียบของฟาร์มเรา คือเราทำได้ทั้งปี เราไม่ได้ปลูกทีเดียวแล้วตัดหมด เราจะทำทีละไร่สองไร่ ค่อยๆ ทยอยปลูก แล้วก็ทำหมุนเวียน ทำให้เราสามารถมีดอกไม้ขายให้ลูกค้าได้ทุกวัน ราคาของเราจะมาตรฐาน ขายเป็นกิโลกรัม ต่อ 1 กำ ขายปลีก 100 บาท ขายส่ง 70 บาท แหล่งส่งที่ตลาดไท ปากคลองตลาด สี่มุมเมือง แล้วก็ตลาดตามร้านดอกไม้ทั่วไป โดยลูกค้าหลักของเราอยู่ทางภาคอีสาน ส่วนรายได้เดือนหนึ่งตัดได้ 15 วัน คือตัดวันเว้นวัน คิดเป็นจำนวนเงินที่ได้ต่อเดือนประมาณ 337,500 บาท ทั้งนี้ ยังไม่ได้หักค่าใช้จ่าย” คุณภูธนะ กล่าว