ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี ได้เริ่มดำเนินการวิจัย

ปรับปรุงพันธุ์เมื่อปี 2534 โดยการประเมินและคัดเลือกพันธุ์ การเปรียบเทียบพันธุ์ และการทดสอบพันธุ์ในแหล่งผลิต ตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ จนประสบความสำเร็จได้สับปะรดพันธุ์ใหม่ผ่านการพิจารณาเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร ในปี 2562 ใช้ชื่อพันธุ์ว่า “สับปะรดพันธุ์เพชรบุรี 2” โดยมีลักษณะเด่น คือ มีอัตราส่วนน้ำหนักเนื้อ : น้ำหนักผลเฉลี่ย 0.29 ซึ่งสูงกว่าพันธุ์ปัตตาเวีย แกนผลเล็ก ตาตื้น ความลึกตาเฉลี่ย 0.73 – 0.81 ซม. มีผลทรงกระบอกซึ่งเหมาะสำหรับการบรรจุกระป๋อง ค่าความหวานเฉลี่ย 13.9 – 17.9 องศา บริกซ์ซึ่งมากกว่าพันธุ์ปัตตาเวีย

“สับปะรดพันธุ์เพชรบุรี 2 มีผลทรงกระบอกเหมาะสำหรับการบรรจุกระป๋อง มีความหวานมากกว่าพันธุ์ปัตตาเวียที่เกษตรกรนิยมปลูกในปัจจุบัน ที่สำคัญมีตาตื้นเมื่อเข้าเครื่องปอกแล้วจึงไม่สูญเสียเนื้อมาก จึงเหมาะสำหรับการนำไปแปรรูปเป็นสับปะรดกระป๋อง ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวเป็นที่ต้องการของโรงงานอุตสาหกรรม ปัจจุบัน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี มีหน่อพันธุ์ประมาณ 5,000 หน่อ ซึ่งสามารถปลูกขยายได้พื้นที่ 0.5 ไร่ ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี โทรศัพท์ 0-3277-2852-3” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

วิถีชีวิตของคนภาคใต้ นอกจากจะทำสวนยางพารา ทำสวนผลไม้ ในพื้นที่ลุ่มก็ทำนาทำสวน ยังมีงานอดิเรกมากมายที่ทำให้ชาวใต้มีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง

งานอดิเรกนั้นก็ขึ้นอยู่กับความนิยมชมชอบของแต่ละคน เลี้ยงนก เลี้ยงไก่ เลี้ยงวัวชน บางคนเลี้ยงลิงหลังเสร็จภารกิจจากงานหลัก ไม่ว่าหลังจากกรีดยางหรืองานหลักอื่นๆ จะมีการรวมตัวกันของกลุ่มที่คอเดียวกัน

เช้าๆ จะเห็นคนหิ้วนกปรอด หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า นกกรงหัวจุก เดินออกจากบ้านไปรวมกลุ่มที่ร้านน้ำชา

ที่ร้านน้ำชานั้น จะมีราวสูงๆ คล้ายๆ ราวตากผ้าที่ทำมาจากเหล็ก มีกรงนกแขวนไว้ที่ราวเป็นทิวแถว คนรักนกต่างก็มานั่งจับกลุ่มกันที่โต๊ะน้ำชา บ้างนั่งจ้องดูนกเงี่ยหูฟังเสียง แล้ววิพากษ์วิจารณ์ ว่านกของคนนั้นเสียงอย่างนี้ นกของคนนี้เสียงเป็นอย่างนั้น บ้างนั่งกินน้ำชาไปคุยกันไป

ส่วนคนที่ชอบวัวชน ก็จะเห็นคนเลี้ยงวัว พาวัวเดินไปตามถนนเคยถามคนเลี้ยงว่า เดินไกลแค่ไหน เขาตอบมาว่า เดินไกลกันเป็นสิบกิโลเมตรเลยทีเดียว แต่นั่น ต้องเป็นวัวชนที่มีค่าตัวแพงและชนชนะมาแล้ว ส่วนลูกวัวสายพันธุ์วัวชนที่อายุยังน้อยๆ ก็พากันไปเดินไปแต่ไม่ไกลเท่า ให้ชนโขดดินเพื่อเป็นการออกกำลังกาย และฝึกให้เป็นวัวชนเมื่ออายุถึงวัย

แม้เวลาจะผ่านไปกี่ปีกี่ปี จากรุ่นสู่รุ่น วิถีชีวิตของคนภาคใต้จะมีให้เห็นอยู่เช่นนี้ ทุกเมื่อเชื่อวัน

ส่วนคนที่เลี้ยงลิง ก็พาลิงขึ้นนั่งมอเตอร์ไซค์ ไปเก็บมะพร้าวตามสวนต่างๆ

เจ้าน้อง ลิงกัง ที่มีอายุเพียงขวบกว่าๆ แต่สามารถรับจ้างเก็บมะพร้าวได้ถึงวันละ 600 บาท มากกว่าค่าแรงขั้นต่ำเสียอีก และในแต่ละวันทำงาน เจ้าน้องทำงานเพียงวันละ 5 ชั่วโมงเท่านั้น ถ้าหากในช่วงที่มะพร้าวราคาแพง เจ้าน้อง สามารถทำเงินได้ถึงวันละ 1,200-1,300 บาท เลยทีเดียว รายได้จะขึ้นอยู่กับราคาของมะพร้าว แต่ค่าจ้างเก็บมะพร้าวที่ได้รับจะไม่ต่ำกว่าลูกละบาท ในช่วงมะพร้าวแพงจะค่าเก็บมะพร้าวลูกละ 2 บาท หรือในช่วงมะพร้าวที่ขายให้กับพ่อค้าลูกละ 15 บาท ก็จะได้ค่าจ้าง ถึงลูกละ 3 บาท นับว่าเจ้าน้องมีรายได้ดีทีเดียว

แต่…รายได้ทั้งหมด ตกไปอยู่ที่เจ้านายเมื่อเจ้านายถูกว่าจ้าง เจ้าน้องจะถูกพาขึ้นนั่งมอเตอร์ไซค์แต่เช้า เจ้าน้องเป็นลิงที่น่ารัก ไม่ดุ หากแต่ใครทำให้มันไม่พอใจก็จะกระโจนเข้าใส่ ทำท่าดุแต่ไม่เคยกัดใคร ไม่เหมือน เจ้าไข่ ที่เป็นลิงโตกว่า

เจ้าไข่มีอายุสามขวบแล้ว และทำงานเก็บมะพร้าวได้เยอะกว่าเจ้าน้องได้มากกว่าหนึ่งเท่าตัว

นอกจากเจ้านาย ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เจ้าไข่ได้เลย จากการที่ได้พูดคุยกับทั้งสอง ออ…ไม่ใช่สิ หลังจากที่ได้คุยกับเจ้านายของทั้งเจ้าน้องและเจ้าไข่ ทำให้รู้ว่า ทั้งสองจะเริ่มทำงานกันตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า พอสิบเอ็ดโมงก็จะถึงเวลาเลิกงาน

หลังเลิกงานเจ้านายจะพาไปอาบน้ำ เช็ดตัวจนแห้ง แล้วพากลับบ้านด้วยมอเตอร์ไซค์คู่ชีพ

วันหยุดของทั้งสอง จะหยุดทุกวันพระส่วนอาหารการกิน ทั้งสองกินได้ทุกอย่างที่เจ้านายกิน บางครั้งก็บำรุงด้วยไข่และผลไม้ตามฤดู หากแต่สิงที่ชอบที่สุดก็เห็นจะเป็นนมเปรี้ยว วันไหนทั้งสองเก็บมะพร้าวได้มากเป็นพิเศษ วันนั้นเจ้านายจะเพิ่มจำนวนนมเปรี้ยวให้

เจ้านายของทั้งสองตัวบอกว่า รักมันเหมือนลูก

คิดๆ ไปก็นึกอิจฉาเจ้าน้องและเจ้าไข่ ที่ทำงานแค่วันละห้าชั่วโมง

อยากจะถามเจ้าน้อง ว่ามีชีวิตเป็นอย่างไร มีเบอร์โทรศัพท์หรือไม่ พอทำท่าจะคุย

เดินหนีไปซะงั้นกระแสสนใจการกินพืชผักมากขึ้น กินเนื้อสัตว์ลดลง และมีคนจำนวนมากหันมากินมังสวิรัติด้วย

แต่ก็ต้องยอมรับว่าอาหารการกินนั้นเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง รสชาติการปรุงแต่งเมื่อได้เคี้ยวกินแล้วย่อมให้รสกลิ่นสีมีความอร่อยด้วยปรากฏว่าลิ้นฝรั่งกินปลีกล้วยแล้วได้รสสัมผัสคล้ายกินเนื้อสัตว์ จึงเริ่มนิยมนำไปปรุงแต่งอาหารแนวอาหารสุขภาพที่ลดเนื้อสัตว์ แต่ยังได้กลิ่นรสแบบเนื้อสัตว์นั่นเอง

พอฝรั่งหันมาสนใจปลีกล้วย ก็เท่ากับมากระตุ้นให้คนไทยรื้อฟื้นภูมิปัญญาดั้งเดิมที่เราคุ้นเคยมานาน นั่นคือยาบำรุงน้ำนม ซึ่งในอดีตแทบทุกบ้านที่มีหญิงคลอดบุตรจะรู้จักปรุงอาหารและปรุงยาประจำบ้านเพื่อบำรุงน้ำนมกันเป็นเรื่องปกติหากจะพูดให้เก๋ เป็นจุดขาย ก็น่าจะพูดได้ว่า “เมนูดอกไม้” บำรุงน้ำนม เพราะหัวปลี หรือ banana blossom ก็คือ ส่วนของดอกกล้วย ที่ยังไม่ได้โตจนกลายเป็นผลกล้วย จึงยังเป็นส่วนที่มีกาบห่อหุ้มอยู่ภายนอกเรียงตัวทับซ้อนกันแน่นเป็นรูปดอกบัวตูมทรงสูงนั่นเอง หัวปลีนำมากินดิบและสุกก็ได้ เช่น กินดิบเป็นผักเคียง เช่น กินกับผัดไทย ซึ่งจะมีรสชาติฝาดๆ แต่ถ้าต้มสุกจะมีรสชาติอร่อยมีหวานน้อยๆ

ในทางยาแพทย์แผนไทยหรือยาพื้นบ้าน ถือว่าหัวปลีนอกจากเป็นอาหารบำรุงน้ำนมของสตรีให้นมลูกแล้ว หัวปลีคือ ยาบำรุงเลือด แก้ภาวะโลหิตจาง ลดน้ำตาลในเลือด และแก้โรคเกี่ยวกับลำไส้ด้วย

น่าจะอธิบายได้ว่า จากการศึกษาในปัจจุบันพบว่า ปลีกล้วย มีธาตุเหล็กอยู่จำนวนมากพอสมควร จึงมีส่วนในการบำรุงเลือด แก้ภาวะโลหิตจาง และมีสูตรยาโบราณขนานหนึ่ง กล่าวว่า ปลีกล้วย แก้ปัญหาปวดท้องโรคกระเพาะ และปัญหาลำไส้ โดยให้นำหัวปลีมาเผาแล้วคั้นเอาแต่น้ำมากินครั้งละประมาณ 1/2 แก้ว ควรกินก่อนกินอาหารแต่ละมื้อสัก 1 ชั่วโมง หัวปลีจะเป็นยาคล้ายๆ จะช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร

ซึ่งเคยมีงานศึกษาในต่างประเทศพบว่า สารสกัดจากหัวปลีสามารถลดการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้มากถึง 47.88-87.63% โดยเฉพาะในกลุ่มที่ทดลองที่มีอาการแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากผลการดื่มสุรา จึงเท่ากับสอดคล้องกับภูมิปัญญาดั้งเดิมของเรา

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า การนำเอาหัวปลีกล้วย 1 หัว มาย่างไฟให้เปลือกชั้นนอกไหม้เกรียม แล้วนำไปต้มกับน้ำ (ใส่น้ำพอท่วมหัวปลี) ให้เดือด แล้วกินน้ำยาหัวปลีต่างน้ำให้หมดในวันนั้น วันรุ่งขึ้นต้มใหม่ กิน 7 วัน จะช่วยบรรเทาอาการเบาหวานหรือช่วยลดน้ำตาลในเลือด

แต่ผู้เป็นเบาหวานควรควบคุมอาหารการกินและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยในปลีกล้วยยังมีสาระสำคัญในกลุ่มฟีโนลิก เช่น แอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงเป็นอาหารสุขภาพที่กินเป็นประจำย่อมช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังต่างๆ ได้ และที่พิเศษจริงๆ ที่ชาวต่างชาติสนใจก็ตรงที่หัวปลีมีแคลอรีต่ำ แต่มีคุณค่าทางโภชนาการไม่ธรรมดา มีแคลเซียมสูง มีโปรตีน มีธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินซี และเบตา-แคโรทีน ถ้าได้ทำเป็นเมนูอาหารกินเป็นประจำ ก็คืออาหารเพื่อสุขภาพชั้นเลิศดีๆ นี่เอง

เอสซีจี โดย ดร. สุรชา อุดมศักดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ และ Chief Technology Officer–Innovation and Technology ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้ร่วมกับ บริษัท สตาร์บอร์ด จำกัด โดย นายสเวน รัสมุสเซ่น (Mr. Svein Rasmussen) Chief Innovator of Starboard ลงนามบันทึกข้อตกลงในโครงการ “Collaboration for Sustainable Future” เพื่อนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

โดยมี นางแชสตี เริดส์มูน (Mrs. Kjersti Rodsmoen) เอกอัครราชทูตนอร์เวย์ ประจำประเทศไทย ร่วมแสดงความยินดีและสนับสนุนความร่วมมือครั้งนี้ โดยได้กำหนดขอบเขตการศึกษาและความร่วมมือใน 3 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี จะนำความรู้และความเชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ในกลุ่มวัสดุพอลิเมอร์ ตลอดจนการออกแบบและขึ้นรูปสินค้า

มาใช้พัฒนาวัสดุใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับสินค้าของสตาร์บอร์ด รวมถึงการส่งเสริมกิจกรรมที่ช่วยลดสภาวะโลกร้อน เช่น การปลูกป่าชายเลน เพื่อเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการสร้างความตระหนักรู้และปลูกฝังพฤติกรรมเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าให้กับเยาวชน โดยมุ่งหวังว่าการดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือทั้ง 3 ด้านนี้ จะช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลกได้อย่างยั่งยืน

นางแชสตี เริดส์มูน (Mrs. Kjersti Rodsmoen) เอกอัครราชทูตนอร์เวย์ ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า “รัฐบาลนอร์เวย์ให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กลายเป็นวาระสำคัญของโลกและเป็นความรับผิดชอบของทุกคน ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ได้รับการยอมรับว่าช่วยแก้ไขปัญหานี้ คือ การปลูกป่าชายเลน เพื่อช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับหลักพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กรสหประชาชาติ (SGDs) ให้แก่คนรุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการดูแลทรัพยากร โดยความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นตัวอย่างของภาคธุรกิจที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และการแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญของสององค์กรเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมกัน”

ดร. สุรชา อุดมศักดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ และ Chief Technology Officer–Innovation and Technology ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กล่าวว่า “จากปัญหาสภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งได้กลายเป็นวิกฤติของโลกที่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย เอสซีจีและสตาร์บอร์ดต่างเล็งเห็นถึงวิกฤตความรุนแรงของปัญหานี้ และมีเป้าหมายร่วมกันในการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในการดำเนินธุรกิจเพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จึงเกิดเป็นความร่วมมือที่จะนำนวัตกรรมมาใช้พัฒนาสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนส่งเสริมกิจกรรมปลูกป่าชายเลนเพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยเอสซีจีเชื่อมั่นว่าด้วยความรู้และความเชี่ยวชาญของทั้งสององค์กรจะช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมโลกและช่วยรักษาความสมบูรณ์ของทรัพยากรให้คนรุ่นหลังต่อไปได้”

ด้าน นายสเวน รัสมุสเซ่น Chief Innovator of Starboard กล่าวว่า “เป้าหมายของสตาร์บอร์ด คือ การสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศเพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น การเก็บขยะร่วมกับกลุ่มผู้พิชิตขยะกรุงเทพฯ (Trash Hero Bangkok) กิจกรรมปลูกป่าชายเลน เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงศึกษาแนวทางด้านธุรกิจร่วมกับธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เพื่อวิจัยและพัฒนาวัสดุจากโพลิเมอร์ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับนำมาใช้ผลิตส่วนประกอบในสินค้าของสตาร์บอร์ด นอกจากนี้ ยังได้ให้ความรู้แก่เยาวชนเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการ ‘Ambassadors for the Planet’ เพื่อสร้างตัวแทนเยาวชนที่จะเป็นกระบอกเสียงในการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเชื่อมั่นว่าความมุ่งมั่นและศักยภาพของสตาร์บอร์ดและเอสซีจีจะช่วยให้การดำเนินงานทั้ง 3 ด้านบรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการ และขยายผลสำเร็จไปยังระดับโลกได้”

สำหรับโครงการความร่วมมือ “Collaboration for Sustainable Future” ระหว่างเอสซีจี และสตาร์บอร์ด ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และการลดปัญหาสภาวะโลกร้อนของโลก ผ่านความร่วมมือในการสร้างสรรค์นวัตกรรม และโซลูชั่นใหม่ๆ ของทั้งสององค์กร เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมและยกระดับชีวิตของคนในสังคมให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ดาหลา เป็นไม้ดอกท้องถิ่นทางภาคใต้ชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกอยู่มากในเขตจังหวัดยะลา นาราธิวาส เป็นระยะเวลานาน ในอดีตดาหลามีการนำหน่ออ่อนและดอกมาใช้เป็นผักประกอบอาหาร เหมือนผักทั่วไป

การนำไปใช้เป็นผักประกอบอาหารบางประเภทเพื่อบริโภคในพื้นที่ ในขณะที่ไม่ได้มีการส่งเสริมให้ปลูก ส่งผลทำให้ปริมาณต้นดาหลาในพื้นที่ภาคใต้เริ่มลดน้อยลงทุกปี บางสายพันธุ์ที่มีปลูกอยู่ในพื้นที่ถึงกับเกือบจะสูญพันธุ์ ดังนั้น ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดตรัง (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) จึงได้เก็บรวบรวมพันธุ์มาเพาะเลี้ยงไว้ที่ศูนย์ เพื่อเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุกรรมพืชที่กำลังจะสูญสิ้นไป

ข้อมูลจากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดตรัง (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) ระบุว่า ดาหลา เป็นไม้ดอกที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งการนำไปประกอบอาหารและปลูกเป็นไม้ตัดดอก เนื่องจากเป็นไม้ที่ให้ดอกดกในฤดูร้อน ประกอบกับดอกที่มีขนาดใหญ่ สีสดใส รูปทรงแปลกตา ทำให้เป็นที่สนใจของผู้พบเห็นและเป็นที่ต้องการของตลาด

สายพันธุ์ดาหลาที่มีอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ เริ่มมีแนวโน้มและปริมาณลดลง บางสายพันธุ์มีปลูกอยู่ไม่กี่จังหวัด ทางศูนย์ฯ จึงเข้าร่วม “โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” เพื่อเก็บรวบรวมพันธุ์ดาหลาในพื้นที่เขตพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ตลอดจนต้องการให้ประชาชนมีความตระหนักและรับทราบถึงปัญหาและระดับความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการที่ทรัพยากรต่างๆ กำลังจะสูญไป ซึ่งจะนำไปสู่การจัดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

ลักษณะและจุดเด่นของดาหลาให้ฟังอีกว่า ดาหลาเป็นพืชล้มลุกประเภทใบเลี้ยงเดี่ยว มีดอกที่สวยงาม จัดเป็นพืชที่มีอยู่ในวงศ์เดียวกับขิงและข่า มีลำต้นอยู่ใต้ดินเรียกว่าเหง้า ซึ่งเป็นบริเวณที่เกิดของหน่อดอกและหน่อใหม่ ส่วนลำต้นจะอยู่เหนือผิวดินขึ้นมามีสีเขียวเข้ม ลักษณะเป็นกาบใบที่โอบซ้อนกันแน่น มีความสูงประมาณ 2-3 เมตร โดยรวมแล้ว ดาหลา 1 ต้น สามารถให้หน่อใหม่ได้ประมาณ 7 หน่อ ในเวลา 1 ปี

ใบ มีรูปร่างยาวรี กลางใบกว้างแล้วค่อยๆ เรียวไปหาปลายใบและฐานใบ ผิวเกลี้ยงทั้งด้านบนและด้านล่าง มีความยาวใบประมาณ 30-80 เซนติเมตร ส่วนดอก จะมีลักษณะเป็นดอกช่อ ประกอบด้วยกลีบประดับเรียงซ้อนกัน จะบานออกประมาณ 25-30 กลีบ

ลักษณะเด่นของดาหลาอีกหนึ่งประการ คือ สามารถเจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีแสงรำไร หรือที่ร่ม ไม้ยืนต้น สามารถเก็บดอกได้ตลอดทั้งปี แต่จะให้ดอกดกในช่วงฤดูร้อน (มีนาคม-พฤษภาคม)ในขณะที่ไม้ดอกชนิดอื่นๆ ไม่มีดอกให้เก็บ

ใบ มีรูปร่างยาวรี กลางใบกว้างแล้วค่อยๆ เรียวไปหาปลายใบและฐานใบ ผิวเกลี้ยงทั้งด้านบนและด้านล่าง มีความยาวใบประมาณ 30-80 เซนติเมตร ส่วนดอก จะมีลักษณะเป็นดอกช่อ ประกอบด้วยกลีบประดับเรียงซ้อนกัน จะบานออกประมาณ 25-30 กลีบ

ลักษณะเด่นของดาหลาอีกหนึ่งประการ คือ สามารถเจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีแสงรำไร หรือที่ร่ม ไม้ยืนต้น สามารถเก็บดอกได้ตลอดทั้งปี แต่จะให้ดอกดกในช่วงฤดูร้อน (มีนาคม-พฤษภาคม)ในขณะที่ไม้ดอกชนิดอื่นๆ ไม่มีดอกให้เก็บ

ปัจจุบัน ศูนย์ฯ เก็บรวบรวมพันธุ์ดาหลาไว้ในพื้นที่ศูนย์ทั้งหมด 4 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ดอกสีชมพู สีแดง สีขาว และสีชมพูอ่อน (โอโรส) โดยมีวิธีการเพาะขยายพันธุ์ 4 วิธี ดังนี้

การแยกหน่อ คือ เป็นวิธีการแยกหน่อที่มีความเหมาะสม กล่าวคือ ต้องมีความสูงประมาณ 60-100 เซนติเมตรขึ้นไป มีกิ่งอ่อนกึ่งแก่ประมาณ 4-5 ใบ มีหน่อดอกอ่อนๆ ประมาณ 3 หน่อ นำไปปลูกลงถุงพลาสติก ประมาณ 1 เดือน เพื่อให้หน่อแข็งแรงก่อนนำลงไปปลูกในแปลง
การแยกเหง้า คือ เป็นการแยกเหง้าที่เกิดใหม่ที่โคนต้น ไปปลูกในแปลงเพาะชำ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี ต้นจึงจะเริ่มให้ดอก
การปักชำหน่อแก่ กล่าวคือ การนำหน่อแก่ไปชำในแปลงเพาะชำเพื่อให้แตกหน่อใหม่ที่มีความสมบูรณ์แข็งแรง จากนั้นจึงค่อยแยกหน่อใหม่ย้ายลงไปปลูกในแปลง
การเพาะเมล็ด คือ การนำเมล็ดแก่ที่ได้จากต้นแม่ไปเพาะในกระบะปลูก จนได้ต้นกล้าและย้ายลงปลูกในถุงพลาสติก พอต้นแข็งแรงถึงจะสามารถนำลงแปลงปลูกได้ แต่อย่างไรก็ตามการขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้ค่อนข้างจะช้ากว่าวิธีอื่นๆ แต่จะได้ผลดีคือ มีอัตราการได้ต้นดาหลาสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้นจากหลายพันธุ์ของต้นพ่อและแม่
สำหรับแปลงปลูกดาหลา โดยทั่วไปจะมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ความกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร ความยาวตามขนาดของพื้นที่

แปลงปลูกดาหลาจะมีสองแบบ คือ การปลูกแบบยกร่องสวน และไม่ยกร่องสวน ซึ่งทั้งสองวิธีจะทำการไถพรวนตากดินไว้ประมาณ 5-7 วัน จากนั้นขุดหลุมปลูกระยะห่างระหว่างต้นและแถวประมาณ 2 เมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี สูตร 20-20-20 ในอัตรส่วน 1 ต่อ 25 จากนั้นนำต้นพันธุ์ที่เตรียมไว้ด้วยวิธีการขยายพันธุ์ที่กล่าวมาทั้ง 4 วิธีข้างต้น ลงปลูก กลบดินและรดน้ำให้ชุ่ม แต่ถ้าหากปลูกในเชิงพาณิชย์ แนะนำว่าควรขุดยกร่องสวนให้มีคูน้ำลึกประมาณ 1 เมตร กว้าง 1 เมตร ขั้นระหว่างแปลงปลูก เพื่อให้มีความชุ่มชื้นภายในแปลงอยู่ตลอดเวลา

หลังจากปลูกดาหลาลงแปลงปลูก เรื่องการปฏิบัติดูแลรักษา สิ่งสำคัญที่ต้องทำคือ การให้ปุ๋ย จะต้องให้ประมาณ 2-3 เดือน ต่อครั้ง โดยจะใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 ในอัตรา 96 กิโลกรัม ต่อไร่ ปุ๋ยคอก 15 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี นอกจากนี้ อาจใช้อินทรียวัตถุที่ผุพัง เช่น ใบไม้ต่างๆ ลำต้นแก่ของดาหลา วัชพืชที่ขึ้นตามท้องร่องมาหมักเป็นปุ๋ย หรืออาจใช้ดินเลนจากท้องร่องพูนใส่ตามโคนต้นในกรณีปลูกแบบยกร่อง

การให้น้ำ ในระยะเริ่มแรกของการปลูก ต้องรดน้ำให้ชุ่ม วันละ 1 ครั้ง แต่เมื่อต้นดาหลาเริ่มตั้งตัวได้อาจเว้นระยะห่างของการให้น้ำจากวันละครั้งออกไปเป็น ประมาณ 2-3 วัน ต่อครั้ง แต่อย่างไรต้องคำนึงถึงสภาพอากาศ ถ้าเป็นช่วงฤดูร้อน ควรเพิ่มการให้น้ำมากขึ้น โดยใช้ระบบการให้น้ำแบบสปริงเกลอร์บนแปลงที่ไม่ยกร่อง

ดาหลา เป็นพืชที่มีการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว เพราะฉะนั้นในช่วงแรกจะต้องกำจัดวัชพืชบ่อยๆ แต่เมื่อดาหลาโตกอแน่นใบบังแสงซึ่งกันและกัน แสงไม่สามารถส่องผ่านมากระทบพื้นดิน ทำให้วัชพืชไม่สามารถเจริญงอกงามได้ ระยะหลังจึงไม่ต้องทำความสะอาดเก็บวัชพืชบ่อยมากนัก ส่วนโรคและแมลงยังพบโรคทีเป็นปัญหาสำคัญกับดาหลา

สำหรับการเก็บเกี่ยวดอกดาหลา จะนิยมตัดในช่วงเช้า จะเลือกดอกที่มีความสมบูรณ์ พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวได้ ซึ่งจะมีอายุประมาณ 2 อาทิตย์ นับตั้งแต่เริ่มแท่งหน่อดอก โดยการตัดกานดอกดาหลาจะต้องตัดให้ชิดโคนแล้วนำไปแช่ในน้ำสะอาด ห่อดอกด้วยถุงพลาสติกเพื่อป้องกันไม่ให้กลีบดอกห้อยและช้ำ ยืดอายุการใช้งานได้นาน 3-7 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมโดยรอบ

ดาหลา ยังเป็นเพียงไม้ดอกที่ไม่ได้รับนิยมปลูกในเชิงพาณิชย์มากเท่าที่ควรในพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากตลาดในปัจจุบันยังเป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกรผู้ปลูก หลายคนยังขาดข้อมูลเรื่องความต้องการของตลาด ส่งผลทำให้ขาดความมั่นใจในการลงทุน การนำไปใช้ประโยชน์ จึงทำได้เพียงตัดดอกจำหน่ายและใช้ประกอบอาหารภายในพื้นที่เท่านั้น

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นประธานในงานวิ่งเลียบคลอง ทะลุอุโมงค์ “BAAC Charity Run 2019@Bangkhen” ในโอกาสวันสถาปนา ธ.ก.ส. ครบรอบปีที่ 53 โดยนำรายได้ไม่หักค่าใช้จ่าย ร่วมสมทบทุนสร้าง “อาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา” โรงพยาบาลศิริราช เป็นจำนวนเงิน 2,130,353 บาท เพื่อร่วมสืบสานพระราชปณิธานแห่งการให้ ร่วมสร้างความสุขและสุขภาพที่ดีสู่สังคมไทย รวมทั้งส่งเสริมการออกกำลังกายแก่พนักงานและประชาชนทั่วไปให้มีสุขภาพที่ดี โดยมีผู้บริหาร พนักงาน และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมกว่า 2,500 คน เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 ณ ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ บางเขน

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) โดย นางสุชาดา อิทธิจารุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจสยามแม็คโคร (ที่ 4 จากขวา) ร่วมกับ กระทรวงพาณิชย์ นำโดย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (ที่ 5 จากขวา) และ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (ที่ 2 จากซ้าย) แถลงข่าวความร่วมมือโครงการ “พัฒนาร้านค้าปลีกยุคใหม่สู่ Smart โชห่วย” ซึ่งเป็นโครงการที่ริเริ่มโดยกระทรวงพาณิชย์ เพื่อยกระดับศักยภาพร้านค้าโชห่วยไทยทั่วประเทศก้าวสู่การเป็น Smart โชห่วย พร้อมผลักดันแนวคิด “ครัวชุมชน” เพิ่มรายได้ให้แก่เจ้าของร้านโชห่วย เพื่อพัฒนาและส่งเสริมการสร้างผู้ประกอบการร้านค้าโชห่วยไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างครบวงจร ณ กระทรวงพาณิชย์

ปิดท้ายทริป ส่งยิ้มกันถ้วนหน้า หลังสิ้นสุดการเสวนาเชิงปฏิบัติการ กับ เทคโนโลยีชาวบ้าน ที่จัดขึ้นโดยนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ในเครือบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)

ล้อหมุนตั้งแต่ 07.30 น.จากบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) หลังคณะเดินทางพร้อมเพรียง มุ่งหน้าสวนมะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์ ของคนรุ่นใหม่ อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสงคราม ที่รู้จักกันในนามของ “เดี่ยว บ้านแพ้ว” เด็กหนุ่มที่ลงมือเองทุกขั้นตอน ส่งขายแบบไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง พร้อมเผยเทคนิคการทำสวนมะพร้าวและการแปรรูปแบบไม่กั๊ก

ใช้เวลาครึ่งวันภายในสวนของเดี่ยว บ้านแพ้ว ทั้งชม ชิม และ ช้อป ครบทุกกระบวนการ ก่อนมุ่งหน้าไปยังสวนมะพร้าวน้ำหอม ของคุณบวร ศาลาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญการปลูกมะพร้าวก้นจีบคุณภาพดี ที่อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี