ศูนย์อาชีวะช่วยภัยน้ำท่วมเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

กล่าวว่า จากเหตุการณ์ฝนตกน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จึงกำชับขอให้ศูนย์อาชีวะบริการ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ (Fix It Center) ได้ให้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยมอบหมายให้ประธานอาชีวศึกษา 5 ภาค ประสานกับสถานศึกษาในแต่ละพื้นที่ให้ความช่วยเหลือให้บริการประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และเฝ้าระวังสำรวจความเสียหายในพื้นที่ โดยกำหนดพื้นที่ให้ความช่วยเหลือประชาชน รวมทั้งให้คำปรึกษาแนะนำ และรายงานให้ สอศ.ทราบทุกระยะ

ศูนย์อาชีวะบริการ โดยวิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกมหานคร และวิทยาลัยสารพัดช่างสี่พระยา วิทยาลัยเทคโนโลยีมีนบุรีโปลีเทคนิค และวิทยาลัยเทคโนโลยีบางกะปิ ได้ให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ไปในช่วงแรกเมื่อ วันที่ 20-23 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยเปิดจุดให้บริการซ่อมพาหนะรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้ครัวเรือน และสิ่งของประเภทอื่นๆ พื้นที่บริเวณห้าแยกลาดพร้าว และ สน.ห้วยขวาง โดยมียอดการเข้ารับบริการ แบ่งเป็นประชาชน จำนวน 558 คน การซ่อมแซมพาหนะ จำนวน 503 คัน เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องใช้ในครัวเรือน จำนวน 170 ชิ้น จำนวน รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 673 ชิ้นงาน คิดเป็นค่าใช้จ่ายมูลค่าทางการตลาดกว่า 571,890 บาท ซึ่งช่วยประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 447,710 บาท

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่บริเวณศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา ชาวบ้าน 3 หมู่บ้าน จากตำบลหนองบัวน้อย อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เข้ายื่นหนังสือศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครราชสีมา ขอให้ นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คัดค้านการก่อสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล กำลังผลิต 6 เมกะวัตต์ ของ บริษัท นครราชสีมา เพาเวอร์กรีน จำกัด ในพื้นที่บ้านหนองมน หมู่ที่ 11 ตำบลหนองบัวน้อย เนื่องจากเกรงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และปัญหาจราจรจากรถขนส่งวัตถุดิบ จากนั้นเข้ายื่นหนังสือคัดค้านต่อ นายประชา มีธรรม อุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา นายกรัยจักร แก้วสุข แกนนำชาวบ้าน กล่าวว่า ที่ตั้งของโรงงานอยู่ใกล้แหล่งชุมชนมาก จะทำให้ชุมชนที่อยู่อาศัยด้วยความสงบสุขได้รับผลกระทบต่อชีวิต สุขภาพ อนามัยในระยะยาว จึงต้องการให้ย้ายไปก่อสร้างในสถานที่เหมาะสมว่านี้

“ขอความเป็นธรรมกับผู้มีอำนาจรับผิดชอบ เช่น อุตสาหกรรมจังหวัด, พลังงานจังหวัด, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หากไม่ได้รับการตอบสนอง ชาวบ้านจะเพิ่มความเข้มข้นเคลื่อนไหวมากขึ้น”

นายสมชัย ประจักษ์สูตร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนห้วยตะแคง ตำบลหนองบัวน้อย กล่าวว่า โรงงานสร้างในพื้นที่บ้านหนองมน หมู่ 11 ตำบลหนองบัวน้อย มีกำลังผลิต 6 เมกะวัตต์ จะมีควันไฟ ขี้เถ้า จากการเผาไหม้ลอยสู่อากาศกว่า 416 ตัน ต่อปี มีขี้เถ้าเบาอีกกว่า 970 ตัน ต่อปี กลายเป็นฝุ่นละอองตกลงแหล่งน้ำ ชุมชน ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมเป็นบริเวณกว้าง เนื่องจากที่ตั้งโรงงานมีชุมชนโดยรอบถึง 10 หมู่บ้าน วัด 8 แห่ง สำนักสงฆ์บ้านหนองบัวน้อย โรงเรียน 4 แห่ง ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งชาวบ้าน พระสงฆ์ และนักเรียนกว่า 1,500 คน

“ชาวบ้านเคยยื่นหนังสือคัดค้านที่ศาลากลางจังหวัดมาแล้ว แต่ไม่เป็นผล กระทั่งวันที่ 16 ตุลาคม 2560 บริษัท นครราชสีมา เพาเวอร์กรีน จำกัด ติดประกาศแจ้งว่าสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา ให้ความเห็นชอบในการขอสร้างโรงงานแล้ว พร้อมจะยื่นหนังสือขออนุญาตก่อสร้างต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ชาวบ้านจึงร่วมลงชื่อคัดค้านขอให้ผู้ว่าฯมีคำสั่งระงับการออกใบอนุญาต ถ้าไม่เป็นผลชาวบ้านจะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อน”

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พัฒนาอุปกรณ์เสริมการสอบเทียบเครื่องวัดระดับเสียง มีประสิทธิภาพช่วยลดขั้นตอน เพิ่มความรวดเร็วและให้ผลการสอบเทียบถูกต้องละเอียดแม่นยำ ราคาถูกกว่า 80% เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ในท้องตลาด ผลการสอบเทียบอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานการยอมรับ

ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า วว. โดย ห้องปฏิบัติการมาตรฐานทางไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ศูนย์ทดสอบและมาตรวิทยา ประสบผลสำเร็จในการพัฒนาอุปกรณ์เสริมการสอบเทียบเครื่องมือวัดระดับเสียง อันได้แก่ ไมโครโฟนจำลอง (Dummy microphone) และอุปกรณ์ปิดท้าย (Terminator with 600Ω) ซึ่งมีประสิทธิภาพช่วยลดขั้นตอน เพิ่มความรวดเร็ว ให้ผลการทดสอบถูกต้องละเอียดแม่นยำ และมีราคาถูกกว่า 80% เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ที่ วว. พัฒนาสำเร็จดังกล่าว มีรูปแบบสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งาน ช่วยรองรับการทำงานในห้องปฏิบัติการได้ดียิ่งขึ้น และให้ผลการสอบเทียบอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานการยอมรับ (Normalized Error : EN)

ดร.ประเวช กล้วยป่า นักวิจัยอาวุโส ศูนย์ทดสอบและมาตรวิทยา วว. กล่าวเพิ่มเติมว่า การสอบเทียบเครื่องวัดระดับเสียงในส่วนการวัดทางไฟฟ้า เป็นการทดสอบการทำงานของวงจรไฟฟ้าภายในเครื่องวัดระดับเสียง โดยในขั้นตอนการทำงานจะมีการถอดไมโครโฟนออกแล้วแทนที่ด้วยอุปกรณ์เสริมที่เรียกว่า Dummy microphone ทำหน้าที่แทนไมโครโฟน ซึ่งอุปกรณ์เสริมนี้มีค่าประจุไฟฟ้าเท่ากับหรือใกล้เคียงกับค่าประจุไฟฟ้าของไมโครโฟนที่ใช้งานกับเครื่องวัดระดับเสียง และสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ อุปกรณ์ปิดปลายที่มีความต้านทาน 600 โอห์ม (Terminator with 600 Ω) เพื่อให้เกิดการสมดุลของความต้านทานในวงจร

“…อุปกรณ์เสริมที่ วว. พัฒนาขึ้นนี้ สามารถตอบโจทย์ให้กับผู้ทำงานในห้องแล็ปได้อย่างดียิ่ง จากการนำมาใช้ในการปฏิบัติงานพบว่า ช่วยลดขั้นตอนการทำงาน และเพิ่มความรวดเร็วการสอบเทียบเครื่องวัดระดับเสียง อีกทั้งยังให้ผลที่ถูกต้องละเอียดแม่นยำ นอกจากนี้ยังมีราคาถูกกว่าอุปกรณ์ที่วางขายในท้องตลาด ทำให้ต้นทุนในการสอบเทียบลดลง แต่มีประสิทธิภาพในการสอบเทียบเพิ่มขึ้น…”ดร.ประเวช กล่าว

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และขอรับบริการด้านการวิเคราะห์ทดสอบและสอบเทียบด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ได้ที่ ศูนย์ทดสอบและมาตรวิทยา สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) นิคมอุตสาหกรรมบางปู ซอย 1ซี ถนนสุขุมวิท อำเภอเมือง จังหวัด

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เปิดเผยผลการดำเนินงานประจำปี 2560 รอบ 9 เดือน ว่า มีกำไรสุทธิ 1,016 ล้านบาท โดย ณ สิ้นเดือนกันยายน 2560 มีเงินสินเชื่อคงค้างจำนวน 84,937 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนจำนวน 10,469 ล้านบาท โดยเป็นสินเชื่อใหม่ที่เบิกจ่ายเพิ่มขึ้นในระหว่างปีจำนวน 18,576 ล้านบาท และมีการชำระคืนของสินเชื่อเดิมบางส่วน ทำให้เกิดปริมาณธุรกิจ 115,718 ล้านบาท รวมทั้งเอ็กซิมแบงก์ได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอีให้แข่งขันได้มากขึ้นทั้งทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โดยมีปริมาณธุรกิจของเอสเอ็มอีเท่ากับ 74,034 ล้านบาท และมีเงินให้สินเชื่อคงค้างแก่เอสเอ็มอี 35,890 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5,023 ล้านบาท หรือ 16.27%

นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพของธนาคาร (เอ็นพีแอล) ณ สิ้นเดือนกันยายน 2560 อยู่ที่ 3.96% คิดเป็น 3,367 ล้านบาท ลดลง 407 ล้านบาทจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีเงินสำรองหนี้สงสัยจะสูญจำนวน 7,683 ล้านบาท มีปริมาณธุรกิจด้านการรับประกันการส่งออกและประกันเสี่ยงลงทุนเท่ากับ 50,899 ล้านบาท และมีวงเงินให้การสนับสนุนสินเชื่อโครงการระหว่างประเทศรวมทั้งสิ้น 67,079 ล้านบาท

เมื่อเวลา 11.00 น. วันนี้ 31 ตุลาคม 60 ที่ศาลากลางจังหวัดมหาสารคาม ชาวบ้านที่ยึดอาชีพรับซื้อโทรศัพท์เก่า ในพื้นที่ ต.หนองซอน อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม เดินทางมาร้องเรียนต่อสื่อมวลชน และยื่นหนังสือต่อเจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดมหาสารคาม กรณีมีการส่งต่อความในเฟสบุ๊คว่ากลุ่มรับซื้อโทรศัพท์เก่า เป็นแก็งค์ลักเด็ก สร้างความลำบากในการใช้ชีวิต และการประกอบอาชีพ จึงได้เดินทางมาขอความช่วยเหลือ

นางเย็นศิริ นามโส ตัวแทนกลุ่มพ่อค้าแม่ค้ารถเร่ ที่รับซื้อโทรศัพท์เก่า กล่าวว่า หากยังจำกันได้ก่อนหน้านี้เมื่อปี 59 กลุ่มรถเร่ของพวกตนที่นำกาละมังไปเร่ รับแลกโทรศัพท์เก่า ถูกกระแสโซเชี่ยลมีเดียโจมตีว่า พวกตนเป็นผู้ก่อการร้าย จะนำโทรศัพท์ที่รับแลกไปประกอบระเบิด ซึ่งตอนนั้นก็ได้เป็นข่าวไปแล้วว่าไม่เป็นความจริง สังคมเกิดความเข้าใจ พวกตนก็สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ

แต่เมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา กลับมีการสร้างกระแสในโลกออนไลน์อีกว่า พวกตน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนพื้นที่ตำบลหนองซอน อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม เป็นแก๊งค์ลักเด็ก โดยมีการโพสต์ข้อความในเฟสบุ๊ค ยกตัวอย่างเช่น “ฝากระวังลูกหลานกันด้วยนะคะ รถกระบะที่มาขอแลกโทรศัพท์กับกาละมังเป็นแก็งค์ขโมยเด็ก ให้ระวังลูกหลาน” ทำให้พวกตนได้รับความเดือดร้อน ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ บางรายที่ขับรถเข้าไปภายในหมู่บ้าน เพื่อประกาศรับแลกโทรศัพท์ ก็ปรากฏว่า ถูกชาวบ้านรวมถึงผู้นำชุมชน ไล่ออกจากหมู่บ้าน หรือมีการประกาศจากผู้นำชุมชนผ่านเสียงตามสายว่า ไม่ให้เข้ามาในพื้นที่ ไม่ให้ชาวบ้านนำโทรศัพท์มาแลก เพราะถ้าชาวบ้านไม่นำโทรศัพท์มาแลก พวกตนก็จะไม่เข้ามาในพื้นที่อีก หรือพอรถเร่เข้ามาในหมู่บ้าน ชาวบ้านก็จะเรียกลูกหลานเข้าบ้าน ไม่ให้มาใกล้พวกตน เพราะเข้าใจว่าพวกตนเป็นแก็งค์ลักเด็ก ซึ่งข้อกล่าวหานี้ ถือว่ารุนแรงมาก ทำให้พวกตนไม่สามารถทำมาหากินได้ตามปกติ จึงได้มายื่นหนังสือที่ศูนย์ดำรงธรรม และร้องเรียนต่อสื่อมวลชน เพื่อขอความเป็นธรรม และให้ทำความเข้าใจกับคนที่โพสต์ข้อความว่า พวกตนเป็นคนทำมาหากิน ไม่ใช่แก็งค์ลักเด็ก

นอกจากนี้ยังมีบางข้อความระบุว่า หากเจอพวกตนที่ไหน ให้ยิ้งทิ้งทันที ซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับพวกตนเป็นอย่างมาก เพราะเกรงว่าเวลาเดินทางไปรับแลกโทรศํพท์เก่า จะไม่ได้รับความปลอดภัย ซึ่งตั้งแต่มีการกระจายข้อความอันเป็นเท็จบนโลกออนไลน์ ทำให้แต่ละวันจากที่เคยรับแลกโทรศัพท์ได้วันละ 70-80 เครื่อง กลับเหลือเพียงวันละไม่เกิน 10 เครื่อง

นายอนุชา แก้วเฮียง พ่อค้ารถเร่ กล่าวว่า ตนเองประสบเหตุ ในพื้นที่ตำบลหนองจิก จังหวัดปัตตานี โดยได้ขับรถเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง จากนั้น ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ได้มาตรวจสอบ โดยได้ขอให้ตนแสดงบัตรประชาชน ตนก็แสดงบัตรให้ดู โดยผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านคนนั้นก็ได้ถ่ายรูปรถและเลขทะเบียนรถของตนไว้ด้วย ถัดมาอีก 2 วัน จึงพบว่า มีการไปโพสต์ข้อความบนเฟสบุ๊ค โพสต์รูปบัตรประชาชนของตนและทะเบียนรถ ว่าให้ระวังรถของตน โดยบอกว่าตนเป็นแก็งค์ลักเด็ก ซึ่งตนเองเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย จึงได้ขับรถจากปัตตานี กลับมาที่บ้านเกิดที่จังหวัดมหาสารคาม ระยะไปกลับกว่า 2,000 กิโลเมตร

นายอนันต์ โชติชัย พ่อค้าเร่อีกราย กล่าวว่า ตนเองได้ขับรถเร่รับแลกโทรศัพท์อยู่ที่อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เมื่อขับรถเข้าไปในหมู่บ้าน ถูกชาวบ้านรวมกลุ่มกันขับไล่ บอกให้ออกไปจากหมู่บ้าน รุมด่าว่าเสีย ๆ หาย ๆ ว่าเป็นไอ้พวกลักเด็ก ซึ่งตอนนั้นตนเองตกใจมาก เพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน จึงได้ขับรถกลับมาตั้งหลักที่บ้านที่อำเภอเชียงยืน รวมระยะทางไปกลับกว่า 2,400 กิโลเมตร ซึ่งพวกตนอยากให้คนที่โพสต์ หรือแชร์ข้อมูลผิด ๆ ไป อยากให้แก้ข่าวให้ว่าพวกตนไม่ใช่แก็งค์ลักเด็ก ไม่คิดที่จะแจ้งความดำเนินคดีใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะพวกตนคือคนทำมาหากิน หากเข้าไปหารับแลกโทรศัพท์ตามหมู่บ้านไม่ได้ ก็เหมือนว่าไม่มีหาทางให้ทำกิน อยากให้ชาวบ้านเข้าใจหัวอกคนหาเช้ากินค่ำ แต่ละครั้งที่ลงทุนซื้อของ ทั้งกาละมัง พลาสติกชนิดต่าง ๆ รวมถึงของกินของใช้ภายในครัวเรือนก็ลงทุนไม่ต่ำกว่า 15,000-20,000 บาท

นอกเหนือจากเรื่องน้ำท่วมที่หลายจังหวัดเผชิญอยู่ตอนนี้ อีกปัญหาที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขคือกรณีราคายางพารา

ซึ่งชาวสวนยางระบุว่าตกต่ำมากเป็นประวัติการณ์ สาเหตุและต้นตอเกิดจากอะไร มีเสียงสะท้อนทั้งจากชาวสวนยางและอดีตส.ส.ใต้ พื้นที่ปลูกยางมากที่สุดของไทย นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ เลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย(สคยท.)

พวกเราเกษตรกรชาวสวนยางเปิดโอกาสและฝากความหวังไว้กับผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ซึ่งมาจากผู้แทนชาวสวนยาง จำนวน 5 คน หรือ 1 ใน 3 จากบอร์ดจำนวน 15 คน ถือว่าไม่น้อยเลยสำหรับอำนาจการตัดสินใจ

เพราะร่างเดิมของ พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย กำหนดให้มีผู้แทนเกษตรกรชาวสวนยางแค่เพียง 1 คน ส่วนตัวในฐานะอดีตกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย ได้ร่วมต่อสู้จนสามารถเพิ่มจำนวนตัวแทนชาวสวนยางในบอร์ดเป็น 5 คน แต่เกือบ 2 ปี ที่พวกเขาบริหารงาน พวกเราชาวสวนยางผิดหวังอย่างมากและเชื่อว่าเกษตรกรชาวสวนยางทั้งประเทศ 1.7 ล้านคนไม่เคยรู้จักพวกเขาเหล่านี้ เพราะไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งโดยตรงจากชาวสวนยาง

เป็นการเข้ามาจากกลไกการผูกขาดอำนาจของ สกย.เก่า ที่สร้างเครือข่ายชาวสวนยางทั่วทั้งประเทศให้เป็นเพียงทาสในเรือนเบี้ย แบ่งแยกแล้วปกครอง กีดกันคนดีที่มีความสามารถ และทำให้กระบวนการมีส่วนร่วมของเกษตรกรชาวสวนยางเป็นเพียงพิธีกรรม

เป็นการประชุมอย่างสิ้นเปลืองงบประมาณ แต่ชาวสวนยางไม่มีสิทธิคิดต่างและไม่ได้ประโยชน์อะไร ซึ่งผิดเจตนารมณ์ พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 ที่ผ่านมาทั้ง 5 คน ได้ทำประโยชน์อะไรให้ชาวสวนยางบ้าง ช่วยตอบด้วย โดยมีหลายข้อบังคับ ประกาศ และระเบียบของ กยท. พวกเขาผ่านมติอัปยศเหล่านี้มาได้อย่างไร บางระเบียบได้ลิดรอนสิทธิของเกษตรกรชาวสวนยาง

เช่น สิทธิในการจดทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ตามมาตรา 4 ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนของ พี่น้องชาวสวนยางชายขอบ แม้เป็นประกาศก่อนที่จะเข้ามา แต่พวกเขาเคยสัญญากับตัวแทนชาวสวนยางทั้งประเทศเมื่อวันที่ 4 พ.ย.2558 ว่าจะแก้ไข ใช่หรือไม่ แล้วทำไมไม่ทำ

วันนี้เกิดวิกฤตราคายางตกต่ำอีกครั้ง พี่น้องชาวสวนยางเดือดร้อนอย่างหนัก ร้องไห้ระงมทั่วทั้งประเทศ อันเป็นผลมาจากการบริหารงานที่ ล้มเหลวของพวกเขาเหล่านี้ แล้วจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร โดยเฉพาะผู้ว่าการยางฯยิ่งแล้วใหญ่ เหมือนเราส่งหมูเข้าสู่สนามการค้าที่ขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้น

อย่าให้ถึงขนาดต้องขับไล่ไสส่งเลย แต่ถ้าไม่ทำเพื่อเกษตรกร ชาวสวนยางผู้เป็นเจ้าของ กยท.ตัวจริง ย่อมแสดงออกและกระทำการทวงคืนอำนาจการบริหารจาก กยท.ได้ใช่หรือไม่

2.ถาวร เสนเนียม

อดีตส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์

การผลิตยางพาราในโลกนี้กับปริมาณการใช้ไม่ได้ต่างกันมากมาย แต่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ สิ่งสำคัญคือรัฐบาลต้องใช้องค์กรบริษัทร่วมทุนให้เกิดประโยชน์ คือจัดให้ประเทศร่วมทุนได้ประชุมพัฒนาแก้ไขราคายาง คือไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์เคยใช้องค์กรนี้ได้ผลมาแล้ว โดยการบริหารการผลิตร่วมกัน บริหารจัดให้มีสต๊อกร่วมกัน บริหารด้านการตลาดร่วมกัน แต่ปรากฏว่ารัฐบาลนี้ประชุมกันตั้งแต่เดือน ก.ย.ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้แนวทางมาใช้เพื่อพยุงราคายาง หรือรักษาเสถียรภาพราคายางเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกร

การใช้คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จัดตั้งบริษัทร่วมทุน ร่วมกับบริษัทผู้ส่งออกยางพารา 5 บริษัทยักษ์ใหญ่เพื่อดูดซับปริมาณยางและบริหารจัดการการส่งออก แต่กลับไม่มีการบริหารจัดการเรื่องส่งออกร่วมกันเลยแต่เป็นการเก็บยางไว้ในสต๊อก

บางแห่งเก็บไม่ถูกต้องเป็นเหตุให้ยางขาดคุณภาพ เพราะเก็บในพื้นที่ที่อุณหภูมิไม่เหมาะ มีการวางทับซ้อนกัน เมื่อผู้ซื้อรู้ว่ามียางอยู่ในสต๊อกมาก ก็ไปกดราคายางที่เกษตรกรนำมาขาย เป็นการฉวยโอกาสของพ่อค้ายักษ์ใหญ่เนื่องจากมียางอยู่ในสต๊อกมาก

เป็นความล้มเหลวที่ไม่สามารถใช้บริษัทร่วมค้าให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกร ทั้งที่รัฐบาลนี้จัดตั้งขึ้นและ เป็นการบริหารจัดการไม่เป็น ร่วมถึงการบริหารของกยท. ที่สามารถออกข้อกำหนดหรือกดดันได้แต่ไม่ได้ทำ ทำให้เห็นว่ารัฐบาลนี้ชั้นเชิงอ่อนมาก

ที่ผ่านมานายกฯ นำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมครม.โดยกำหนดให้ส่วนราชการนำยางพาราที่ผลิตได้ภายในประเทศมาใช้ แต่ปรากฏว่าส่วนราชการไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติตามติครม. ยังคงเขียนโครงการวางแผนแต่ไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติ

เป็นเหตุให้ส่วนราชการเหล่านี้ซึ่งมีข้อผูกพันกับพ่อค้าอยู่ เช่น ส่วนราชการที่ก่อสร้างถนน อย่างน้อย 3 กระทรวงคือ มหาดไทย คมนาคม และกระทรวงเกษตรฯ ไม่ปฏิบัติตามมติครม.

แต่ถ้านำยางมาใช้ตามมติครม. การซื้อขายในประเทศ จะเพิ่มขึ้นถึง 20 เปอร์เช็นต์ เงินตราไม่รั่วไหลไปต่างประเทศ เงินถึงจะถึงมือเกษตรกร ราคายางก็ขยับสูงขึ้นได้

สิ่งเหล่านี้นายกฯสามารถบริหารจัดการแก้ไขได้ แต่ไม่ได้ใช้ศักยภาพของนายกฯให้การ ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา ทั้งนี้เห็นว่าปัญหาราคายางตกต่ำ คนที่จะต้องรับผิดชอบ คือ นายกฯ รมว.เกษตรฯ รมว.พาณิชย์ และส่วนราชการที่ต้องใช้ยางพาราทุกกระทรวง

ที่ผ่านมาเคยเรียกร้องให้ปรับ รมว.เกษตรฯ ออกจากตำแหน่ง แต่นายกฯก็ไม่ได้ดำเนินการ การที่เสนอให้ปรับรมว.เกษตรฯออก เพราะเป็นผู้รับผิดชอบเกษตรกรโดยตรง เมื่อไม่ดูแลก็ต้องปรับออก

และรมว.เกษตรฯ ก็เป็นผู้รับผิดชอบในการแต่งตั้ง กยท. เมื่อทำงานไม่ได้ก็ต้องปรับเปลี่ยนเอาคนที่มีฝีมือมาทำงาน ส่วนนายกฯ ก็ควรต้องใช้จิตสำนึกว่าจะดำเนินการแก้ปัญหาอย่างไร ถ้าข้อเสนอที่ว่ามาดีก็ควรนำไปใช้

เวลานี้ราคายางที่มีต้นทุน 60 บาท อย่างน้อยควรได้สัก 70 บาท/กิโลกรัม ส่วนจะเป็นไปได้หรือไม่ก็อยู่ที่รัฐบาล ถ้าตั้งใจทำก็ยิ่งกว่าเป็นไปได้ เพราะผู้มีอำนาจเป็นรัฐบาลที่อ้างว่ามาทำเพื่อประชาชน คนก็ตั้งความหวังให้เกิดผลทางปฏิบัติ

ดังนั้น ก็ขอให้ฟังนักการเมืองในพื้นที่บ้าง เพราะอยู่ใกล้ชิดเกษตรกรชาวสวนยางมาตลอดชีวิต

3.อุทัย สอนหลักทรัพย์

ประธานสภาสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย

ขณะนี้ราคายางพาราตกต่ำลงมาก balhakm.net โดยราคาเมื่อวันที่ 30 ต.ค. ยางพารา 3 ตลาดในภาคใต้คือ จังหวัดสงขลา สุราษฎร์ธานี ชุมพร อยู่ที่ราคา 43.80 บาท/กิโลกรัม ซึ่งถือว่าตกต่ำมากเป็นประวัติการณ์

สาเหตุเกิดจากความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพราคายางพาราของไทยไม่เหลือ โดยเฉพาะเสถียรภาพการบริหารจัดการยางของคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ที่ร่วมกับบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ส่งออกยางพารา 5 บริษัท หรือ 5 เสือส่งออกยาง

โดยลงขันกันซื้อยางแล้วไม่บริหารจัดการ ทำให้ยางค้างสต๊อกมากกว่า 9 พันตันจนไม่มีที่เก็บ ต้องปิดสำนักงานตลาดกลางยางพารา 3 แห่งของกยท.ชั่วคราว ได้แก่ ตลาดกลาง จ.สงขลา ตลาดกลาง จ.สุราษฎร์ธานี และตลาดกลาง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นทำให้ราคายางพาราตกต่ำในช่วงนี้

ดังนั้น ราคายางพาราที่ตกก็เพราะความเชื่อมั่น ต่อเสถียรภาพในประเทศไม่มี เพราะการบริหารงาน การจัดการของ กยท.ไม่มีความน่าเชื่อถือเลย

โดยเฉพาะการที่ กยท.ไปร่วมกับ 5 เสือส่งออก ตั้งบริษัทร่วมทุนซื้อยาง เป็นเหตุให้ราคายางดิ่ง เพราะซื้อยางเสร็จก็นำมากองทำให้ขายไม่ได้ กระทบต่อ ความเชื่อมั่นของต่างประเทศ เมื่อจีนรู้ปัญหาของไทย ก็กดราคาทำให้ราคาตกต่ำลง

กยท.บริหารสต๊อกยางพาราไม่ดี และถือเป็นความ รับผิดชอบของรัฐบาล เครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย(สคยท.) จะหารือกับชาวสวนทั่วประเทศ เพื่อสรุปข้อเรียกร้องไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้พิจารณาการทำงานของผู้บริหาร กยท.และต้องรับผิดชอบต่อราคายางพาราที่ตกต่ำ

ผู้บริหารกยท.ทำงานไม่ดี เคยออกมาประกาศว่าราคายางพาราจะสูงขึ้นอยู่ที่ 70 บาท/กิโลกรัม เรื่องนี้ ผู้บริหาร กยท.ต้องรับผิดชอบต่อ คำพูดเพราะเหลือแค่ 2 เดือนจะ สิ้นปีราคายางพารายังไม่ถึงไหน

นอกจากนี้ ยังเตรียมร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับกระทรวงมหาดไทยสั่งให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ระยอง ปิดตลาดกลางยางพาราภาคตะวันออก ที่ลงทุนโดยเงินของรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ซึ่งขณะนี้ตลาดกลางยางพาราของ อบจ.ระยอง ก็ดำเนินกิจการได้ดี ส่งผลให้ราคายางที่เกษตรกรขายได้มีราคาสูงกว่าตลาดอย่างน้อย 3-4 บาทในแต่ละช่วง ซึ่งกระทรวงมหาดไทยสั่งให้ปิดกิจการโดยระบุว่าตลาดกลางยางพาราของระยอง ไม่มีกฏหมายรองรับ

ตั้งแต่เปิดดำเนินการมากว่า 9 ปี ตลาดกลางจดทะเบียนเป็นบริษัท ใช้งบประมาณ อบจ.ระยอง สำนักงานงานตรวจเงินแผ่นดินมาตรวจแล้วอ้างว่า อบจ.ไม่มีสิทธิตั้งบริษัท ให้เลิกดำเนินการ

ทั้งที่ตั้งแต่เปิดดำเนินการมาทำให้เกษตรกรภาคตะวันออก เหนือ อีสาน มีรายได้เพิ่มขึ้น 400 ล้านบาท มีเงินหมุนเวียน 10,000 ล้านบาท โดยที่ตลาดกลาง มีรายได้ร้อยละ 10 สตางค์เท่านั้น เราทำงานเพื่อ เกษตรกรจริงๆ

ดังนั้น พวกเราเกษตรกรจะเตรียมฟ้องศาลปกครองในเรื่องนี้