สธ.ย้ำไทยไม่พบผู้ป่วย ‘ไข้หวัดนก’ หลังประเทศเพื่อนบ้านทำลาย

สัตว์ปีกแล้วเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีข่าวประเทศเพื่อนบ้านทำลายสัตว์ปีกจำนวนมาก ว่า ประเทศไทย ไม่พบผู้ป่วยไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 และ H5N6 มานานกว่า 10 ปี และยังคงมาตรการเฝ้าระวังผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาดนกอพยพ และการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกทั้งบริเวณแนวชายแดนจากประเทศเพื่อนบ้านและภายในประเทศ เช่น ไก่ชน เป็ดไล่ทุ่ง และติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ของโรคอย่างต่อเนื่อง ได้กำชับให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดดำเนินการตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดนกของประเทศไทยอย่างเคร่งครัด รวมทั้งให้ความรู้ประชาชนในการป้องกันโรค ยึดหลักกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่

นพ.โอภาส กล่าวต่อว่า ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด ไม่รับประทาน นก เป็ด ไก่ ที่ตายผิดปกติ ระมัดระวังการสัมผัสสัตว์ปีกและนกธรรมชาติ หมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ หากมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย มีน้ำมูก ไอ และเจ็บคอ ภายในช่วง 14 วันหลังกลับจากพื้นที่ระบาด หรือสัมผัสกับสัตว์ปีกป่วยตาย ให้รีบไปพบแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางและประวัติการสัมผัสโรค หากพบสัตว์ปีกป่วย/ตายที่ผิดสังเกต ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทันที ประชาชนมีข้อสงสัยสอบถามสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวว่า ในช่วงนี้ประเทศไทยอยู่ในฤดูฝน ทำให้มีฝนตกอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ เกิดน้ำท่วมขังและในบางพื้นที่มีน้ำขังตามภาชนะต่างๆ อาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของลูกน้ำยุงลายได้ สถานการณ์โรคไข้เลือดออกในปีนี้ ตั้งแต่ 1 มกราคม-7 สิงหาคม 2561 มีผู้ป่วยแล้ว 41,094 ราย เสียชีวิต 48 ราย โดยผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ผ่านมา 3,301 ราย และกลุ่มอายุที่พบมากที่สุด คือ กลุ่มวัยเรียนถึงวัยทำงาน (อายุ 10-34 ปี) รวมกว่าร้อยละ 60 ของผู้ป่วยทั้งหมด

“ในช่วงหน้าฝนปีนี้ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน จะพบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกมากกว่า 10,000 รายต่อเดือน เห็นได้จากจำนวนผู้ป่วยในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม คือ จำนวน 13,233 และ 10,812 ราย ตามลำดับ เฉพาะเดือนพฤษภาคมก่อนเข้าฤดูฝน กับเดือนมิถุนายนที่เป็นฤดูฝนแล้ว พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว คือ 7,020 รายเพิ่มเป็น 13,233 ราย ของเดือนพฤษภาคม และเดือนมิถุนายน โดยในช่วงนี้ทุกภาคของประเทศไทยยังคงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไข้เลือดออกได้” นพ.สุวรรณชัยกล่าว

อธิบดี คร.กล่าวว่า ขอแนะนำให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น ป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงกัด โดยยึดหลัก “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” คือ 1.เก็บบ้านให้สะอาด ไม่ให้มีมุมอับทึบเป็นที่เกาะพักของยุง 2.เก็บขยะ เศษภาชนะไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และ 3.เก็บน้ำ ภาชนะใส่น้ำต้องปิดฝาให้มิดชิดป้องกันไม่ให้ยุงลายวางไข่ ทั้งนี้ จะสามารถป้องกันได้ 3 โรคในคราวเดียวกัน คือ 1.โรคไข้เลือดออก 2.โรคติดเชื้อไวรัสซิกา 3.ไข้ปวดข้อยุงลาย สิ่งสำคัญประชาชนควรสังเกตอาการของตนเองและคนในครอบครัว หากมีอาการไข้สูงเฉียบพลันและไข้นานเกินกว่า 2 วัน อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย หน้าตาแดง อาจมีผื่นขึ้นใต้ผิวหนังตามแขนขา ข้อพับ ต้องรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยเร็ว เพื่อรับการวินิจฉัย เพราะหากเข้ามารับการวินิจฉัยช้า อาจเป็นเหตุสำคัญทำให้มีโรคแทรกซ้อนรักษายากขึ้นและเป็นปัจจัยที่ทำให้เสียชีวิตได้ ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422

นางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า พฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนช่วงเทศกาลวันแม่ ปี 2561 คาดมีปริมาณเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ 13,746.8 ล้านบาท สูงสุดในประวัติการณ์ ขยายตัวจากปีก่อน 5.3% และขยายตัวสูงที่สุดในรอบ 6 ปี เนื่องจากประชาชนมีความพร้อมในการใช้จ่ายมากขึ้น จากความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจน ส่วนใหญ่จะพาแม่ไปทำบุญ, ทานข้าว, เที่ยวต่างจังหวัดและซื้อของขวัญให้แม่ เป็นต้น

สำหรับของขวัญยอดฮิตที่จะให้แม่อันดับ 1 เป็นการให้เงินสดและทองคำ เฉลี่ย 7,788 บาทต่อคน มากกว่าปีก่อนที่เฉลี่ย 4,470 บาท รองลงมาเป็น ซื้อพวงมาลัยและดอกไม้ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 325 บาท, เครื่องดื่มบำรุงร่างกาย ค่าใช้จ่าย 1,612 บาท, เครื่องนุ่งห่มและรองเท้า ค่าใช้จ่าย 2,180 บาท, กระเช้าดอกไม้ 872 บาท, เครื่องใช้ไฟฟ้า 4,379 บาท, ซื้อโปรแกรมตรวจสุขภาพ 4,275 บาท, เวชภัณฑ์ 797 บาท และ ประกันชีวิตและสุขภาพ 4,109 บาท เป็นต้น

ส่วนการไปเที่ยวต่างจังหวัดคาดว่าจะไป 2-3 วัน โดยนิยมท่องเที่ยวในภูมิภาคของตนเอง จังหวัดยอดนิยมได้แก่ กรุงเทพฯ ขอนแก่น ชลบุรี เชียงใหม่ และภูเก็ต ขณะที่ผู้ที่ไปเที่ยวต่างประเทศมีปริมาณเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยใช้เวลา 5-7 วัน เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย และเยอรมัน

“สิ่งที่คุณแม่ต้องการจากลูกมากที่สุด คืออยากให้ลูกเป็นคนดี รองลงมาคืออยากให้ลูกรักมากๆ และอยากให้ลูกกอด ส่วนสิ่งที่ลูกจะทำในวันแม่ คือการมอบดอกไม้และกราบเท้าแม่ สวมกอดแม่และบอกรักแม่ ทำตามสิ่งที่แม่เคยขอไว้ ส่วนกรณีที่ไม่ได้ไปพบแม่ในช่วงวันแม่ ส่วนใหญ่จะนิยมพูดคุยผ่านทางไลน์มากขึ้นถึง 55% รองลงมาเป็นการโทรศัพท์คุยกัน 30% และอื่น 15%”

นอกจากนี้ ยังสำรวจการวางแผนการเกษียณอายุเพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ พบว่า คนไทยมีการเตรียมตัวแล้วและมีความพร้อมมากขึ้นตามลำดับ เชื่อว่าหากมีข้อมูลข่าวสารที่ดีเชื่อว่าคนไทยจะมีความพร้อมมากขึ้น โดยพบว่าเริ่มมีการวางแผนเกษียณมากขึ้นเกินกว่า 50% โดยส่วนใหญ่วางแผนเกษียณไว้ที่อายุ 55 ปีขึ้นไป และพบว่า คนรุ่นใหม่เริ่มมีการวางแผนการเงินก่อนเกษียณอายุเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนซื้อประกันชีวิต/สุขภาพ การฝากเงินกับสถาบันการเงิน ลงทุนในกองทุนต่างๆ และลงทุนในพันธบัตร

“จะเห็นว่าคนไทยมีพฤติกรรมการออมเพื่อเกษียณมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่คนเมืองในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะมีการเตรียมพร้อมที่ดีกว่า แต่สิ่งที่กังวลคือ อัตราการพึ่งพิงที่เริ่มเพิ่มขึ้น เพราะสังคมไทยเริ่มมีลูกน้อยลง ทำให้มีภาระในการดูแลครอบครัวเพิ่มขึ้นในอนาคต แม้ว่าในปัจจุบันภาระทางการเงินส่วนบุคคลยังไม่มีปัญหาก็ตาม”

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลการสำรวจที่มีเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจอยู่ที่ 13,746.8 ล้านบาท ขยายตัวสูงสุดในรอบ 6 ปี ถือว่าบรรยากาศเริ่มกลับมาคึกคัก และมีการจับจ่ายใช้สอยและซื้อของนอกบ้านเพิ่มขึ้นในทุกรายการ โดยเฉพาะการพาแม่ไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการพร้อมใช้จ่ายมากขึ้น สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่พบว่า เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวแบบกระจายตัวดีขึ้น จึงเป็นสัญญาณที่ดีขึ้น

“จากสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้นทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้นทุกรายการ และดัชนีเอสเอ็มอีที่เริ่มมีสัญญาณบวกปรากฎขึ้นมาแล้ว จึงเป็นสัญญาณชี้ให้เห็นว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยปีนี้ มีโอกาสที่จะโตเกิน 4.5% ได้ เว้นแต่จะมีปัจจัยลบอย่างสงครามการค้าเข้ามากระทบ แต่จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยพบว่า ส่งออกไทยปีนี้ยังเติบโตที่ 8% ได้ บวกกลับสถานการณ์การท่องเที่ยวที่คาดว่าจะคลายตัวดีขึ้นในช่วงเดือนต.ค.จึงยังเป็นฐานที่สำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจ”

เจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนการช่วยรบ กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหาราบที่ 15 ได้เข้าช่วยขนย้ายทรัพย์สินของชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 4 ต.สินปุน อ.เขาพนม จ.กระบี่ หลังระดับน้ำในคลองสินปุน ซึ่งรับน้ำมาจาก อ.ลำทับ และ อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำเอ่อท่วมบ้านเรือนประชาชน จำนวนหลายหลัง และท่วมถนนทางเข้าหมู่บ้านหลายจุด ส่งผลให้ชาวบ้านจำนวนกว่า 30 ครัวเรือน ไม่สามารถเข้าออกหมู่บ้านได้ โดยเฉพาะพื้นที่บ้านบางราโพ ต.สินปุน ขณะที่ช่วงเช้าวันนี้มีฝนตกลงมาเพิ่ม ทำให้ระดับน้ำท่วมสูงขึ้น และขยายวงกว้างท่วมพื้นที่การเกษตรกว่า 600 ไร่

นายพินิจ เอ่งฉ้วน ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราหมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราหมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย ปฐมพยาบาล เคลื่อนย้ายตัวนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีน อายุประมาณ 30 ปี ส่งโรงพยาบาล ที่ได้รับบาดเจ็บที่บริเวณเอวและหลัง ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ขึ้นจากเรือสปีดโบ๊ตนำเที่ยว ที่บริเวณท่าเทียบเรืออุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราหมู่เกาะพีพี ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมืองกระบี่ โดยนักท่องเที่ยวคนดังกล่าว โดยสารไปกับเรือสปีดโบ๊ตของบริษัทนำเที่ยว ท่องเที่ยว 4 เกาะ ออกจากชายหาดนพรัตน์ธารา เรือฝ่าคลื่นสูง 2-3 เมตร ทำให้เรือกระแทกกับคลื่น ทำให้ผู้ที่นั่งอยู่บริเวณหัวเรือได้รับบาดเจ็บ เรือจึงกลับเข้าฝั่งนำตัวส่งโรงพยาบาล

ขณะที่เรือนำเที่ยวบางส่วนยังคงออกให้บริการนักท่องเที่ยว ตามปกติ แม้ว่าจะมีการแจ้งเตือนจากเจ้าหน้าที่ ให้ระวังอันตรายจากคลื่นลมแรง ในระยะนี้ โดยไม่มีเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจใดๆ ขณะที่วันนี้ น้ำทะเลหนุนสูง ท่วมพื้นที่ชายหาด ทำให้รถกระบะของอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราหมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ ที่ลากเรือยางลงทะเลเพื่อออกปฏิบัติหน้าที่ ติดหล่มน้ำทะเลหนุนสูง ต้องใช้รถลากขึ้นฝั่ง อย่างปลอดภัย

ส่วนที่ อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่ เกิดลมพายุหมุนพัดบ้านเรือประชาชนในพื้นที่ ต.ลำทับ ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก อยู่ระหว่างการสำจรวจความเสียหาย
นายไพศาล ขุนศรี หน.สนง.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ขณะนี้มีรายงานน้ำท่วมในพื้นที่ 3 อำเภอ คืออำเภอเมือง เขาพนม และเกาะลันตา ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำท่วมเส้นทางสัญจร และพื้นที่การเกษตรเป็นวงกว้าง ในส่วนของตำบลสินปุน และโคกหาร ฮ.เขาพนม ขณะนี้ ได้ส่งเรือท้องแบน ประจำพื้นที่แล้ว 3 ลำ เพื่อให้ชาวบ้านใช้สัญจรไปมา คาดว่าหากฝนไม่ตกลงมาภายใน 1-2 วันนี้ระดับน้ำจะลดลงเข้าสู่ภาวะปกติ

แม่ดีเด่น2018 ! คุณแม่หนวดครึ้ม ชุดลูกไม้ติดโบว์ ไปงานวันแม่ ฮา-ซึ้งทั้งโรงเรียน
แม่ดีเด่น2018 / คุณ Kornpat Ae Sukhom ได้โพสต์คลิป แม่ดีเด่น 2018 ซึ่งเป็นงานวันแม่ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ที่เชิญผู้ปกครองมาที่โรงเรียนเพื่อให้ลูกได้มอบพวงมาลัยกราบรำลึกถึงพระคุณของแม่ แต่ดูเหมือนงานนี้คุณแม่จะไม่ว่าง (หรือไม่ก็ยืนถ่ายคลิป) เพราะคนที่รับไหว้เป็นคุณพ่อน่ารักหนวดครึ้ม สวมชุดลูกไม้มารับบทเป็นแม่แทน ทำเอาทั้งซึ้งทั้งฮากันทั้งโรงเรียน

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกข้าวไทยตามข้อมูลใบอนุญาตส่งออกข้าวตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 8 ส.ค. 2561 มีปริมาณส่งออก 6.79 ล้านตัน มูลค่า 3,425 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 108,741 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปี 2560 ที่มีปริมาณส่งออก 6.66 ล้านตัน มูลค่า 2,871 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 98,995 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1.82% และ 9.85% ตามลำดับ โดยชนิดข้าวที่ไทยส่งออกมากเป็นอันดับ 1 คือ ข้าวขาว 51% รองลงมาได้แก่ ข้าวนึ่ง 25% และข้าวหอมมะลิไทย 16%

ทั้งนี้ ในทุกตลาดสำคัญพบว่าปริมาณการส่งออกข้าวไทยมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดอาเซียน อาทิ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ รวมทั้งกลุ่มประเทศนำเข้าสำคัญในตลาดแอฟริกา ได้แก่ แอฟริกาใต้ แองโกลา เป็นต้น อย่างไรก็ดี สำหรับตลาดหลักข้าวหอมมะลิไทยพบว่ามีปริมาณการส่งออกลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว อาทิ ฮ่องกง และจีนเนื่องจากราคาข้าวหอมมะลิไทยที่ปรับตัวสูงขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับภาพรวมการส่งออกข้าวในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะมีแนวโน้มที่ดีตามความต้องการข้าวในตลาดหลักที่มีอย่างต่อเนื่องทั้งในตลาดเอเชียและแอฟริกา โดยในตลาดจีนคาดว่าจะสามารถตกลงราคาส่งมอบข้าวงวดที่ 6 ปริมาณ 100,000 ตัน กับบริษัท COFCO Corporation ตามสัญญาซื้อขายข้าวจีทูจี ปริมาณ 1 ล้านตัน ภายใต้เอ็มโอยู ว่าด้วยความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตรไทย-จีน

นอกจากนี้ ไทยจะเร่งการเจรจาซื้อขายข้าว 1 ล้านตันที่สองภายใต้เอ็มโอยูดังกล่าว โดยในวันที่ 26 ส.ค. 2561 คณะทำงานฝ่ายไทยและจีนจะเริ่มการเจรจาและคาดว่าจะสามารถบรรลุผลสำเร็จได้ภายในปีหน้า ซึ่งจะทำให้มีตลาดรองรับผลผลิตข้าวฤดูกาลผลิตใหม่อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังได้รับสัญญาณข่าวดีว่าฟิลิปปินส์อาจจะเปิดประมูลนำเข้าข้าวก่อนช่วงเวลาที่กำหนดในครึ่งปีหลังปริมาณ 500,000 ตัน เพื่อเพิ่มสต๊อกข้าวในประเทศ โดยจะเปิดประมูลแบบจีทูจี ปริมาณ 250,000 ตัน จากไทยและเวียดนาม ซึ่งรัฐบาลไทยจะเข้าร่วมประมูลดังกล่าวอย่างแน่นอน และอีกปริมาณ 250,000 ตัน เป็นการเปิดประมูลแบบทั่วไปจากเอกชน

นอกจากนี้ ในระหว่างวันที่ 3 ส.ค.-2 ก.ย. 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกันลงพื้นที่สำรวจแหล่งเพาะปลูกข้าวใน 16 จังหวัด เพื่อคาดการณ์ผลผลิตข้าวปีการเพาะปลูก 2561/62 รอบที่ 1 ภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร โดยมีภาคเอกชน (สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยและสมาคมโรงสีข้าวไทย) และภาคเกษตรกรเข้าร่วมด้วย ซึ่งปีนี้คาดการณ์ว่าผลผลิตข้าวหอมมะลิไทยจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นจากปีก่อน เนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยและเกษตรกรชาวนาบางพื้นที่หันมาปลูกข้าวหอมมะลิแทนข้าวเหนียวที่มีราคาลดลงในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณผลผลิตข้าวหอมมะลิเพียงพอทั้งต่อการบริโภคภายในประเทศและตอบสนองต่อความต้องการของตลาดต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งราคาก็จะปรับตัวอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ดีขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งปีหลัง 2561 กรมการค้าต่างประเทศได้เตรียมแผนจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ ข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดคณะฯ เดินทางไปเยือนตลาดข้าวสำคัญในสิงคโปร์ ฮ่องกง และออสเตรเลีย และเข้าร่วมงานแสดงสินค้า China-ASEAN Expo ครั้งที่ 15 (ก.ย. 2561) รวมทั้งการรับคณะผู้นำเข้าข้าวฮ่องกง (พ.ย. 2561) เป็นต้น

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึง การเฝ้าระวังการปนปลอมของ desoxy-D2PM วัตถุออกฤทธิ์ใหม่ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควบคุมน้ำหนัก ซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ที่ไม่เคยพบ ในประเทศไทยมาก่อน และพบครั้งแรกเมื่อปลายปีที่ผ่านมา จากการตรวจพบการใช้สารดังกล่าว ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 4 ยี่ห้อ การใช้สารนี้เป็นเวลานานอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดมาตรการควบคุม

นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้รับประทานนอกเหนือจากการรับประทานอาหารตามปกติ ในรูปแบบของแคปซูล เม็ด ผง หรือของเหลว โดยจะต้องมีองค์ประกอบและปริมาณที่ปลอดภัยในการบริโภคระยะยาว ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่ใช้เพื่อควบคุมน้ำหนักส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากธรรมชาติ มีคุณสมบัติเพิ่มการเผาผลาญในร่างกาย หรือทำให้อิ่มนาน ซึ่งจะต้องมีการแจ้งรายละเอียดส่วนประกอบไว้ในฉลาก

เมื่อเดือนกันยายน 2560 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 10 อุบลราชธานี ได้ตรวจพบวัตถุออกฤทธิ์ที่ไม่เคยพบในประเทศไทยมาก่อน คือ desoxy-D2PM ปนปลอมในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสำนักยาและวัตถุเสพติดจึงได้เฝ้าระวังการปนปลอมของสารตัวนี้อย่างต่อเนื่อง และตรวจพบ desoxy-D2PM ปนปลอมในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพิ่มอีก 4 ตัวอย่าง นอกจากนี้ในสหรัฐอเมริกาและฮ่องกงยังตรวจพบในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่นำเข้าจากประเทศไทย

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า desoxy-D2PM เป็นสารสังเคราะห์ เป็นอนุพันธ์ของกลุ่ม Pipradrols มีสูตรโครงสร้างคล้ายกับสารในกลุ่มแอมเฟตามีน ออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เคลิ้มสุข ลดความอยากอาหารโดยยับยั้งการดูดกลับของสารสื่อประสาทในสมอง ไม่พบประโยชน์ทางการแพทย์ ก่อให้เกิดอาการวิตกกังวล หวาดระแวง นอนไม่หลับ หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานหรือใช้ในปริมาณที่เกินขนาด อาจส่งผลต่อระบบประสาท หัวใจและหลอดเลือด จนถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้

“สาร desoxy-D2PM นั้นถูกกำหนดให้เป็นยาเสพติดแล้วในหลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร สวีเดน แต่ยังไม่มีการควบคุมสารนี้ทางกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในประเทศไทย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงได้นำเสนอข้อมูลนี้ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อพิจารณากำหนดมาตรการทางกฎหมาย กำหนดเป็น วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 เนื่องจากไม่มีประโยชน์ทางการแพทย์ และมีแนวโน้มการนำมาใช้ในทางที่ผิดสูง ซึ่งในขณะนี้อยู่ในระหว่างขั้นตอนการพิจารณาควบคุมทางกฎหมาย” นายแพทย์สุขุมกล่าว

เปิดใจคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว! แต่งหญิงรับมาลัยจากลูก ขอทำหน้าที่แทนแม่ให้ดีที่สุด
วันที่ 10 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก ผู้ใช้เฟซบุ๊ก กรภัทร สุขหอม ได้โพสต์คลิปวิดีโอภายในงานวันแม่แห่งชาติ ปี 2561 ของโรงเรียนการกุศลวัดไตรรัตนาราม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมข้อความ แม่ดีเด่น 2018 โดยในคลิปเป็นผู้ชายไว้หนวดแต่งกายด้วยเสื้อผ้าของผู้หญิงมาร่วมงานวันแม่ในโรงเรียนของลูกชาย โดยหลังมีการโพสต์คลิปดังกล่าวออกไปมีผู้เข้าชมพร้อมแสดงความคิดเห็นและแชร์โพสต์นี้กันเป็นจำนวนมาก

ล่าสุด เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบ นายฉัตรชัย ปานอุทัย อายุ 32 ปี ซึ่งเป็นชายที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าของผู้หญิงในคลิปดังกล่าว โดยนายฉัตรชัย เป็นเจ้าของร้านยางนทีการยาง ตั้งอยู่ริมถนนสาย323 กาญจนบุรี -ไทรโยค บ้านเลขที่ 120 หมู่ 9 ตำบลลุ่มสุ่ม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี บิดาของ เด็กชายอภิวิชณ์ ปานอุทัย หรือ น้องโอโซน อายุ 5 ปี นักเรียนชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนการกุศลวัดไตรรัตนาราม และ เด็กชายอภิวรรธน์ ปานอุทัย หนือ น้องอิ่มซำ อายุ 3 ปี นักเรียนชั้นอนุบาล 1 โรงเรียนเดียวกัน เพื่อสอบถามเกี่ยวกับเรื่องราวในคลิปดังกล่าว

โดยนายฉัตรชัย เปิดเผยว่า ตนเคยแต่งงานและแยกทางกับภรรยามา 3 ปีแล้ว มีบุตรชายด้วยกัน 2 คน คนแรกน้องโอโซน 5 ขวบ คนเล็กน้องอิ่มซำ 3 ขวบเรียนอยู่ที่ โรงเรียนการกุศลวัดไตรรัตนาราม ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน เมื่อทางโรงเรียนจัดกิจกรรมวันแม่ ตนไม่อยากให้ลูกมีปมด้อยและต้องการให้ลูกมีความสุข จึงตัดสินใจเดินทางไปร่วมงานในฐานะแม่ของลูก โดยขอยืมเอาเสื้อของแม่ใส่ไปร่วมงาน ปรากฏว่าคนทั้งโรงเรียนต่างหันมามองที่ตน แต่ลูกทั้งสองคนมีความสุขมากและไม่มีอาการเขินอายเพื่อน ที่ตนตัดสินใจแต่งกายด้วยเสื้อผ้าของผู้หญิงไปร่วมงานวันแม่ของลูกในครั้งนี้ ตนไม่รู้สึกอายเพราะตนรักลูกมากไม่อยากให้เกิดปมด้อยเรื่องแม่ในจิตใจของลูก ซึ่งในระหว่างร่วมกิจกรรมให้ลูกนำดอกไม้มาให้นั้น มีเพื่อนได้ถ่ายรูปและถ่ายคลิปไว้ แต่ตนไม่นึกว่าจะเอาไปโพสต์ลงโซเชี่ยล แต่เมื่อคลิปเผยแพร่ไปก็มีคนสนใจมาก และให้กำลังใจมามากเช่นกัน ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจ ตนจะทำหน้าที่ของพ่อและแม่ให้ดีที่สุด จะเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีของสังคมต่อไป

คุณยาย วัย 80 ขายขนมปังปิ้งมา 50 ปี ส่งลูก 4 คนได้ดิบได้ดี
เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโลกโซเชียลได้แชร์ภาพเล่าตำนานขนมปังปิ้งเมืองราชบุรี ที่ไม่มีใครไม่รู้จักกับหญิงชราวัย 80 ปี นั่งขายขนมปังปิ้งบนรถเข็นคันเก่าบริเวณริมทางถนนแม้นรำลึก อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี โดยบางคนกล่าวถึงว่าทานมาตั้งแต่ยังเด็ก อุดหนุนยายตั้งแต่ยังเรียนตอนนี้ไปทำงานอยู่ต่างจังหวัดแต่ก็ยังจำได้ รู้สึกมีความสุข ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปพบและพูดคุยกับหญิงชราคนดังกล่าว ซึ่งเป็นร้านแบบรถเข็นคันเล็กมีสภาพเก่า ล้อยางแบน ไม่หรูหรือตกแต่งร้าน เมื่อได้พูดคุยสอบถามกับหญิงชราเจ้าของร้านดังกล่าว ทราบถึงเรื่องราวและประวัติวิถีชีวิตกว่าจะมาถึงทุกวันนี้ที่เข้าสู่วัย 80 ปี ไม่เคยสุขสบายกายแต่สุขสบายใจที่ได้ทำและเลี้ยงดูลูกๆ ทั้ง 4 คนจนเติบใหญ่ต่างคนต่างมีงานทำและมีหน้าที่การงานที่ดี

คุณยาย เฮียงไน้ จารุโชติวิจิตร วัย 80 ปี ชาวอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันมาอยู่กับลูกหลานในตัวอำเภอเมืองราชบุรี ด้วยการยึดอาชีพขายขนมปังปิ้งที่ยาวนานกว่า 50 ปี ส่งเสียเลี้ยงดูลูกๆทั้ง 4 คน จนแต่ละคนมีหน้าที่การงานที่ดี คนโตรับราชการกรมที่ดิน ลูกคนที่ 2 อาชีพร.ป.ภ.เอกชน ลูกคนที่ 3 อาชีพรับจ้าง ทั่วไป และคนสุดท้อง เป็นหัวหน้าคุมงาน ส่วนสามีคู่ชีวิตลาจากไปเมื่อ 4 ปีก่อน