สนับสนุนเครื่องเกี่ยวนวดข้าว ชุดปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ผลิตเมล็ด

พันธุ์คุณภาพถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 6,574 ไร่ หรือประมาณ 790 ตัน,ไ ด้จำนวนลูกสัตว์เพิ่มตามที่ผลิตได้ 25,169 ตัว นอกจากนี้ ยังสามารถสร้างทักษะในการประกอบอาชีพทั้งในและนอกภาคเกษตร ครอบคลุมพื้นที่ชุมชนเกษตรกรทั่วประเทศกว่า 9,000 ชุมชน โดยเกษตรกรได้รับประโยชน์ 1.63 ล้านคน โดยความรู้ที่ได้รับประกอบด้วย กิจกรรมปศุสัตว์ 3,620 คน ได้พัฒนาทักษะการผสมเทียม การเฝ้าระวังโรค และอนุมัติเงินสนับสนุนให้ทำกิจกรรมอีก 8,467 โครงการ ชุมชนละ 300,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมียุทธศาสตร์เสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิต ที่ดำเนินการโดย 9 หน่วยงาน 1 โครงการ ดำเนินการได้แล้ว 241.47 ล้านบาท หรือคืบหน้า 47.77% มีประชาชนมีอาชีพใหม่ 141,468 คน มีรายได้รวม 71.03 ล้านบาท และงบลงทุนในการพัฒนาระบบชลประทาน ดำเนินการแล้ว 114.56 ล้านบาท หรือคืบหน้า 61% จ้างงานได้ 9,051 คน เฉลี่ยมีรายได้ 12,716 ล้านบาท/คน

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยด้วยความกังวลใจว่า เมื่อครั้งความตกลง “หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership : TPP) อดีตประธานาธิบดีอเมริกาพยายามผลักดันเรื่องนี้ กรอบความร่วมมือในอดีตนั้นเป็นห่วงกันมาก เพราะทราบดีว่าไทยเสียเปรียบในหลายเรื่อง อาทิ เรื่องการเกษตร ต่อมาประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกเลิกจึงไม่ต่อเนื่อง แต่ประเทศที่เป็นสมาชิกที่เหลือพยายามผลักดันฟื้นฟู เรื่อง TPP ขึ้นมาใหม่ โดยเปลี่ยนชื่อเป็น CPTPP (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership)

กรอบความร่วมมือใกล้เคียงเดิม บทบัญญัติบางประการที่มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบยังคงมีไม่ใช่การตัดออกจากความตกลง เพียงแต่ยังไม่นำมาบังคับใช้ขณะนี้ จึงไม่มีหลักประกันที่แน่นอนว่าจะไม่นำกลับมาบังคับใช้ใหม่ และสิ่งที่เป็นข้อกังวลใจอย่างมากของสภาเกษตรกรแห่งชาติที่วนกลับมาอีกครั้งคือเรื่อง การให้นักลงทุนเข้าถึงพันธุกรรมพืชและชิ้นส่วนซึ่งจะเป็นการผูกขาดด้านพันธุ์พืช รวบตั้งแต่ส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์จนถึงผลผลิตและผลิตภัณฑ์แปรรูป ผลคือวิถีชีวิตของเกษตรกรจะเปลี่ยนแปลง ซื้อหาพันธุ์พืชในระดับราคาที่แพงและไม่สามารถเก็บพันธุ์ไว้ปลูกต่อ เป็นความเดือดร้อนที่มีระยะเวลายาวนานด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่จะมีระยะเวลา 20-25 ปี

อีกหนึ่งเรื่องที่น่ากังวลใจและมีบทเรียนจากหลายประเทศมาแล้วคือ การนำเข้าชิ้นส่วนสุกร เช่น เวียดนาม หลังจากเข้าร่วมกรอบ ทีพีพี แล้วอเมริกาก็ผลักดันการนำเข้าชิ้นส่วนสุกร ปรากฏว่า Sector ภาคการเลี้ยงสุกรของเวียดนามแทบจะล่มสลายหมดเลย หากประเทศไทยไม่เป็นประเทศเกษตรกรรมเรื่องนี้จะไม่น่ากังวล แต่ภาคการเลี้ยงสุกรของประเทศไทยเข้มแข็งมาก มีเกษตรกรที่เลี้ยงสุกรและส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายกลางและรายย่อยกว่า 180,000 ครัวเรือน และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ถึงเกษตรกรผู้ผลิตพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องอีกเป็นจำนวนมาก อาทิ

เกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่วประเทศมากกว่า 3.5 ล้านครัวเรือน เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากกว่า 250,000 ครัวเรือน ตลอดจนผู้ประกอบการแปรรูปข้าวเปลือกซึ่งจะมีผลิตภัณฑ์รำข้าว/ปลายข้าว เป็นต้น หากกรอบความร่วมมือนี้มีผลสัมฤทธิ์และต้องนำเข้าชิ้นส่วนสุกรจริงต้องเกิดผลกระทบกับประเทศไทยด้านเศรษฐกิจมหาศาลแน่นอน คนเลี้ยงสุกรต้องเลิกอาชีพเพราะต้องพึ่งพาสุกรจากต่างชาติทันที ความมั่นคงด้านอาหารในระยะยาวจะเสียหายไปเลย ความเป็นผู้นำในอาเซียนเรื่องการเกษตรโดยเฉพาะด้านปศุสัตว์รวมทั้งอุตสาหกรรมการค้าอาหารสัตว์จะไม่มีอีกต่อไป

เพราะทั้งหมดจะล่มสลาย ผลกระทบเศรษฐกิจจะรุนแรงและยาวนาน ประเทศไทยยังไม่พร้อมและรับไม่ไหวแน่ ผู้ได้ประโยชน์เป็นนายทุน,เศรษฐีระดับบน การเอาเกษตรกรรายย่อยเป็นอำนาจต่อรองได้รับผลกระทบระยะยาวประเทศไทยจะเสียหายมาก ใคร่เตือนสติด้วยความเคารพถึงรัฐบาลและรัฐมนตรีที่พยายามผลักดันเรื่องนี้อยากให้ใช้ความรอบคอบในการจะเข้าไปผูกพันทางการค้าด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง

“ จริงๆ แล้ว ประเทศไทย มีกรอบสัญญาการค้าระดับทวิภาคี พหุภาคีเยอะอยู่แล้ว หลายประเทศที่อยู่ในความร่วมมือ เรื่อง CPTPP มีกรอบความร่วมมือทวิภาคีกับไทยหลายประเทศ ไทยไม่มีปัญหาเรื่องการค้า อย่าตกเป็นเหยื่อเขาเลย หน้าที่ของสภาเกษตรกรแห่งชาติต้องประคับประคองไม่ให้พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกรมีผลกระทบ มองเห็นชะตากรรมหากเข้าร่วม CPTPP โดยไม่ได้ระมัดระวัง เกษตรกรจะหมดอาชีพเป็นล้านคน” นายประพัฒน์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้มอบหมายกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องคาดว่าจะสรุปข้อมูล ข้อคิดเห็น เสนอรัฐบาลตัดสินใจการจะเข้าเป็นสมาชิกความตกลง CPTPP ก่อนสิ้นปี 2561 จึงอยากขอให้เกษตรกร ตัวแทนเกษตรกร ผู้มีส่วนได้/เสียและเกี่ยวข้องเข้าร่วมเวทีแสดงความคิดเห็นอย่าได้เพิกเฉย ซึ่งครั้งต่อไปจะจัดที่เวทีภาคใต้ วันที่ 12-13 กันยายน 2561 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ จังหวัดสงขลา เวทีภาคกลาง วันที่ 19 กันยายน 2561 ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพมหานคร เวทีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 25-26 กันยายน 2561 ณ โรงแรมพูลแมน จังหวัดขอนแก่น เมื่อเสร็จสิ้นเวทีรับฟังความเห็นจะได้ทราบข้อมูลว่ารัฐบาลไทยจะเดินหน้าหรือว่าจะชลอการเจรจาต่อไป

ทางการออสเตรเลียเผยว่า ภัยแล้งอย่างรุนแรงที่ทำให้เกษตรกรออสเตรเลียต้องประสบปัญหาอย่างหนักดูเหมือนว่าจะยังคงยืดออกไป แม้ว่าในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาจะมีฝนตกเป็นวงกว้างในบางพื้นที่ของประเทศก็ตาม

รัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ ระบุว่า มีฝนตกเป็นวงกว้างอย่างมีนัยสำคัญในบางพื้นที่ของรัฐ ซึ่งทำให้เกิดความเบาใจขึ้น อย่างไรก็ดี แม้ว่าฝนที่ตกลงมาจะทำให้เกิดความยินดีและส่งผลในทางบวกต่อพื้นที่ทำกินของเกษตรกร แต่ดูเหมือนว่าความแห้งแล้งแต่ยังคงไม่ยุติลงในเร็ววันนี้

ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศเพื่อการเกษตรของออสเตรเลียชี้ว่า จำเป็นที่จะต้องมีฝนตกแพร่กระจายเป็นวงกว้างในอีกหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนข้างหน้า จึงจะช่วยให้ภาคการเกษตรฟื้นตัวเข้าสู่การทำเกษตรเพื่อการค้าได้ เช่นเดียวกับพื้นที่เพาะปลูกที่จะฟื้นกลับมาสู่ความอุดมสมบูรณ์ อย่างไรก็ดี หากความแห้งแล้งยังคงอยู่ต่อไปปัญหาภัยแล้งก็จะยิ่งเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นอีก

ปัจจุบัน พื้นที่ถึง 99.8% ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ประสบภัยแล้ง ขณะที่พื้นที่ในรัฐควีนแลนด์ซึ่งอยู่ข้างเคียง 57.4% ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง 10 กันยายน 2561 ณ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และ จังหวัดนครพนม ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการสร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจสมุนไพรไทย ส่งเสริมสังคมคุณภาพ และเตรียมความพร้อมสู่สังคมผู้สูงอายุ”

การลงนามในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสร้างเครือข่ายในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาระบบการผลิตสมุนไพรคุณภาพด้วย Plant Factory รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตสมุนไพรแบบชีวอนามัยและการใช้สมุนไพรครบวงจร เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจสมุนไพรไทย นอกจากนี้เป็นการส่งเสริมสังคมสุขภาพ และเตรียมความพร้อมสู่สังคมผู้สูงอายุ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ ที่สอดคล้องกับบริบทและชุมชนในพื้นที่บนฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับประเทศ

ดร. สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง ผู้อำนวยการศูนย์ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีการจัดทำแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย พ.ศ. 2560-2564 มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาการผลิตและใช้ประโยชน์สมุนไพรไทยอย่างมีคุณภาพ เต็มประสิทธิภาพ และครบวงจร จากความได้เปรียบของประเทศไทย จึงนำมาสู่การใช้และส่งออกสมุนไพรและผลิตภัณฑ์แปรรูป มูลค่าสูงถึง 1 แสนล้านบาท ในปี 2558 ส่งผลให้อุตสาหกรรมสมุนไพร เป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงที่สามารถช่วยให้ประเทศไทยพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจฐานชีวภาพ

ในการสนับสนุนอุตสาหกรรม Biocosmetics และ Biopharmaceutical ของประเทศ สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงบริบทที่คาดการณ์ว่าจะส่งผลต่อความยั่งยืนของระบบเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตทั้งในส่วนของลักษณะการเจ็บป่วย และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ ส่งผลให้มีแนวคิดในการใช้สมุนไพรเพื่อเป็นทางเลือกในการรักษาโรคและเสริมสร้างสุขภาพ ซึ่งช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านสุขภาพ และการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพอีกทางหนึ่งด้วย อย่างไรก็ตามการผลิตสมุนไพรจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงคุณภาพของวัตถุดิบสมุนไพร เพื่อให้มีคุณภาพที่ผ่านมาตรฐาน ไม่ปนเปื้อนจุลินทรีย์ สารหนู โลหะหนัก และสารเคมีการเกษตร

“Plant Factory มีข้อดีในเรื่องของความสามารถผลิตพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงทั้งด้านอัตราการผลิต และการใช้ทรัพยากรในการผลิต และสามารถเพิ่มคุณภาพของพืชเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของผลผลิต เช่น การเพิ่มวิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระ สารสกัดที่ใช้เป็นยารักษาโรค หลายประเทศจึงมีการลงทุน Plant Factory เพื่อใช้สำหรับการผลิตพืชสมุนไพรมูลค่าสูง ไบโอเทค-สวทช. จึงมีแนวคิดในการนำ Plant Factory มาใช้ในการผลิตพืชสมุนไพร โดยการนำเทคโนโลยี Plant Factory มาใช้ในจังหวัดนครพนมนี้ ช่วยพัฒนาระบบการผลิตสมุนไพรของจังหวัดนครพนม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางสาธารณสุขจังหวัดนครพนม โดยโรงพยาบาลเรณูนคร ที่มีความโดดเด่นและเข้มแข็งในการใช้สมุนไพร

เพื่อใช้ในโรงพยาบาลและกระจายในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลของจังหวัดนครพนม อยู่แล้ว ดังนั้น การใช้เทคโนโลยี Plant Factory ดังกล่าวนี้จะช่วยในการพัฒนาการผลิตวัตถุดิบสมุนไพรคุณภาพ และสามารถใช้ประโยชน์สมุนไพรไทยให้มีคุณภาพได้อย่างเต็มประสิทธิภาพครบวงจรมากยิ่งขึ้น เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจสมุนไพรไทย และเป็นการสร้างอาชีพแก่กลุ่มผู้สูงอายุจากโรงเรียนผู้สูงอายุนาราชควาย ที่จะเข้ามาร่วมมีบทบาทในโครงการนี้ด้วย ซึ่งถือเป็นการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ ที่สอดคล้องกับบริบทและชุมชนในพื้นที่บนฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับประเทศ ตอบโจทย์ประเทศไทย 4.0” ผู้อำนวยการศูนย์ไบโอเทค สวทช. กล่าว

นายสมชาย วิทย์ดำรง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า จังหวัดนครพนมเป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่เหมาะสมในการทำการเกษตร ส่งผลให้มีพืชสมุนไพรท้องถิ่นที่มีประโยชน์ เกิดภูมิปัญญาด้านการแพทย์พื้นบ้านที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้สมุนไพรรักษาโรค โดยจังหวัดได้มีการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เข้ามาใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจสมุนไพร ด้วยการส่งเสริมการพัฒนาสมุนไพรอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง สนับสนุนให้ชุมชนมีส่วนร่วม เพื่อสร้างโอกาสด้านอาชีพแก่ผู้สูงอายุ

ด้วยกิจกรรมให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในการปลูกพืชสมุนไพร โดยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ปัจจุบันมีการส่งสมุนไพรให้กับผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน รวมถึงส่งให้กับโรงพยาบาลเรณูนคร ซึ่งเป็นแหล่งผลิตยาสมุนไพรให้แก่สถานบริการสาธารณสุขทุกแห่งภายในจังหวัดนครพนมกว่า 163 แห่ง และจังหวัดใกล้เคียง ด้านการแปรรูป ได้มีการส่งเสริมโรงงานแปรรูปสมุนไพรที่ได้มาตรฐาน GMP ที่โรงพยาบาลเรณูนคร มีมูลค่าการใช้ยาสมุนไพรในหน่วยบริการ สาธารณสุขในปี 2561 ทั้งสิ้น 17,060,654 บาท และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ยาขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร ไพล รางจืด เป็นต้น

นายแพทย์พรพจน์ สารทอง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเรณูนคร กล่าวว่า ทางโรงพยาบาลได้ผลิตสมุนไพรใช้เองในโรงพยาบาลและกระจายในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลของจังหวัดนครพนม มาเป็นเวลามากกว่า 20 ปี มีการส่งเสริมการปลูกและแปรรูปในท้องถิ่น เพื่อป้อนโรงผลิต และโรงพยาบาลได้ประกาศใช้ยาสมุนไพรทดแทนยาแผนปัจจุบัน โดยมุ่งผลิตยาสมุนไพรทดแทนยาแผนปัจจุบันตามประกาศบัญชียาหลัก เพื่อจะลดการนำเข้ายาแผนปัจจุบัน นอกจากนี้มีความต้องการขยายเป็นแหล่งผลิตสมุนไพรกระจายไปยังภาคอีสานและทั่วประเทศอีกด้วย

โดยมีมูลค่าการใช้ยาสมุนไพรของโรงพยาบาล ปี 2561 ประมาณ 1,500,000 บาท สำหรับมาตรฐานวัตถุดิบสมุนไพรที่นำมาป้อนใช้ในโรงผลิตสมุนไพร ของ รพ.เรณูนคร นี้ ต้องได้มาตรฐานการปลูกที่ดี GAP (Good Agricultural Practice) แต่เนื่องจากในปัจจุบันมีความต้องการใช้วัตถุดิบสมุนไพรในปริมาณมาก ประกอบกับวัตถุดิบในชุมชนที่ผ่านมาตรฐาน GAP มีปริมาณน้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงผลิต จึงจำเป็นต้องรับซื้อจากบริษัทเอกชน รายใหญ่

คุณประเสริฐ จีนตุ้ม เกษตรกรดีเด่นสาขาบัญชีฟาร์ม จังหวัดราชบุรี ประจำปี 2561 เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่เคยล้มเหลวในการประกอบอาชีพการทำการเกษตร จากเดิมที่ปลูกอ้อยแล้วประสบปัญหาต้นทุนสูงรายได้ไม่แน่นอน สวนทางกับรายจ่ายที่มีทุกวัน ถ้าเงินไม่พอก็ไปกู้ยืม ท้ายสุดจึงมีปัญหาหนี้สินตามมา แต่หลังจากเริ่มจดบันทึกบัญชี และนำข้อมูลทางบัญชีมาวิเคราะห์ ทำให้รู้ว่าการใช้สารเคมีทำให้ต้นทุนการผลิตสูง จึงหันมาทำเกษตรแบบอินทรีย์ไม่ใช้สารเคมีในการผลิต ทำให้ประสบความสำเร็จจนถึงปัจจุบัน

ผลผลิตที่ได้ก็นำมาบริโภคในครัวเรือน ส่วนที่เหลือสามารถนำไปขายสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว ใช้พื้นที่การเกษตรของครอบครัวเป็นศูนย์เรียนรู้ ขยายโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก่อเกิดเป็นเกษตรกรกลุ่มเครือข่ายขยายโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเขาชะงุ้ม ซึ่งเป็นพื้นที่ให้เกษตรกรได้นำผลผลิตทางการเกษตรของตนเองมาจัดจำหน่าย สร้างรายได้อีกทางหนึ่ง

คุณประเสริฐ บอกว่า เมื่อก่อนจะมีรายได้จากการทำไร่อ้อยเพียงอย่างเดียว ไม่มีรายได้แบบรายวัน รายเดือน เมื่อตัดอ้อยมาก็ได้เงินเป็นก้อน พอเงินหมดก็ไปกู้เขามา เมื่อถึงเวลาตัดอ้อยรอบใหม่ก็ต้องเอาเงินไปใช้หนี้ หมุนเวียนอย่างนี้ เนื่องจากเราไม่ได้จดบัญชี สิ้นปีที่เราตัดอ้อยเราขายได้เป็นแสน แต่เราไม่ได้คำนึงถึงต้นทุนที่เราใช้จ่ายไปก่อนหน้านั้นไม่มีการจดบันทึก จนเวลาผ่านไปเป็นปีๆ เราก็ลืมว่าเราใช้จ่ายอะไรไปบ้าง เราคิดว่าตรงนั้นเป็นตัวกำไรเรา ต่อมามีครูบัญชีของ อ.ดำเนินสะดวก ได้มาพูดคุยสอบถามเราว่า การทำเกษตรได้มีการทำบัญชีไหม เราก็ตอบว่า จะต้องทำทำไมเราไม่ใช่อาชีพบัญชี เราเป็นอาชีพเกษตร เขาจึงแนะนำแล้วพาไปอบรมการทำบัญชีของสำนักงานการตรวจบัญชีจังหวัดราชบุรี

เมื่อได้เรียนรู้และวิเคราะห์ การจดบัญชีแบบรอบปีจึงทำให้รู้ว่าในแต่ละปีเราจ่ายอะไรไปบ้าง และทราบว่าอะไรจำเป็นหรือไม่จำเป็น โดยเฉพาะต้นทุนค่าสารเคมี จึงได้มาเปลี่ยนวิธีการทำเกษตร โดยแบ่งครึ่งการทำเกษตร ส่วนหนึ่งยังปลูกอ้อยเข้าโรงงานเหมือนเดิม และเปลี่ยนมาปลูกพันธุ์อ้อยที่ใช้สำหรับคั้นน้ำอ้อย และพันธุ์อ้อยสำหรับเคี่ยวน้ำตาลเพื่อทำน้ำตาลขายเองอีกพันธุ์หนึ่ง

พร้อมกับทำเกษตรอินทรีย์ ปลูกผักปลอดสารพิษ เลี้ยงไก่ไข่ ควบคู่กันไป โดยผลผลิตที่ได้ส่วนหนึ่งนำมาบริโภคในครัวเรือน ทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่าย ส่วนที่เหลือนำไปจำหน่ายสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ทำก็จะขายมีรายได้ทุกวัน โดยจะตั้งเป็นกลุ่มช่วยกันขายที่บริเวณศูนย์เรียนรู้ ส่วนวันจันทร์และวันพฤหัสบดี จะนำสินค้าไปขายที่โรงพยาบาลโพธาราม และส่วนหนึ่งจะขายส่งให้โรงครัวของโรงพยาบาลสำหรับทำอาหารให้ผู้ป่วยด้วยอีกส่วนหนึ่ง

ปัจจุบัน คุณประเสริฐ ยังได้แบ่งพื้นที่บ้านเป็นแหล่งเรียนรู้การศึกษาดูงานของทั้งในและต่างประเทศและยังถ่ายทอดความรู้ด้านบัญชีให้ผู้ที่สนใจจนรวมตัวกันเป็นชุมชนคนรักการทำบัญชีพัฒนาเครือข่ายชุมชนการทำบัญชีให้มีความเข้มแข็ง นำมาซึ่งความร่วมมือกันและมีส่วนร่วมในการพัฒนาแก้ไข ทำให้สามารถพึ่งพาตนเองได้โดยนำบัญชีมาใช้ในการบริหารจัดการ การประกอบอาชีพอย่างเหมาะสมและสมดุล พร้อมกับขยายเครือข่ายการทำบัญชีไปยังเยาวชน นักเรียน สอนแนะนำเรื่องการทำบัญชี พร้อมทั้งสอนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ

ที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อลดรายจ่าย และเป็นรายได้เสริมแก่ครอบครัวอีกด้วย ปัจจุบัน คุณประเสริฐ จีนตุ้ม ยังคงทำหน้าที่เป็นครูบัญชีถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ ให้แก่พี่น้องเกษตรกรในชุมชนและคนทั่วไปอย่างต่อเนื่องเพื่อใช้บัญชีเป็นเครื่องมือนำทางไปสู่ความสำเร็จ นำไปสู่ชีวิตที่มีความสุขแบบพอเพียงตามปรัชญาของตนเองที่ว่า “สร้างความมั่นคงด้วยบัญชี สู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียง”

กรมหม่อนไหม ชูโครงการไทยนิยม ยั่งยืน อีกหนึ่งผลสำเร็จการส่งเสริมด้านหม่อนไหมเพื่อลดพื้นที่การบุกรุกทำลายป่า พร้อมลดการนำเข้าเส้นไหมจากต่างประเทศให้น้อยลง

นายไพโรจน์ เฮงแสงชัย รองอธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า จากการที่กรมหม่อนไหมรับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ดำเนินการโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ปี 2561 จำนวน 2 โครงการ

1. การดำเนินงานในโครงการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในเขตพื้นที่ภาคเหนือภายใต้กรอบชุมชนอยู่ดีมีสุข ได้ดำเนินการส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่เขตภาคเหนือ ให้หันมาประกอบอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทั้งหมด 800 ราย พื้นที่ 2,400 ไร่ มีการดำเนินการแบ่งออกเป็น 2 กิจกรรม คือ 1) กิจกรรมการเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม เกษตรกรเป้าหมาย 200 ราย และ 2) กิจกรรมเลี้ยงไหมเพื่อผลิตแผ่นใยไหม เกษตรกรเป้าหมาย 600 ราย มีการดำเนินโครงการยึดหลักการตลาดนำการผลิต โดยโครงการนี้เป็นการไปส่งเสริมเกษตรกรจากเดิมที่ทำกินด้วยการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนพื้นที่ป่า ทำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม ให้หันมาปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นการสร้างอาชีพที่มั่นคง

ซึ่งเป็นการปลูกเพื่อขายผลผลิตรังไหมและแผ่นใยไหม พร้อมกันนั้นกรมหม่อนไหมก็ได้ประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศในการรับซื้อผลผลิตรังไหมและแผ่นใยไหมของเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร โดยได้รับความร่วมมือจากบริษัท ขอนแก่นสาวไหม จำกัด และบริษัท จุลไหมไทย จำกัด ในการรับซื้อผลผลิตรังไหม และในส่วนของ บริษัท NTGS และ บริษัท ควอนตั้ม จำกัด จากประเทศเกาหลี เข้ามารับซื้อตัวไหมสุก พร้อมจัดทำแผนความต้องการรับซื้อแผ่นใยไหมจากกลุ่มเกษตรกรเพื่อนำไปแปรรูปเป็นเครื่องสำอางต่อเนื่องถึงปี 2564 จำนวน 5 ล้านแผ่น เฉลี่ยเกษตรกรจะมีรายได้ตั้งแต่ 6,000-20,000 บาท ต่อรอบการผลิต

2. โครงการเพิ่มทักษะอาชีพเกษตรกรผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ภายใต้กรอบคนไทยไม่ทิ้งกัน งบประมาณ 7,253,400 บาท มีเป้าหมายอบรมเพิ่มทักษะอาชีพด้านหม่อนไหมให้กับเกษตรกรผู้ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 1,600 ราย ประกอบด้วย หลักสูตรการปลูกหม่อนผลสดเพื่อใช้ประโยชน์ จำนวน 400 ราย และหลักสูตรการแปรรูปผลิตภัณฑ์หม่อนไหม จำนวน 1,200 ราย ในภาพรวมของการดำเนินงานในโครงการที่ 2 นี้ลุล่วงไปกว่า 90% และคาดว่าจะแล้วเสร็จ 100% ในปลายเดือน 2561 นี้

“อย่างไรก็ตาม จากผลการดำเนินงานทั้ง 2 โครงการใหญ่ในส่วนของกรมหม่อนไหม ถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเกษตรกรมีความพึงพอใจให้การตอบรับและยอมรับที่จะปรับเปลี่ยนตนเองมาสู่การมีอาชีพใหม่อย่างอาชีพเลี้ยงไหมที่มีความยั่งยืนด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐ” รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

แมลง นับเป็นแหล่งอาหารโปรตีนชนิดใหม่ที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ เอฟเอโอ (FAO) โดยในการประชุมความมั่นคงอาหารและป่าไม้ ในปี 2556 ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี ผู้เข้าร่วมประชุมจาก 100 ประเทศ ได้ให้การยอมรับในการใช้แมลงกินได้เป็นเสบียงอาหารโปรตีนสำรองสำหรับประชากรของโลกที่เพิ่มขึ้น คาดการณ์ว่าประชากรโลกจะเพิ่มเป็น 9,000 ล้านคน ภายในปี 2593 ซึ่งอาจเกิดปัญหาการขาดแคลนทั้งอาหารมนุษย์และอาหารสัตว์

แมลง จึงเป็นอาหารโปรตีนทางเลือกใหม่ที่มีราคาถูกและสามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่น จิ้งหรีด เป็นหนึ่งในแมลงที่มีการเพาะเลี้ยงกันมากในประเทศไทย จิ้งหรีด เป็นแมลงที่พบได้ทั่วไปตามธรรมชาติ แต่มากด้วยคุณค่าทางโภชนาการ มีโปรตีนถึง 12.9% ไขมัน 5.54% และคาร์โบไฮเดรต 5.1%

จิ้งหรีด เป็นแมลงที่เลี้ยงง่าย ขยายพันธุ์เร็ว ให้ผลผลิตสูง แม่พันธุ์ 1 ตัว ให้ลูกถึง 1,000 ตัว รวมถึงใช้พื้นที่และปริมาณน้ำในการเลี้ยงน้อย ทั้งยัง “ไม่ต้องใช้” เทคโนโลยีและต้นทุนในการเลี้ยงที่สูง จิ้งหรีดจึงเหมาะสมกับพื้นที่แห้งแล้งหรือเขตชนบท เกษตรกรจะนำมาเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมไว้บริโภคและจำหน่ายเพื่อเพิ่มรายได้ เพราะใช้เวลาไม่มาก อีกทั้งสามารถใช้เวลาว่างจากการเพาะปลูกมาดูแลจิ้งหรีดได้ โดยภายในเวลา 1 ปี จะเลี้ยงจิ้งหรีดได้ 7-8 รุ่น ต่อปี

สำหรับพันธุ์จิ้งหรีดที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงมี 3 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์สะดิ้ง ทองดำ และจิ้งหรีดขาว สำหรับจิ้งหรีดบ้าน หรือแมงสะดิ้ง ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยง 40-50 วัน ราคาขายส่งกิโลกรัม (กก.) ละ 80-100 บาท ส่วนจิ้งหรีดทองดำใช้ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 30-45 วัน ราคาขายส่งอยู่ที่ 120-150 บาท/กก. นอกจากจะมีการซื้อขายภายในชุมชนแล้ว สำหรับตลาดขายส่งจิ้งหรีดที่มีศักยภาพ ได้แก่ ตลาดเกษตรกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์ ตลาดไท จ.ปทุมธานี ตลาดโรงเกลือ จ.สระแก้ว และตลาดนัดจตุจักร กรุงเทพฯ จิ้งหรีดสามารถนำมาบริโภคได้หลายรูปแบบ เช่น ทอด คั่ว บรรจุกระป๋อง รวมถึงบดผงเพื่อแปรรูปเป็นคุกกี้ ขณะเดียวกันยังมีการส่งออกจิ้งหรีดไปยังญี่ปุ่น อียู และสหรัฐ เป็นต้น

ปัจจุบัน ไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพและมีความชำนาญในการเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดในเชิงพาณิชย์ โดยมีฟาร์มจิ้งหรีดกว่า 20,000 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และมหาสารคาม ซึ่งฟาร์มเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดของประเทศไทยมีกำลังการผลิตสูงกว่า 7,500 ตัน/ปี คิดเป็นมูลค่าจิ้งหรีดสดและแปรรูป รวมกว่า 900 ล้านบาท

ปัจจุบัน มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนผลิตแมลงในไทย โดยเฉพาะการเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด พร้อมตั้งโรงงานแปรรูปจิ้งหรีดส่งออกไปต่างประเทศ อาทิ สหภาพยุโรป (อียู) จีน สหรัฐ และญี่ปุ่น ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรหลังช่วงทำนาหรือระหว่างฤดูแล้ง

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จึงได้จัดทำมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มจิ้งหรีด เพื่อให้เกษตรกรมีแนวทางในการปฏิบัติและสามารถขอการรับรองการพัฒนาผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดแปรรูป เช่น Snack Food รสชาติต่างๆ ทั้งรสต้มยำ รสวาซาบิ รวมทั้งจิ้งหรีดชนิดโปรตีนผง เพื่อนำไปแปรรูป เป็นเค้ก คุกกี้ ส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งลาว จีน และอียู ซึ่งพบว่าตลาดให้การตอบรับค่อนข้างดี

มกอช. จึงออกข้อกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มจิ้งหรีด หรือฟาร์มจิ้งหรีด จีเอพี (GAP) ในรูปแบบเดียวกับมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ทั่วไป เพื่อเป็นเครื่องมือการันตีคุณภาพสินค้าแมลงของไทย โดยเฉพาะจิ้งหรีดและผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสทางการตลาดและผลักดันส่งออกไปต่างประเทศได้เพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญ ยังช่วยสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีดด้วย

มาตรฐานสินค้าเกษตรนี้ กำหนดเกณฑ์การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มจิ้งหรีด ตั้งแต่องค์ประกอบฟาร์ม อาหารสำหรับแมลง น้ำ การจัดการฟาร์ม สุขภาพสัตว์ สวัสดิภาพสัตว์ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม และการบันทึกข้อมูล เพื่อผลิตจิ้งหรีดที่มีคุณภาพดี และได้จิ้งหรีดและผลิตผลอื่นๆ ที่มีคุณภาพเหมาะสมในการนำไปใช้ผลิตเป็นอาหารที่ปลอดภัยต่อการบริโภค

ปลายปี 2560 คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ได้ประกาศยอมรับกฎระเบียบฉบับใหม่เกี่ยวกับอาหารที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ (Novel Food) เพื่อให้สถานประกอบการสามารถนำเข้า Novel Food มายังอียูได้สะดวกขึ้น ซึ่งแมลงจัดอยู่ในกลุ่ม Novel Food ด้วย ถือเป็นการเปิดช่องทางให้กับอุตสาหกรรมอาหารจากวัตถุดิบแมลง และเป็น “โอกาสทอง” ของเกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีดของไทยที่จะ “ขยายตลาดส่งออก” ได้มากขึ้น ที่สำคัญยังช่วยให้ประเทศไทยสามารถเป็น “ต้นแบบของโลก” ในการผลิตหรือทำฟาร์มแมลงกินได้ เช่น จิ้งหรีด แบบครบวงจรของโลก