สภาเกษตรกรจับมือกองทุนการออมแห่งชาติสร้างบำนาญวัย

เกษียณให้เกษตรกรว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้กล่าวว่า อาชีพเกษตรกรทำงานเหนื่อยหนักทั้งชีวิตแต่ไม่มีสวัสดิการอะไรเหมือนกับอาชีพอื่นที่หน่วยงานมีประกันสังคม หรือข้าราชการมีกองทุนบำเหน็จบำนาญดูแล ในฐานะที่สภาเกษตรกรแห่งชาติเป็นตัวแทนเกษตรกรได้แสวงหาวิธีการสร้างความมั่นคง ยั่งยืนให้กับพี่น้องเกษตรกรมาโดยตลอด

วันนี้พบว่ากองทุนการออมแห่งชาติที่กระทรวงการคลังดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 เป็นวิธีการที่เกษตรกรสามารถใช้เป็นหลักประกันในชีวิตหลังวัย 60 ปีได้ จนกระทั่งได้มีการหารือกันกับกองทุนการออมแห่งชาติและนำสู่การทำบันทึกข้อตกลง(MOU.)กันเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา ณ กระทรวงการคลัง จุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการสร้างหลักประกันให้กับเกษตรกรซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศให้ได้รับความคุ้มครองยามชราในรูปของเงินบำนาญเป็นการสร้างความเสมอภาคและความเป็นธรรมในการดูแลจากภาครัฐอย่างทั่วถึง เกษตรกรจะรู้จักการออมพร้อมทั้งรัฐบาลจะสมทบให้ตามช่วงวัยเพื่อเป็นหลักประกันทางการเงินในยามวัยเกษียณเช่นเดียวกับระบบบำนาญข้าราชการ หรือพนักงานในระบบที่มีนายจ้างดูแล ช่วยลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนในประเทศให้ได้รับสวัสดิการด้านบำนาญจากรัฐอย่างทั่วถึง

“ ปัญหาขณะนี้คือเกษตรกรยังไม่เข้าใจเรื่องกองทุนการออมแห่งชาติ สภาเกษตรกรฯจึงต้องทำหน้าที่ทำความเข้าใจกับเกษตรกรว่ามีประโยชน์อย่างไร หลังจากออมเงินแล้วจะช่วยเหลือ ดูแลพี่น้องเกษตรกรได้อย่างไรในบั้นปลายชีวิต ”

ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล่าวต่อไปว่า สภาเกษตรกรฯมีสมาชิกเครือข่ายทั่วประเทศตั้งแต่หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด โดยจะใช้เครือข่ายดังกล่าวในการสร้างความเข้าใจในสิทธิประโยชน์ต่างๆของตัวเกษตรกรเองรวมทั้งเป็นบำนาญส่งต่อไปยังลูกหลาน พร้อมทั้งผลักดันให้เกษตรกรเข้าร่วมเป็นสมาชิกกองทุนฯให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม สถานะกองทุนฯ ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2560 มีสมาชิกรวม 529,663 คน ซึ่งในปี 2561 กระทรวงการคลังได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนสมาชิก กอช. ไว้ที่ 1.2 ล้านคน

กรมส่งเสริมสหกรณ์เผยปี 60 ยอดจำหน่ายสินค้าของศูนย์กระจาย สินค้าสหกรณ์ทั่วประเทศ 124 แห่ง ทะลุหกพันล้านบาท สินค้าประเภทปัจจัยการผลิต ผลผลิตการเกษตร สินค้าแปรรูปและสินค้าอุปโภคบริโภคขายดี ส่งผลทำให้ปริมาณธุรกิจสหกรณ์ภาคการเกษตรเติบโต สามารถตอบสนองความต้องการบริโภคสินค้าสหกรณ์ให้กับสมาชิกและคนในชุมชนต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึง

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินโครงการสนับสนุนช่องทางการจำหน่ายสินค้าและผลผลิตของสหกรณ์ทั่วประเทศ โดยการส่งเสริมให้สหกรณ์ในพื้นที่ต่าง ๆ ที่มีศักยภาพพร้อมเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงสินค้ากับสหกรณ์จากจังหวัดต่าง ๆ เปิดเป็นศูนย์จำหน่ายสินค้าสหกรณ์ (Cooperative Distribution Center : CDC) เนื่องจากสหกรณ์การเกษตรนับว่าเป็นแหล่งผลิตสินค้าที่มีศักยภาพ หลายชนิด ทั้งข้าวสาร นมพร้อมดื่ม ไข่ไก่ อาหารทะเล น้ำตาล น้ำมันพืช น้ำดื่ม และผลิตผลการเกษตรตามฤดูกาล เช่น หอมกระเทียม ผักและผลไม้ ซึ่งมีคุณภาพได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค “ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์จะทำหน้าที่ในการรองรับผลผลิตและสินค้าจากสหกรณ์ในจังหวัดต่าง ๆ มากระจายสู่ผู้บริโภคในจังหวัดของตนเอง ซึ่งทำให้ลดขั้นตอนการขนส่งและสามารถจำหน่ายสินค้าได้ราคาที่ยุติธรรม และยังช่วยให้ผู้บริโภคในชุมชนสามารถเข้าถึงสินค้าสหกรณ์ได้ง่ายและทั่วถึงมากขึ้น

ปัจจุบันมีศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ทั่วประเทศกระจายอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ จำนวน 124 แห่ง ซึ่งในปี 2560 ที่ผ่านมา ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ทั่วประเทศสามารถสร้างยอดจำหน่ายรวม 6,660,720,718 บาท โดยแบ่งเป็นสินค้า 5 ประเภทหลัก ๆ เรียงตามลำดับยอดจำหน่ายสูงสุดได้แก่1.สินค้า อุปโภค – บริโภค ยอดจำหน่าย 2,418,456,046 บาท 2.ปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย เครื่องมืออุปกรณ์การเกษตร เมล็ดพันธ์ ยอดจำหน่าย 2,257,703,729 บาท 3.สินค้าอื่น ๆ ยอดจำหน่าย 1,042,551,403 บาท 4.สินค้าของสหกรณ์ที่ผลิตขึ้นเอง ทั้งข้าวสาร น้ำดื่ม กาแฟ นม รวม 899,114,197 บาท และ5.ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป สินค้าหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์ประเภทผ้าไหมผ้าฝ้าย ยอดจำหน่ายรวม 42,895,343 บาท ซึ่งสหกรณ์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุด ได้แก่ 1.ปัจจัยการผลิตทางการเกษตร และสินค้าสหกรณ์ของสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.ชลบุรี จำกัด 2.ผลิตภัณฑ์สินค้าแปรรูปของชุมนุ มสหกรณ์การเกษตรอุตรดิตถ์ จำกัด 3.สินค้าอุปโภค – บริโภคของร้านสหกรณ์จังหวัดตราด จำกัด และ 4.สินค้าอื่นๆ ของสหกรณ์การเกษตรเมืองเชียงราย จำกัด

ในปี 2561 กรมส่งเสริมสหกรณ์จะสนับสนุนการขยายเครือข่ายของศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์เพื่อช่วยยกระดับการดำเนินธุรกิจของศูนย์ฯ ให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น และจะดำเนินการผ่าน “โครงการพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตร เป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ” เพื่อส่งเสริมให้สหกรณ์การเกษตรระดับอำเภอทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการให้บริการสมาชิกและเกษตรกรในการช่วยยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าทางการเกษตร เช่น เป็นร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ เป็นศูนย์กลางรับซื้อและรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรจากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่

เป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ด้านงานสหกรณ์ และเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานราชการเพื่อส่งผ่านนโยบายของรัฐบาลไปสู่เกษตรกรในพื้นที่ และยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ระดับอีกหน้าที่หนึ่งด้วย โดยศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ระดับอำเภอต้องสร้างเครือข่ายกระจายสินค้าไปยังร้านค้าปลีกของชุมชน ทั้งที่เป็นร้านค้าชุมชนและร้านค้ากองทุนหมู่บ้านในอำเภอ รวมถึงสนับสนุนให้สมาชิกสหกรณ์เปิดจุดจำหน่ายสินค้าในลักษณะร้านค้าปลีกในระดับตำบลหรือหมู่บ้าน เพื่อเพิ่มช่องทางในการกระจายสินค้าให้เข้าถึงชาวบ้านชุมชนต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นและยังช่วยเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ได้อีกทางหนึ่งด้วย

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ยังกล่าวต่อด้วยว่า กรมฯยังคงจัดกิจกรรมที่ช่วยต่อยอดธุรกิจให้กับศูนย์ฯ โดยเน้นเรื่องการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า และสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าการเกษตร ด้วยการส่งเสริมให้สหกรณ์นำเครื่องหมายการค้าประเภทบริการ ที่ได้รับการจดทะเบียนกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์แล้ว เป็นสื่อกลางในการดึงดูดและสร้างการยอมรับให้กับประชาชนได้เลือกซื้อสินค้าและบริการจากสหกรณ์

รวมถึงส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์สินค้าสหกรณ์ผ่านออนไลน์ และ Social Network อาทิ Line Facebook และ Website ต่างๆ ด้วย ทั้งนี้ ยอดจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ที่เพิ่มสูงขึ้นในปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากการบริหารจัดการที่เน้นการนำระบบโลจิสติกส์ (Logistic) มาเป็นหลักในการบริหารจัดการสินค้าสหกรณ์ ด้วยวิธีการรวมซื้อและรวมขาย ซึ่งเป็นการช่วยลดต้นทุนราคาสินค้าและการรวมกันขายยังเป็นการสร้างอำนาจในการต่อรองให้กับเกษตรกร สร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งผู้ซื้อและผู้ขายและยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยผลักดันธุรกิจของศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาที่ผ่านมา และคาดว่าธุรกิจดังกล่าวยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอนาคตต่อไป

เมื่อเร็วๆนี้ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจเยี่ยมพร้อมมอบนโยบายการดำเนินงานให้แก่ผู้บริหารและข้าราชการกรมหม่อนไหม โดยมี นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมหม่อนไหม ร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมชั้น 1 กรมหม่อนไหม เกษตรกลาง บางเขน

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กรมหม่อนไหม จัดตั้งขึ้น ตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 สำหรับแนวทางการดำเนินงาน ในปี 2561 นอกจากมุ่งเน้นพัฒนาบุคคลากรกรมหม่อนไหมให้เป็น Smart officer ยกระดับผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้ก้าวสู่การเป็น Smart Farmer และพัฒนาสินค้าหม่อนไหมสู่ Smart Production กรมหม่อนไหมควรเน้นช่วยเหลือเกษตรกรโดยหาแนวทางในการลดต้นทุนการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม นอกจากนี้ยังให้นำศาสตร์พระราชา และพระราชปณิธานของสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่9 มาดำเนินงานโดยการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม บนพื้นที่สูง เพื่อลดปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า ช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์แก่ดิน น้ำ และป่าไม้ ตามแนวทางการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก และยังเป็นการสืบสานอาชีพด้านหม่อนไหมให้คงอยู่ต่อไปอีกด้วย

ทั้งนี้ โดยมีเป้าหมายขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบาย “ต่อ เติม แต่ง” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งสานต่อการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการตลาด พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านหม่อนไหมทุกระดับ รวมทั้งพัฒนาระบบบริหารจัดการสินค้าหม่อนไหมสู่เกษตร 4.0 เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถรองรับการแข่งขันให้กับสินค้าไหมไทยและผลิตภัณฑ์ไหมในเวทีการค้าโลกในอนาคต

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวต่อไปว่า การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านหม่อนไหมทุกระดับ เป็นหนึ่งภารกิจที่กรมหม่อนไหมควรสานต่อและเติมเต็มเพื่อยกระดับสมรรถนะบุคลากรให้มีศักยภาพสูงขึ้นตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการพัฒนาบุคลากรและเจ้าหน้าที่กรมหม่อนไหมทุกระดับให้เป็น สมาร์ทออฟฟิศเซอร์ (Smart Officer) ที่มีความรู้สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านหม่อนไหม อาทิ การเลี้ยงไหม การทอผ้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไหม รวมถึงผลงานวิจัยที่ประสบผลสำเร็จ และข้อมูลด้านเศรษฐกิจและตลาดสินค้าหม่อนไปยังเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและผู้ประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นการยกระดับผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้ก้าวสู่การเป็นสมาร์ทฟาร์เมอร์ (Smart Farmer)

โดยรวมถึงการสร้างทายาทหม่อนไหม ยังเป็นโครงการสำคัญที่กรมหม่อนไหมดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อสนองพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ บรมราชินีนาถ ใน รัชกาลที่ 9 ในการอนุรักษ์และสืบสานอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้คงอยู่ต่อไป โดยจะร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ สร้างทายาทหม่อนไหมในสถาบันอุดมศึกษา และขยายความร่วมมือกับกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เพื่อสร้างทายาทหม่อนไหมในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนทั่วประเทศ โดย กรมหม่อนไหมจะสนับสนุนทั้งองค์ความรู้การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอย่างถูกต้องและเหมาะสม รวมถึงสนับสนุนปัจจัยการผลิตพื้นฐาน เช่น พันธุ์หม่อน ไหมพันธุ์ดี และเครื่องมืออุปกรณ์ในการเลี้ยงไหม สาวไหม และทอผ้า เป็นต้น เพื่อกระตุ้นให้นักศึกษา เด็กนักเรียน และเยาวชนได้เรียนรู้และซึมซับอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และการพัฒนาธุรกิจต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นทางเลือกและช่วยสืบทอดอาชีพนี้ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนทางหนึ่ง

นอกจากนั้น จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าหม่อนไหมให้ก้าวสู่การเป็นสมาร์ทโพรดักชั่น (Smart Production) ป้อนเข้าสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น เพื่อยกระดับสินค้าคุณภาพสูง มีความปลอดภัยและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยเน้นการวิจัยและนวัตกรรมภูมิปัญญาด้านหม่อนไหมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง นำไปสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานสอดรับความต้องการของตลาด และเป็นต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการดำเนินงาน เพื่อให้บริการแก่เกษตรกร ประชาชนหรือผู้เกี่ยวข้องให้สามารถเข้าถึงข้อมูลและการบริการด้านหม่อนไหมได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2561 ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในพื้นที่ภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจ ในเดือนธันวาคม 2560 จากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนภาคครัวเรือนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ 420 ตัวอย่าง พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนพฤศจิกายน 2560 โดยมาจากการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน และรายได้จากการท่องเที่ยว

ผศ.ดร.วิวัฒน์ กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม โอกาสในการหางานทำ/ได้งานใหม่ รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครัวเรือน รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า รายจ่ายที่เกี่ยวข้องด้านอสังหาฯ และรายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เนื่องมาจากการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนที่เพิ่มขึ้น จากการจัดเลี้ยงฉลองปีใหม่ของหน่วยงานภาครัฐ บริษัทห้างร้านและการท่องเที่ยวและเดินทางพักผ่อนกับครอบครัวในช่วงวันหยุดปีใหม่

“รายได้จากการทำงาน มีความเชื่อมั่นลดลง เนื่องจากรายได้จากภาคเกษตรลดลงราคาสินค้าเกษตร เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ก็มีแนวโน้มปรับตัวลดลง ซึ่งรัฐบาลได้ร่วมมือกับภาคเอกชนแก้ไขปัญหา โดยออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อ ให้ราคายางพาราเพิ่มขึ้นเป็น 60 บาทต่อกิโลกรัม ที่จะเริ่มใช้ในเดือนมกราคม 2561”

ผศ.ดร.วิวัฒน์ กล่าวอีกว่า ผลคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และรายได้จากการทำงานจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 32.80 และ 34.70 ตามลำดับ ส่วนความเชื่อมั่นต่อรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครัวเรือน และรายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ในอีก 3 เดือนข้างหน้า จะเพิ่มขึ้น ร้อยละ 39.70 และ 49.10

“ปัจจัยที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่ามีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันมากที่สุด คือค่าครองชีพร้อยละ 32.40 หนี้สินครัวเรือน และราคาสินค้าร้อยละ 28.20 และ 15.40 ปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนมองว่ารัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือเป็นอันดับแรก คือ ค่าครองชีพ รองลงมาหนี้สินครัวเรือน และราคาสินค้า” ผศ.ดร.วิวัฒน์ กล่าว

เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ จ.พิษณุโลก ได้เดินทางมาเพื่อตรวจสุขภาพลูกสุนัขไทยพันธุ์บางแก้วเพศผู้ทั้ง 3 ตัว ที่นายกรัฐมนตรีได้ซื้อ พร้อมกับทำการฉีดวัคซีนให้ลูกสุนัขที่มีอายุ 47 วัน โดยการตรวจสุขภาพเบื้องต้นพบว่า ลูกสุนัขทั้ง 3 ตัว มีสุขภาพแข็งแรง ร่าเริงดี เจ้าของได้เลี้ยงดูแลไว้ในกรงขังยกพื้นสูงไว้ เจ้าหน้าที่ได้ฉีดวัคซีนรวมให้ และให้นายเสนอ เจ้าของคอกสุนัข คอยดูแลต่อไป ในระยะเวลาประมาณ 7-15 วัน เพื่อคอยดูการอาการและผลข้างเคียงและรอให้วัคซีนอยู่ในระยะคุ้มกันลูกสุนัข พร้อมกำชับให้หมั่นทำความสะอาดกรงเลี้ยง ไม่อาบน้ำในระยะ 7 วันแรก

เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2561 ที่คอกชนะชัยบางแก้ว เลขที่ 52/2 หมู่ 9 บ้านยมราช ต.ท่านางาม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก คอกสุนัขของนายเสนอ จันทร์พุฒ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาประชุม ครม.สัญจรพิษณุโลก-สุโขทัย เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2560 และซื้อลูกสุนัขไทยบางแก้วไป 3 ตัวในราคา 25,000 บาท และเป็นประเด็นข่าวขึ้นมาอีก จะมีการยื่นเรื่องให้ตรวจสอบ กรณีที่นายกรัฐมนตรีจะมอบลูกสุนัขที่ซื้อ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และ “บิ๊กฉัตร” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี

ในช่วงบ่ายวันนี้ นายธวัช พุ่มนาค ปศุสัตว์ อ.บางระกำ นายไชยญา เจริญสวัสดิ์ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ ปศุสัตว์ จ.พิษณุโลก พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ จ.พิษณุโลก ได้เดินทางมาเพื่อตรวจสุขภาพลูกสุนัขไทยพันธุ์บางแก้วเพศผู้ทั้ง 3 ตัว ที่นายกรัฐมนตรีได้ซื้อไป พร้อมกับทำการฉีดวัคซีนให้ลูกสุนัขที่มีอายุ 47 วัน โดยการตรวจสุขภาพเบื้องต้นพบว่า ลูกสุนัขทั้ง 3 ตัว มีสุขภาพแข็งแรง ร่าเริงดี เจ้าของได้เลี้ยงดูแลไว้ในกรงขังยกพื้นสูงไว้ เจ้าหน้าที่ได้ฉีดวัคซีนรวมให้ และให้นายเสนอ เจ้าของคอกสุนัข คอยดูแลต่อไป ในระยะเวลาประมาณ 7-15 วัน เพื่อคอยดูการอาการและผลข้างเคียงและรอให้วัคซีนอยู่ในระยะคุ้มกันลูกสุนัข พร้อมกำชับให้หมั่นทำความสะอาดกรงเลี้ยง ไม่อาบน้ำในระยะ 7 วันแรก

นายธวัช พุ่มนาค ปศุสัตว์อ.บางระกำ เปิดเผยว่า หลังจากนายกรัฐมนตรีมาที่ดูงานวิสาหกิจชุมชนที่บ้านวังส้มซ่า และซื้อลูกสุนัขไทยพันธุ์บางแก้วทั้ง 3 ตัวแล้ว ได้มอบเงินให้กับเจ้าของสุนัขเรียบร้อยแล้ว อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้มอบหมายให้ปศุสัตว์อำเภอบางระกำและปศุสัตว์จังหวัดพิษณุโลก ติดตามดูแลการฉีดวัคซีน โดยให้เจ้าของคอกเป็นผู้เลี้ยงไปก่อน ส่วนชื่อลูกสุนัขทั้ง 3 ตัวยังไม่มีการตั้งชื่อ ส่วนการจะดำเนินการนำไปมอบให้กับนายกรัฐมนตรีนั้น ต้องหลังจากการฉีดวัคซีนในระยะ 7-15 วันไปก่อน

นายเสนอ จันทร์พุฒ อายุ 54 ปี เจ้าของคอกชนะชัย บางแก้วบอกว่า รู้สึกดีใจมากที่นายกรัฐมนตรีมาซื้อลูกสุนัข ในวันนั้นตนได้รับการติดต่อจากปศุสัตว์ ให้นำเจ้าเมืองแมน พ่อพันธุ์สุนัขไทยพันธุ์บางแก้วที่มีลักษณะดีไปแสดงที่บ้านวังส้มซ่า และได้ติดลูกสุนัขไปด้วย 3 ตัว ดีใจที่นายกฯมาเยี่ยมชมสุนัข และไม่คาดคิดมาก่อนว่านายกฯจะซื้อลูกสุนัขไป 3 ตัว ซึ่งตอนนั้นนายกฯสอบถามมาว่าราคาตัวละเท่าไหร่ ตนก็ตอบไปว่า ตัวละ 6,000 บาท แต่นายกรัฐมนตรีให้เป็นขวัญและกำลังใจรวม 25,000 บาท

นายเสนอเผยต่อว่า สำหรับประเด็นที่จะมีผู้ยื่นตรวจสอบนายกรัฐมนตรี จะนำลูกสุนัขไปมอบต่อให้ผู้อื่น เรื่องนี้ตนไม่ได้สนใจ และไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรด้วย เป็นสิทธิของนายกฯ และตนก็ไม่ไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายต่างๆ แค่นายกฯมาเยี่ยมชมสุนัขที่ตนนำไปแสดง และซื้อลูกสุนัข 3 ตัว ก็ดีใจมากแล้ว ซึ่งอาชีพหลักของตนคือการทำนำ ได้หันมาเลี้ยงสุนัขไทยพันธุ์บางแก้ว ที่มีถิ่นกำเนิดที่ ต.ท่านางงาม อ.บางระกำได้ 10 ปีก่อน เพราะเป็นสัตว์ที่มีต้นกำเนิดในพื้นที่ และเป็นสัตว์เลี้ยงที่รักเจ้าของ มีรายได้เสริมจากการผสมพันธุ์ และเพาะลูกสุนัขขายปีละประมาณ 200,000 บาท

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2561 นี้คาดการณ์อัตราเงินเฟ้ออยู่ในช่วงระหว่าง 0.6-1.6% เฉลี่ย คาดว่าน่าจะเข้าใกล้ 1% ภายใต้สมมติฐาน ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัว 3.75%

และคาดว่าราคาสินค้าน่าจะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย njcarpet-cleaning.com ตามราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น ส่งผลให้สินค้าในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน และภาคบริการ ขนส่ง อาจปรับเพิ่มขึ้น แต่ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อจะไม่ปรับเพิ่มขึ้นสูงมากนัก เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรยังไม่ปรับเพิ่มขึ้นสูง และมาตรการของรัฐ โดยเฉพาะบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมาตรการดูแลราคาสินค้า ของกรมการค้าภายใน ยังช่วยทำให้ค่าครองชีพไม่เพิ่มขึ้น รวมทั้งภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง ทำให้ราคาสินค้าโดยรวมยังไม่สูงขึ้นมาก

นอกจากนี้ การส่งออกที่สูงขึ้น ทำให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนขยายตัว มีการใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนก็จะขยายตัวมากขึ้นเช่นเดียวกัน ส่วนราคาน้ำมันคาดว่า ยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยในปีหน้าคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากความต้องการใช้ที่จะเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และคาดว่าค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนอัตราเงินเฟ้อในปี ที่ผ่านมา สูงขึ้น 0.66% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าค่าครองชีพของประชาชนไม่ได้สูงมากนัก ประชาชนยังชะลอการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าคงทน เนื่องจากกำลังซื้อยังเปราะบาง แต่การปรับขึ้นส่วนใหญ่มาจากหมวดสินค้าที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มที่สูงขึ้น 1.5% รวมถึง หมวดพาหนะ การขนส่ง และการสื่อสารที่สูงขึ้น 2.35% จากปีที่ผ่านมา ตามราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมากกว่าปี 2016 ส่วนหมวดอาหารสดราคาปรับลดลงจากปีที่ผ่าน โดยเฉพาะผัก ผลไม้ ไข่ไก่ และเนื้อสัตว์

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา สูงขึ้น 0.78% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ตามราคาน้ำมันขายปลีกเชื้อเพลิงในประเทศที่ปรับขึ้น รวมถึงราคาเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่สูงขึ้นจากการปรับภาษีค่าความหวานของเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ และเมื่อเทียบกับ เดือนพย. ปีที่ผ่านมาเงินเฟ้อลดลง 0.08% เดือนธ.ค. เงินเฟ้อ 0.62% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.02% เมื่อเทียบกับเดือนพ.ย. และ เฉลี่ยทั้งปี 2017 อยู่ที่ 0.56%

นอกจากนี้ ยังได้วัดค่าครองชีพจากส้มตำใส่ถุง โดยพบว่า จังหวัดที่ราคาส้มตำแพงสุด คือ จ.กระบี่ ราคาถุงละ 60 บาท รองลงมาเป็น จ.ระยอง ถุงละ 55 บาท ส่วนกรุงเทพฯ ราคาถุงละ 35 บาท และถูกสุด ศรีสะเกษ ราคาถุงละ 30 บาท

ทั้งนี้ พบว่าราคาอาหารเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยว ทั้งนี้ในปีนี้ เศรษฐกิจคาดว่าจะดีขึ้น แต่ควต้องจับตาดู ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่จะผันผวนตามสถานการณ์การเมืองโลก และอาจจะมีผลต่อราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมัน

กรณีนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ระบุว่าเทรนด์คณะยอดฮิตในปี 2561 คือ คณะ/สาขาที่มีงานทำ รายได้ดี และมั่นคง ได้แก่ สาขาด้านอุตสาหกรรมต่าง ๆ วิศวกรรมเคมี วิศวกรรมไฟฟ้า ทันตแพทยศาสตร์ พยาบาล โดยสาขาที่โดดเด่น คือ วิศวกรรมโยธา เพราะรองรับเมกะโปรเจ็กต์ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่นายฤๅเดช เกิดวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (มร.สส.) มองว่า คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ยังได้รับความนิยมอันดับ 1 ตามด้วยคณะนิติศาสตร์และคณะ/สาขาด้านธุรกิจบริการ ธุรกิจการบิน ส่วนนิเทศศาสตร์ซบเซา เพราะคนกลัวตกงาน โดยเตรียมทบทวนปรับปรุง/ยุบเลิก 33 สาขาเพราะคนไม่นิยมนั้น