สภาเกษตรกรฯปลื้มแทนเกษตรกร เมื่อแผนแม่บทฉบับแรกผ่าน

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2560 ครม.มีมติเห็นชอบร่างแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ.2560-2564 ตามที่สภาเกษตรฯเสนอ ต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรี คณะครม.ที่เห็นชอบ ด้วยสภาเกษตรกรฯมีหน้าที่ในการจัดทำแผนแม่บทตามกฎหมายโดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการทำแผนแม่บทจากเกษตรกรเองจากล่างสู่บนใช้เวลา 3 ปี จัดเวทีหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัดแต่ละจังหวัดรวมกันเข้ามากลายเป็นแผนแม่บทซึ่งมียุทธศาสตร์หลากหลายเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรทั้งที่ยังพึ่งตนเองไม่ได้และที่ต้องเข้าสู่กระบวนการแข่งขัน

แผนนี้จึงครอบคลุมในทุกมิติทุกด้านของเกษตรกรไทย ที่ผ่านมาเกษตรกรได้เคยพยายามเสนอแนะแนวนโยบายโครงการต่างๆไม่เคยได้ผล แต่ครั้งนี้ด้วยกฎหมายของสภาเกษตรกรฯที่ได้บัญญัติไว้ 1 มาตราว่าสภาเกษตรกรฯมีหน้าที่ทำแผนแม่บทต่อจากนี้จะเป็นการขับเคลื่อนแผนไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งจะไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของสภาเกษตรกรฯ แต่จะเป็นอำนาจหน้าที่ที่แต่ละส่วนงาน คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้น ที่จะนำไปทำเป็นแผนปฏิบัติการตามแผนงาน

โครงการของแต่ละหน่วยงาน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายของเกษตรกรคือ “องค์กรเกษตรกรเครือข่ายเข้มแข็ง โครงสร้างพื้นฐานและการจัดการทั่วถึง เกษตรกรพึ่งตนเองได้” โดยอยากเห็นการทำแผนปฏิบัติลงไปถึงระดับตำบลซึ่งเป็นส่วนที่เล็กที่สุด หลังจากนี้ก็จะเป็นการนัดประชุมกับรัฐมนตรีและผู้บริหารกระทรวงต่างๆ เพื่อที่จะสร้างกลไก กระบวนการให้เกิดแผนปฏิบัติการขึ้นมา สภาเกษตรฯจะเป็นส่วนหนึ่งเพื่อให้เกิดการประสานความร่วมมือกัน

“ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องเกษตรกรที่ทุ่มเททำแผนของตนเองมาตลอดหลายปี ลงพื้นที่ทุกอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน เพื่อที่จะไปสอบถามถึงความเดือดร้อน ความคิดเห็นสภาพปัญหาและข้อมูลต่างๆเพื่อที่จะเอาปัญหาทั้งหลายมาทำเป็นแผนแม่บท แก้ปัญหากันต่อไปทั้งระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว เวลานำแผนลงไปปฏิบัติเกษตรกรก็จะรู้สึกได้ว่าตนเป็นเจ้าของแผนนี้ ด้วยมีส่วนร่วมในการผลักดัน ขับเคลื่อนให้มีความสำเร็จต่อไป” นายประพัฒน์ กล่าวปิดท้าย

สหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีครั้งที่ 40 เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2560 โดยมีนายอนันต์ มหัจฉริยพันธุ์ สหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2559 ปีทางบัญชีสิ้นสุด 31 มีนาคม 2560 ของสหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด พร้อมให้คำแนะนำคณะกรรมการดำเนินการ ฝ่ายจัดการ ในการบริหารกิจการงานของสหกรณ์ ให้มีความเข้มแข็ง มั่นคงและทำให้เกิดศรัทธาแก่สมาชิกอย่างต่อเนื่อง โดยมีคณะกรรมการ ฝ่ายจัดการ และผู้แทนสมาชิกเข้าร่วมประชุม 160 คน โดยพร้อมเพียงกัน ณ ห้องประชุมพายรำเพย สหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา

นายอนันต์ มหัจฉริยพันธุ์ สหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด ได้ก่อตั้งจดทะเบียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2520 เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ซึ่งปัจจุบันสหกรณ์มีกลุ่มสมาชิก 43 กลุ่ม มีสมาชิกสหกรณ์ 2,306 คน ทุนเรือนหุ้น 118,416,410 บาท มีทุนดำเนินงานทั้งสิ้น 377,544,464.74 บาท จัดสรรเป็นทุนสำรอง 1,189,474.04 บาท ของกำไรทั้งหมด เป็นเงินปันผลร้อยละ 6 สหกรณ์ดำเนินธุรกิจ 5ด้าน คือ 1.ธุรกิจเงินรับฝาก สหกรณ์รับฝากเงินทั้งสิ้น จำนวน 179,603,698.15 บาท 2. ธุรกิจสินเชื่อ สหกรณ์ได้ปล่อยเงินกู้ให้สมาชิกเพื่อนำไปประกอบอาชีพเกษตรกรรม และอุปโภค บริโภค โดยจ่ายเงินกู้ระยะสั้น ระหว่างปี จำนวน 97,200,465 บาท 3.ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย สหกรณ์ได้จัดหาสินค้าที่สมาชิกต้องการมาจำหน่ายแก่สมาชิกระหว่างปี จำนวน 79,572,751.68 บาท 4.ธุรกิจรวบรวมผลิตผล

สหกรณ์มีการรวบรวมข้าวเปลือก และมันสำปะหลัง ระหว่างปี จำนวน 25,220,468.25 บาท 5.ธุรกิจบริการและส่งเสริมการเกษตร สหกรณ์ให้บริการรถดำนาและรถเกี่ยวนวดข้าว ระหว่างปี 110 ราย จำนวน 1,137,612.56 บาทสหกรณ์มีการดำเนินงานมีกำไรสุทธิทั้งปี 11,794,212.04 บาท ในการประชุมใหญ่ครั้งนี้สหกรณ์ได้นำเสนอแผนการดำเนินงานประจำปี ระยะเวลาตั้งแต่ 1 เมษายน 2560 – 31 มีนาคม 2565 เพื่อใช้เป็นแผนกลยุทธ์ฉบับที่ 4 ของสหกรณ์ ในระยะเวลา 5 ปี ภายใต้วิสัยทัศน์ สถาบันสหกรณ์การเรียนรู้ สู่นวัตกรรมนำเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อความเข้มแข็ง มั่งคง และยั่งยืนเพื่อเป็นแนวทางที่ชัดเจนในการดำเนินงานของสหกรณ์ในอนาคตนำไปสู่การสร้างกรอบทิศทางในการพัฒนาสหกรณ์ เป็นเครื่องมือในการบริหารงานเพื่อพัฒนาธุรกิจของสหกรณ์ให้เป็นที่พึ่งของสมาชิสหกรณ์

สหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา กล่าวเพิ่มเติมว่า สหกรณ์ฯ แห่งนี้ในอดีตที่ผ่านมาเคยประสบปัญหาทางด้านการบริหารจัดการจนเกือบต้องเลิกและถอนชื่อ แต่คณะกรรมการดำเนินการ ฝ่ายจัดการ และสมาชิกไม่ย่อท้อต่อความล้มเหลวได้นำอดีตมาเป็นบทเรียน ประกอบกับความมุ่งมั่น ของคณะกรรมการและสมาชิกที่ยังมีความศรัทธาอยู่อย่างเต็มเปี่ยมทำให้สหกรณ์เจริญก้าวหน้ามาจนถึงทุกวันนี้สามารถยืนขึ้นได้อีกครั้ง ณ ปัจจุบันปีนี้สหกรณ์มีกำไรจากผลประกอบการ จำนวน 11.79 ล้านบาทขณะเดียวกันได้เน้นย้ำคณะกรรมการเอาปัญหาความล้มเหลวที่ผ่านมาเป็นบทเรียน เป็นเครื่องย้ำเตือนใจไม่ให้เกิดปัญหาเหล่านั้นอีกและขอบคุณสมาชิกทั้งรุ่นอดีตถึงรุ่นปัจจุบัน ที่มีความมุ่งมั่นเชื่อถือ และมีความศรัทธาต่อสหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด ของเราจนสามารถผ่านวิกฤตมาได้อย่างสง่างามซึ่งเป็นผลดีที่ทำให้สมาชิกเชื่อมั่นว่าระบบสหกรณ์มีความมั่นคงเป็นที่พึ่งให้แก่สมาชิกสหกรณ์ได้ต่อไป

วันที่ 31 พ.ค. – 4 มิ.ย. 60 เครือเบทาโกร ร่วมออกบูธแสดงสินค้าอาหาร ภายใต้แนวคิด “Quality for Life” ในงาน THAIFEX – World of food ASIA 2017 เชิญชิมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ปลอดภัยทุกขั้นตอนในราคาพิเศษ ทั้งแบรนด์ S-Pure ซึ่งผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ ไม่มียาปฏิชีวนะ NSF รับรองเป็นรายแรกของโลก และแบรนด์ BETAGRO ชมการสาธิตการประกอบอาหาร (Cooking Show) โดยมาสเตอร์เชฟชั้นนำจาก Thailand Culinary Academy และ 4 มิ.ย.นี้ เวลา 15.00 น. พบกับ Thai Supermodel มาร่วมกิจกรรม ณ บูธเบทาโกร เลขที่ P01 อาคารชาเลนเจอร์ 3 เมืองทองธานี

สมพงค์ ขันคำ ทำนาปลูกข้าวเป็นอาชีพหลักมาตั้งแต่บรรพบุรุษ กระทั่งมาต่อยอดทำสวนยางเพราะราคายางดีเป็นแรงจูงใจและอยากรวยอย่างคนอื่น แทบไม่นึกว่าราคายางจะตกต่ำจนต้องขายสวนยางทิ้ง หลังจากขายสวนยาง 20 ไร่ ได้เงินมา 1,500,000 บาท ตอนแรกก็คิดอยากนำไปซื้อหาสิ่งของต่างๆ โดยเฉพาะรถยนต์ที่ครอบครัวขันคำอยากได้มานาน แต่เงินจำนวนนี้ไม่ได้ถูกนำไปใช้กับสิ่งของฟุ่มเฟือยอย่างที่ว่า สมพงค์ตัดสินใจลงทุนสร้างฟาร์มเลี้ยงหมูขุน เพื่อให้เป็นอาชีพที่สร้างรายได้แก่ครอบครัว

“ก่อนจะขายที่สวนยางเคยมีสัตวบาลของซีพีเอฟมาพูดคุยกับครอบครัวเรา แนะนำว่ากำลังขยายโครงการเลี้ยงหมูขุนในอำเภอสว่างวีระวงศ์ อุบลราชธานี บอกอย่างละเอียดว่าต้องทำอะไร มีรายจ่ายเท่าไหร่ และ รายได้ที่จะได้รับเป็นอย่างไร ตอนนั้นเราแค่ฟังไว้เป็นข้อมูลแต่ยังไม่กล้าลงทุนเพราะเราเคยแต่ทำนา ไม่เคยเลี้ยงสัตว์มาก่อน ทิ้งระยะเวลามาเกือบปีจนขายสวนยางได้เงินจำนวนนี้มา ตอนแรกอยากเก็บไว้ก่อนกับเอาไปซื้อของที่อยากได้ แต่สุดท้ายเราก็มานึกถึงอาชีพเลี้ยงหมูและมองว่าถ้าเป็นอาชีพเราจะมีเงินมากกว่านี้ จึงกลับไปปรึกษากับทางซีพีเอฟอีกครั้ง” สมพงค์ บอกถึงการหันเหชีวิตจากชาวนามาเป็นคนเลี้ยงหมู กับโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสุกรขุนแก่เกษตรกรรายย่อย หรือโครงการฝากเลี้ยงกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ

สมพงค์ บอกว่า หลังจากที่ได้ศึกษาระบบคอนแทรคฟาร์มอย่างจริงจัง พบว่าเป็นระบบที่ดี มีบริษัทคอยสนับสนุน ที่สำคัญความเสี่ยงเรื่องตลาดยังเป็นศูนย์ เพราะบริษัทเป็นตลาดรองรับให้ เขาจึงตัดสินใจทำฟาร์มหมูทันที ด้วยเงินสดที่มีอยู่ไม่ได้กู้ยืมใคร โดยแบ่งที่ดินบางส่วนบนที่นา 12 ไร่ของครอบครัวขันคำ ที่ ต.แก่งโดม อ.สว่างวีระวงศ์ จ.อุบลราชธานี เพื่อสร้าง “สายทองฟาร์ม” ในปี 2555 เป็นการเลี้ยงหมูขุน ความจุ 600 ตัว ในโรงเรือนปิดที่สามารถปรับอากาศภายในได้ ที่เรียกว่าโรงเรือนอีแวปตามมาตรฐานของบริษัท โรงเรือนแบบนี้เหมือนหมูได้นอนในห้องแอร์เย็นๆตลอดเวลา

กำลังหลักในการเลี้ยงหมูนอกจากสมพงค์แล้ว ยังมี สายทอง ขันคำ ผู้เป็นบุตรสาว มาช่วยเลี้ยงหมูด้วยสายทองเล่าว่า ก่อนจะเริ่มเอาหมูเข้าเลี้ยงสัตวบาลของซีพีเอฟพาไปศึกษาดูงานการเลี้ยงจากเกษตรกรรุ่นพี่ที่ทำฟาร์มมาก่อน เพื่อให้รู้ว่าในแต่ละวันเกษตรกรจะต้องทำอะไรบ้าง รุ่นพี่มีประสบการก็จะถ่ายทอดเทคนิค วิธีการที่ถูกต้อง รวมทั้งยังได้ร่วมอบรมพื้นฐานการเลี้ยงร่วมกับเพื่อนเกษตรกรรุ่นใหม่ๆหลายคน หลังจากเริ่มรับหมูเข้าเลี้ยงทางสัตวบาลก็เข้ามาช่วยดูแลแนะนำการเลี้ยงตลอดระยะเวลากว่า 5-6 เดือนจนกระทั่งจับหมูออกขายได้

“เลี้ยงหมูได้รุ่นเดียวเราก็มองเห็นถึงอนาคตที่ดีแล้ว เพราะเลี้ยงหมูไม่ยุ่งยาก มีวิธีการดูแลที่เราสามารถทำได้ เรียนรู้เทคนิคได้ เวลาทำงานก็เย็นสบายเพราะโรงเรือนปรับอากาศได้ ไม่เหนื่อยเหมือนทำนา รายได้จากการเลี้ยงรุ่นแรกพอหักค่าไฟและค่าใช่จ่ายอื่นแล้ว มีเงินเหลือประมาณ 2 แสนบาท ทุกคนดีใจมาก เพราะได้อย่างที่เราตั้งใจไว้ หมูโตดี เสียหายน้อย รายได้ก็มากตามไปด้วย จึงตัดสินใจขึ้นฟาร์มใหม่ “สมพงค์ฟาร์ม” บนที่ดินผืนเดียวกัน คราวนี้กู้เงินจากธนาคารมาสร้าง และเหลืออีกแค่ 2 ปีก็จ่ายคืนเงินกู้ครบแล้ว ตอนนี้ญาติๆที่เคยค้านเราในตอนแรกเพราะกลัวว่าจะทำไม่ได้ และกลัวไม่สำเร็จอย่างที่บริษัทมาแนะนำ เขาเห็นความสำเร็จของเราก็หันมาลงทุนเลี้ยงหมูอยู่ในกลุ่มเดียวกัน 6 รายแล้ว พวกเราดีใจที่มีส่วนทำให้ญาติๆมีอยู่มีกินดีขึ้นกว่าเดิม” สายทอง บอกอย่างภูมิใจ

นอกจากนี้ สายทองยังเปิดเผยถึงเคล็ดลับการเลี้ยงหมูให้ประสบความสำเร็จว่า ยึดหลักการพื้นฐานการเลี้ยงหมูที่บริษัทแนะนำ ในเรื่อง “5 หัวใจการเลี้ยงสัตว์” ตั้งแต่การมีพันธุ์หมูที่ดี การใช้อาหารทีมีโภชนาการเหมาะสมกับหมูแต่ละช่วงอายุ การเลี้ยงในโรงเรือนอีแวปที่ปรับอากาศได้ทำให้หมูอยู่สบาย จึงไม่เครียด ไม่ป่วย และไม่จำเป็นต้องใช้ยารักษา เพียงใส่ใจกับการทำวัคซีนตามที่สัตวแพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด ประกอบกับมีระบบการเลี้ยงที่ดีมีมาตรฐาน ที่สำคัญคือการป้องกันโรคอย่างเข้มงวดห้ามไม่ให้คนหรือรถจากภายนอกเข้าฟาร์มเด็ดขาด และการเลี้ยงของที่นี่ยังเน้นการดูแลหมูช่วงเล็กๆอย่างดีที่สุด โดยต้องดูเรื่องความอบอุ่น สังเกตการนอนของหมูที่ต้องนอนกระจายตัวไม่นอนสุม ควบคุมการระบายอากาศให้ดี โรงเรือนและคอกเลี้ยงสะอาดไม่มีฝุ่น

นอกจากการจะใส่ใจกับเลี้ยงหมูอย่างดีแล้ว เรื่องชุมชนและสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกส่วนที่ฟาร์มแห่งนี้ให้ความสำคัญ เพื่อให้ฟาร์มอยู่กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน ด้วยการใช้ระบบไบโอแก๊สเพื่อบำบัดน้ำและของเสียที่เกิดขึ้นในระหว่างการเลี้ยง ทำให้ได้ทั้งก๊าซมีเทนสำหรับนำมาปั่นเป็นกระแสไฟฟ้าลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้มากถึงกว่า 40% และยังช่วยลดกลิ่น แมลง และฝุ่นละอองได้เป็นอย่างดี และสายทองยังปลูกต้นไม้ไว้หลังโรงเรือนเพื่อช่วยดูดซับกลิ่นอีกขั้นหนึ่งด้วย

“เราสรุปได้เลยว่าการเลือกมาทำฟาร์มหมูในระบบคอนแทรคฟาร์มกับซีพีเอฟ เป็นการเลือกที่ถูกต้อง และไม่มีความเสี่ยงอย่างที่คนอื่นเคยทักท้วง ถ้าวันนั้นเอาเงินไปซื้อรถ เราก็จะมีแค่รถ แต่ปัจจุบันเรามีรถจากเงินเลี้ยงหมู เรามีความเป็นอยู่ที่ดี มีรายได้ทั้งจากการเลี้ยงหมู การขายขี้หมูตากแห้งหลังผ่านระบบไบโอแก๊สปีละเกือบ 3 หมื่นบาท เราทำนาโดยใช้ขี้หมูนี้เป็นปุ๋ยช่วยลดต้นทุนได้อีก ที่สำคัญเรายังภูมิใจที่ได้เป็นเกษตรกรตัวอย่างทำหน้าที่ถ่ายทอดความสำเร็จและเคล็ดลับให้เพื่อนเกษตรกรรุ่นใหม่ๆ ได้นำไปปรับใช้ให้เหมาะกับฟาร์มของตัวเอง เพื่อช่วยกันผลิตหมูมีมาตรฐาน ปลอดสาร ปลอดภัย” สายทอง กล่าวสรุป

ความสำเร็จของ “สายทองฟาร์ม” และ “สมพงค์ฟาร์ม” เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้กับคนที่ต้องการมีอาชีพที่มั่นคง บนพื้นฐานของการดำเนินธุรกิจที่มีมาตรฐาน ซึ่งผลที่สุดแล้วคนที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดก็คือผู้บริโภคและเกษตรกรเอง

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ขอความร่วมมือไปยังโรงแป้ง โรงงานเอทานอล ให้รับซื้อมันสำปะหลังจากเกษตรกรอย่างต่อเนื่องแม้ว่าคุณภาพจะต่ำกว่าที่ต้องการ และกรณีที่โรงแป้งทุกแห่งต้องปิดซ่อมบำรุงประจำปีในช่วงนี้ ได้ขอให้ทยอยปิดเพื่อให้เกษตรกรยังพอมีที่ขาย เนื่องจากขณะนี้มันในฤดูกาลผลิต 2559/60 เริ่มออกสู่ตลาดแล้ว 31 ล้านตัน หรือคิดเป็นสัดส่วน 82% ของผลผลิตทั้งหมด โดยหัวมันสดจังหวัดนครราชสีมาที่เชื้อแป้ง 25% เฉลี่ยกิโลกรัมละ 1.75 บาท เพราะประสบปัญหาฝนตกชุก เปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งต่ำเหลือ 11-18% และลานมันหยุดรับซื้อจากที่ไม่สามารถตากทำมันเส้นได้ เกษตรกรจึงต้องส่งโรงแป้งและโรงงานเอทานอลที่ให้ราคาตามคุณภาพ

นางนันทวัลย์ กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลังได้เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการมันสำปะหลัง ปี 2560/61 ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการผลิต สนับสนุนสินเชื่อให้กลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ รับซื้อและแปรรูปเป็นมันเส้นสะอาด สนับสนุนเครื่อบสับมัน เพื่อทำมันเส้นสะอาดให้กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ เพื่อเพิ่มมูลค่า และสนับสนุนเครื่องชั่งน้ำหนักให้ด่านที่มีการนำเข้ามันและกำกับดูแลการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. กล่าวว่า ระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม-2 มิถุนายน นี้ กกพ.เปิดให้หน่วยงานราชการ และสหกรณ์ภาคการเกษตรยื่นคำขอเป็นเจ้าของโครงการเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติ สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบลานกว้าง (โซลาร์ฟาร์ม) เฟส 2 จำนวน 219 เมกะวัตต์ แบ่งออกเป็นส่วนราชการยื่นขอได้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ รวม 100 เมกะวัตต์ และสหกรณ์การเกษตร รวม 119 เมกะวัตต์ แยกเป็นภาคเหนือ 19 เมกะวัตต์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 50 เมกะวัตต์ และภาคใต้ 50 เมกะวัตต์ กำหนดสถานที่ยื่นคำขอที่ลานอเนกประสงค์ชั้นจี อาคารจัตุรัสจามจุรี ถนนพญาไท กรุงเทพฯ คาดว่าจะมีผู้สนใจเข้ายื่นคำขอไม่ต่ำกว่า 1,500 ราย ประกาศผลผู้ที่ผ่านการตรวจสอบ วันที่ 14 มิถุนายน เพื่อเข้าสู่กระบวนการจับสลาก วันที่ 26 มิถุนายน หลังจากนั้น จะให้ผู้ได้สิทธิจับคู่กับเอกชนผู้ลงทุนพร้อมยื่นข้อเสนอโครงการกลับมาที่ กกพ.ภายในวันที่ 9 ตุลาคม และประกาศชื่อผู้ได้สิทธิลงทุนผลิตไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ วันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ และจ่ายไฟเข้าระบบภายใน วันที่ 30 ธันวาคม 2561 คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนทยอยลงสู่ระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท แน่นอน

“มีหน่วยงานสนใจยื่นคำขอผ่านระบบออนไลน์แล้ว 103 ราย แบ่งเป็นสหกรณ์การเกษตร 98 แห่ง และสหกรณ์การประมง 2 แห่ง และสถาบันการศึกษา 3 แห่ง ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความว่าสถาบันการศึกษาไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะไม่มีวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์ แต่ กกพ.ว่าจะพิจารณาอีกครั้ง” นายวีระพล กล่าว

หนู เป็นศัตรูพืชที่สำคัญ ทำลายผลผลิตพืชในทุกฤดูกาล แพร่ขยายพันธุ์รวดเร็วมาก เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แพร่โรคฉี่หนู ทำให้คนเจ็บป่วยถึงตายได้ เกษตรอำเภอน้ำปาด แนะนำการป้องกันกำจัดหนู และเตือนระวังการติดเชื้อโรคฉี่หนู

“นายอดุลย์ศักดิ์ ไชยราช” เกษตรอำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ แนะนำว่า หนูเป็นศัตรูพืชที่สำคัญ มีมากมายหลายประเภท ได้แก่ หนูพุกใหญ่ หนูพุกเล็ก หนูนาเล็ก หนูนาใหญ่ หนูหริ่งหางสั้น หนูหริ่งหางยาว หนูท้องขาว หนูป่ามาเลย์ หนูบ้านมาเลย์ หนูฟันขาวใหญ่ หนูฟานเหลือง หนูท้องขาวสิงค์โปร หนูจี๊ด ซึ่งมักจะระบาดทำลายใน นาข้าว ไร่ถั่ว ไร่ข้าวโพด ไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลัง สวนปาล์มน้ำมัน สวนมะพร้าว ในไร่นา ยุ้งฉาง รถบรรทุกผลผลิต คอกปศุสัตว์ บ้านเรือนฯลฯ

แนะนำให้ทำการป้องกันกำจัดหนูอย่างต่อเนื่อง และกว้างขวาง หนูนอกจากจะเป็นศัตรูพืชที่สำคัญแล้ว ยังเป็นพาหะแพร่เชื้อ “โรคฉี่หนู” หรือ “โรคเลปโตสไปโรซีส (leptospirosis หรือ Wail’s disease) เป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณะสุข ที่พบเจออยู่ประจำทุกปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว อัตราการแพร่เชื้อจะมีมากในช่วงฤดูฝน ในสภาพที่มีน้ำท่วมขังนานๆ เช่นแปลงนาข้าว หรือสภาวะน้ำท่วมภัยธรรมชาติ น้ำท่วมขังที่ล้นมาจากท่อระบายน้ำ หรือแหล่งขยะ โสโครกต่างๆ เชื้อโรคที่ปนมากับปัสสาวะหนู เมื่อสัมผัสถูกตัวคน จะเข้าทางแผลเล็กๆ ที่ผิวหนัง รอยขีดข่วน ซอกเล็บ เยื้อบุตา ปาก จมูก และไชเข้าทางผิวหนังที่เปียกชื้นชุ่มน้ำนานๆ คนที่ติดเชื้อทางอ้อม ขณะย่ำดินโคลน ฯลฯ โรคฉี่หนู มีสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังหลายชนิด ที่เป็นพาหะนำเชื้อโรคแพร่กระจายมาสู่คน ได้ทางปัสสาวะ สัตว์กินพืชจะเป็นพาหะได้เป็นเวลานาน เพราะปัสสาวะเป็นด่าง เหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อในไต สัตว์ต่างๆโดยเฉพาะหนูแล้ว ที่สามารถเป็นพาหะแพร่เชื้อโรคได้ ได้แก่ สุกร โค กระบือ สำหรับสุนัข แมว จะเป็นพาหะได้ไม่นาน เพราะไตมีสภาวะเป็นกรด

สัตว์จำพวกหนู เป็นสัตว์ที่ติดเชื้อ โดยไม่แสดงอาการ เป็นรังของโรคได้นานหลายเดือน หรือตลอดชีวิต โดยเฉพาะหนูพุก จะเป็นประเภทที่เป็นพาหะเชื้อโรคนี้มากที่สุด ถึงร้อยละ 30 ของชนิดหนูทั้งหมด ส่วนหนูบ้านไมพบการติดเชื้อ เป็นเพราะหนูบ้านไม่ชอบความชื้น และไตไม่เหมาะสมกับการเจริญของเชื้อ ในการป้องกันกำจัดหนู ขอแนะนำวิธีการโดยสังเขปดังนี้

1.ให้ปรับปรุงสภาพแวดล้อม บริเวณแปลงไร่นาสวน steelexcel.com กำจัดวัชพืช กำจัดแหล่งที่อยู่อาศัยของหนู เช่น จอมปลวก ตอไม้ พุ่มไม้ กองเศษวัสดุเหลือใช้ 2.การขุด ดัก โดยใช้กรง หรือกับดักชนิดต่างๆ การล้อมตี การยิง การที่มีหน่วยรับซื้อหางหนู

3.ให้ศัตรูธรรมชาติของหนูจัดการ เช่น งูสิง งูแมวเซา งูแสงอาทิตย์ งูเห่า งูทางมะพร้าว งูเหลือม พังพอน เหยี่ยว นกแสก นกฮูก นกเค้าแมว แมว ตุ๊กแก นำเอาไปปล่อย หรืออนุรักษ์ไว้ในไร่นาสวน แม้ว่าจะเป็นที่น่าหวาดกลัว หรือเป็นอันตรายต่อคน แต่ก็เป็นประโยชน์ในการช่วยกำจัดหนูได้ดีมาก

4.การใช้สารเคมี เป็นวิธีการลดจำนวนประชากรหนูที่มีประสิทธิภาพมาก สามารถกำจัดทำลายหนูได้รวดเร็ว แต่แนะนำให้ใช้ในเวลาจำเป็น ในพื้นที่ ที่มีหนูระบาดหนัก ใช้ก่อนลงมือปลูกพืช วางยากำจัดหนู 1 รอบ โดยใช้สารออกฤทธิ์เร็ว ประเภทซิงค์ฟอสไฟด์ หรือ ประเภทสกิลลิโรไซด์ นำเหยื่อพิษผสมกับเมล็ดพืช ปลายข้าว วางเป็นจุดๆ กลบด้วยแกลบ แต่ควรใช้ครั้งเดียว เพราะจะเกิดความเข็ดขยาด ครั้งต่อไป ใช้สารออกฤทธิ์ช้า เช่น คลีแร็ต สะตอม เส็ด บารากี้ ราคูมิน ส่วนใหญ่สารเหล่านี้จะผลิตเป็นเหยื่อพิษสำเร็จรูปชนิดก้อนขี้ผึ้ง(wax bl0ck) ใช้วางล่อให้หนูกิน หนูจะคาบเข้าไปกินในรู ในรัง แบ่งปันให้สมาชิกในรังกิน ควรวาง 2-3 ครั้ง หนูกินจะตายภายใน 3-15 วัน

มีปัญหาสงสัย ต้องการทราบรายละเอียด ปรึกษาหารือ ขอคำแนะนำ ได้ที่นักวิชาการส่งเสรมการเกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน หรือ เกษตรอำเภอน้ำปาด โทร.081-0364848

สนใจติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอน้ำปาด โทรศัพท์ 055-481006. ‘มิลค์บอร์ด’ ชง ครม.ทำแผนยุทธศาสตร์ 10 ปี พัฒนาโคนม-ผลิตภัณฑ์นม ฉบับแรกชง ครม. บูมบริโภคเพิ่ม ดึง ‘มนต์นมสด’-‘นมโจ’ ช่วยพัฒนาร้านขายนมชุมชน เล็งถกพาณิชย์สร้างแบรนด์กลางนมโรงเรียนดูดซับล้นตลาดช่วงปิดเทอม

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (มิลค์บอร์ด) เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ว่า มิลค์บอร์ดเตรียมเสนอแผนยุทธศาสตร์พัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์นม ระยะเวลา 10 ปี (2560-2569) ซึ่งถือเป็นแผนยุทธศาสตร์นมฉบับแรกของไทยให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบภายในเดือนกรกฎาคมนี้ มีเป้าหมายให้องค์กรโคนมบริหารงานมีกำไรไม่น้อยกว่า 80% เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เฉลี่ย 5% ต่อปี เพิ่มผลผลิตน้ำนม เฉลี่ย 4% ต่อปี เพิ่มมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์นม ไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี เพิ่มอัตราการบริโภคนมภายในประเทศ เฉลี่ย 4% ต่อปี หรือมากกว่า 20 ลิตร/คน/ปี

นายธีรภัทร กล่าวว่า รายละเอียดของยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 5 ด้าน คือ 1. สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรและองค์กรโคนม มีการบริหารธุรกิจแบบมืออาชีพ โดยรวมกลุ่มสหกรณ์ขนาดเล็กเข้าด้วยกัน การส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีบริหาร 2. การพัฒนาการผลิตน้ำนมโคและอุตสาหกรรมโคนมให้ได้มาตรฐานสากล โดยการทำแปลงใหญ่โคนม การจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ การผลิตนมให้นมมีความหลากหลาย อาทิ นมอินทรีย์ 3. การส่งเสริมการบริโภคนมและพัฒนาผลิตภัณฑ์นมเพื่อการแข่งขันเพิ่มการแปรรูปผลิตภัณฑ์ อาทิ ชีส นมผง โยเกิร์ต และเนย รวมทั้งการรณรงค์บริโภคนมและผลิตภัณฑ์นมภายในประเทศ 4. การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและการใช้ประโยชน์ และ 5. การวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้การเลี้ยงโคนมให้กับเกษตร อาทิ การปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์โคนม ซึ่งแผนนี้ได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียแล้ว โดยปรับเป้าหมายเพิ่มอัตราการบริโภคนมภายในประเทศภายใน 10 ปี จะต้องมากกว่า 20 ลิตร/คน/ปี จากปัจจุบันบริโภคที่ 17-18 ลิตร/คน/ปี