สภาเกษตรกรแห่งชาติทำเรื่องไผ่มาพักใหญ่ ด้วยรอให้ 2

กระทรวงคือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หาข้อยุติร่วมกันในเรื่องของกฎหมายและการส่งเสริม โอกาสนี้สภาเกษตรกรฯจึงผลักดันนำร่องไปเรื่อยๆก่อน หากเกษตรกรหรือบุคคลทั่วไปให้ความสนใจในนวัตกรรมไผ่ หรือพืชชนิดอื่นหรือเดือดร้อนทางด้านการทำเกษตรกรรม สภาเกษตรกรฯยินดีประสานความช่วยเหลือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สภาเกษตรกรจังหวัดทุกจังหวัด

ตามที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันศุกร์ที่ 12 กันยายน 2557 ด้านที่ 3 การลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐ ข้อ 3.7 แก้ปัญหาการไร้ที่ดินทำกินของเกษตรกรและการรุกล้ำเขตป่าสงวน โดยการกระจายสิทธิการถือครองให้แก่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ไม่ได้รุกล้ำ และออกมาตรการป้องกันการเปลี่ยนมือไปอยู่ในครอบครองของผู้ที่มิใช่เกษตรกร ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมและวิธีการแผนที่ที่ทันสมัย แก้ไขปัญหาเขตที่ดินทับซ้อนและแนวเขตพื้นที่ป่าที่ไม่ชัดเจน อันก่อให้เกิดข้อขัดแย้งระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ การขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ โดยคณะอนุกรรมการภายใต้คณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ จำนวน 4 คณะ เพื่อเป็นกลไกที่ใช้ในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน ดังนี้ คณะที่ 1 คณะอนุกรรมการจัดหาที่ดิน

มีอำนาจหน้าที่ในการสำรวจ ตรวจสอบ จัดทำข้อมูลที่ดิน และแผนที่ขอบเขตที่ดินที่จะจัดให้แก่ผู้ยากไร้ที่ไม่มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย พร้อมด้วยรายชื่อผู้ครอบครอง และส่งมอบให้คณะอนุกรรมการจัดที่ดินดำเนินการ คณะที่ 2 คณะอนุกรรมการจัดที่ดิน มีอำนาจหน้าที่ในการสำรวจ ตรวจสอบ และจัดทำข้อมูลผู้ยากไร้ ที่ไม่มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์การจัดที่ดิน ในรูปแบบชุมชนที่เหมาะสม เช่น สหกรณ์ หรือรูปแบบอื่นๆ โดยมิให้กรรมสิทธิ์ แต่อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน

คณะที่ 3 คณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ มีอำนาจหน้าที่ส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาดในรูปแบบเศรษฐกิจชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้การใช้ระบบการอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค พัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างรายได้ในรูปแบบสหกรณ์หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสม คณะที่ 4 คณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด(คทช.จังหวัด) เป็นกลไกการทำงานในระดับจังหวัด มีอำนาจหน้าที่สำรวจ ตรวจสอบ จัดทำข้อมูลที่ดิน และแผนที่ขอบเขตที่ดินที่จะจัดให้แก่ผู้ยากไร้ที่ไม่มีที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัย การตรวจสอบและจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ครอบครองที่ดินและรายชื่อผู้ยากไร้ การจัดทำแผนปฏิบัติการการจัดที่ดิน การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพและการตลาดให้แก่ผู้ยากไร้

นายอนันต์ มหัจฉริยพันธุ์ สหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า จังหวัดนครราชสีมาโดยคณะอนุกรรมการจัดหาที่ดิน ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ได้มีมติในคราวประชุม ครั้งที่ 2/2560 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 เห็นชอบให้นำพื้นที่เป้าหมายประกอบด้วย พื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง เนื้อที่ 1,021-2-37 ไร่ และพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน แปลงหมายเลข 4843 ตำบลจระเข้หิน อำเภอครบุรี เนื้อที่ 537-1-47 ไร่ รวม 2 พื้นที่ มาดำเนินการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายของรัฐบาล

สหกรณ์จังหวัดนครราชสีมาได้กล่าวเพิ่มเติมว่า พื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง คณะอนุกรรมการจัดที่ดิน ได้จัดคนเข้าทำประโยชน์และเข้าอยู่อาศัย จำนวน 85 ราย และคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ได้ประชุมคณะทำงานพร้อมกับการลงพื้นที่ เพื่อวางแผนในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพในรูปแบบเศรษฐกิจชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและร่วมจัดทำเมนูอาชีพเชิงบูรณาการตามความประสงค์ของเกษตรกรโดยให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ พร้อมกันนี้ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา ได้จัดประชุมชี้แจงเกษตรกร ทั้ง 85 ราย ที่ได้รับการจัดที่ดินให้เข้าทำประโยชน์ ในเขตปฏิรูปที่ดินตำบลปากช่อง อำเภอปากช่องเพื่อรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นสหกรณ์ตามความสมัครใจ ปรากฏว่าเกษตรกรทั้งหมดเห็นควรรวมกลุ่มในรูปของสหกรณ์ ภายใต้ชื่อ “สหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินปากช่อง(คทช.) จำกัด และจากนี้ การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพจากทุกภาคส่วนในเชิงบูรณาการ จะดำเนินการโดยผ่านระบบสหกรณ์ ที่ได้มีการรับจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสหกรณ์ไว้แล้ว

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมได้ประกาศขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (สินค้าจีไอ) เพิ่มอีก 3 รายการ ได้แก่ กาแฟเทพเสด็จ จังหวัดเชียงใหม่ ส้มโอหอมควนลัง จังหวัดสงขลา และลำไยเบี้ยวเขียวลำพูน จังหวัดลำพูน จากปัจจุบันได้ประกาศขึ้นทะเบียนสินค้า จีไอแล้ว 93 รายการ แบ่งเป็นคำขอไทย 79 รายการ ต่างประเทศ 14 รายการ และอยู่ระหว่างการพิจารณาขึ้นทะเบียนอีก 60 รายการ โดยกรมวางนโยบายส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสินค้าจีไออย่างน้อย 1 จังหวัดต่อ 1 สินค้า ให้ครบทุกจังหวัดภายในปีนี้ ซึ่งตอนนี้มี 70 จังหวัดที่ยื่นคำขอแล้ว เหลืออีก 7 จังหวัด พร้อมกับสนับสนุนให้มีการจัดทำระบบตรวจสอบควบคุมมาตรฐานเพื่อรักษาคุณภาพของสินค้าจีไอต่อไปด้วย

นายทศพล กล่าวว่า ปัจจุบันมีสถิติการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอ 158 คำขอ แบ่งเป็นคำขอไทย 136 คำขอ ต่างประเทศ 22 คำขอ โดยปีงบประมาณ 2560 มีการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนจำนวน 13 คำขอ ได้แก่ ผ้าตีนจกโหล่งลี้ลำพูน กาแฟดอยป่าแป๋ลำพูน จังหวัดลำพูน ทุเรียนศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ไวน์เขาใหญ่ กาแฟวังน้ำเขียว ข้าวหอมมะลิทุ่งสัมฤทธิ์ จังหวัดนครราชสีมา เครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญ จังหวัดนครสวรรค์ ทุเรียนทรายขาว จังหวัดปัตตานี ส้มบางมด ลิ้นจี่บางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เนื้อโกเบ (Kobe Beef) เนื้อทาจิมะ (Tajima Beef) และเมล่อนยูบาริ (Yubari Melon) จากประเทศญี่ปุ่น

หลายครั้งเรามักได้ยินข่าวโรคไข้หวัดนกระบาดในหลายประเทศ ทั้งในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา แต่สำหรับประเทศไทยทั้งกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศอย่างเป็นทางการว่าประเทศไทยปลอดโรคไข้หวัดนกมาตั้งแต่ ปี 2549

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยยังคงติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์โรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีกอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ประชาชนมั่นใจเรื่องความปลอดภัยทั้งด้านสุขภาพและอาหาร

ไข้หวัดนกมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Avian influenza จัดอยู่ในบัญชีหมายเลข 1 ขององค์การโรคระบาดสัตว์นานาชาติ (OIE) ไข้หวัดนกมักมีการระบาดในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมเหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อไวรัส

ยิ่งในปัจจุบันสภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวฝน เป็นผลทำให้สัตว์ปีกเกิดความเครียด ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำ อ่อนแอ และง่ายต่อการติดเชื้อ จึงอาจเป็นสาเหตุทำให้โรคไข้หวัดนกสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว แต่ในเรื่องนี้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ และมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง

ท่านทราบหรือไม่ว่า โรคไข้หวัดนกเป็นโรคระบาดที่ยังไม่มีวัคซีนในการป้องกันโรค แต่มีมาตรการการป้องกันและเฝ้าระวังไข้หวัดนก โดยเริ่มต้นตั้งแต่ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีกที่มีระบบการป้องกันโรคที่ดี (Biosecurity) การส่งเสริมให้ผู้เลี้ยงไก่พัฒนาเข้าสู่ระบบมาตรฐานฟาร์ม (Good Agricultural Practice : GAP) มีมาตรฐานต่างๆ (Good Manufacturing Practice) เข้าควบคุมในโรงฆ่าไก่ โรคตัดแต่งไก่ และทุกขั้นตอนการผลิตของสินค้า

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์โรคระบาดที่จะเกิดขึ้น ผลิตภัณฑ์จากเนื้อไก่ของผู้ผลิตรายใหญ่ ซึ่งผ่านกระบวนการผลิตที่มีมาตรฐานรองรับตลาดห่วงโซ่ มาจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่า สามารถรับประทานผลิตภัณฑ์จากเนื้อไก่ที่ปลอดภัยไร้กังวลได้ เราในฐานะที่เป็นผู้บริโภคควรมีวิธีรับมือป้องกันเช่นกัน เช่น

1. ควรเลือกซื้อเนื้อไก่หรือไข่จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้
ควรบริโภคเนื้อไก่และไข่ที่ผ่านการปรุงสุกเสมอ เพื่อให้ความร้อนได้ทำลายเชื้อโรคเหล่านั้น
หมั่นล้างมือเป็นประจำเพื่อฆ่าเชื้อโรค และสามารถป้องกันการติดเชื้อได้
ดูแลสุขภาพร่างกายของตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ
ไม่ควรนำสัตว์ปีกที่ป่วยตายมาบริโภคเด็ดขาด ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาตรวจสอบ
เฝ้าระวังการระบาดโรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีกที่เลี้ยงอยู่ตามบ้านเรือน
ไม่ควรสัมผัสสัตว์ป่วยหรือตายด้วยมือเปล่า ควรสวมถุงมือแทน
หากพบว่าตัวเองมีไข้สูง และเคยสัมผัสสัตว์ปีกมา ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์ที่มีโรคไข้หวักนกแพร่ระบาดหรือไม่ก็ตาม เราสามารถป้องกันและลดความเสี่ยงได้โดยการปฏิบัติตามคำแนะนำที่กล่าวไว้ข้างต้น ติดตามรับฟังข่าวการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกอย่างใกล้ชิด หีกเลี่ยงการเดินทางเข้าในพื้นที่นั้นๆ เพียงเท่านี้โรคไข้หวัดนกก็ไม่สามารถเข้ามาทำอันตรายเราได้

ขอบคุณข้อมูลจาก ผศ.ดร. ศศิธร นาคทอง

ห้องปฏิบัติการวิจัยและพัฒนาผลิตผลจากสัตว์

ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม “ไข่ขาว” ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี ราคาย่อมเยา สำหรับผู้ที่ต้องการรับประทานอาหารคลีน (อาหารที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง หรือปรุงแต่งน้อยที่สุด) ผู้ที่ออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งผู้ป่วยโรคไต

แต่กรรมวิธีของการนำไข่ขาวไปปรุงเป็นอาหารนั้น อาจมีขั้นตอนที่ยุ่งยากเล็กน้อย ต้องต้ม ปอกเปลือก แยกไข่แดงออกมา ฯลฯ แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีสินค้าอย่างไข่ขาวพาสเจอไรซ์ออกมาจำหน่าย แต่ทว่าสินค้าดังกล่าวก็ยังไม่ตอบโจทย์

เรื่องความสะดวกสบายในการนำมารับประทานได้ เพราะไข่ขาวที่ว่ายังไม่ผ่านการปรุงให้สุก จึงต้องนำมาประกอบอาหารอีกที

“ช่องว่าง” ของตลาดที่มีอยู่ ทำให้ “สุนทรี ศรีวานิชภูมิ” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไข่สุข จำกัด ปิ๊งไอเดียทำ “ไข่ขาวต้มพร้อมทาน” ภายใต้แบรนด์ เอททีเอท (EightyEight) ออกมารับกับความต้องการที่เกิดขึ้น เอาใจคนรักสุขภาพยุคใหม่ ที่มีเวลาเข้าครัวน้อย หรือคนที่มีปัญหาด้านสุขภาพ ให้อิ่มอร่อยได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม “สุนทรี” เล่าให้ “ประชาชาติธุรกิจ” ฟังว่า เดิมทีธุรกิจครอบครัวของเธอทำขนมไทยฝอยทองมากว่า 30 ปี มีไข่ขาวเหลือจากกระบวนการผลิตจำนวนมาก เพราะฝอยทองใช้แต่ไข่แดงเท่านั้น ประกอบกับตัวของเธอก็ชื่นชอบในการออกกำลังกาย จึงหันมารับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น

ซึ่งไข่ขาวถือเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงอย่างหนึ่ง จึงเป็นโจทย์ให้เธอคิดแปรรูปไข่ขาวที่เหลือจากการผลิต จนกลายเป็นไข่ขาวต้มพร้อมทานในรูปแบบแท่ง คล้ายแพ็กเกจของเต้าหู้หลอดที่วางขายในท้องตลาด

“ตอนแรกเราเอาไข่ขาวที่เหลือไปบรรจุถุง เอาไปขายเพื่อนๆ ที่ออกกำลังกาย ทุกคนอยากกิน แต่ไม่มีใครซื้อเลย เพราะมันไม่สะดวก ถือลำบาก เราก็มาคิดว่าจะทำยังไงให้ของที่เรามีเข้าไปตอบโจทย์เขาได้มากที่สุด จึงมาลงตัวที่วิธีนี้ เอาไปต้ม พร้อมทานเลย

“สุนทรี” บอกว่า ในช่วงแรกผู้บริโภคมองว่า สินค้านี้เป็นเต้าหู้ แต่ทำไมราคาแพง ทำไมใช้สีฟ้า ซึ่งปกติเต้าหู้จะใช้แพ็กเกจจิ้งสีเหลือง ทำให้คนฉุกคิดเหมือนกันว่าสินค้านี้คืออะไร และสนใจอ่านเพิ่มว่า นี่คือไข่ขาวต้ม ให้พลังงานเพียง 45 กิโลแคลอรี เทียบเท่ากับไข่ 4 ฟอง ราคา 33 บาท

โดยสามารถนำไปรับประทานได้เลย หรือจะนำไปครีเอตเมนูต่อยอดได้สารพัด ซึ่ง “สุนทรี” ก็ใช้ช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งเป็นเวทีแจ้งเกิดแบรนด์ เอดูเคตผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ทั้งข้อมูลของสินค้า ไอเดียเมนูอาหารทั้งคาว-หวาน เช่น ผัดพริกขิง ลาบ คั่วกลิ้ง

หรือแม้กระทั่งสมูทตี้ โดยเลือกผลไม้ที่ชอบ อาทิ มะม่วง สตรอว์เบอรี่ ฯลฯ นำไปปั่นรวมกับไข่ขาว แล้วเติมโยเกิร์ต หรือนมเปรี้ยว ก็ได้เมนูสุขภาพใหม่ๆ ที่ไม่ซ้ำจำเจอีกต่อไป จากกลุ่มลูกค้าที่เป็นนิชมาร์เก็ต มีการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์เพียงอย่างเดียว ก็เริ่มได้รับความสนใจจากกลุ่มคนที่ดูแลสุขภาพ และออกกำลังกายมากขึ้น “เอททีเอท” จึงเริ่มขยายช่องทางออกไปยังร้านค้า เช่น แกรบแอนด์กรีน กู๊ดเฮลท์ ร้านโอท็อปในศูนย์อาหาร รพ.จุฬาฯ ฯลฯ ก่อนที่จะเพิ่มสเกลเข้าไปยังโมเดิร์นเทรดที่ใหญ่ขึ้น เช่น ท็อปส์ เลมอนฟาร์ม กูร์เมต์มาร์เก็ต บิ๊กซี โกลเด้นเพลส และวิลล่ามาร์เก็ต

โปรดักต์จากไข่ขาวของบริษัท “ไข่สุข” ไม่หยุดการพัฒนาอยู่เพียงเท่านี้ ในงานไทยเฟค 2017 ที่ผ่านมา “สุนทรี” ยังนำผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ “Lean Chip by 88” หรือขนมไข่ขาวอบกรอบ 4 รสชาติ อาทิ ต้มยำกุ้ง โนริสาหร่าย ซอลท์เป๊ปเปอร์ และซินามอน มาเปิดตัวด้วยภายในงาน ก่อนที่จะวางขายเร็วๆ นี้

“ลีนชิพเป็นเหมือนสแน็ก ตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มเดียวกัน แต่สามารถหยิบออกมารับประทานได้ตลอดเวลา 1 ซองราคา 29 บาท ให้พลังงาน 32 กิโลแคลอรี ซึ่งน้อยกว่าตัวไข่ขาวต้มเสียอีก”

นอกเหนือไปจากการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ “สุนทรี” ยังให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนดิ้ง ซึ่งเธอแอ็กทีฟมากในโซเชียลมีเดีย ควบคู่กับการลงไปสร้างแบรนด์ในช่องทางออฟไลน์ การไปออกบูทแนะนำสินค้าตามงานวิ่งมาราธอน งานแฟร์ งานแสดงสินค้าต่างๆ ที่มีธีม หรือกลุ่มทาร์เก็ตเพื่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

และไม่เพียงแค่คนไทยเท่านั้นที่ตื่นตัวกับกระแสสุขภาพ ในต่างประเทศ อย่าง สิงคโปร์ และฮ่องกง เองก็ตื่นตัวกับเทรนด์ดังกล่าวเช่นกัน หรืออินโดนีเซีย กับอินเดีย ก็มีกลุ่มคนที่รับประทานมังสวิรัติจำนวนมาก จึงเป็นอีกทาร์เก็ตที่เธอมองว่ามีโอกาสอีกมหาศาลที่จะเข้าไปเจาะตลาดในสเต็ปต่อไป

ใน 3-5 ปี เราคงได้เห็นการเติบโตของ “ไข่สุข” แบรนด์ไข่ขาวพร้อมทานของคนไทย ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น วอลุ่มที่สูงขึ้นจากการขยายตัวทั้งในและต่างประเทศอย่างแน่นอน เพราะแค่ภายในสิ้นปีนี้ “สุนทรี” ก็ตั้งเป้าพิชิตยอดขายให้ได้ 100 ล้านบาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากเปิดตัวมาได้เพียง 1 ปีเศษๆ เท่านั้น

เส้นทางของ “ไข่สุข” กับการเป็น Egg White Innovation จะเป็นอย่างไรต่อไป จึงน่าติดตามอยู่ไม่น้อย…ดร. สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า รัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนประกาศให้ 3 จังหวัดภาคตะวันออก ประกอบด้วย จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง เป็นเขตพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการพัฒนากำลังคนรองรับนโยบายดังกล่าวและเป็นไปตามนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ในการผลิตและพัฒนากำลังคนด้านอาชีวะ โดยการจัดการศึกษาของ สอศ.เป็นการจัดการเรียนการสอนทั้งแบบปกติ แบบทวิภาคี และเทียบโอนความรู้และประสบการณ์

ทั้งในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ซึ่งเน้นให้นักเรียน นักศึกษา ได้ฝึกอาชีพจริงในสถานประกอบการ ดังนั้น สอศ.เล็งเห็นถึงศักยภาพของสถานประกอบการที่ให้ความร่วมมือกับสถานศึกษาจึงมีการลงนามความร่วมมือกับสถานประกอบการหรือหน่วยงาน จำนวน 30 แห่ง เพื่อผลิตกำลังคนที่ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการ อีกทั้งเป็นการพัฒนาทักษะวิชาชีพได้อย่างมีคุณภาพและมาตรฐานเป็นการเพิ่มพูนความรู้ และสั่งสมประสบการณ์ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย

ว่าที่ร้อยตรี ดร. ชาติชาย ตลุนจันทร์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพัทยา กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนของวิทยาลัยเทคนิคพัทยา ยึดหลักศาสตร์พระราชา เดินตามแนวพระราชดำริ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และมุ่งไปสู่ความเป็นเลิศด้านวิชาชีพ ด้วยความมุ่งมั่น ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา สร้างความเข้มแข็ง และพัฒนาระบบเครือข่ายความร่วมมือในการจัดการอาชีวศึกษา แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเทคโนโลยีระหว่างสถานประกอบการ และสถานศึกษาในการพัฒนาบุคลากรร่วมกัน เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนให้มีคุณภาพและมาตรฐาน มีทักษะวิชาชีพ คุณลักษณะ ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ นอกจากนี้ ยังเปิดศูนย์การศึกษาและอบรมอาชีพด้านต่างๆ ในวิทยาลัย

ประกอบด้วยศูนย์ผลิตอาหารมาตรฐาน (อย.) เป็นศูนย์การเรียนรู้และฝึกอบรมระยะสั้นด้านอาหารและเบเกอรี่ ที่มีคุณภาพและมาตรฐาน อย.ศูนย์สุพรรณิการ์คาร์แคร์ คลินิก เป็นศูนย์ฝึกทักษะการปฏิบัติงานและประสบการณ์จริง ฝึกทักษะนิสัยการเป็นผู้ประกอบการและการเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดย่อม ในสาขาวิชาเครื่องกล สาขางานเทคนิคยานยนต์ นอกจากนี้ ยังมีศูนย์อบรมและทดสอบใบอนุญาตการตรวจสอบแบบไม่ทำลายสาขา NDT เพื่อยกระดับคุณภาพมาตรฐานฝีมือแรงงานด้านโลหะการ และเป็นสถานที่ออกใบรับรองคุณภาพบุคลากรในการประกอบวิชาชีพ ศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจเพื่อการศึกษา เป็นศูนย์ส่งเสริมนักเรียน นักศึกษาให้มีประสบการณ์เชิงพาณิชย์ พัฒนาทักษะวิชาชีพการเป็นผู้ประกอบการ ศูนย์ทุกศูนย์จะสนับสนุนให้มีการสร้างรายได้ให้กับนักเรียน นักศึกษา ในสถานศึกษา ผอ.วิทยาลัยเทคนิคพัทยากล่าว

เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษากล่าวต่อว่า สอศ.ยังร่วมกับสถานประกอบการหรือหน่วยงาน เพื่อร่วมพัฒนากำลังคนสร้างความเข้มแข็งในรูปแบบทวิภาคี ทั้งยังเป็นการฝึกประสบการณ์ทักษะวิชาชีพให้นักเรียนระดับ ปวช. และนักศึกษาระดับ ปวส. เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา ได้เข้ารับการฝึกอาชีพ และทักษะจากการปฏิบัติงานในสถานการณ์จริง ซึ่ง สอศ.ร่วมกับสถานประกอบการหรือหน่วยงาน ได้จัดให้มีการสัมมนาเตรียมครูฝึกในสถานประกอบการจัดเตรียมสถานที่ สนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์สำหรับการฝึกอาชีพให้กับช่างฝึกหัด (ผู้เรียน) จัดทำแผนการฝึกอาชีพร่วมกัน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเทคโนโลยี มีการสนับสนุนค่าตอบแทน เครื่องแบบในการฝึกอาชีพและสวัสดิการต่างๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมบุคลากรเข้าสู่ตลาดแรงงาน รองรับ EEC ตามนโยบายของรัฐบาล เป็นการพัฒนากำลังคนให้มีคุณภาพเพื่อการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนต่อไป เลขาฯ อาชีวะกล่าวตอนท้าย

กลุ่มนักธุรกิจเมืองเชียงใหม่ ระดมทุนตั้ง “บริษัท เชียงใหม่วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด” เริ่มโปรเจ็กต์เร่งด่วนแก้ปัญหาหมอกควันพื้นที่แม่แจ่ม พลิกแผ่นดินจากเกษตรเชิงเดี่ยวปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สู่การทำเกษตรมูลค่าสูง ปั้นโมเดล “บ้านสองธาร” 200 ไร่ เลิกเผาเด็ดขาด ชาวบ้าน 35 ครัวเรือนเข้าร่วมโครงการ จัดระบบพื้นที่ 4 โซน เน้นพืชเศรษฐกิจเจาะตลาดอาหารท้องถิ่น โรงเรียน โรงแรม ซูเปอร์มาร์เก็ต ผลผลิตลอตแรกออกปลายปีนี้

นายองอาจ กิตติคุณชัย ประธานกรรมการ บริษัท i-army.org เชียงใหม่วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท เชียงใหม่วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ก่อตั้งขึ้นมาด้วยการรวมตัวกันของนักธุรกิจในจังหวัดเชียงใหม่ โดยต่างเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า จังหวัดเชียงใหม่เติบโตอย่างรวดเร็วในทุกมิติ แต่เป็นการเติบโตที่ไร้การควบคุม มีความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย และมีปัญหาหลายด้านที่ต้องเร่งแก้ไข ซึ่งการรวมตัวกันภายใต้ บริษัท เชียงใหม่วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด มุ่งเน้นให้เป็นองค์กรที่ทำงานแบบจิตอาสาและจิตสะอาด เพื่อพัฒนาสังคมเมืองเชียงใหม่ให้ดีขึ้น

สำหรับรายได้หรือกำไรที่ได้จากการดำเนินธุรกิจของบริษัท จะไม่มีเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น เนื่องจากมีเป้าหมายชัดเจนคือการทำธุรกิจแบบ Social Enterprise (SE) ซึ่งจะไม่นำเงินเข้ากระเป๋า แต่จะเป็นกำไรที่ไถกลบนำไปสานต่อและพัฒนาเพื่อสังคม

ด้าน นายไพรัช โตวิวัฒน์ กรรมการอำนวยการ บริษัท เชียงใหม่วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของบริษัทเป็นการประกอบกิจการโดยการนำผลกำไรทั้งหมด ไปลงทุนหรือใช้เพื่อประโยชน์ของสังคม และพัฒนาระบบงานเพื่อการบริหารแบบมุ่งเน้นกลยุทธ์ (Strategists Focused System Development) ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนแก่สังคมโดยส่วนรวม

ทั้งนี้ การจัดตั้งบริษัทมีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท เป็นการระดมทุนจากนักธุรกิจในจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีเจตนารมณ์ทำงานเพื่อสังคมอย่างแท้จริง โดยบริษัทเอกชนระดมทุนรายละ 50,000 บาท นิติบุคคลรายละ 10,000 บาท และองค์กร/บุคคลทั่วไป 3,000 บาท ขณะนี้รวบรวมเงินได้ราว 1.2 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้จะนำมาบริหารจัดการ ช่วยเหลือ และสำรองจ่ายให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ส่วนรายได้ของบริษัทเบื้องต้นจะมาจากการรับซื้อผลผลิตของเกษตรกร เพื่อนำไปขายให้กับตลาดหรือพาร์ตเนอร์ของบริษัท หรือการทำปุ๋ยเพื่อจำหน่าย เป็นต้น

สำหรับพื้นที่นำร่องที่บริษัทได้เข้าไปทำงานเป็นพื้นที่แรก คือ บ้านสองธาร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอำเภอแม่แจ่มเป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แหล่งใหญ่ มีพื้นที่ปลูกมากกว่า 1 แสนไร่ และเป็นพืชเกษตรเชิงเดี่ยวที่ก่อปัญหาหมอกควันมาตลอดหลายปี โดยก่อนหน้าที่จะมีการจัดตั้งบริษัทนี้ขึ้นมา ราวต้นปี 2559 นักธุรกิจเชียงใหม่กลุ่มนี้ราว 5-6 คน ก็ได้รวมตัวกันเพื่อทำงานในพื้นที่แห่งนี้

ปัจจุบัน พื้นที่เกษตรราว 200 ไร่ ของบ้านสองธาร ได้ปรับเปลี่ยนจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นการทำเกษตรมูลค่าสูง นับเป็นพื้นที่โมเดลที่ไม่มีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 100% ไม่มีจุดความร้อน (Hot Spot) เพราะเลิกเผาเด็ดขาดแล้ว

นายไพรัช กล่าวอีกว่า พื้นที่นำร่อง 200 ไร่ ของบ้านสองธาร มีทั้งหมด 35 ครัวเรือน ที่เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางการเกษตร โดยมีการจัดระบบพื้นที่ 4 โซน คือ โซนทำมาหากิน ทำนา ปลูกผัก เลี้ยงไก่ไข่ ไก่เนื้อ และกบ โซนทำมาค้าขาย ปลูกผลไม้ อาทิ กล้วย สับปะรด ฝรั่ง เมล่อน มะเขือเทศ ขิง ข่า ตะไคร้ พืชสมุนไพร เป็นการทำเกษตรประณีต และในระยะต่อไปจะเพิ่มการทำปศุสัตว์ เน้นโคเนื้อและโคนมโดยบริษัทจะจัดหาตลาดรองรับซึ่งวางช่องทางตลาดไว้ คือ มุ่งตลาดภายในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม ในรูปแบบ Local Food จัดหาตลาดหน่วยงานองค์กรในพื้นที่ อาทิ โรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ รวมถึงการจัดหาตลาดภายนอก เช่น โรงแรม และซูเปอร์มาร์เก็ต ล่าสุดได้เจรจากับริมปิงซุปเปอร์มาร์เก็ต เพื่อนำผลผลิตของเกษตรกรมาวางจำหน่าย โดยผลผลิตลอตแรกจะเริ่มออกในช่วงปลายปีนี้