สมุนไพรฤทธิ์เย็น เด่นแก้ร้อนใน ต้านอนุมูลอิสระ

เมื่อมีอาการร้อนในอย่าปล่อยทิ้งไว้ คิดถึงสมุนไพรฤทธิ์เย็นที่มีอยู่มากมายหลายชนิด เป็นพืชผักใกล้ตัวที่หาง่ายกินอร่อย เช่น บัวบก หญ้าปักกิ่ง ผักปลาบ อัญชัน ลิ้นมังกร ตำลึง สำรอง ผักหวาน ดอกแค รากบัว ว่านหางจระเข้ เป็นต้น

ปลาร้า เป็นการถนอมปลาไว้เป็นอาหารนอกฤดูกาล โดยมีข้อมูลเชิงสถิติจาก www.isangate.com ระบุว่า ประเทศไทยเรามีกำลังการผลิตปลาร้าทั่วประเทศ 20,000-40,000 ตัน ต่อปี มีครัวเรือนอีสานผลิตปลาร้าเฉลี่ย 27.09 กิโลกรัม ต่อปี มีอัตราการบริโภคปลาร้าเฉลี่ยประมาณ 15-40 กรัม ต่อคน ต่อวัน และมีปริมาณการซื้อขายปลาร้าทั่วประเทศคิดเป็นมูลค่าประมาณ 9 ล้านบาท ต่อวัน

ปลาร้า หรือ ปลาแดก ปลาน้อย เป็นอาหารท้องถิ่นที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะภาคอีสานของไทยและลาว รวมถึงบางส่วนของเวียดนาม โดยแต่ละท้องถิ่นจะมีการทำปลาร้าเป็นเอกลักษณ์ของตน ปัจจุบัน ปลาร้าได้พัฒนาขึ้นไปสู่ระดับสากลมากขึ้น มีปลาร้าพาสเจอไรซ์เพื่อฆ่าเชื้อโรคก่อน แต่ส่วนใหญ่ปลาร้าก็ยังคงนิยมทำแบบเดิม โดยตักขายตามน้ำหนักจำหน่ายในตลาดสดทั่วไป

ความหมายของ คำว่า แดก มาจาก คำว่า แหลก มีที่มาจากการนำปลาเล็กปลาน้อยมาทำเป็นปลาร้า หรือหากจะใช้ปลาตัวใหญ่ก็จะใช้วิธีสับให้แหลกก่อน เพื่อให้การหมักเกลือเข้าถึงตัวปลา แต่ชาวอีสานหลายพื้นที่ออกเสียงอักษร ร, ล กับอักษร ด กลับกัน ทำให้ปลาแหลกกลายเป็นปลาแดก ดังนั้น คำว่า แดก ในภาษาอีสานไม่ใช่คำที่ไม่สุภาพ นอกจากนี้ คำว่า แดก ยังมีความหมายว่า ยัด หรือ อัดเข้าไป ซึ่งการทำปลาร้าต้องหมักในภาชนะที่ปากภาชนะแคบ เพราะต้องควบคุมอากาศและป้องกันแมลงวัน

จากการเก็บข้อมูลของ สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พบว่า มูลค่าการค้าปลาร้าภายในประเทศมีสูงถึง 800 ล้านบาท และส่งออกเป็นมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท ต่อปี การผลิตปลาร้าจะแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น

ปลาร้าในภาคอีสานมีสีน้ำตาลปนดำ นิยมเรียกกันว่า ปลาร้ารำ กรรมวิธีการผลิตมีการใส่รำข้าวระหว่างการหมัก นิยมใช้ปลาเบญจพรรณ แหล่งผลิตที่มีชื่อเสียง ได้แก่ กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี ขอนแก่น และนครราชสีมา

ปลาร้าภาคกลาง นิยมเรียกว่า ปลาร้าข้าวคั่วปัจจุบัน การจำหน่ายปลาร้ามีการพัฒนาในเรื่องบรรจุภัณฑ์ ความสะอาด ถูกสุขอนามัย เช่น ใส่ขวดแก้วติดฉลาก หรือ ทำผลิตภัณฑ์ปลาร้าสำเร็จรูปบรรจุหีบห่อสวยงาม

แหล่งปลาร้าชั้นยอด ลุ่มน้ำสงคราม

บ้านปากยาม ศรีสงคราม นครพนม

ทุกยาม ไม่เว้นแม้แต่ฤดูแล้ง ลุ่มน้ำสงครามยังคงคราคร่ำไปด้วยชาวประมง ชาวประมงที่เป็นการทำประมงน้ำจืดในลุ่มน้ำสงคราม สายน้ำที่ไม่เคยเหือดแห้ง หากไม่ทราบอาจจะเข้าใจได้ว่า ลุ่มน้ำสงครามเป็นส่วนหนึ่งของลำน้ำที่แยกมาจากแม่น้ำโขง แต่เปล่าเลย ลุ่มน้ำสงครามเป็นสายน้ำที่อยู่สูงกว่าแม่น้ำโขง ทำให้น้ำในลุ่มน้ำสงครามต่างหากที่จะไหลออกสู่แม่น้ำโขงตามเส้นทางเชื่อมโยง แต่เหตุผลที่ลุ่มน้ำสงครามยังคงมีน้ำหล่อเลี้ยงตลอดปี เพราะมีแหล่งน้ำดีที่ให้น้ำอย่างต่อเนื่องจากเทือกเขาภูพาน ทำให้ชาวบ้านปากยาม ตำบลสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ซึ่งมีถิ่นที่อยู่อาศัยในลุ่มน้ำสงครามแห่งนี้ มีอาชีพหลักคือการประมง มากกว่าการทำไร่ ทำนา เฉกเช่นเกษตรกรอื่น

สัตว์น้ำที่จับได้ส่วนใหญ่เป็นปลา เมื่อขายไม่หมด ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีของชาวบ้าน คือ การแปรรูป และ การหมักปลาร้า คือ การแปรรูปปลาที่ถนัดที่สุด

การจับปลาในลุ่มน้ำสงคราม ใช้อุปกรณ์จับปลาไม่หลากหลาย มีเพียงไม่กี่ชนิด ได้แก่ มอง โต่ง ลอบ และโทงเทง ซึ่งหากเป็นเครื่องมือจับปลาแบบสาน ก็เป็นฝีมือของชาวบ้านสานกันเอง ไม่เสียเงินซื้อแม้แต่ชิ้นเดียว

เท่าที่ทราบ บ้านปากยาม มีกลุ่มทำปลาร้าที่ขึ้นชื่อที่สุดของจังหวัดนครพนม คือ กลุ่มของป้าสาคร มงคลงาม ที่ก่อนหน้านำปลาที่เหลือจากการขายมาหมักเป็นปลาร้าไว้กินในครัวเรือน เมื่อมีมากเข้าก็แปรรูปจากปลาร้าหมักเป็นแจ่วบอง หรือ น้ำพริกอีสาน ซึ่งคนภาคอื่นจะรู้จักในชื่อของน้ำพริกปลาร้าสับ มีปลาร้าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ มีส่วนผสมอื่น เช่น พริก หอมแดง กระเทียม และเครื่องปรุงรส

30 ปี แล้วที่ความอร่อยของปลาร้าและแจ่วบองของป้าสาครเป็นที่รู้จัก แม้จะเริ่มต้นจากป้าสาครเพียงคนเดียว แต่สังคมชนบทและวัฒนธรรมของการเป็นอยู่ที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำให้ป้าสาครเป็นตัวกลางรวบรวมแม่บ้านในหมู่บ้านตามความสมัครใจ จริงจังกับการทำปลาร้าและแจ่วบองออกสู่ตลาด

ความโชคดีของการทำปลาร้าของกลุ่มแม่บ้านแปรรูปอาหารจากปลากลุ่มนี้ คือ ลุ่มน้ำสงครามเป็นแหล่งสัตว์น้ำชั้นดี สัตว์น้ำที่จับได้มากที่สุด คือ ปลา และปลาที่พบมากที่สุด คือ ปลาเนื้ออ่อน ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดและราคาสูง

“เราเริ่มรวมกลุ่มกันทำปลาร้า ตั้งแต่ปี 2528 จำนวน 60 คน พอเริ่มทำก็ขายดีมากชนิดที่ว่า ใครจับปลามาได้เรารับซื้อไว้หมด มาจดทะเบียนจริงจังเป็นกลุ่มวิสาหกิจภายใต้ชื่อ กลุ่มแม่บ้านแปรรูปอาหารจากปลา เมื่อปี 2538 เพราะส่งแจ่วบองเข้าประกวดระดับจังหวัด และได้รับรางวัลที่ 1”

“ปลาร้าที่นี่มีหลายเกรด” ป้าสาคร บอก

การแบ่งเกรดของปลาร้า ขึ้นกับความชอบของลูกค้า ไม่ได้ขึ้นกับราคาแพงหรือถูก แต่แน่นอนปลาร้าที่ทำมาจากปลาเนื้ออ่อนย่อมราคาแพงกว่าปลาทั่วไป ซึ่งแม้แต่ปลาทั่วไป ป้าสาครก็ยังคัดแยกปลาแต่ละชนิดออกจากกันเพื่อทำปลาร้า ไม่ได้หมักรวมปลาแต่ละชนิดด้วยกัน ปลาเกรดดีที่สุดของกลุ่ม คือ ปลาเนื้ออ่อนตัวใหญ่ รองลงมาเป็น ปลาเนื้ออ่อนตัวเล็ก ปลากด ปลาแขยง ปลากระดี่ ปลาขาว (ปลาเกล็ด) ตามลำดับ

ความพิเศษที่ป้าสาครมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของความอร่อยในเนื้อปลาร้า เพราะปลาที่ได้จากลุ่มน้ำสงครามเป็นปลาไม่มีไขมัน เพราะกระแสน้ำทำให้ปลามีความแข็งแรง และปลาที่จับได้ทั้งหมดจะถูกคัดแยกทันทีหลังใช้นำปลาขึ้นจากแหล่งน้ำ และทำความสะอาดจากบนเรือแล้วในขั้นตอนแรก ตามต่อด้วยการทำความสะอาดอีกรอบก่อนจะเริ่มจัดการปลาทีละตัวด้วยการนำไส้ ขี้ ปลายครีบ เงี่ยง และอื่นๆ ที่จะเป็นตัวทำให้เกิดการหมักหมมของสิ่งสกปรกออก แล้วล้างด้วยน้ำจะสะอาดหมดจด จากนั้นนำไปหมักด้วยเกลือ

ป้าสาคร บอกว่า เกลือที่นำมาใช้หมักปลาร้า ต้องเป็นเกลือท่าสะอาดเท่านั้น เพราะเกลือท่าสะอาดเป็นเกลือที่มาจากแหล่งต้นน้ำสงคราม หรือเรียกกันว่าเกลือหัวแฮด มีแหล่งผลิตใหญ่อยู่ที่เกาะกลางลำน้ำสงคราม บ้านท่าสะอาด อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ ขนาดของเกลือท่าสะอาดเล็กและมีคุณภาพ เป็นส่วนสำคัญในการทำให้ปลาร้าของบ้านปากยามรสชาติดี ส่วนประกอบอื่น ได้แก่ รำคั่ว ส่วนนี้ป้าสาครให้ความสำคัญเช่นกัน โดยระบุว่า รำคั่วจะช่วยให้ปลาร้ามีความหอม และช่วยให้ไม่เกิดหนอนในปลาร้าขณะหมัก

ปลาจำเป็นต้องสด หากนำขึ้นจากการจับในลุ่มน้ำ ไม่ควรทิ้งไว้ข้ามคืน แต่ถ้าจำเป็นเพราะไม่มีแรงงานก็ต้องใช้น้ำแข็งแช่แข็งไว้ก่อน เพื่อความสดของเนื้อปลา ซึ่งไม่บ่อยครั้งนักที่จะทำเช่นนี้ เพราะเมื่อรู้ว่าจะมีปลาขึ้นจากลุ่มน้ำก็จะแจ้งสมาชิกให้มารวมตัว หากสมาชิกไม่เพียงพอจำเป็นต้องจ้างชาวบ้าน ก็ต้องจ่ายค่าจ้างทำปลากิโลกรัมละ 3-4 บาท

ในทุกครั้งที่จับปลาขึ้นมา หากมีพ่อค้าเข้ามาขอซื้อก็จะขาย เพราะปลาเนื้ออ่อนเป็นที่ต้องการของตลาด ราคากิโลกรัมละ 150 บาท ส่วนที่เหลือยังคงนำไปทำเป็นปลาร้า ซึ่งก็ไม่แตกต่างจากอดีตที่เมื่อจับปลาได้จะนำไปจำหน่าย ส่วนที่เหลือจากการขายจึงนำมาแปรรูป เพียงแต่ปริมาณที่ทำปลาร้าจะเพิ่มมากขึ้น และส่วนที่จำหน่ายออกไปให้กับพ่อค้าน้อยลง และในบางครั้งจำเป็นต้องรับซื้อจากชาวประมงหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อนำมาทำปลาร้าด้วย

ตลาดสดในตัวเมืองสกลนคร เป็นตลาดหลักที่ปัจจุบันปลาร้าของกลุ่มจะนำไปวางขาย โดยมีลูกชายของป้าสาคร เป็นพ่อค้าคอยรับออเดอร์จากลูกค้ามาส่งให้กับกลุ่ม ซึ่งตลาดสดในเมืองสกลนครกับอำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม อยู่ห่างกันกี่สิบโล จึงสะดวกต่อการขนส่งปลาร้าไปขาย ราคาขายขึ้นกับปลาที่ใช้ทำปลาร้า ว่าใช้ปลาชนิดใด

ข้อดีของปลาร้าที่สั่งจากกลุ่มแม่บ้านแปรรูปอาหารจากปลา บ้านปากยาม คือ สามารถระบุชนิดปลาได้ แม้ว่าปลาบางชนิดจะพบได้น้อย แต่ป้าสาครก็จะพยายามหาชนิดปลามาให้ได้ตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งจำเป็นต้องใช้การคำนวนที่ดี เนื่องจากปลาร้าจำเป็นต้องหมักไว้อย่างน้อย 6 เดือน คุณภาพจึงเข้าที่และนำมาใช้ได้

โอ่งบรรจุปลาร้า สามารถบรรจุปลาร้าได้ 150 กิโลกรัม กลุ่มแม่บ้านแปรรูปอาหารจากปลากลุ่มนี้ จะหมักปลาร้าใส่โอ่งไว้ 150-160 โอ่ง เป็นอย่างน้อย เพื่อให้ปลาร้าไม่ขาดตลาด

“กลุ่มของป้าตอนแรกที่มี 60 คน ตอนนี้ก็ล้มหายตายจากกันไป เหลืออยู่เพียง 5 คน เท่านั้น แต่ละคนก็สุขภาพไม่สมบูรณ์ มีเจ็บป่วย เหลือที่แข็งแรงมากทำงานได้ 2-3 คนต่อครั้ง ทุกครั้งก็ต้องจ้างแรงงานเพิ่ม เพราะต้องการปลาสดในการหมักปลาร้า แต่ระบบการบริหารจัดการแบบกลุ่มวิสาหกิจก็ยังคงเหมือนเดิม คือ สมาชิกที่มาทำงานจะได้ค่าแรงต่างหาก นอกเหนือจากเงินปันผลต่อปี ส่วนสมาชิกที่ไม่ได้มาทำงานในวันที่ต้องการแรงงาน ก็จะรับเงินเฉพาะปันผลต่อปีเท่านั้น”

แม้ระยะเวลาผ่านมาถึง 30 ปีแล้ว ความนิยมในปลาร้าและแจ่วบองของกลุ่มแม่บ้านแปรรูปอาหารจากปลายังคงมีอยู่เหมือนเดิม แต่ตลาดการขายปลาร้าและแจ่วบองไม่ได้กว้างออกไปกว่าเดิม ยังคงวนเวียนอยู่บริเวณลุ่มน้ำสงคราม ตลาดในอำเภอศรีสงคราม และตลาดในเมืองสกลนคร หรือจะเป็นที่รู้จักห่างไกลออกไปในจังหวัดหรือภาคอื่นๆ ก็เพราะเมื่อครั้งกลุ่มแม่บ้านแปรรูปอาหารจากปลาของป้าสาคร ได้รับเชื้อเชิญให้นำปลาร้าและแจ่วบองไปออกร้านจำหน่าย ทำให้สินค้ากระจายไปยังภาคต่างๆ ตามแต่ผู้ซื้อ แม้จะเป็นที่รู้จัก แต่ระบบการจำหน่ายที่ไม่ได้รับการพัฒนา ก็เป็นจุดด้อยที่ทำให้ปลาร้าและแจ่วบองของกลุ่มแม่บ้านแปรรูปอาหารจากปลา บ้านปากยาม ไมได้กระจายออกไปอย่างกว้างขวางเท่าที่ควร อีกทั้งป้าสาคร อายุกว่า 70 ปีแล้ว สมาชิกกลุ่มที่ลดจำนวนลงเหลือเพียง 5 คน ส่อแววให้เห็นว่า ปลาร้าบ้านปากยามที่ขึ้นชื่อ ไม่แน่ว่าจะสูญหายไปตามกาลเวลาหรือไม่

ปลาร้าปากยาม วิถีที่มีชีวิตของลุ่มน้ำสงคราม อาจยังต่อลมหายใจต่อไปได้อีกนาน ถ้ากระแสความต้องการจากผู้บริโภคยังคงอยู่ ผู้สนใจติดต่อได้ที่ คุณสาคร มงคลงาม ประธานกลุ่มแม่บ้านแปรรูปอาหารจากปลา หมู่ 4 บ้านปากยาม ตำบลสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม โทรศัพท์ 087-224-7129

ในปัจจุบันนี้ เป็นช่วงที่มีการเก็บเกี่ยวข้าวกันในหลายจังหวัด เพราะต้นข้าวส่วนใหญ่จะสุกและแก่พร้อมเก็บเกี่ยวในช่วงปลายปี ขณะเดียวกันเราคงจะเห็นรถเกี่ยวข้าวขนาดใหญ่วิ่งทำงานอยู่ในพื้นที่นา บางรายอาจจะเป็นการเกี่ยวข้าวของตนเอง แต่บางรายอาจจะเป็นการจ้างรถเกี่ยวข้าวเข้าไปเกี่ยวในแปลงนาของตนเอง เป็นการสะดวก รวดเร็ว ประหยัดแรงงานคนงาน เกี่ยวข้าวเสร็จแล้วก็ส่งขายให้เจ้าของโรงสีได้ทันที

เกษตรกรบางรายคงอยากจะมีเครื่องเกี่ยวข้าวไว้เป็นของตนเองบ้าง แต่คงสู้ราคาไม่ไหว เพราะแต่ละเครื่องแต่ละคันจะต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท อีกทั้งยังต้องมีรถบรรทุก 10 ล้อ สำหรับขนส่งเคลื่อนย้ายจากบ้านไปยังแปลงนา อีกทั้งไม่มีความรู้ในเรื่องการดูแลบำรุงรักษาด้วย ยิ่งเป็นการลงทุนที่สูญเสียเปล่า

ดังนั้น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร จึงได้คิดค้นดัดแปลงเครื่องเกี่ยวนวดข้าวขนาดเล็กต้นแบบ สะดวกต่อการใช้งาน เพื่อเป็นการลดต้นทุนอย่างยั่งยืน กลุ่มเกษตรกรสามารถหาซื้อไว้ใช้บริการแก่สมาชิกได้ทุกราย หรือรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนแก่กลุ่มเกษตรกรก็จะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาอีกทางหนึ่ง

รศ. เสมอขวัญ ตันติกุล อาจารย์พัฒนฌาน วิเชียรรัตน์ ได้ให้รายละเอียดว่า ประมาณปี 2558 คณะวิศวกรรมฯ ได้ใช้เงินส่วนตัวในการพัฒนาเครื่องเกี่ยวนวดข้าวขนาดเล็ก ติดตั้งบนรถไถเดินตามที่ใช้กันโดยทั่วไป ใช้เครื่องยนต์สูบเดียว ขนาด 11 แรงม้า ขับเคลื่อนด้วยล้อยาง ผลการวิจัยทดสอบพบว่า สามารถใช้งานได้ในระดับหนึ่ง ทีมงานผู้วิจัยจึงได้จัดทำโครงการขอสนับสนุนงบประมาณวิจัยไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านโครงการบูรณาการ

ต่อมาได้รับงบประมาณสนับสนุนเมื่อปี 2561 ทีมงานจึงได้เริ่มศึกษาวิจัยอีกครั้งหนึ่ง เพื่อคาดหวังจะได้เครื่องเกี่ยวนวดข้าวขนาดเล็กต้นแบบ ขับเคลื่อน 4 ล้อ มีประสิทธิภาพการใช้งานที่ดี และมีต้นทุนไม่สูงมากนัก เกษตรกรมีความสามารถในการจัดซื้อไว้ใช้งาน ภายหลังจากการศึกษาวิจัยแล้ว ได้ทำการทดสอบพร้อมการวิจัยภาคสนาม 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน และ 3 จังหวัดภาคอีสานใต้ เพื่อศึกษาถึงปัญหาและข้อแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ

จากนั้นได้นำโครงการเสนอกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อประกอบรถเกี่ยวนวดข้าวขนาดเล็กต้นแบบ ที่ขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้แก่กลุ่มเกษตรกรทั้ง 11 จังหวัด เข้าร่วมอบรมถึงระบบการทำงาน วิธีการใช้ การขับเคลื่อน การบำรุงดูแลรักษา โดยให้กลุ่มเกษตรกรแต่ละจังหวัดรวบรวมพื้นที่ประมาณ 450-500 ไร่ หรือที่กรมส่งเสริมการเกษตรเรียกว่านาแปลงใหญ่ ต่อการจัดสรร 1 คัน ขั้นตอนต่อไปคือการนำเสนอกระทรวงเกษตรฯ เพื่อสนับสนุนการผลิตรถฯ แก่กลุ่มเกษตรกรใช้ในพื้นที่ของตนเอง

ในด้านการทำงานของเครื่องเกี่ยวนวดข้าวขนาดเล็กต้นแบบนั้น ระบบการขับเคลื่อน 4 ล้อ ได้นำระบบการขับเคลื่อนของรถยนต์ซูซูกิ รุ่นแคริเบียน ซึ่งเป็นระบบที่มีแรงบิดในการขับเคลื่อนมากและมีน้ำหนักเบากว่ายี่ห้ออื่นๆ สามารถเดินรถได้ทั้งระบบ 2 ล้อหลัง และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อพร้อมกัน

พลังงานกระแสไฟใช้แบตเตอรี่ ขนาด 12 โวลต์ ที่สามารถจ่ายไฟกระแสตรงและใช้เก็บกระแสไฟไว้ใช้ได้จากระบบการชาร์จของเครื่องยนต์ ด้านหน้าเครื่องนวดจะมีซี่ลวดเหล็กแข็งเพื่อช่วยในการกวาดและยกต้นข้าวที่ล้มติดพื้นท้องนาให้สูงขึ้น จากนั้นจะถูกส่งต่อเข้าระบบการตัดลำต้น ผ่านระบบการนวดให้ฟางข้าวและเมล็ดข้าวเปลือกแยกออกจากกัน เศษฟางจะส่งออกด้านหนึ่ง

ส่วนเมล็ดข้าวเปลือกจะถูกส่งต่อผ่านท่อเหล็กกลม ลงสู่กระสอบบรรจุข้าวเปลือก เครื่องยนต์ต้นกำลังก็จะใช้เครื่องดีเซลสูบเดียวที่ใช้กับรถไถเดินตามทั่วไป แต่ได้เพิ่มระบบการสตาร์ตเครื่องด้วยระบบสตาร์ตเหมือนกับรถยนต์ทั่วไป ล้อรถเกี่ยวนวดจะใช้ดอกยางที่ใช้กับรถไถเดินตามที่มีดอกยางขนาดใหญ่ พร้อมติดตั้งขอบกระทะป้องกันการจมในดินโคลนของล้อหลักด้วย รวมทั้งหมดแล้วมีต้นทุนประมาณ 1-2 แสนกว่าบาท

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ รศ. เสมอขวัญ ตันติกุล คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (081) 951-9232 “ข้าวสุกจากเหนือล่องใต้ ผลไม้สุกจากใต้ขึ้นเหนือ” เป็นคำกล่าวที่อิงตามปรากฏการณ์ของธรรมชาติกำหนดลักษณะลมฟ้าอากาศและอิทธิพลของร่องมรสุม แหล่งพลังงานคือดวงอาทิตย์ที่มีต่อการเอียงของโลก ก่อให้เกิดกระบวนการต่างๆ รวมถึงฤดูกาลการผลิตพืชผลทางการเกษตรของประเทศไทย

ปลายเดือนตุลาคมของทุกปีท้องทุ่งนาในภาคเหนือตอนบนจะเป็นทุ่งรวงทอง เป็นสัญญาณของฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวก่อนภาคอื่นๆบ้านสามขา หมู่ที่ 6 ตำบลหัวเสือ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง มีเกษตรกรรวมกลุ่มกันปลูกข้าวสายพันธุ์ดี “ข้าวหอมล้านนา” ได้เริ่มเก็บเกี่ยวกันตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน กระบวนการปลูก การดูแล เก็บเกี่ยว แปรรูป เป็นระบบอินทรีย์ กลุ่มชุมชนมีกติกา ผ่านการทำประชาคมว่าจะไม่มีการใช้สารเคมี ไม่ว่าจะเป็นสารเคมีกำจัดวัชพืช โรคพืช รวมถึงปุ๋ยเคมี

คุณป้านารี อินทร์มาปัน อายุ 59 ปี หรือ ป้าติ๋ม กับคู่ชีวิต คุณลุงคำ อินทร์มาปัน อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 86 หมู่ที่ 6 บ้านสามขา ป้าติ๋มได้เล่าย้อนอดีตไปเมื่อหลายปีก่อนว่า ภูมิลำเนาเดิมของป้าติ๋มอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก เมื่อแต่งงานก็ย้ายมาอยู่กับคุณลุงคำ จนมีลูกด้วยกัน 3 คน ประกอบอาชีพทำนาปลูกทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียวไว้กิน เพราะมีวิถีชีวิตผูกพันกันมา

เวลาต่อมาหมู่บ้านสามขาได้รับการพัฒนามาเป็นลำดับ มีผู้คนเข้ามาเยี่ยมเยียนดูงานกันมาก มีครู กศน. แนะนำว่าน่าจะมีสินค้าที่น่าสนใจมาแสดงหรือขายให้กับนักท่องเที่ยว เสนอว่ามีข้าวสีแปลกๆ ป้าสนใจไหม มีข้าวสีดำบ้าง สีแดงบ้าง ซึ่งทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิทยาเขตลำปาง กำลังดำเนินการผลิต เพื่อขยายพันธุ์ข้าวสายพันธุ์ใหม่ ได้นำมาให้รู้จักลักษณะเมล็ดพันธุ์ พร้อมกับสอนวิธีการปลูก เพื่อขยายพันธุ์ไว้เป็นเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกในปีต่อๆ ไป

ต่อมาป้าก็ได้ไปเข้ารับการอบรมการผลิตข้าวในระบบอินทรีย์ จัดโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เขาจัดอบรมที่จังหวัดเชียงใหม่ กลับมาก็ได้ดำเนินการทดลองปลูกข้าวสายพันธุ์นั้น ได้ยินคำว่า ข้าวสายพันธุ์นี้คนทุกข์ (คนจน) ไม่ได้กิน กินได้แต่คนรวย

ในใจป้าติ๋มคิดอยู่ว่า ฉันต้องได้กิน จึงกลับไปจังหวัดพิษณุโลกเพื่อนำวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ มาใช้ในการผลิตข้าว เริ่มจากผลิตข้าวกล้อง ข้าวกล้องงอก ก็เริ่มมีคนสนใจ มีทั้งปลูกเพื่อกิน เพื่อขาย ป้าติ๋มบอกว่า ป้าก็เพิ่งมารู้จักภายหลังว่า ข้าวที่ป้าปลูกนั้น ที่แท้ก็คือ ข้าวหอมล้านนา เป็นข้าวเจ้า

ป้าติ๋ม ให้ข้อมูลว่า ในปีการผลิต 2561 ปลูกข้าว 3 สายพันธุ์ คือข้าวหอมล้านนา (ข้าวเจ้า) ข้าวสังข์หยด (ข้าวเจ้า) ข้าวเหนียวก่ำ แต่ที่เน้นพื้นที่ปลูกคือ ข้าวหอมล้านนา ในพื้นที่ 5 ไร่ ได้ข้าวเปลือก 2 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 400 กิโลกรัม ต่อไร่

ป้าติ๋มบ่นว่าปีนี้ได้ผลผลิตน้อย เพราะปัจจัยเรื่องน้ำ จากทุกปี เคยได้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 500 กิโลกรัม ต่อไร่ แต่ที่ดีใจคือ ราคาข้าวสูงมาก สูงสุดถึงเกวียนหรือตันละ 20,000 บาท เลยทีเดียว

ป้าติ๋ม เกษตรกรคนเก่งได้เล่าถึงรายละเอียดกระบวนการหรือขั้นตอนการผลิตข้าวหอมล้านนาตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ถึงมือผู้บริโภค ป้าติ๋มบอกว่าด้วยการมีจิตสำนึกในการผลิตข้าวที่ปลอดภัยจึงให้ความสำคัญทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มเตรียมดิน หลังจากป้าติ๋มปลูกถั่วหลังนา บางปีปลูกปอเทืองก็จะปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ผลิตขึ้นเองจากการไปเข้ารับการฝึกอบรม นำดินไปตรวจวิเคราะห์หาความเป็นกรดด่าง จากนั้นเพาะกล้าพันธุ์เหมือนทั่วๆ ไป แต่เมื่อถึงเวลานำกล้าลงดำนาปลูก ใช้ต้นกล้าเพียงต้นเดียวในการปักดำ

ช่วงระหว่างฤดูกาล ป้าติ๋มและลุงคำ จะลงแปลงนาตลอดเพื่อถอนวัชพืช ดูแมลงมารบกวนหรือไม่ โรคพืชมีไหม ระหว่างนี้ใช้น้ำหมักชีวภาพ ซึ่งผลิตขึ้นเองก่อนเริ่มฤดูทำนา รวมทั้งผลิตน้ำหมักชีวภาพไล่แมลงพร้อมใช้

แต่ป้าติ๋มบอกว่าแม้จะมีกฎกติกาของหมู่บ้านให้งดใช้สารเคมี ในพื้นที่นาของป้าติ๋มก็มีโรคและแมลงรบกวนน้อยมาก ข้าวสายพันธุ์นี้ทนโรคอยู่แล้ว และพื้นที่บ้านสามขาก็เหมาะต่อการทำข้าวด้วยระบบอินทรีย์ เพราะมีแนวเทือกเขาล้อมรอบหมู่บ้าน ไว้เป็นปราการกันชนอย่างดี ข้าวหอมล้านนามีอายุ 105 วัน นับจากหว่านต้นกล้าจนถึงการเก็บเกี่ยว แต่ก่อนถึงช่วงเก็บเกี่ยวจะต้องทำให้พื้นดินแห้ง ลดความชื้นลง เพื่อให้รวงข้าวสุกเสมอกัน

การเก็บเกี่ยวใช้แรงงานคนในครอบครัว นวดข้าวตีข้าวด้วยมือ เมล็ดข้าวเปลือกยังมีความชื้น หรือเมล็ดข้าวยังมีการหายใจ จึงต้องลดความชื้นด้วยการตากแดด 2 แดด เพื่อลดอัตราการหายใจของเมล็ด ทั้งยังมีข้อดีคือ ลดการเกิดเชื้อราซึ่งเป็นสาเหตุให้ข้าวเสื่อมคุณภาพ เมื่อนำไปสีจะได้ต้นข้าวมากน้ำหนักดี จากนั้นบรรจุกระสอบ ทยอยนำมาสีเป็นข้าวสารเพื่อขาย

แปรรูปเป็นข้าวสารจากโรงสีเฉพาะข้าวอินทรีย์

ป้าติ๋มเล่าถึงการแปรรูปข้าวหอมล้านนาออกขายว่า จะนำข้าวเปลือกไปสีกับโรงสีที่สีเฉพาะข้าวอินทรีย์ แล้วนำมาทำความสะอาดบรรจุใส่ถุง เข้าเครื่องซีลติดสติ๊กเกอร์ ภายใต้ชื่อ OTOP ข้าวหอมล้านนาบ้านสามขา ผู้เขียนให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตข้าวเพราะผู้บริโภคเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ได้รับผลผลิตข้าว ว่าจะต้องมีคุณภาพปลอดภัยในการบริโภค จึงขอให้ป้าติ๋มเล่ารายละเอียดให้เห็นภาพของกระบวนการผลิต

ข้าวหอมล้านนา ข้าวสายพันธุ์ใหม่

ข้าวหอมล้านนา เป็นข้าวเจ้าสายพันธุ์ใหม่ที่เป็นนวัตกรรมการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่าง ข้าวหอมนิลและข้าวป่าออไรซานิวารา ปรับปรุงสายพันธุ์โดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิทยาเขตลำปาง ลักษณะเด่น ลำต้นสูง 100 เซนติเมตร มีอายุสั้นเพียง 105 วัน มีระบบรากที่ดี มีความต้านทานโรคและแมลง เป็นข้าวที่มีคุณภาพเมื่อนำมาหุงจะมีกลิ่นหอม นุ่ม อร่อย

ที่กล่าวว่า ข้าวหอมล้านนาเพื่อสิ่งแวดล้อมนั้น เพราะต้นข้าวเจริญเติบโตช่วยประหยัดน้ำ มีอายุสั้น จึงลดจำนวนวันที่ต้องให้น้ำและมีระบบรากที่ดี จึงไม่ต้องใช้น้ำมาก กับมีความแข็งแรงเหมือนข้าวน้ำ จึงต้านทานโรคและแมลง ลดการใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูข้าว การปลูกข้าวแบบกล้าต้นเดียว ช่วยลดปริมาณเมล็ดพันธุ์และช่วยเพิ่มผลผลิต ซึ่งป้าติ๋มบอกว่า กล้าต้นเดียวแตกกอได้ 40 ต้น 1 ต้น มี 1 รวง นับเมล็ดได้ 180 เมล็ด แต่ทั้งนี้จะต้องมีการดูแล เอาใจใส่อย่างดี

จากการวิเคราะห์ของกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือพบว่า ข้าวหอมล้านนามีคุณค่าทางโภชนาการสูงเหมาะแก่ผู้รักสุขภาพ ประกอบด้วย ธาตุเหล็ก ป้องกันการอ่อนเพลียของร่างกาย เสริมการต้านทานเจ็บป่วย ป้องกันและรักษาภาวะโลหิตจาง เนื่องจากการขาดธาตุเหล็กและช่วยให้ผิวพรรณเรียบเนียน

โปรตีน เสริมการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย และช่วยรักษาสมดุล กรด-ด่าง ในร่างกาย

วิตามินบี 1 เสริมสร้างการเจริญเติบโต และช่วยบำรุงประสาทกล้ามเนื้อและการทำงานของหัวใจให้เป็นปกติ ช่วยบำรุงสมอง ความคิด สติปัญญาให้ดีขึ้น

วิตามินบี 2 เสริมการเจริญเติบโต บำรุงผิวพรรณเล็บและเส้นผม เพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็น และช่วยบรรเทาอาการอ่อนล้าของดวงตา ลดการอักเสบในปาก ริมฝีปาก และลิ้น

กาบา ลดความดันโลหิต ลดไขมัน แอลดีแอล ลดอาหารอัลไซเมอร์ ลดน้ำหนัก ทำให้ผิวพรรณดี ตลอดจนช่วยลดโอกาสเป็นโรคมะเร็ง ช่วยร่างกายต้านทานเชื้อโรค
นอกจากนี้ ข้าวหอมล้านนา ยังมีไฟเบอร์หรือเส้นใยอาหารจากธรรมชาติ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยในการย่อยและการดูดซึม ลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

ป้าติ๋มบอกให้ผู้เขียนนำข้าวหอมล้านนาไปหุงชิมดูว่ารสชาติจะเป็นเช่นไร ป้าติ๋มย้ำ…บอกวิธีหุง ให้ตวงข้าว 1 ส่วน ใส่น้ำ 2 ส่วน หุงแล้วชิมดูแล้วเป็นข้าวสวยที่นุ่ม หอม อร่อยจริงๆ

การตลาดของข้าวล้านนาบ้านสามขา

ป้าติ๋ม บอกว่า ข้าวหอมล้านนาของป้าก็ขายไปเรื่อยๆ แต่หากจากนี้ไปได้รับการประชาสัมพันธ์ให้เชิญชวนสั่งซื้อข้าวหอมล้านนา ก็อาจจะมีเกษตรกรในบ้านสามขาร่วมกันปลูกข้าวชนิดนี้กันมากขึ้น และมีกำลังใจในการผลิตข้าวคุณภาพให้ผู้บริโภค ลำพังเฉพาะป้าติ๋ม ขายในหมู่บ้าน นักท่องเที่ยวมาในหมู่บ้านแล้วซื้อติดไม้ติดมือไปบ้าง บางครั้งได้รับแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอแม่ทะ หรือหน่วยงานราชการอื่น ให้นำข้าวหอมล้านนาหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปอย่างอื่นที่ใช้วัตถุดิบจากข้าวหอมล้านนา ป้าก็นำไปขายทั้งในเมืองลำปางและสถานที่อื่นๆ