สรรพคุณของเปลือกหอยนางรม ยังสามารถใช้รักษา

และป้องกันได้อีกหลายประการ เช่น ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว รักษาโรคที่เกี่ยวกับของเหลวในถุงอัณฑะ รักษาไข้ตัวร้อน ไข้ 3 ฤดู แก้กระษัยต่างๆ แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้โรคเส้นท้องตึงเป็นเถาดาน อัมพาต ขับเมือกในลำไส้ บำรุงลำไส้ เสริมบำรุงกระดูก เป็นต้น

ท่านใดที่คิดจะกินหอยนางรมสดเพื่อเพิ่มสมรรถภาพทางเพศให้ตัวเอง ก็ต้องระวังกันหน่อย เพราะหากกินหอยนางรมมากจนเกินไปก็จะกลายเป็นการไปเพิ่มคอเลสเตอรอลให้ร่างกายมากเกินควร

และนอกจากนี้ยังต้องระวัง การติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่อาจพบได้ในหอยนางรมและสัตว์ประเภทหอยชนิดอื่นๆ ซึ่งจะทำให้เกิดการติดเชื้อในกระเพาะอาหาร เกิดลำไส้อักเสบ ทำให้เกิดอาการท้องเสียและมีไข้สูง โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนๆ ก็ยิ่งจะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรียมากขึ้น ฉะนั้น ท่านใดที่คิดจะกินหอยนางรมสดๆ ก็ต้องระวังเรื่องความสะอาดของหอยจากแหล่งที่ไว้ใจได้ และกินในปริมาณที่เหมาะสม ถึงจะได้รับประโยชน์จากหอยนางรมอย่างเต็มที่

หอยนางรม ความเกี่ยวข้องกับเทศกาลกินเจ

ในบางความเชื่อว่า หอยนางรม สามารถกินเป็นอาหารเจได้ โดยตำนาน เจ้าหญิงเมี่ยวซ่าน ได้พาประชาชนส่วนหนึ่งที่นับถือในพระพุทธศาสนา หนีจากการเข่นฆ่าจาก พระเจ้าเมี่ยวจวง ลงเรือหนีออกไปทะเล และพอนานๆ วันเข้า เสบียงที่เตรียมมานั้นก็เริ่มจะหมดลงทุกทีจนหมด ทำให้ผู้คนขาดอาหารเกิดความหิวโหย เจ้าหญิงเมี่ยวซ่าน จึงทรงตั้งจิตอธิษฐานโดยเอาไม้พายจุ่มลงสู่ทะเลว่า หากสิ่งใดติดขึ้นมาก็จะกินสิ่งนั้นเป็นอาหาร

ผลปรากฏว่ามี หอยนางรม ติดไม้พายขึ้นมา (โดยหอยนางรมก็ยอมปวารณาตนถวายแด่ เจ้าหญิงเมี่ยวซ่าน และเหล่าพุทธศาสนิกชน) ซึ่งจากตำนานดังกล่าวจากนั้นเป็นต้นมา จึงเชื่อว่า หอยนางรม สามารถกินเป็นอาหารเจได้นั่นเอง

หอยใหญ่ เมืองสุราษฎร์ธานี (หอยนางรม)

ปากน้ำกะแดะ อำเภอกาญจนดิษฐ์ เป็นแหล่งขายอาหารทะเลทั้งสดและแห้ง และยังเป็นชุมชนเลี้ยงหอยนางรม และแหล่งต้นกำเนิด หอยนางรม ที่มีขนาดตัวใหญ่ รสชาติหวาน กรอบ อร่อยที่สุดในประเทศไทย

ด้วยคุณภาพของน้ำในบริเวณรอบๆ อ่าวแห่งนี้เหมาะสมกับการเลี้ยงหอยนางรมมากที่สุด เนื่องจากมีลักษณะเป็นน้ำกร่อย ซึ่งเกิดจากการไหลมารวมกันของน้ำจืดกับน้ำเค็ม โดยน้ำจืดที่ไหลสู่ปากอ่าวนั้นมีมากถึง 16 สายน้ำ ทั้งเล็กและใหญ่ รวมถึงแม่น้ำตาปีซึ่งเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่สุด

โดยสายน้ำแต่ละสายต่างก็พัดพาสารอาหารหรืออินทรียวัตถุที่มีประโยชน์มากองอยู่บริเวณนั้น จนกลายเป็นอาหารของเหล่าหอยนางรมตัวอ้วนพีและสัตว์น้ำอื่นๆ โดยทั่วไปแล้วการเลี้ยงหอยนางรม ต้องเลี้ยงในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมถึง แต่น้ำต้องไม่เค็มหรือจืดเกินไป เมื่อบริเวณรอบอ่าวบ้านดอนนี้มีระดับความเค็มที่พอดี จึงทำให้ได้หอยตัวใหญ่ที่หวาน อร่อยที่สุดว่างั้น!

หากท่านใดเดินทางมาถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานีแล้วไม่ได้กินหอยใหญ่ ต้องขอบอกว่า ท่านมาไม่ถึงเมืองสุราษฎร์ธานีแน่นอน เพราะหอยที่นี่เขาขึ้นชื่อเรื่องความสดและใหญ่ และชุมชนบ้านปากน้ำกะแดะยังเป็นแหล่งขายหอยที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดสุราษฎร์ด้วย ซึ่งหากท่านอยากกินหอยสดราคาถูกต้องห้ามพลาดที่นี่ และบริเวณนี้ยังมีร้านอาหารที่ขึ้นชื่อของจังหวัดสุราษฎร์ธานี เช่น ร้านเคียงเล ร้านในอ่าว ร้านกลางเล โดยจะเลือกร้านไหนก็แล้วแต่ท่านแหล่ะกัน!

หอยนางรมสุราษฎร์ธานี @ ฟาร์มคุณแต๋ว

ท่านได้มาเยือนสุราษฎร์ธานี ก็ขอบอกอย่าได้พลาดกับของเด็ดของดังอย่าง หอยใหญ่ ที่ทั้งขาว ทั้งอวบ และใหญ่ ส่วนจะจริงสมคำร่ำลือหรือไม่นั้นก็ต้องตามมาดูกันนะคะ…และเราขอแนะนำฟาร์มหอยนางรมตัวใหญ่ๆ ขาว นวล อ้วน สะอาด เลี้ยงเอง ขายเอง คุณภาพเน้นๆ ต้อง หอยคุณแต๋ว (คุณสายสุดา กาญจนพานิช)

ซึ่งฟาร์มแห่งนี้เขายังเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอาหารทะเลและแปรรูปบ้านพ่วงพัฒนา อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และที่สำคัญคือ การให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดีกับหน่วยงาน สังกัด สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมส่งเสริมการเกษตรมาโดยตลอด และต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย

คุณแต๋ว หญิงเก่ง และคนแกร่งแห่งปากน้ำกะแดะ กาญจนดิษฐ์ เมืองสุราษฎร์ธานี ที่ผู้เขียนได้รู้จักและต้องขอบอกว่าเป็นเจ้าของฟาร์มหอยใหญ่ ใจดีจริงๆ รับรองว่า หอยเขาใหญ่จริงๆ และที่ฟาร์มคุณแต๋ว ยังมีการรับออเดอร์หอยสดๆ กันทุกๆ วัน หอยใหญ่เนื้อเต็มฝา หวานๆ เต็มปากเต็มคำ หากสนใจหอยคุณแต๋ว (หอยนางรม) ทักไปได้เลยนะคะ

พัฒนาสายพันธุ์ – การเปิดเสรีการค้าโคเนื้อตามข้อตกลง FTA ไทย-ออสเตรเลียส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อของไทยต้องปรับตัวอย่างมาก เนื่องจากคุณภาพยังสู้ต่างประเทศไม่ได้ ขณะที่ต้นทุนการผลิตยังสูง ดังนั้น เกษตรกรผู้เลี้ยงต้องปรับตัวโดยเฉพาะการพัฒนาสายพันธุ์ให้ได้เนื้อโคที่มีคุณภาพสามารถแข่งขันได้

เครือข่ายโคเนื้อล้านนาเตรียมสู้ศึกเปิดเสรี “โคเนื้อ” ไทย-ออสเตรเลีย และไทย-นิวซีแลนด์ เร่งของบฯกองทุน FTA พัฒนาสายพันธุ์ลูกผสมบีฟมาสเตอร์สู้คุณภาพเนื้อนำเข้า

สืบเนื่องจากความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (Thailand-Australia Free Trade Agreement : TAFTA) และไทย-นิวซีแลนด์ (Thailand-New Zealand Closer Economic Partnership : TNZCEP) จะมีผลบังคับใช้ ทำให้ประเทศไทยต้องเปิดตลาดโคเนื้อ โดยลดภาษีเหลือ 0% นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 อาจส่งผลกระทบต่อราคาโคเนื้อในประเทศไทย

นายนเรศ รัศมีจันทร์ ประธานเครือข่ายโคเนื้อล้านนา เปิดเผยว่า ปัจจุบันเครือข่ายซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกในภาคเหนือจำนวน 415 ราย กำลังเตรียมการเพื่อรองรับการเข้าสู่ข้อตกลงการค้าเสรีโคเนื้อระหว่างประเทศไทยกับออสเตรเลีย ในอีก 2 ปีข้างหน้า เพราะเมื่อเอฟทีเอมีผลบังคับใช้ย่อมมีต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดอย่างแน่นอน

เพราะปัจจุบันสถานการณ์การแข่งขันในตลาดโคเนื้อภายในประเทศมีอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว และหากมีโคเนื้อจากต่างประเทศเข้ามาเพิ่มเติม ทำให้เกษตรกรต้องปรับตัว โดยทางเครือข่ายซึ่งแม่พันธุ์โคประมาณ 1,400 ตัว กำลังพัฒนาสายพันธุ์ลูกผสมบีฟมาสเตอร์ออกสู่ตลาด เพราะมีคุณภาพของสายพันธุ์และเนื้อที่นิ่งไม่ผันแปรไปตามรุ่นทำให้มีคุณภาพดีและสามารถมีอำนาจต่อรองราคาในตลาดได้ดีกว่า

นายนเรศกล่าวว่า เครือข่ายยังมีการตั้งเป็นคอกขุนกลางเครือข่ายเพื่อรับซื้อลูกโคขุนอายุ 6-8 เดือน เฉลี่ยตัวละประมาณ 20,000 บาท จากสมาชิกเกษตรกรแล้วนำมาขุนเพื่อให้ได้น้ำหนักประมาณ 350 กิโลกรัม ก่อนส่งจำหน่าย ปัจจุบันได้รับการสนับสนุนเบื้องต้นจากทาง จ.เชียงราย ด้วยงบประมาณ 20 ล้านบาท

ในปี 2563 ตั้งเป้าว่าในปี 2565 จะผลิตโคขุนคุณภาพให้ได้เดือนละ 100 ตัว จากแม่พันธุ์ 3,000 ตัว ปี 2566 จะผลิตให้ได้เดือนละ 150 ตัว ปี 2567 ผลิตได้เดือนละ 250 ตัว และปี 2568 ผลิตได้เดือนละ 300 ตัวต่อไป “สำหรับตลาดมีทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยจะมีการใช้ภูมิศาสตร์เมืองค้าชายแดนของ จ.เชียงราย เป็นจุดส่งออกโดยเฉพาะตลาดประเทศจีนที่มีความต้องการบริโภคเนื้อมหาศาล” นายนเรศกล่าว

นายนเรศกล่าวต่อไปว่า เนื่องจากเหลือระยะเวลาอีกเพียง 2 ปี ทำให้สมาชิกมีความตื่นตัวและทางเครือข่ายได้มีการรับซื้อลูกโคขุนมาเก็บไว้ที่คอกขุนกลางเพื่อทำการขุนแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังคงขาดแคลนงบประมาณในการดำเนินการเป็นเงินหมุนเวียน

ดังนั้น เครือข่ายโคเนื้อล้านนาจึงได้ร่วมกับเครือข่ายโคเนื้อไทยเสนอขอเงินกู้จากกองทุนเอฟทีเอของกรมปศุสัตว์แล้ว โดยเครือข่ายโคเนื้อล้านนาได้โควตาลูกโคขุน 50 ตัวต่อเดือน ซึ่งต้องใช้เงินกู้หมุนเวียนประมาณ 20 ล้านบาท ซึ่งหากว่าได้รับเงินกู้จะทำให้สามารถรับซื้อจากเกษตรกรได้อย่างต่อเนื่อง เพราะมีตลาดเพื่อระบายสินค้าภายในประเทศอยู่แล้วจำนวน 2 ราย และตามแผนการพัฒนาสายพันธุ์ และตลาดในอนาคตจะเพิ่มเติมไปยังตลาดประเทศลุ่มแม่น้ำโขงได้อย่างยั่งยืนต่อไป อย่างไรก็ตาม หากทางรัฐบาลไม่มีการสนับสนุนเกษตรกรจะสู้ตลาดโคเนื้อในตลาดค้าเสรีไม่ได้อย่างแน่นอน

นายธงชัย จิตต์ใจฉ่ำ รองประธานเครือข่ายโคเนื้อล้านนา กล่าวว่า การพัฒนาโคเนื้อสายพันธุ์บีฟมาสเตอร์ถือว่ามีความจำเป็นเพราะเป็นสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศและอากาศของไทยที่ให้ปริมาณซากหรือเนื้อที่มากและมีไขมันต่ำ ปริมาณการให้ลูกก็คงเส้นคงวา ต้านทานโรค และที่สำคัญ เป็นสายพันธุ์ที่นิ่งไม่ผันแปร ซึ่งจะเป็นผลดีต่อมาตรฐานสินค้าไทยและการต่อรองในตลาดอย่างมาก

ปัจจุบันเครือข่ายตั้งราคามาตรฐานกลางเอาไว้ที่กิโลกรัมละ 100-105 บาท แต่เมื่อถึงเวลาเปิดใช้เอฟทีเอโคเนื้อไทย-ออสเตรเลีย แล้วจะทำให้ภาษีนำเข้าเป็น 0% ซึ่งจะทำให้โคเนื้อจากประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองมีราคาต่ำกว่าทะลักเข้ามาตีตลาดได้ ดังนั้น ทางเครือข่ายจึงต้องพยายามพัฒนาคุณภาพโคเนื้อด้วยการพัฒนาสายพันธุ์และดำเนินโครงการต่าง ๆ ดังกล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ จ.เชียงราย นายนพพร มหากันธา ปศุสัตว์ จ.เชียงราย และคณะจากกรมปศุสัตว์ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมเครือข่ายโคเนื้อหลายแห่งในพื้นที่ จ.เชียงราย พร้อมยืนยันว่า ปัจจุบันรัฐบาลโดยกระทรวงที่เกี่ยวข้องได้เตรียมความพร้อมรองรับเอฟทีเอโคเนื้อไทย-ออสเตรเลีย ดังกล่าวไว้แล้ว

โดยกำหนดยุทธศาสตร์รองรับ 3 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ การรักษาตลาดภายในประเทศ ซึ่งมีเนื้อบริโภคกันหลายระดับ ซึ่งจะมีการส่งเสริมทุกระดับ โดยพันธุ์บีฟมาสเตอร์ที่เครือข่ายโคเนื้อล้านนาส่งเสริมถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการเพิ่มประชากรโคเนื้อ

จากปัจจุบันประเทศไทยมีปัญหาความขาดแคลนโคเนื้อ โดยมีปริมาณรวมกันทั้งประเทศเพียงประมาณ 6 ล้านตัว ขณะที่ความต้องการในตลาดบริโภคปีละกว่า 1.2 ล้านตัว แต่มีการผลิตโคขุนเลี้ยงได้ปีละเพียง 1 ล้านตัว ทำให้ยังขาดอีกกว่า 200,000 ตัว และการลดต้นทุน ซึ่งทราบว่าทางเครือข่ายโคเนื้อล้านนาได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง โดยมีศูนย์อาหาร ส่งเสริมการเลี้ยงด้วยข้าวโพดคอนสไลก์ เป็นต้น

สำหรับเอฟทีเอไทย-ออสเตรเลีย จะเริ่มจากเรื่องโคเนื้อก่อน หลังจากนั้นอีกระยะหนึ่งจึงเป็นโคนม อย่างไรก็ตาม ทางกรมปศุสัตว์จะรับเรื่องการขอเงินกู้จากกองทุนเอฟทีเอไปพิจารณาให้กับเครือข่ายต่อไป ทั้งนี้ ในปัจจุบันกรมปศุสัตว์ได้รับมอบหมายให้พิจารณาการให้เงินกู้จากกองทุนเอฟทีเอ ดังนั้น จึงมีการตั้งเป็นคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการแล้ว โดยผู้ที่สามารถกู้ยืมได้มีทั้งสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร หรือแม้แต่ภาคเอกชน สำหรับเครือข่ายโคเนื้อล้านนาถือว่ามีโอกาสดีมาก เพราะตั้งอยู่พื้นที่ชายแดนที่มีตลาดจีนรองรับจึงเชื่อว่าจะสามารถพัฒนาไปตามเป้าหมายได้อย่างยั่งยืนต่อไป

อนึ่ง สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รายงานสถานการณ์โคเนื้อของไทยในปี 2561 (ข้อมูลพยากรณ์ ณ เดือนมิถุนายน 2561) พบว่า มีจำนวนโคเนื้อในประเทศทั้งหมด 4.92 ล้านตัว ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 4.89 และจากการติดตามสถานการณ์ด้านปศุสัตว์ของ สศก.พบว่า แม้การผลิตโคเนื้อ และเนื้อโคคุณภาพจะเพิ่มขึ้น แต่ยังคงไม่เพียงพอกับความต้องการบริโภคภายในประเทศ ส่งผลให้ไทยต้องมีการนำเข้าเนื้อโคคุณภาพจากต่างประเทศโดยเฉพาะออสเตรเลีย

โรคภัตตาคารจีน-เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ผู้บริโภคที่นิยมใส่ผงชูรสในอาหาร โดยเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มรสชาติอาหารให้อร่อยขึ้น ความจริงแล้วผงชูรสจะละลายไขมันให้ผสมกลมกลืนกับน้ำ ทำให้มีรสเหมือนน้ำต้มเนื้อ และกระตุ้นปุ่มปลายประสาทของลิ้นกับคอ ทำให้อาหารมีรสหวานอร่อย แต่ถ้ากินมากเกินไปอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการแพ้ผงชูรสที่เรียกว่า ไชนีส เรสเตอรองต์ ซินโดรม หรือรู้จักกันในชื่อของ “โรคภัตตาคารจีน” ทำให้รู้สึกชาที่ปาก ลิ้น ปวดกล้ามเนื้อบริเวณโหนกแก้ม ต้นคอ หน้าอก หัวใจเต้นช้าลง หายใจไม่สะดวก ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน กระหายน้ำ

ส่วนผู้ที่แพ้ผงชูรสมากๆ จะเกิดอาการชาบริเวณใบหน้า หู วิงเวียน หัวใจเต้นเร็ว จนอาจเป็นอัมพาตตามแขนขาชนิดชั่วคราวได้ แต่อาการเหล่านี้จะหายเองภายในเวลา 2 ชม. รวมถึงไม่มีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ อีก โดยเฉพาะหญิงมีครรภ์ไม่ควรกินผงชูรสเด็ดขาด เพราะอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้ สำหรับทารกแรกเกิดถึง 3 เดือนนั้น หากได้กินผงชูรสเข้าไปจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของสมองในเด็กวัยนี้อีกด้วย

พญ.พรรณพิมลกล่าวอีกว่า จากความนิยมกินผงชูรส จึงทำให้ผู้ผลิตบางรายใช้สารปลอมปนในผงชูรสเพื่อลดต้นทุนการผลิต และสารที่ใช้มีทั้งที่เป็นวัตถุไม่เป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค ได้แก่ เกลือ น้ำตาล แป้ง ส่วนวัตถุที่เป็นอันตราย เช่น บอแรกซ์ ซึ่งเป็นสารห้ามใช้ในอาหาร เพราะหากร่างกายได้รับในปริมาณสูงอาจทำให้เสียชีวิตได้ หรือถ้าได้รับในปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้งจะสะสมในร่างกายก่อให้เกิดอาการพิษแบบเรื้อรัง ทำให้เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย สับสน ระบบย่อยอาหารถูกรบกวน ผิวหนังอักเสบ นอกจากนี้ยังมีสารอีกชนิดที่นิยมใส่ปะปนในผงชูรสคือ โซเดียมเมตาฟอสเฟต ซึ่งปกติจะใช้เป็นน้ำยาล้างหม้อน้ำรถยนต์ เมื่อกินเข้าไปจะออกฤทธิ์เป็นยาถ่ายอย่างแรง

“ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคว่าผงชูรสที่ใช้นั้นปลอดภัยจากสารปลอมปนหรือไม่ สามารถตรวจสอบด้วยวิธีการง่ายๆ คือ ให้นำผงชูรสที่สงสัยประมาณครึ่งช้อนชาใส่ลงในช้อนโลหะ เผาจนไหม้ หากเป็นผงชูรสแท้สารนั้นจะไหม้ไฟเป็นถ่านสีดำที่ช้อน แต่ถ้าเป็นผงชูรสที่มีส่วนผสมของบอแรกซ์ หรือโซเดียมเมตาฟอสเฟตผสมอยู่ จะพบว่ามีทั้งส่วนที่ไหม้เป็นสีดำและส่วนที่เหลือค้างเป็นสีขาวที่ช้อน ที่สำคัญกลุ่มแม่บ้านหรือร้านอาหาร ที่มีฝีมือในการปรุงอาหารหรือมีเมนูชูสุขภาพประจำร้านและใช้น้ำเคี่ยวกระดูกสัตว์อยู่แล้ว ผงชูรสก็ไม่จำเป็นต้องใช้ในการปรุงประกอบอาหาร แต่ถ้าหากจำเป็นต้องใช้ผงชูรสจริงๆ ผู้บริโภคควรเพิ่มความพิถีพิถันในการเลือกซื้อ โดยการสังเกตหีบห่อหรือกระป๋องบรรจุ ขอบผนึกต้องไม่มีรอยตำหนิ ฉลากพิมพ์เป็นตัวหนังสือภาษาไทยชัดเจน ไม่เลอะเลือน และต้องระบุชื่ออาหารแสดงคำว่า “ผงชูรส” ตลอดจนมีเลขทะเบียนตำรับอาหาร(อย.) ระบุชื่อ ที่ตั้งของผู้ผลิต เดือนปีที่ผลิต รวมทั้งน้ำหนักสุทธิอย่างชัดเจน” อธิบดีกรมอนามัยกล่าว

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ นายสุเทพ คงมาก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ภัยแล้งจะส่งผลกระทบพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังหรือไม่นั้น ขณะนี้สมาคมฯกำลังรอว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะมีการแถลงสถานการณ์อย่างเป็นทางการอย่างไร จำนวนปริมาณน้ำในเขื่อนแต่ละแห่งมีจำนวนเท่าใด และจะจัดสรรให้แต่ละภาคส่วนอย่างไร รวมถึงจะมีการคาดการณ์และประเมินถึงสถานการณ์ภัยแล้ง รวมถึงจะมีการประกาศพื้นที่ผลกระทบ หรือโซนนิ่งพื้นที่ทำนาปรัง พื้นที่ใดห้ามเด็ดขาด พื้นที่ใดขอความร่วมมือ หรือพื้นที่ใดอนุญาต รวมถึงแนวทางช่วยเหลือเยียวยา และข้อแนะนำส่งเสริมหากไม่สามารถทำนาได้

นายสุเทพกล่าวอีกว่า สำหรับตนมองว่า สถานการณ์ภัยแล้งอาจไม่เลวร้ายส่งผลกระทบจนหมดสิ้น เหตุเพราะว่าในช่วงหน้าร้อนหรือเมษายนเป็นช่วงที่ชาวนาหยุดทำนาปรังกันอยู่แล้ว ด้วยเพราะว่ารอบการผลิตเพาะปลูกรอบ 1 ของปีนี้ ทำกันมาแต่ปลายเดือนธันวาคม และเดือนมกราคมที่ผ่านมา ปัจจุบันข้าวอายุ 2-3 เดือนแล้ว จะออกรวง และเก็บเกี่ยวก่อนสงกรานต์แน่นอน ซึ่งอาจไม่ส่งผลกระทบมากนัก เพราะว่าเริ่มเป็นช่วงที่ใช้น้ำไม่มากเท่าช่วงแรก และจะมีการเพาะปลูกรอบที่ 2 คือเมื่อเข้าฤดูฝนเพื่อเก็บเกี่ยวให้ทันก่อนน้ำเหนือไหลหลาก ซึ่งทั้งปีจะทำนาปรังได้ถึง 2 รอบถือว่าเพียงพอแล้ว อีกประเด็นคือโครงการเกษตรกรแปลงใหญ่ หรือนาแปลงใหญ่ ที่เกษตรกรและภาครัฐช่วยกันบริหารจัดการเพาะปลูกและบริหารจัดการน้ำ ทำกันมา 4 ปี และขยายพื้นที่ออกไปอย่าต่อเนื่อง ถือว่าได้ผล ลดความสูญเสียและง่ายต่อการบริหารจัดการ

กรมชลประทาน สนับสนุนเกษตรกรทำนาข้าวให้หันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย-เลี้ยงสัตว์ หลังราคาข้าวตกต่ำ ยึดแผนจัดรูปที่ดินบ้านตาลเสี้ยน ต.รางสาลี่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี เป็นต้นแบบความสำเร็จ

นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังในฤดูแล้ง เพื่อประหยัดน้ำต้นทุน โดยให้เกษตรกรเปลี่ยนไปปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทนนั้น สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน เล็งเห็นความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนเกษตรกรทำนาข้าวไปปลูกพืชใช้น้ำน้อย-เลี้ยงสัตว์ จึงได้วางแผนส่งเสริมให้พื้นที่จัดรูปที่ดินบ้านตาลเสี้ยน ต.รางสาลี่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี เป็นโครงการต้นแบบ ตั้งแต่ฤดูนาปรัง 2558/2559 เป็นต้นมา ซึ่งประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ทั้งนี้เกษตรกรในโครงการได้ลดพื้นที่การทำนา โดยหันไปปลูกพืชใช้น้ำน้อยกว่า เช่น พืชผักสวนครัว รวมทั้งขยายพื้นที่ปลูกดีปลี ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรราคาแพงมากขึ้น นอกจากนั้น มีการเลี้ยงไก่ไข่ เป็ดไข่ ปลานิล ปลาตะเพียน หมูหลุม กระทั่งจิ้งหรีดในเชิงพาณิชย์

“ปีที่แล้ว เป็นการเริ่มต้นปรับเปลี่ยน เพราะเกษตรกรเข้าใจข้อจำกัดของน้ำต้นทุน อีกทั้งราคาข้าวไม่เป็นใจ จึงพยายามดิ้นรนไปสร้างอาชีพใหม่จากที่ดินที่มีอยู่แล้ว ปีนี้เริ่มมั่นใจมากขึ้น เพราะทำแล้วได้ผล และขยายกลุ่มกันทำมากขึ้น” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

ด้านนายวัฒนา สีรี ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำบ้านตาลเสี้ยนกล่าวว่า เมื่อรัฐบาลขอร้องให้ลดการทำนาก็พยายามหาอาชีพใหม่มาเสริมหรือทดแทนข้าวที่ราคาต่ำ สมาชิกของกลุ่มเสาะแสวงหาทั้งพืช สัตว์ปีก และสัตว์น้ำ กระทั่งสัตว์ที่ขายไปเป็นอาหารคนอย่างจิ้งหรีด จนสามารถมองเห็นลู่ทางที่จะเปลี่ยนจากนาข้าวเป็นอย่างอื่น ทั้งพืชและสัตว์ เพราะเริ่มเห็นว่ารายได้ดีกว่าการทำนา

ผลิตไม่ทัน – ปัจจุบันปลาดุกร้าทะเลน้อยพัทลุง ถือเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าโอท็อปที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค เนื่องจากมีรสชาติอร่อยและราคาไม่แพง หากได้รับการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ความต้องการในตลาดจะเพิ่มสูงขึ้นจนผลิตไม่ทัน

พาณิชย์จังหวัดพัทลุงเผย “ผลิตภัณฑ์ปลาดุกร้าทะเลน้อยพัทลุง” จ่อขึ้นทะเบียนสินค้า GI ก.ค. 2562 นี้ ชี้ผลิตจากปลาดุกอุยธรรมชาติในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย อ.ควนขนุน ล่าสุด “วิสาหกิจชุมชนบ้านชุมพล” เล็งขยายลงทุนโรงเรือนเพิ่ม เหตุปีที่ผ่านมายอดขายพุ่งกว่า 80% เนื้อหอมผลิตไม่พอขาย “บิ๊กซี” จองวางขายบนห้าง

นางสายช่อ อังศุพานิช พาณิชย์จังหวัดพัทลุง เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในการเปิดอบรมหลักสูตรการสร้างมาตรฐานสินค้าปลาแปรรูปชุมชนทะเลน้อย ซึ่งจังหวัดพัทลุง สำนักงานพาณิชย์จังหวัดพัทลุง ได้จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า ในเดือนกรกฎาคม 2562 คาดว่าผลิตภัณฑ์ปลาดุกร้าทะเลน้อยพัทลุงจะได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI ) หลังจากที่ทางสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพัทลุงร่วมกับวิทยาลัยภูมิปัญญาชุมชน มหาวิทยาลัยทักษิณ โดยได้รับงบประมาณส่งเสริมจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ดำเนินการขับเคลื่อนเพื่อยื่นคำขอขึ้นทะเบียน GI ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา และขณะนี้อยู่ระหว่างการรอประกาศโฆษณาทะเบียน GI

โดยปลาดุกร้าทะเลน้อยพัทลุงผลิตจากปลาดุกอุยธรรมชาติในแหล่งพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ถือเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่มีแหล่งปลาชุกชุม มีความหลากหลายทางชีวภาพ ชาวบ้านจะทำประมงพื้นบ้าน และนำปลามาแปรรูป โดยขั้นตอนการผลิตเริ่มจากนำปลามาผ่านกระบวนการหมักด้วยเกลือและน้ำตาลทราย ที่เป็นลักษณะพิเศษเฉพาะตัว ถือเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดพัทลุงกว่า 130 ปีแล้ว หลังจากนั้นนำไปตากแดด ทั้งนี้ กระบวนการผลิตทำให้ปลาดุกร้ายังคงรูปร่างของปลาดุก หนังที่เป็นผิวสัมผัสมีสีเทาดำ เมื่อผ่านกระบวนการปรุงสุกจะมีรสเค็มปนหวาน มีกลิ่นหอม และรสชาติอร่อยกว่าปลาดุกร้าทั่วไป ที่ผลิตจากปลาดุกเลี้ยง

นายสุขวัฒน์ ด่านเสริมสุข ประธานคณะผู้บริหารธุรกิจอาหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ ร่วมทุนกับกลุ่มไห่หลายกรุ๊ป ประเทศไต้หวัน จัดตั้ง บริษัท ซีพี ไห่หลาย ฮาร์เบอร์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 160 ล้านบาท เพื่อนำภัตตาคารอาหารบุฟเฟต์พรีเมี่ยมแบรนด์ฮาร์เบอร์เข้ามาเปิดให้บริการในไทยเป็นแห่งแรก จากปัจจุบันภัตตาคารนี้มีเปิดบริการ 9 สาขา ในไต้หวัน 7 สาขา และในจีน 2 สาขา

“การร่วมทุนครั้งนี้ช่วยให้เกิดการจ้างงาน และการใช้วัตถุดิบของไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เช่น ตอนนี้ซีพีเอฟซัพพลายวัตถุดิบกุ้งให้ประมาณ 90% ในอนาคตเรายังมองถึงแนวทางการขยายความร่วมมือไปสู่แบรนด์อื่นๆ ของไห่หลาย ซึ่งมีมากถึง 15 แบรนด์ เช่น อาหารมังสวิรัติ และอีกด้านหนึ่งไทยสามารถใช้ช่องทางนี้ในการส่งเสริมสินค้าอาหารและขนมไทย เช่น ข้าวเหนียวทุเรียน ข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวต้มมัด ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในตลาดจีน และไต้หวัน ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่กำลังได้รับความนิยมได้รู้จัก ซึ่งเป็นกลยุทธ์ครัวไทยสู่โลกของซีพีเอฟด้วย”

Mr.Liu Tzu-Ming ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ซีพี ไห่หลาย ฮาร์เบอร์ จำกัด กล่าวว่า การร่วมทุนครั้งนี้ทางซีพีเอฟถือหุ้นในสัดส่วน 51% และไห่หลายถือหุ้นในสัดส่วน 49% โดยในสาขาแรกใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 130 ล้านบาท จากงบฯ ทุนจดทะเบียน 190 ล้านบาท ซึ่งทางบริษัทมองว่า ไทยเป็นประเทศที่มีธุรกิจอาหารที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสในการสนับสนุนซึ่งกันและกัน

สำหรับภัตตาคารนี้มีจุดเด่นสำคัญ คือ เป็นภัตตาคารอาหารบุฟเฟต์ที่ดีที่สุดของไต้หวัน (the best buffet in Taiwan) เน้นอาหารที่มีคุณภาพ มีความสด มีอาหารนานาชาติที่มีความหลากหลายรวม 200 รายการ และกำหนดราคาที่สมเหตุสมผล

ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดขายในปีแรกไว้ที่ 200-240 ล้านบาท จากภาพรวมของเครือไห่หลายที่มีธุรกิจอาหาร 15 แบรนด์ รวม 42 สาขา และยังมีธุรกิจโรงแรมและบริการจัดเลี้ยง ซึ่งมีรายได้ยอดขายรวมทั้งเครือ 4,400 ล้านบาท

“หลังจากนี้ บริษัทยังมีแผนจะขยายสาขาภัตตาคารสู่หัวเมืองใหญ่อีก 5 แห่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเลือกทำเล อาจจะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีจำนวนประชากรมาก และมีกำลังซื้อสูง อาทิ พัทยา ภูเก็ต เป็นต้น แต่ยังไม่ได้จำกัดว่าต้องอยู่ในห้างหรือนอกห้างสรรพสินค้า หากลงทุนครบทั้งหมดคาดว่าจะเพิ่มยอดขายให้ได้ 1,000 ล้านบาท ใน 5 ปี และอาจจะขยายสาขาไปยังประเทศอื่นในอาเซียนด้วย”

อนึ่ง ภัตตาคาร “ฮาร์เบอร์” ตั้งอยู่บนชั้น 6 ไอคอนสยาม มีพื้นที่ 2,000 ตารางเมตร ถือเป็นภัตตาคารบุฟเฟต์ที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย รองรับลูกค้า 1,000 ที่นั่ง ต่อวัน สำหรับราคาบุฟเฟต์นี้แบ่งเป็น มื้อกลางวันวันธรรมดา ราคา 799++ บาท/คน มื้อเย็น ราคา 899 ++ บาท/คน เสาร์-อาทิตย์ 1,099++ บาท/คน (ยังไม่รวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าบริการ)

อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี เป็นอีกหนึ่งทำเลทองของการปลูกกล้วยหอมเพื่อการส่งออกรายใหญ่ของไทย โดยอำเภอหนองเสือมีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมมากถึง 14,170.10 ไร่ กล้วยหอมทองที่ปลูกในพื้นที่นี้ได้รับการยกย่องว่า มีคุณภาพดี รสชาติอร่อย ถูกใจผู้บริโภค เพราะปลูกในแหล่งดินเหนียวที่มีแหล่งน้ำชลประทานทั่วถึง มีการดูแลจัดการสวนอย่างเป็นระบบ ทำให้กล้วยหอมที่ปลูกได้สามารถส่งออกไปขายถึงประเทศญี่ปุ่น

เมื่อ ปี 2558 เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอมในพื้นที่ตำบลนพรัตน์ อำเภอหนองเสือ ภายใต้การนำของประธานกลุ่มฯ คือ คุณนุกูล นามปราศัย ได้รวมตัวกันจดทะเบียนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มกล้วยหอมทองปทุมรัตน์ เพื่อผลิตกล้วยหอมพันกว่าไร่ และจำหน่ายผลผลิตเข้าสู่ตลาดทั้งในประเทศและส่งออก เนื่องจากกล้วยหอมจัดอยู่ในกลุ่มผลไม้เพื่อสุขภาพ ทำให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี