สรรพคุณเป็นยาป้องกันโรคหัวใจ ลดโอกาสเกิดมะเร็ง

มะม่วงหาวมะนาวโห่ เป็นพืชสมุนไพรไทยชื่อแปลกที่มีประโยชน์และสรรพคุณที่หลากหลาย มะม่วงหาวมะนาวโห่ จัดเป็นผลไม้ประเภทรับประทานผลสุก มีรสชาติเปรี้ยวเฉพาะตัว ผลสุกสีแดงขนาดเล็ก เป็นแหล่งสำคัญของธาตุเหล็ก วิตามินซี และยังมีปริมาณ เพคติน ซึ่งเป็นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ในปริมาณสูง (Pal et al,19751) พบว่าผลของพืชสกุล Carissa caradas มีสารกลุ่มฟินอลิกปริมาณมาก

โดยสารประกอบฟินอลิกได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ สารฆ่าเชื้อ และสารต่อต้านมะเร็ง มะนาวโห่จะอุดมไปด้วยสารแอนโทไซยานิน เป็นสารสีม่วงแดงซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้สูงกว่าวิตามินซีหลายพันเท่า ซึ่งมีประโยชน์ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคหัวใจ ลดโอกาสเป็นโรคมะเร็ง ช่วยเสริมให้ร่างกายต้านเชื้อโรค สมานแผล ส่งเสริมการทำงานของเม็ดเลือดแดง

ขั้นตอนการปลูกแบบไม่ยุ่งยาก ปลูกแบบเดียวกับมะนาว ขุดหลุมลึก ประมาณ 50 เซนติเมตร ระยะห่าง 3 x 3 เมตร ทำไมต้องขุดห่างขนาดนั้น ต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่เป็นทรงพุ่มใหญ่ มีหนาม เมื่อต้นโตออกผลผลิต เราต้องเก็บเพราะฉะนั้นถ้าปลูกถี่ และปล่อยให้ต้นสูงมากจะเก็บลำบาก ต้องหมั่นที่จะตัดแต่งกิ่งเพื่อให้สวยและแตกยอด

2. นำดิน แกลบดำ ไบโอชาร์คลุกใส่ที่ก้นหลุม หลังจากนั้นลงต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่ หรือถ้าอยากปลูกมะม่วงหาวมะนาวโห่นอกฤดูคุณปุ๊แนะนำให้ใส่ไบโอชาร์ ไบโอชาร์จะเปรียบเสมือนผงชูรสของพืช ไม่ใช่ปุ๋ยแต่คือสารปรับปรุงดิน คือสิ่งที่จะทำให้พืชเจริญเติบโตได้เร็ว และอยู่กับเราได้นานกว่าการใส่ปุ๋ย คือไบโอชาใส่แล้วต้นไม้อยู่กับเราได้เกือบ10ปี แต่ถ้าใส่ปุ๋ยอยู่ได้ 1-2 ปี ก็หมดแล้วต้องเพิ่ม แต่ไบโอชาร์ใส่ทีเดียวจบ

ฤดูที่เหมาะในการปลูกคือฤดูฝน ไม่ต้องรดน้ำมาก ถ้าปลูกหน้าแล้งมีปัญหาเรื่องน้ำจะทำอย่างไร ต้องปลูกหน้าฝนให้น้ำลงหาต้น ให้ต้นเก็บน้ำ หลังจากนั้นต้นจะค่อยๆ โต พอช่วงหน้าร้อนให้สังเกตุว่าต้นโต หรือไม่โต ถ้าไม่โตให้พิจารณาว่าต้องใส่ปุ๋ยคอกไหม ถ้าไม่ใส่เรื่องของการแตกยอดจะลำบากหน่อย

ระยะเวลาในการปลูก ถ้าเป็นเบี้ยเล็กใช้ระยะเวลา3ปี ถึงจะโตมีลูก แต่ถ้าในกรณีที่ใส่ใบโอชาเข้าไปผลผลิตจะออกเร็ว 2 ปีกว่าก็ให้ลูกแล้วการดูแลรักษา
คุณภัทรฤทัย พรมนิล (ปุ๊) สาวชาวอำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม อดีตครีเอทีฟรายการทีวีชื่อดังที่ผันตัวเองเป็นเกษตรกร โดยสวนคุณปุ๊นั้นปลูกมะม่วงหาวมะนาวโห่ไว้ประมาณ 1 ไร่ครึ่ง คิดเป็นจำนวนต้น คือปลูกได้ 300 ต้น ให้คำแนะนำว่า

“ต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่ เป็นต้นไม้ที่ไม่ชอบความแฉะถ้าแฉะแล้วตาย ให้รดน้ำแบบวันเว้นวัน หรือชื้นหน่อยก็ได้ แต่อย่าเปียกจนทำให้รากเปื่อยไม่งั้นจะดูแลยาก ส่วนเรื่องแมลงจริงๆ มีปัญหาคือเรื่องหนอน หนอนอย่างเดียวเท่านั้น หนอนที่เป็นปัญหาคือหนอนผีเสื้อ หนอนตัวใหญ่ๆ หนอนจะมาทำร้ายต้นมะม่วงหาว กินใบซะเรียบ”

แต่ที่สวนคุณปุ๊ไม่ได้กำจัดหนอนด้วยยาฆ่าแมลง หรือวิธีที่พิสดารอะไร แต่ใช้วิธีการไปจับออก เพราะว่าอยากทำเป็นเกษตรอินทรีย์ อีกอย่างสรรพคุณของมะม่วงหาวมะนาวโห่มีเยอะ เพราะฉะนั้นการเอาสารเคมีเข้าไปใส่ไม่ใช่เรื่องดี

มะม่วงหาวมะนาวโห่ เป็นพืชสมุนไพรไทยชื่อแปลกที่มีประโยชน์และสรรพคุณที่หลากหลาย มะม่วงหาวมะนาวโห่ จัดเป็นผลไม้ประเภทรับประทานผลสุก มีรสชาติเปรี้ยวเฉพาะตัว ผลสุกสีแดงขนาดเล็ก เป็นแหล่งสำคัญของธาตุเหล็ก วิตามินซี และยังมีปริมาณ เพคติน ซึ่งเป็นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ในปริมาณสูง (Pal et al,19751) พบว่าผลของพืชสกุล Carissa caradas มีสารกลุ่มฟินอลิกปริมาณมาก

โดยสารประกอบฟินอลิกได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ สารฆ่าเชื้อ และสารต่อต้านมะเร็ง มะนาวโห่จะอุดมไปด้วยสารแอนโทไซยานิน เป็นสารสีม่วงแดงซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้สูงกว่าวิตามินซีหลายพันเท่า ซึ่งมีประโยชน์ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคหัวใจ ลดโอกาสเป็นโรคมะเร็ง ช่วยเสริมให้ร่างกายต้านเชื้อโรค สมานแผล ส่งเสริมการทำงานของเม็ดเลือดแดง

วิธีการปลูก
ขั้นตอนการปลูกแบบไม่ยุ่งยาก ปลูกแบบเดียวกับมะนาว ขุดหลุมลึก ประมาณ 50 เซนติเมตร ระยะห่าง 3 x 3 เมตร ทำไมต้องขุดห่างขนาดนั้น ต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่เป็นทรงพุ่มใหญ่ มีหนาม เมื่อต้นโตออกผลผลิต เราต้องเก็บเพราะฉะนั้นถ้าปลูกถี่ และปล่อยให้ต้นสูงมากจะเก็บลำบาก ต้องหมั่นที่จะตัดแต่งกิ่งเพื่อให้สวยและแตกยอด

2. นำดิน แกลบดำ ไบโอชาร์คลุกใส่ที่ก้นหลุม หลังจากนั้นลงต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่ หรือถ้าอยากปลูกมะม่วงหาวมะนาวโห่นอกฤดูคุณปุ๊แนะนำให้ใส่ไบโอชาร์ ไบโอชาร์จะเปรียบเสมือนผงชูรสของพืช ไม่ใช่ปุ๋ยแต่คือสารปรับปรุงดิน คือสิ่งที่จะทำให้พืชเจริญเติบโตได้เร็ว และอยู่กับเราได้นานกว่าการใส่ปุ๋ย คือไบโอชาใส่แล้วต้นไม้อยู่กับเราได้เกือบ10ปี แต่ถ้าใส่ปุ๋ยอยู่ได้ 1-2 ปี ก็หมดแล้วต้องเพิ่ม แต่ไบโอชาร์ใส่ทีเดียวจบ

ฤดูที่เหมาะในการปลูกคือฤดูฝน ไม่ต้องรดน้ำมาก ถ้าปลูกหน้าแล้งมีปัญหาเรื่องน้ำจะทำอย่างไร ต้องปลูกหน้าฝนให้น้ำลงหาต้น ให้ต้นเก็บน้ำ หลังจากนั้นต้นจะค่อยๆ โต พอช่วงหน้าร้อนให้สังเกตุว่าต้นโต หรือไม่โต ถ้าไม่โตให้พิจารณาว่าต้องใส่ปุ๋ยคอกไหม ถ้าไม่ใส่เรื่องของการแตกยอดจะลำบากหน่อย

ระยะเวลาในการปลูก ถ้าเป็นเบี้ยเล็กใช้ระยะเวลา3ปี ถึงจะโตมีลูก แต่ถ้าในกรณีที่ใส่ใบโอชาเข้าไปผลผลิตจะออกเร็ว 2 ปีกว่าก็ให้ลูกแล้ว การดูแลรักษา
คุณภัทรฤทัย พรมนิล (ปุ๊) สาวชาวอำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม อดีตครีเอทีฟรายการทีวีชื่อดังที่ผันตัวเองเป็นเกษตรกร โดยสวนคุณปุ๊นั้นปลูกมะม่วงหาวมะนาวโห่ไว้ประมาณ 1 ไร่ครึ่ง คิดเป็นจำนวนต้น คือปลูกได้ 300 ต้น ให้คำแนะนำว่า

“ต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่ เป็นต้นไม้ที่ไม่ชอบความแฉะถ้าแฉะแล้วตาย ให้รดน้ำแบบวันเว้นวัน หรือชื้นหน่อยก็ได้ แต่อย่าเปียกจนทำให้รากเปื่อยไม่งั้นจะดูแลยาก ส่วนเรื่องแมลงจริงๆ มีปัญหาคือเรื่องหนอน หนอนอย่างเดียวเท่านั้น หนอนที่เป็นปัญหาคือหนอนผีเสื้อ หนอนตัวใหญ่ๆ หนอนจะมาทำร้ายต้นมะม่วงหาว กินใบซะเรียบ”

แต่ที่สวนคุณปุ๊ไม่ได้กำจัดหนอนด้วยยาฆ่าแมลง หรือวิธีที่พิสดารอะไร แต่ใช้วิธีการไปจับออก เพราะว่าอยากทำเป็นเกษตรอินทรีย์ อีกอย่างสรรพคุณของมะม่วงหาวมะนาวโห่มีเยอะ เพราะฉะนั้นการเอาสารเคมีเข้าไปใส่ไม่ใช่เรื่องดี

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้เป็นเจ้าภาพเชิญเกษตรกรชาวสวนแปลงใหญ่ทุเรียนใน 22 จังหวัด เข้าร่วมประชุมเพื่อหารือเตรียมการจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยขึ้น ณ ห้องประชุมศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ซึ่งการประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้เกษตรกรได้มีการรวมตัวกันเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนทุเรียนระดับประเทศ สร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกรชาวสวนทุเรียนไทยใน 6 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ พร้อมกำหนดแนวทางการพัฒนาและบริหารจัดการทุเรียนทั้งระบบ

สำหรับทุเรียนไทยนับว่ามีชื่อเสียงในด้านรสชาติและคุณภาพการผลิตที่มีความโดดเด่นเหนือกว่าประเทศคู่แข่งที่ส่งออกทุเรียนทั่วโลก โดยมีการส่งออกในปี 2561 ปริมาณ 530,226 ตัน คิดเป็นมูลค่า 35,333 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่ส่งออกปริมาณ 513,883 ตัน คิดเป็นมูลค่า 24,847 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จังหวัดที่มีพื้นที่แปลงใหญ่ทุเรียนมากที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ ยะลา ตราด ศรีสะเกษ ชุมพร และจันทบุรี ซึ่งประเทศไทยส่งออกทุเรียนเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน

โดยมีจีนเป็นตลาดหลักในการรองรับผลผลิตถึง 80% ปริมาณการส่งออกทุเรียนเมื่อเทียบกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ นับว่ายังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก แต่มีเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนกระจัดกระจายหลายภาคทั่วประเทศ ซึ่งเกษตรกรขายโดยไม่มีองค์กรหรือมาตรการในการตรวจสอบและร่วมมือกันในการจัดการทุเรียนคุณภาพก่อนส่งออก ทำให้ประสบปัญหาการตัดทุเรียนอ่อนส่งออกส่งผลกระทบอย่างมาก เสียชื่อเสียงและผู้บริโภคขาดความมั่นใจ รวมทั้งได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดและการกีดกันทางการค้าต่างๆ

ดังนั้น การพัฒนาคุณภาพและการรักษามาตรฐานทั้งในเชิงคุณภาพ และปริมาณ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยกระดับการผลิตทุเรียนให้เข้าสู่มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) เน้นผลิตให้ได้คุณภาพมาตรฐาน พร้อมคัด บรรจุสินค้าในโรงคัดที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจีเอ็มพี (GMP) เพื่อให้ได้ทุเรียนคุณภาพดี มีความปลอดภัย และตรงตามความต้องการของตลาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดจีน

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้เชิญ นายมานพ แก้ววงษ์นุกูล และ นายมนตรี ศรีนิล จากสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อการสร้างความเข้มแข็งองค์กรเกษตรกร ซึ่งสมาคมชาวสวนมะม่วงไทยนับว่าเป็นสมาคมที่มีการดำเนินกิจกรรมที่เข้มแข็งและประสบความสำเร็จอย่างมากในการส่งออกมะม่วงไปจำหน่ายตลาดต่างประเทศ

โดยเน้นการรวมกลุ่มสร้างเครือข่ายและการผลิตมะม่วงให้มีคุณภาพมาตรฐานเดียวกัน สำหรับแนวทางการสร้างความเข้มแข็งองค์กรเกษตรกรเพื่อการพัฒนาและบริหารจัดการทุเรียนระดับประเทศมีทิศทางไปในเชิงบวกกระแสตอบรับดี เกษตรกรชาวสวนทุเรียนแปลงใหญ่เห็นด้วยกับการที่จะมีสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยขึ้น ซึ่งวิธีการดำเนินงานจะเริ่มจากคัดเลือกตัวแทนแปลงใหญ่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับเขต เพื่อไปคัดเลือกคณะกรรมการระดับประเทศ ในการเข้าร่วมประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น

วางแผนพัฒนาการผลิตและการตลาดร่วมกันสำหรับแนวทางการสร้างความเข้มแข็งองค์กรเกษตรกรเพื่อการพัฒนาและบริหารจัดการทุเรียนระดับประเทศ เสนอให้เริ่มจากการจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยโดยคัดเลือกจากตัวแทนแปลงใหญ่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับเขต ในการคัดเลือกคณะกรรมการระดับประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น วางแผนพัฒนาการผลิตการตลาดร่วมกันสำหรับแนวทางการสร้างความเข้มแข็งองค์กรเกษตรกรเพื่อการพัฒนาและบริหารจัดการทุเรียนระดับประเทศ เสนอให้เริ่มจากการจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยโดยคัดเลือกจากตัวแทนแปลงใหญ่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับเขต ในการคัดเลือกคณะกรรมการระดับประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น วางแผนพัฒนาการผลิตการตลาดร่วมกัน

ดร. ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศีกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์เซรั่มจากสารสกัด ถั่วมะแฮะ “Helios face serum” ผลงานวิจัยพัฒนาของ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร วว. ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากการประกวด AGRI PLUS AWARD 2019 ในกลุ่มผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากสินค้าเกษตรที่ไม่ใช่อาหารที่วางจำหน่ายแล้ว ซึ่งจัดโดยสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตร นวัตกรรม กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้ วว. ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์เซรั่มจากสารสกัดถั่วมะแฮะ “Helios face serum” ให้กับบริษัท ซุปเปอร์เซโย จำกัด เพื่อการผลิตจำหน่ายสู่เชิงพาณิชย์ นับเป็นความสำเร็จของ วว. ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เข้าไปเป็นหุ้นส่วนความสำเร็จ ((partner for your success) ให้กับผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์เซรั่มจากสารสกัดถั่วมะแฮะ เป็นผลสำเร็จของ วว. ในการวิจัยสกัดสารเพปไทด์จากถั่ว มะแฮะ และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยสารสกัดที่ได้มีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในเซลล์ human dermal fibroblast โดยที่ความเข้มข้น 200 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร มีฤทธิ์กระตุ้นร้อยละ 59.34±2.17 เท่ากับวิตามินซี ที่ความเข้มข้น 50 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ที่จะมีฤทธิ์กระตุ้นได้ถึงร้อยละ 59.51±3.17 เมื่อทำการวิเคราะห์ขนาดโมเลกุลของเพปไทด์ด้วยวิธี SDS PAGE พบว่ามีขนาดของโมเลกุลที่มีขนาดอยู่ในช่วง 20-10 kD

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพในอาสาสมัครหญิงชาวเอเชีย จำนวน 20 คน อายุระหว่าง 35 ถึง 65 ปี พบว่า เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์วันละ 2 ครั้ง (เช้าและเย็น) ติดต่อกันเป็นเวลา 8 สัปดาห์ ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองที่ผิวหน้าหรืออาการข้างเคียงใดๆ ผลิตภัณฑ์ที่ได้ สามารถลดจำนวนริ้วรอย (Number of wrinkle) ได้ 72.7% Mean depth) ได้ 70% ลดความยาวของริ้วรอยรวม (Total length) ได้ 60% และปริมาณพื้นที่รวมของริ้วรอย (Total wrinkle) ได้ 65% ของรอยตีนกา นอกจากนี้ยังสามารถลดฝ้าได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับผิวหน้าที่ไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นตัวควบคุม

นอกจากนั้น อาสาสมัครที่ทำการทดสอบได้ตอบแบบสอบถาม โดยมีความชื่นชอบผลิตภัณฑ์ในหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้ 1.ผลิตภัณฑ์ใช้ง่ายซึมเร็ว 100% 2.ผลิตภัณฑ์ไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองหรือผลข้างเคียง 95% 3. มีความประสงค์ต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ต่อและจะแนะนำให้ผู้อื่นให้ใช้ 95% 4. ผลิตภัณฑ์สามารถลดรอยตีนกาได้ 90% และ 5.ผลิตภัณฑ์สามารถลดฝ้าได้ 77%

ถั่วมะแฮะ มีชื่อสามัญ Pigeon pea ชื่อวิทยาศาสตร์ Cajanus cajan (L.) Millsp. มีชื่อท้องถิ่นดังนี้ (ภาคใต้) ถั่วแรด (ภาคเหนือ) มะแฮะ มะแฮะต้น ถั่วแระต้น (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ถั่วแฮ (ภาคกลาง) ถั่วแระ ถั่วแระผี และถั่วแม่ตาย ถั่วมะแฮะเป็นพรรณไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดย่อม อายุฤดูเดียวหรือหลายฤดู ลำต้นมีลักษณะตั้งตรง สูงประมาณ 1-3.5 เมตร เมล็ดมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงกำลัง ลดระดับคอเลสเตรอล ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต

ผุดไอเดียสร้างต้นแบบ 6 จุด ดึงพลังคนรุ่นใหม่ YSF เกษตรกรแปลงใหญ่ และวิสาหกิจชุมชน ร่วมพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง ภายใต้โครงการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เนื่องจากเป็นพื้นฐานในการพัฒนาประเทศให้เกิดความมั่นคง เช่นเดียวกับงานส่งเสริมการเกษตรที่มุ่งพัฒนาความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้นและเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เริ่มจากการวิเคราะห์พื้นที่เป้าหมายให้ครอบคลุมมิติของพื้นที่ – คน – สินค้า ตามหลักสำคัญของงานส่งเสริมการเกษตร จนเข้าสู่การส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ในปัจจุบัน

โดยส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยรวมกลุ่มกันเพื่อบริหารจัดการการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตรร่วมกัน ซึ่งการพัฒนายังไม่ขยายผลไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน อีกทั้งภารกิจของกรมส่งเสริมการเกษตรยังมีหน้าที่ในการจดทะเบียนผู้ประกอบการเป็นวิสาหกิจชุมชนเพื่อเพิ่มโอกาสในการพัฒนายกระดับกิจการ และยังมีเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer (YSF) ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีศักยภาพ หัวคิดก้าวหน้า และมีพลังในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม จึงคิดว่าทำอย่างไรจะให้กลุ่มต่างๆ เหล่านี้มาทำงานร่วมกันและเชื่อมโยงกันได้อย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ดังนั้น จึงจัดทำโครงการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ โดยปรับวิธีการทำงานเพื่อให้เกิดการบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องลงในพื้นที่เป้าหมายที่กำหนด เพื่อร่วมกันพัฒนาชุมชนเกษตรให้เข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการดำเนินกิจการของกลุ่มเกษตรกร โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วม และเกษตรกรรุ่นใหม่มีบทบาทในกระบวนการพัฒนา ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน รวมทั้งพัฒนารูปแบบการทำงานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ ให้มีการบูรณาการการทำงาน สามารถยกระดับให้เป็นต้นแบบของการพัฒนาที่ยึดพื้นที่เป็นหลัก โดยปี 2562 กำหนดพื้นที่เป้าหมาย 6 จุด ประกอบด้วย

1) แปลงใหญ่ผักปลอดภัย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี 2) วิสาหกิจชุมชนมะพร้าวอ่อนน้ำหอม ตำบลดอนมโนรา อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม 3) แปลงใหญ่มะพร้าว ตำบลบางตลาด อำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา 4) แปลงใหญ่ผัก อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ 5) แปลงใหญ่มังคุด อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช และ 6) อะโวกาโดพบพระ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า รูปแบบการดำเนินงานโครงการฯ จะมีกรอบแนวคิดการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ 5 กรอบเป็นหลัก ได้แก่ 1) การคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่ หลักเกณฑ์ คือ ต้องมีพื้นที่ดำเนินการ สินค้า และเกษตรกรเป้าหมายที่ชัดเจน มีเกษตรกรรุ่นใหม่ YSF เป็นสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งเกษตรกรมีการรวมกลุ่มและดำเนินกิจการอยู่แล้ว รวมทั้งมีแนวคิดในการขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมกลุ่มต่างๆ ของชุมชน 2) เตรียมความพร้อม/จัดทำแผนพัฒนา โดยวิเคราะห์และประเมินศักยภาพของกลุ่ม การปรับวิธีคิด เพิ่มทักษะการบริหารจัดการ/ขับเคลื่อนกลุ่ม มีการจัดทำแผนพัฒนากลุ่ม เช่น พัฒนากิจการ/ธุรกิจ และพัฒนาคน โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วม

3) สนับสนุนการพัฒนากลุ่ม โดยรวบรวมและวิเคราะห์แผนพัฒนาของกลุ่ม มีการบูรณาการกิจกรรมและงบประมาณ จัดหาแหล่งทุน รวมทั้งประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน 4) ขับเคลื่อนการพัฒนากลุ่ม ตั้งแต่ต้นทาง เน้นส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน พัฒนาคุณภาพ/มาตรฐานสินค้าเกษตร และสนับสนุนการใช้ปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ กลางทาง พัฒนาการแปรรูปสินค้า การสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบต่างๆ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และบริการ การสร้าง Brand สินค้า และระบบตรวจสอบย้อนกลับ ปลายทาง มีการเชื่อมโยง/พัฒนาตลาด และเพิ่มช่องทางการตลาด เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้นและมีความหลากหลาย

5) เพิ่มขีดความสามารถสร้างเครือข่ายธุรกิจที่เข้มแข็ง มีการต่อยอดเชิงธุรกิจ สร้างเครือข่ายกลุ่มธุรกิจและพันธมิตร เพื่อขยายขอบเขตการดำเนินกิจการได้อย่างยั่งยืน โดยจะมีงบประมาณสนับสนุนให้แก่กลุ่มเกษตรกรทั้ง 6 พื้นที่นี้กลุ่มละ 500,000 บาท

“ผลที่คาดว่าจะได้รับ จะทำให้กลุ่มเกษตรกรทั้ง 6 กลุ่มในพื้นที่ได้รับการสนับสนุน และดำเนินการตามแผนพัฒนากลุ่ม คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาร่วมกับองค์กรเกษตรกร เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน รวมทั้งได้รูปแบบและกระบวนการส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ นำไปสู่การพัฒนาให้เป็นต้นแบบการทำงานส่งเสริมการเกษตรแบบบูรณาการโดยยึดพื้นที่เป็นหลัก สามารถนำไปขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ ต่อไป”

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ชวนติดตาม “ดาวเคียงเดือน” ปลายพฤษภาคมนี้ 20 พ.ค. – ดาวพฤหัสบดี เคียงดวงจันทร์ สองทุ่มถึงรุ่งเช้า และ 22-23 พ.ค. – ดาวเสาร์เคียงดวงจันทร์ สี่ทุ่มถึงรุ่งเช้า สังเกตได้ด้วยตาเปล่าทั่วประเทศ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สดร. เปิดเผยว่า ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2562 จะเกิดปรากฏการณ์ “ดาวเคียงเดือน” ดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ ปรากฏบนท้องฟ้าเคียงดวงจันทร์ สังเกตได้ด้วยตาเปล่าทั่วประเทศ ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2562 “ดาวพฤหัสบดีปรากฏเคียงดวงจันทร์” สังเกตได้ตั้งแต่เวลา 20.30 น. เป็นต้นไป บริเวณขอบฟ้าทางตะวันออกเฉียงใต้ ห่างประมาณ 2 องศา และจะปรากฏใกล้กันที่สุดเวลาประมาณ 23.50 น. ห่างเพียง 1.3 องศา จากนั้นจะค่อยๆ ขยับห่างออกจากกัน สังเกตได้ตลอดคืนจนถึงรุ่งเช้า และวันที่ 22 พฤษภาคม 2562 “ดาวเสาร์ปรากฏเคียงดวงจันทร์” เริ่มสังเกตได้ตั้งแต่เวลาประมาณ 22.20 น. เป็นต้นไป ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห่างประมาณ 2.8 องศา และจะปรากฏใกล้กันมากที่สุดประมาณ 1 องศา ในช่วงรุ่งเช้าของวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 ผู้สนใจสามารถรอชมความสวยงามของปรากฏการณ์ดาวเคียงเดือนดังกล่าว ดูได้ด้วยตาเปล่าทั่วประเทศ

“ปรากฏการณ์ดาวเคียงเดือน” ถือเป็นปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำ เนื่องจากดวงจันทร์และดาวเคราะห์เปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อยๆ ตามคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ ดังนั้น การที่ดวงจันทร์และดาวเคราะห์ปรากฏบนท้องฟ้าในทิศเดียวกัน หรือเคลื่อนที่มาอยู่ในตำแหน่งใกล้เคียงกันจึงถือเป็นเรื่องปกติ

นายศุภฤกษ์ กล่าวปิดท้ายว่า หลังจากนี้ โลกจะโคจรเข้าใกล้ดาวเคราะห์ทั้งสองมากขึ้นเรื่อยๆ ดาวพฤหัสบดีจะอยู่ในตำแหน่งใกล้โลกที่สุดในรอบปี วันที่ 10 มิถุนายน 2562 และดาวเสาร์จะอยู่ในตำแหน่งใกล้โลกที่สุดในรอบปี วันที่ 9 กรกฎาคม 2562 ส่งผลให้ดาวเคราะห์ทั้งสองมีขนาดปรากฏใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และจะสามารถสังเกตการณ์ได้ยาวนานขึ้นตลอดทั้งคืน

(16 พฤษภาคม 2562) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยกลุ่มบริการอุตสาหกรรม จัดงาน GREEN SERVICE BY TISTR ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว…เสวนาวิชาการจากผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ โชว์ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ห้องปฏิบัติการทดสอบ การผลิตบรรจุภัณฑ์ หน่วยรับรองผลิตภัณฑ์ และงานบริการที่เกี่ยวข้องธุรกิจสีเขียว ระบุพร้อมให้บริการแก่ภาคอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร คาดช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งภาคอุตสาหกรรมสีเขียวไทยให้ก้าวไกลอย่างยั่งยืน

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. ในฐานะประธานพิธีเปิดงาน ชี้แจงว่า กลุ่มบริการอุตสาหกรรม วว. มีบทบาทและภารกิจในการให้บริการงานทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ด้านการวิเคราะห์ ทดสอบ สอบเทียบ รับรองมาตรฐาน บริการเป็นที่ปรึกษาการจัดทำระบบคุณภาพ รวมทั้งการจัดฝึกอบรมแก่ลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชน ขณะนี้กลุ่มงานบริการอุตสาหกรรมได้ขยายขอบข่ายงานบริการให้กว้างมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการบริการวิจัย พัฒนา วิเคราะห์ทดสอบ และให้การรับรองด้านสิ่งแวดล้อม หรือ GREEN SERVICE by TISTR