สวนส้มของคุณธนากร เป็นสมาชิกแปลงใหญ่และได้รับใบรับรอง

มาตรฐาน GAP แล้ว แต่คุณธนากรเลือกที่จะปลูกส้มเขียวหวานสีทองไร้สาร “ผมใช้แต่ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดแต่เพียงอย่างเดียว 1 ปี ใส่ปุ๋ย 3 ครั้ง สารเคมีกำจัดโรคและแมลงไม่ได้ใช้เลย มีแมลงรบกวนบ้าง ตั้งใจจะนำน้ำหมักสมุนไพรมาฉีดพ่น เป็นการป้องกันไว้ก่อน ส่วนหญ้านั้นใช้วิธีตัด”

การจัดการบริเวณสวนส้มของคุณธนากรดูแล้วสะอาดเรียบร้อยดีมาก สอบถามได้ความว่าใช้เวลาส่วนใหญ่ในการดูแล ตรวจแปลง ดูการเติบโตของผลส้ม สวนส้ม 29 ไร่ ปฏิบัติงานกันเพียง 2 คน สามี-ภรรยา เท่านั้น

หากท่านอ่านบทความมาถึงตอนนี้ ท่านจะเห็นข้อมูลตัวเลขที่แตกต่างกันกับที่เสนอภาพรวมตอนต้นเรื่อง ว่าพื้นที่ปลูกส้มเขียวหวานสีทองศรีสัชนาลัยของทั้งจังหวัดสุโขทัย มีจำนวน 22,592 ไร่ (ตัวเลขนี้เฉพาะเกษตรกรที่มีโฉนด) แต่ทั้งอำเภอศรีสัชนาลัย มีพื้นที่เพาะปลูกส้ม ประมาณ 40,000 ไร่ แม้จะยังไม่มีการสำรวจอย่างจริงจัง เรื่องนี้ผู้ใหญ่สมพงษ์ อธิบายว่า ส้มเขียวหวานสีทองบ้านแม่สิน และทั่วทั้งอำเภอศรีสัชนาลัย ปลูกกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นย่า จนมาถึงรุ่นหลาน ประมาณ 65 ปี ล่วงมาแล้ว เกษตรกรรุ่นปัจจุบันจึงเป็นเกษตรกรตัวจริง ไม่มีเกษตรกรนายทุน เพราะมีการปลูกส้มเขียวหวานกัน 5 ไร่ 10 ไร่ ถึง 30 ไร่ เท่านั้น แต่มีสวนส้มของเกษตรกรจำนวนหนึ่ง ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ทั้งๆ ที่แปลงปลูกเป็นพื้นที่ราบหรือเนินเตี้ยๆ ตรงนี้เป็นปัญหาหนักใจแก่เกษตรกรเป็นอย่างมาก เพราะส่งผลให้เกษตรกรไม่ได้รับสิทธิ์ และได้รับการปฏิเสธจากภาครัฐในหลายประการ ได้แก่

ไม่ได้รับใบรับรองมาตรฐานการผลิต GAP แม้เกษตรกรรายนั้นจะผลิตส้มเขียวหวานด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ก็ตาม
เมื่อไม่มีเอกสารสิทธิ ก็ไม่สามารถนำที่ดินไปค้ำประกันเงินกู้กับสถาบันการเงิน เพื่อนำมาทำทุนได้ ต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีการอื่น เช่น เงินกู้นอกระบบ เป็นต้น
ไม่ได้รับความช่วยเหลือ กรณีสวนส้มนั้นได้รับภัยพิบัติทางธรรมชาติ

ขาดโอกาสในการขอให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องแหล่งน้ำก็ไม่ได้รับ เช่น จะขอให้สร้างฝายกั้นน้ำ กรมป่าไม้ก็ไม่อนุญาต หรือจะขอให้ขุดสระน้ำ สถานีพัฒนาที่ดิน ก็ไม่สามารถดำเนินการให้ได้ เพราะที่ดินนั้นไม่มีเอกสารสิทธิ เป็นต้น
เกษตรกรตั้งใจจะเสียภาษีให้แก่รัฐผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เหมือนที่เคยจ่าย แต่ปัจจุบันได้รับการปฏิเสธที่จะรับ เพราะที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ
ปัญหาดังกล่าว ยังไม่ได้รับการดูแลจากภาครัฐ แต่เกษตรกรก็ยังตั้งใจรอ รอว่าเมื่อไรรัฐบาลจะมาดำเนินการสำรวจ รังวัด ทำแผนที่ เพื่อออกโฉนดที่ดินให้ จะส่งผลต่อความมั่นใจในอาชีพเกษตรกรรมของเกษตรกรเป็นอย่างยิ่ง แม้ชื่อเสียงด้านการผลิตส้มเขียวหวานสีทองแม่สิน ศรีสัชนาลัย จะเป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่ยังขาดความสมบูรณ์ในด้านกรรมสิทธิ์ที่ดินทำกิน

คุณอัครินทร์ ทองจรัส หรือ คุณกลาง อยู่บ้านเลขที่ 52 หมู่ที่ 4 ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา มีความสนใจเรื่องว่านเพชรหึงเพราะมีให้เห็นในบริเวณพื้นที่ใกล้บ้านพักที่อยู่ชายเขา จะร่วงอยู่ตามพื้นในป่า ความต้องการอยากรู้จึงเก็บมาศึกษา เพราะมองว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติของพรรณไม้ จนเกิดความสวยงามและน่าทึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นกล้วยไม้ยักษ์

คุณกลางไม่มีความรู้เกี่ยวกับพันธุ์ไม้ชนิดนี้มาก่อนเลยจึงใช้วิธีปลูกจากคำแนะนำของชาวบ้านที่บอกข้อมูลต่างๆ นานา ไม่ว่าจะให้ขยายพันธุ์ด้วยการแยกกอบ้าง หรือชาวบ้านทางใต้บอกว่าอย่าแยกกอเพราะอาจตาย เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงทำให้เกิดความสับสนว่าวิธีใดเหมาะสมและถูกต้อง

จนในที่สุดคุณกลางประสบความสำเร็จจากการปลูกกล้วยไม้พันธุ์นี้โดยตกผลึกวิธีเลี้ยงด้วยการแยกจากกอใหญ่แล้วนำไปเลี้ยงต่อจนรอดมานานกว่า 16 ปี กระทั่งเพิ่งมีดอกออกให้เห็นเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา

เพชรหึงที่คุณกลางปลูกในกระถางใช้วัสดุปลูกหลักเป็นถ่านหุงต้มจำนวน 3-4 กระสอบ จะใช้ปุ๋ยละลายช้าจำนวน 1 ช้อนแกง ผสมน้ำแล้วฉีดพ่น แต่ไม่บ่อยนัก นอกจากนั้น อาจเป็นปุ๋ยสูตรเสมอในบางคราวด้วยเช่นกัน ซึ่งคุณกลางบอกว่าไม่เน้นการให้ปุ๋ยเนื่องจากเป็นพันธุ์กล้วยไม้ทางธรรมชาติ แต่จะเน้นการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอมากกว่า

“จะรดน้ำทุก 3 วันในช่วงที่มีอากาศปกติ เพราะโดยธรรมชาติแล้วกล้วยไม้พันธุ์นี้จะเกาะติดและอาศัยอยู่บนยอดไม้ขนาดใหญ่ในป่าจึงได้รับน้ำจากธรรมชาติและความชื้นในป่าเท่านั้น อย่างไรก็ตาม วิธีรดน้ำตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญระบุว่าก่อนเลี้ยงควรปรับสภาพแวดล้อมบริเวณที่ต้องการเลี้ยงให้มีความเป็นธรรมชาติมากที่สุดแล้วค่อยนำมาเลี้ยง”

ปัจจุบันคุณกลางปลูกเพชรหึงไว้จำนวนกว่า 60 กระถาง มีทั้งต้นเก่า-ใหม่ และเมื่อใดที่เห็นว่ากอแน่นเกินไป จะจัดการแยกกอเพื่อให้ต้นเพชรหึงมีความสมบูรณ์เต็มที่แล้วไม่โทรมเร็ว เพราะถ้าปล่อยให้กอแน่นไปนานๆ จะมีผลเสียต่อการออกดอกช้าและได้จำนวนไม่มาก

ขณะเดียวกัน ต้นไหนที่ต้องการให้มีดอกจะเลี้ยงแยกไว้ แล้วจะตั้งวางตำแหน่งที่แน่นอนโดยไม่ขยับ แล้วปลูกเลี้ยงจนมีดอก ส่วนต้นไหนที่ไม่ตั้งใจจะดูดอกก็จะแยกกอออกมาเลี้ยงเป็นต้นใหม่ ทั้งนี้ กล้วยไม้ยักษ์ชอบอยู่กลางแดด ระยะห่างระหว่างต้นไม่จำกัด เพียงแต่อย่าให้เบียดกันเพราะต้องเผื่อให้ต้นแผ่กิ่งออกไปด้านข้าง

นอกจากการปลูกเลี้ยงในกระถางแล้ว ยังสามารถนำไม้หมอนรถไฟมากั้นเป็นคอกสี่เหลี่ยมใส่ถ่านดำรองด้านล่าง เนื่องจากคุณสมบัติของไม้หมอน กับถ่านดำที่สามารถเก็บความชื้นไว้อย่างดีจะช่วยให้ต้นเพชรหึงมีความสวยงามแล้วให้ดอกที่สมบูรณ์ด้วย ซึ่งแนวทางนี้ต้องลงทุนมากจึงเหมาะกับการแต่งสวนตามโรงแรม รีสอร์ต หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่กลางแจ้งและมีพื้นที่กว้างใหญ่

จากเวลานับสิบปีที่คุณกลางต้องใช้ความอดทนปลูกต้นเพชรหึงหรือกล้วยไม้ยักษ์มาจนเพิ่งได้เชยชมดอกเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา เขาบอกว่าหลังจากที่เริ่มให้ดอกครั้งแรกแล้วจะมีดอกให้ทุกๆ ปีในช่วงเดือนพฤษภาคมแล้วอยู่ได้นานถึง 3 เดือน ส่วนจำนวนดอกมีมาก-น้อยขึ้นอยู่กับว่าในช่วงที่ปลูกได้ดูแลเอาใจใส่ดีมาก-น้อยเพียงใด ขณะเดียวกัน สภาพอากาศในแต่ละปียังมีผลต่อการออกดอกด้วย

ถึงตอนนี้เขาเห็นว่ามีจำนวนกล้วยไม้เพชรหึงมากเพียงพอแก่ความต้องการแล้ว รวมถึงยังมีความภูมิใจที่ตัวเองสามารถทำได้สำเร็จจากที่เคยถูกดูแคลนแม้จะต้องอดทนรอเวลานานเป็นสิบปีก็ตาม

ฉะนั้น หากใครสนใจต้องการจะมีกล้วยไม้ยักษ์ชนิดนี้ไว้เป็นเจ้าของ คุณกลางยินดีจำหน่ายแต่ต้องยกไปทั้งกอใหญ่ เพราะคงแยกไม่ได้เดี๋ยวตาย ทั้งนี้ กำหนดราคาขายว่าหากยังไม่เคยมีดอกขายราคาเริ่มต้นที่ 10,000 บาท แต่ในกรณีที่ต้นเคยออกดอกมาแล้วราคาจะเพิ่มขึ้น ขึ้นอยู่กับขนาดและความสมบูรณ์ เพราะเมื่อนำไปปลูกต่อแล้วสามารถให้ดอกได้ทุกปี

สำหรับตลาดนักเล่นต้นเพชรหึงมีหลายกลุ่ม ทั้งนิยมปลูกเลี้ยงเป็นความเชื่อทางด้านโชคลาภ กับอีกส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มตลาดที่มุ่งขายดอก ส่วนอีกแบบหนึ่งได้ยินมาว่าสามารถนำดอกไปสกัดเป็นสมุนไพรได้

คุณกลางไม่เพียงประสบความสำเร็จจากการปลูกกล้วยไม้ยักษ์เพชรหึงเท่านั้น แต่พื้นที่จำนวนทั้งหมด 20 กว่าไร่ ที่ใช้ชื่อว่า “ไร่จรัสแสง” ยังถูกแบ่งออกเป็นอาชีพเพาะ-ขยายพันธุ์พืชไม้ผลชนิดอื่น อย่างทับทิมที่มีชื่อเสียงโด่งดังคือ “ทับทิมจรัสแสง” ที่ขายทั้งผลสด ต้นพันธุ์ พร้อมกับการแปรรูปเป็นน้ำทับทิมด้วย แล้วยังมีต้นจันทน์ผาจำนวน 400 ต้น ลิ้นจี่พันธุ์สำเภาแก้วจำนวน 30 กว่าต้น

“ในพื้นที่ของตำบลกลางดงสามารถปลูกกล้วยไม้เพชรหึงแล้วให้ดอกได้อย่างไม่ยาก เพราะตามสภาพพื้นที่ที่อยู่ในระดับกลางๆ คือไม่เหนือและไม่ใต้ อีกทั้งความสมบูรณ์ของป่าและธรรมชาติในเขตนี้เอื้อต่อการปลูกกล้วยไม้ยักษ์ชนิดนี้อย่างดี” คุณกลาง กล่าวทิ้งท้าย

ท่านใดที่เป็นนักเล่นกล้วยไม้ และชอบสะสมกล้วยไม้แปลกหายาก หากสนใจกล้วยไม้ยักษ์ “เพชรหึง” สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณกลาง โทรศัพท์ (080) 980-6189 แล้วอาจแถมพ่วงอุดหนุนไม้ผลชนิดอื่นที่ปลูกด้วยคุณภาพในไร่จรัสแสง อีกก็ได้ไม่ว่ากัน

ทุกวันนี้ ราคายางพาราอยู่ในช่วงตลาดขาลง ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางพารามีรายได้ลดน้อยลงตามไปด้วย แต่กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราในพื้นที่บ้านคำสมบูรณ์ อำเภอบึงโขงหลง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้น พวกเขาหันมาปลูก “เสาวรส” เป็นไม้ผลริมรั้ว เพื่อขายผลสดและแปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่มในรูปน้ำเสาวรส ปรากฏว่าขายดิบขายดี จนผลิตไม่ทันกับความต้องการของตลาด พวกเขาเตรียมขยายพื้นที่ปลูกเสาวรสมากขึ้น พร้อมรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในท้องถิ่น เพื่อขยายกำลังผลิตน้ำเสาวรสให้เพียงพอกับความต้องการของตลาดในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชุมชนเกษตรกรชาวสวนยางพาราบ้านคำสมบูรณ์ สอดคล้องกับนโยบายของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ “คุณนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร” ที่อยากเห็นพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราตัดโค่นต้นยางเก่าที่หมดอายุ หรือแบ่งที่ดินว่างเปล่านำมาปลูกผลไม้ เป็นสินค้าทางเลือกตัวใหม่เสริมรายได้ในครัวเรือน วิธีนี้จะช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนแทนการปลูกยางพาราเป็นพืชเชิงเดี่ยวเหมือนในอดีต

คุณธีรวัฒน์ พันสุวรรณ์ เกษตรกรชาวสวนยางพารา บ้านคำสมบูรณ์ ตำบลบึงโขงหลง ได้โอกาสไปศึกษาดูงานเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ณ โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ บ้านห้วยหินลาด อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ

ปรากฎว่า คุณธีรวัฒน์ เกิดความประทับใจคุณภาพและรสชาติของ “เสาวรสหวานพันธุ์ไทนุง” ที่มีลักษณะเด่นคือ ผลสีม่วงเข้ม ติดผลดก ให้ผลผลิตคุณภาพดี รสหวาน อร่อย มีค่าความหวานเฉลี่ย 17 Brix เนื่องจากเสาวรสเป็นไม้ผลเพื่อสุขภาพที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้บริโภคในวงกว้าง เพราะเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงมาก ช่วยให้ผิวพรรณสวยใส เปล่งปลั่ง มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ดีต่อสุขภาพ ช่วยลดระดับความดันโลหิตสูง ช่วยป้องกันโรคหัวใจ และโรคมะเร็งสำไส้ไปพร้อมๆ กัน

ดังนั้น คุณธีรวัฒน์ จึงตัดสินใจซื้อกล้าพันธุ์เสาวรสหวานปลอดโรคไวรัส ของโครงการฯ ในราคาต้นละ 20 บาท มาปลูกเป็นไม้ผลริมรั้วบ้านก่อน เพราะเสาวรสหวานพันธุ์ไทนุง หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “เสาวรสพันธุ์สีม่วง” ปลูกดูแลง่าย ไม่มีปัญหาโรคแมลงรบกวน ทำให้ง่ายต่อการดูแลจัดการแปลงตลอดฤดูการปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ธรรมชาติของเสาวรส จัดอยู่ในกลุ่มไม้เลื้อย แค่ทำซุ้มไม้ระแนงเป็นหลักให้ต้นเสาวรสเกาะ หรือปลูกริมรั้วบ้าน ไม้ผลชนิดนี้ก็สามารถเติบโตได้ดี

“ผมทดลองปลูกเสาวรสพันธุ์สีม่วงเกาะบริเวณรั้วบ้านก่อน ปรากฏว่าได้ผลผลิตปริมาณมากและขายผลผลิตได้ราคาดี จึงชักชวนเพื่อนเกษตรกรชาวสวนยางพาราในท้องถิ่น จำนวน 20 รายมารวมตัวกันในชื่อกลุ่มแปรรูปผลไม้ โดยผมรับหน้าที่เป็นประธานกลุ่มฯ ระดมเงินทุนจากสมาชิกในราคาหุ้นละ 100 บาท ปัจจุบันทางกลุ่มฯ มีเงินทุนจากสมาชิกและรายได้จากการจำหน่ายน้ำเสาวรสประมาณ 30,000 บาท” คุณธีรวัฒน์ กล่าว

เนื่องจากเสาวรสหวานพันธุ์ไทนุง มีผลผลิตเข้าสู่ตลาดเพียงปีละครั้ง (ตุลาคม-พฤศจิกายน) ทางกลุ่มฯ วางแผนรับซื้อผลผลิตจากสมาชิกและเกษตรกรในท้องถิ่นให้มากที่สุด และเก็บรักษาคุณภาพผลผลิตในห้องเย็น และค่อยทยอยนำมาผลผลิตมาแปรรูปเป็นน้ำเสาวรสออกขายตลอดทั้งปี นอกจากนี้ ทางกลุ่มฯ สนับสนุนต้นกล้าเสาวรสหวานพันธุ์ไทนุง ให้สมาชิกและเกษตรกรในท้องถิ่นนำไปปลูกในพื้นที่ว่างของพวกเขา และรับซื้อผลผลิตคืนในราคากิโลกรัมละ 10 บาท เพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับแปรรูปน้ำเสาวรสต่อไป

“เสาวรสหวานพันธุ์ไทนุง หรือเสาวรสพันธุ์สีม่วง มีจุดเด่นคือ รสชาติหอม หวาน เหมาะสำหรับกินผลสดและแปรรูปเป็นน้ำเสาวรส ถือว่าเสาวรสพันธุ์สีม่วงมีรสหวานอร่อยมากกว่าพันธุ์สีเหลือง ที่ปลูกกันทั่วไป แต่จุดอ่อนของเสาวรสพันธุ์สีม่วงก็คือ มีปริมาณเนื้อเสาวรสน้อยกว่าพันธุ์สีเหลือง” คุณธีรวัฒน์ กล่าว

ในปีนี้ คุณธีรวัฒน์มุ่งส่งเสริมให้สมาชิกและเกษตรกรในท้องถิ่นปลูกเสาวรสหวานเชิงการค้า เพื่อให้ง่ายต่อการดูแลจัดการผลผลิตในอนาคต โดยมุ่งยกระดับการผลิตเสาวรสสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ ที่มีมาตรฐาน GAP ซึ่งเป็นมาตรฐานสินค้าผลไม้ระดับฟาร์ม และวางแผนพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในอนาคต

การเพาะกล้า

คุณธีรวัฒน์ นำเมล็ดเสาวรสที่เหลือจากการแปรรูป มาแกะเยื่อหุ้มเมล็ดออกก่อน นำเมล็ดไปล้างความสะอาดและตากแห้งเพื่อเก็บรักษาคุณภาพ เมื่อถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม จึงค่อยนำเมล็ดไปเพาะต้นกล้า

ขั้นตอนการเพาะต้นกล้า เริ่มจากนำเมล็ดเสาวรสที่ตากแห้งไว้ นำมาแช่ในน้ำอุ่น ประมาณ 10-20 นาที จึงค่อยนำเมล็ดเสาวรสใส่ลงในถุงเพาะชำที่มีดินร่วน ผสมกับปุ๋ยอินทรีย์เป็นวัสดุปลูก คุณธีรวัฒน์ บอกว่า สาเหตุที่ไม่เลือกใช้แกลบดำเป็นวัสดุปลูก เพราะเวลาปลูกลงดิน หากดูแลไม่ดี อาจทำให้ต้นกล้าแห้งตายได้ง่าย แต่การเพาะเมล็ดโดยใช้ดินร่วนในท้องถิ่นเป็นวัสดุปลูก ทำให้ต้นกล้าปรับตัวเข้ากับสภาพดินที่เตรียมจะนำไปปลูกได้ดีนั่นเอง

การปลูก

คุณธีรวัฒน์ บอกว่า เขาเตรียมขยายพื้นที่ปลูกเสาวรสหวาน จำนวน 2 งาน คาดว่าจะใช้ต้นกล้าเสาวรส จำนวน 80 ต้น ขุดหลุมให้ลึกประมาณ 30 x 30 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกก่อนปลูก โดยปลูกในระยะห่าง 5 x 5 เมตร พร้อมทำซุ้มไม้เพื่อเป็นหลักให้ต้นเสาวรสพันธุ์สีม่วงเลื้อยเกาะขึ้นไป

“หลังปล่อยให้ต้นเสาวรสเลื้อยไปตามซุ้มไม้ที่จัดเตรียมไว้ได้ประมาณ 3-4 เมตร ผมก็จะตัดลำต้นเสาวรสไม่ให้เลื้อยมากไปกว่านี้ เพราะหากปล่อยให้ลำต้นเสารสเลื้อยยาวโดยไม่มีการควบคุม จะได้ผลเสาวรสมีขนาดเล็ก ขายไม่ได้ราคา ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน” คุณธีรวัฒน์ กล่าว

หลังปลูก คุณธีรวัฒน์แนะนำให้สมาชิกดูแลใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ทุกเดือน และรดน้ำในแปลงปลูกสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ก็เพียงพอแล้ว เพราะต้นเสาวรสไม่ชอบน้ำแฉะ หลังปลูกต้นเสาวรสจะเริ่มให้ผลผลิตรุ่นแรก ประมาณเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนของทุกปี เกษตรกรมีระยะเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 2 เดือน หากดูแลจัดการแปลงอย่างเหมาะสม ต้นเสาวรสพันธุ์สีม่วงจะให้ผลผลิตประมาณ 20 กิโลกรัม ต่อต้น

คุณธีรวัฒน์ กล่าวว่า ต้นเสาวรสจะให้ผลผลิตเต็มที่เพียงแค่ 3 รุ่น ต่อการเพาะปลูก 1 รอบ ผลผลิตรุ่นต่อมาจะน้อยลงและเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ จึงแนะนำให้สมาชิกรื้อแปลงปลูกเสาวรสออกหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จในรุ่นที่ 3 โดยทางกลุ่มฯ จะสนับสนุนกล้าพันธุ์เสาวรสรุ่นใหม่ให้เกษตรกรนำไปเพาะปลูกในฤดูถัดไป

ด้านตลาด

สำหรับเสาวรสหวานผลสด เกษตรกรจะขายส่งในราคาหน้าสวนอยู่ที่ กิโลกรัมละ 10 บาท หากนำไปจำหน่ายที่ตลาดโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เกษตรกรจะสามารถขายปลีกถึงมือผู้บริโภคได้ในราคา กิโลกรัมละ 35 บาท หรือ 3 กิโลกรัม 100 บาท เสาวรสหวานพันธุ์ไทนุงขายดีมากเพราะมีรสชาติหอม หวาน อร่อย ถูกใจกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพ เพราะเสาวรสเป็นไม้ผลที่มีคุณประโยชน์สูง ดีต่อสุขภาพและร่างกายในหลายด้าน

คุณธีรวัฒน์ กล่าวว่า การขายเสาวรสผลสด สร้างผลกำไรได้น้อย เมื่อเทียบกับการขายน้ำเสาวรสที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เพราะเสาวรสน้ำหนัก 1 กิโลกรัม มีผลผลิตประมาณ 5-6 ผล สามารถแปรรูปเป็นน้ำเสาวรสออกขายได้ จำนวน 6 ขวด ขายในราคาขวดละ 10 บาท เท่ากับมีรายได้เพิ่มมากขึ้นเป็น 60 บาท ต่อกิโลกรัมทีเดียว คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม ปัจจุบัน สินค้าน้ำเสาวรสของกลุ่มผลไม้แปรรูปภายใต้การนำของคุณธีรวัฒน์ เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคทั่วไป ขายดีเทน้ำเทท่า ผลิตแทบไม่ทันกับความต้องการของตลาด

“ขั้นตอนการผลิตน้ำเสาวรส เริ่มจาก นำผลเสาวรสมาคว้านเนื้อออก นำมาผสมกับน้ำเชื่อมในอัตราส่วนที่พอเหมาะ โดยทั่วไปเสาวรส จำนวน 1 ผล สามารถผลิตน้ำเสาวรสได้จำนวน 1 ขวด หากเก็บแช่ในตู้เย็น จะช่วยรักษาคุณภาพความสดเพื่อรอการขายได้นาน 1 สัปดาห์” คุณธีรวัฒน์ กล่าว

เส้นทางสู่ความร่ำรวยของกลุ่มแปรรูปผลไม้บ้านคำสมบูรณ์ จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในวันนี้ คือ สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบึงโขงหลงที่เข้ามาสนับสนุนทั้งองค์ความรู้เรื่องการแปรรูปน้ำเสาวรส ช่วยออกแบบบรรจุภัณฑ์ และจัดหางบประมาณจัดซื้อขวดบรรจุภัณฑ์น้ำเสาวรส ช่วยดูแลควบคุมมาตรฐานการผลิตและช่วยจัดหาตลาดให้แก่กลุ่มฯ

ล่าสุด เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม เพื่อพัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า โดยสนับสนุนให้กลุ่มฯ นำ “ใยเสาวรส” เศษวัสดุที่เหลือจากกระบวนการแปรรูปน้ำเสาวรสมาผลิตเป็น “แยมเสาวรส” สินค้าตัวใหม่ของกลุ่ม เพิ่มจำนวนสินค้าทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค และกระจายความเสี่ยงทางการตลาดให้กับทางกลุ่มฯ ควบคู่กันไป

หากใครสนใจเยี่ยมชมดูงานของกลุ่มแปรรูปผลไม้ของบ้านคำสมบูรณ์ หรือสนใจสั่งซื้อสินค้าของพวกเขา ติดต่อกับ คุณธีรวัฒน์ พันสุวรรณ์ ได้ที่ บ้านเลขที่ 108 หมู่ที่ 3 บ้านคำสมบูรณ์ ตำบลบึงโขงหลง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ โทรศัพท์ (061) 638-5012

หากใครอยากชิมรสชาติความอร่อยของเสาวรสหวานพันธุ์ไทนุง และน้ำเสาวรสของกลุ่มผลไม้แปรรูปบ้านคำสมบูรณ์ ขอเชิญแวะเข้าชมและเลือกซื้อได้ในงาน “วันยางพาราจังหวัดบึงกาฬประจำปี 2562” ในระหว่างวันที่ 13-19 ธันวาคม 2561 ณ บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ

บึงโขงหลง เป็นบึงน้ำจืดขนาดใหญ่ของจังหวัดบึงกาฬ มีพื้นที่ครอบคลุมเขตอำเภอเซกา และอำเภอบึงโขงหลง ปัจจุบัน ได้ขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำโลก เนื้อที่กว่า 11,800 ไร่ เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกประจำถิ่น และนกอพยพ ถึง 134 ชนิด

เนื่องจาก บึงโขงหลง อยู่ในโครงการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างมีส่วนร่วมของชุมชนในประเทศไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเข้ามาทำแนวกั้นเพื่ออนุรักษ์พันธุ์ปลาช่วงวางไข่ โดยวางทุ่นกั้นอาณาเขต เป็นช่วงตลอดแนวบึง เพื่ออนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำบึงโขงหลงให้มีการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

“ทุ่งบัวแดง” เป็นจุดขายสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาชื่นชมความงดงามของทุ่งบัวแดง ที่มีเนื้อที่กว่า 1,000 ไร่ ในช่วงปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว หากมาเที่ยวในช่วงฤดูร้อน จะได้ชื่นชม “ทุ่งบัวหลวง” สีขาวสวยสะพรั่งทั่วทั้งบึง เนื้อที่ราว 800 ไร่

นอกจากนี้ บึงโขงหลง ยังมีความสวยงามตามธรรมชาติที่แปลกตาไม่เหมือนใครอีกมากมาย ที่รอให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชื่นชม เช่น

“ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง หรือ เขนงนายพราน” ที่บึงโขงหลง เป็นแห่งเดียวในไทยที่ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงสามารถอาศัยอยู่ในน้ำ สามารถลอยน้ำได้ เพราะรากไม่ได้ฝังลึกลงในดิน แต่เกาะเกี่ยวพึ่งพาอาศัยร่วมกับต้นเฟิร์น และต้นหญ้าน้ำ

นักท่องเที่ยวที่มาล่องเรือในบึงโขงหลง จะได้ชื่นชมกับภูเขาสำคัญของจังหวัดบึงกาฬ เช่น ภูทอก ภูวัว ภูสิงห์ รวมทั้งวิวเทือกเขาภูลังกา ของจังหวัดนครพนม ที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน โดดเด่นกลางผืนน้ำอันกว้างใหญ่ของบึงโขงหลง

สนใจท่องเที่ยววิถีชุมชน เรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้านคำสมบูรณ์ หมู่บ้านน่าเที่ยวของบึงโขงหลง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก “นางเอี้ยง ผิวเงิน” ผู้ใหญ่บ้านคำสมบูรณ์ โทร. (093) 561-4349

เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2561 นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร รับมอบซอฟต์แวร์จากสมาคมประกันวินาศภัยไทย มูลค่า 10 ล้านบาท สำหรับการบริหารจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อใช้ในการสนับสนุนในการปรับปรุงฐานข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ พัฒนาระบบข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร การรายงานความเสียหายจากภัยธรรมชาติ และรองรับการขยายการประกันภัยพืชผลของประเทศไทยให้ครอบคลุมพืชเศรษฐกิจทุกชนิดตามนโยบายรัฐบาล

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตาม มติ ครม. เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2561 เห็นชอบโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2561 โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ โดยให้กรมส่งเสริมการเกษตร ประสานงานกับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และสมาคมประกันวินาศภัยไทย เพื่อดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลเอกสารทะเบียนเกษตรกร แบบประมวลรวบรวมความเสียหายและการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัย และแบบรายงานข้อมูลความเสียหายจริงของเกษตรกร

รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบฐานข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ให้สามารถรองรับการเพิ่มพื้นที่เป้าหมายในอนาคต และรองรับการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้รวดเร็วและถูกต้องมากขึ้น พร้อมทั้งให้กรมส่งเสริมการเกษตรเก็บข้อมูลพื้นที่ประสบภัยตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 โดยแยกประเภทพืชต่างๆ ระบบประกันภัย นอกจากจะช่วยบรรเทาผลกระทบยามเกิดภัยพิบัติให้กับเกษตรกรได้แล้ว อนาคตถ้าระบบนี้เป็นที่ยอมรับและแพร่หลาย อีกด้านก็จะช่วยลดงบประมาณรัฐที่ใช้เยียวยาภาคการเกษตรที่ต้องเสียไปในแต่ละ 7,000-8,000 ล้านบาท ต่อปี

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สมาคมประกันวินาศภัยไทย เห็นความสำคัญของการบริหารจัดการฐานข้อมูลเกษตรกรอย่างมาก จึงได้สนับสนุน ซอฟต์แวร์สำหรับการพัฒนาระบบข้อมูลการขึ้นทะเบียน มูลค่า 10 ล้านบาท เพื่อช่วยให้การดำเนินโครงการต่างๆ รวดเร็วและเสถียรมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา

ซึ่งเป็นโครงการสำคัญที่รัฐบาลเร่งดำเนินการ ขณะนี้ (ข้อมูล ณ วันที่ 5 ธันวาคม 2561) มีการรับสมัครเกษตรกรแล้ว จำนวน 87,604 ราย พื้นที่ 755,944.25 ไร่ ซึ่งเกษตรกรยังสามารถสมัครไปได้จนถึงวันที่ 15 มกราคม 2562 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการสิ้นสุดการปลูก ทั้งนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรย้ำว่า เกษตรกรที่สมัครเข้าร่วมโครงการแล้ว หลังจากการปลูกข้าวโพด 15 วัน ต้องมารีบแจ้งปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ณ สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน เพื่อเข้าสู่ระบบประกันภัยต่อไป

“อุตสาหกรรมยางพารา” มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจไทย รวมไปถึงสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา หากใครอยากรู้ว่า อุตสาหกรรมยางพาราไทยในปีหน้าจะเติบโตไปในทิศทางไหนนั้น สามารถหาคำตอบได้จาก บทสัมภาษณ์พิเศษ “คุณพินิจ จารุสมบัติ” อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์ ได้ในฉบับนี้

ทิศทางตลาดยางพาราสถานการณ์ราคายางพาราในช่วงที่ผ่านมา ปรับตัวลดลง เนื่องจากสต๊อกยางในจีน ยุโรป สหรัฐอเมริกา ฯลฯ ยังคงอยู่ในเกณฑ์สูง ปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนได้สร้างความกังวลทำให้หลายฝ่ายชะลอการลงทุน ผลกระทบจากปัญหาเงินเฟ้อและปัญหาค่าเงินในหลายประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกโดยรวมอยู่ในภาวะถดถอย ปริมาณความต้องการใช้ยางล้อรถยนต์ และชิ้นส่วนยางในภาคอุตสาหกรรมชะลอตัวลดลงตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยบวกที่ช่วยพยุงราคายางอยู่บ้างคือ การเติบโตของเศรษฐกิจสหภาพยุโรป ที่ยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง

“ในภาพรวมถือว่า ราคายางพาราตกต่ำในขณะนี้ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด เป็นไปตามวัฏจักรการค้าขายยางพาราโดยทั่วไปนั่นเอง เพราะบางช่วงที่สินค้าขาดตลาด ราคายางพาราก็ปรับตัวขึ้นสูงมาก ปัจจุบัน ปริมาณความต้องการของตลาดอาจไม่มาก ประกอบกับผู้ใช้ยางพารารายใหญ่ยังเก็บสต๊อกยางพาราไว้มากพอ ทำให้แรงซื้อในตลาดไม่สูงมาก ส่งผลให้ราคาซื้อขายในตลาดอยู่ในทิศทางขาลง ปัจจุบันประเทศผู้ผลิตยางพารา เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ต่างเผชิญสถานการณ์ปัญหาราคายางพาราตกต่ำเช่นเดียวกับไทย ส่วนแนวโน้มตลาดยางพาราในปีหน้า ยังคาดเดาได้ลำบาก เพราะยังไม่เห็นปัจจัยบวกที่จะมากระตุ้นราคายางให้ปรับตัวสูงขึ้น สิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เช่น ปัญหาสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจตกต่ำของสหรัฐอเมริกาจะฟื้นตัวได้เร็วหรือไม่” คุณพินิจ กล่าว

คุณพินิจ กล่าวว่า มาตรการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำที่ดีที่สุดคือ ส่งเสริมการแปรรูปยางพารา ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ โดยภาครัฐจัดหาเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ จากสถาบันการเงิน หรือกองทุนเฮจด์ฟันด์ นำมาสนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพารากู้ยืมไปใช้ลงทุนแปรรูปยางพารา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้ายางพาราภายในประเทศ เช่น ตั้งโรงงานผลิตยางล้อรถยนต์ประเภทต่างๆ ผลิตถุงมือยาง ผลิตถุงยางอนามัย ผลิตขอบยางกระจกรถยนต์ หรือแม้กระทั่งยางรัดของ (ยางหนังสติ๊ก) ซึ่งเป็นสินค้าขายดี เป็นที่ต้องการสูงในตลาดจีนและอินเดีย

หากมุ่งแก้ไขปัญหายางพาราตกต่ำ โดยภาครัฐส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางใช้ยางพาราที่พวกเขาผลิตได้เป็นวัตถุดิบเพื่อนำมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มยางพาราภายในประเทศ นอกจากกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราจะมีโอกาสขายยางพาราได้ราคาที่สูงขึ้นแล้ว รัฐบาลยังมีโอกาสได้เงินภาษีมากขึ้น จากการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางแปรรูปไปยังตลาดต่างประเทศอีกด้วย