สศก. แจงต้นทุนสินค้าเกษตรสำคัญ ปี 62 สำนักงานเศรษฐกิจ

การเกษตร(สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แจงรายละเอียดข้อมูลต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งการคิดคำนวณต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรของ สศก. จะประกอบด้วย ต้นทุนที่เป็นเงินสด คือ ต้นทุนที่เกษตรกรจ่ายด้วยเงินสด ได้แก่ ค่าพันธุ์ ค่าปุ๋ย ค่ายาและสารเคมี ค่าจ้างแรงงาน และค่าน้ำมัน และต้นทุนที่ไม่เป็นเงินสด คือ ต้นทุนที่เกษตรกรไม่ได้ใช้เงินจ่าย เช่น แรงงานในครัวเรือน ปุ๋ยคอกในฟาร์ม ค่าใช้ที่ดินของตนเอง ค่าเสียโอกาสและค่าเสื่อมอุปกรณ์การเกษตร ซึ่งเมื่อนำต้นทุนทั้ง 2 ประเภทมารวมกัน จะเรียกว่า ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ โดยทุกครั้งที่มีการเผยแพร่ข้อมูลต้นทุนในเอกสารต่างๆ จะมีการระบุหมายเหตุให้ผู้ใช้ข้อมูลทราบว่า เป็นต้นทุนเงินสด หรือเป็นต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ ไว้ด้วยทุกครั้ง

สำหรับการคิดคำนวณต้นทุนแบบเงินสด จะทำให้ทราบว่าค่าใช้จ่ายในช่วงระยะเวลาการผลิตที่เกษตรกรจ่ายในรูปแบบเงินสดเป็นเท่าใด และสามารถนำมาใช้วางนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรได้อย่างถูกต้องและตรงประเด็น อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายเงินสดบางอย่างอาจจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ เช่น ค่าจ้างแรงงาน ซึ่ง สศก. จะคิดแบบค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ ยกตัวอย่างกรณีการคำนวณต้นทุนยางพาราแผ่นดิบคุณภาพ 3 ที่เป็นต้นทุนเงินสด ปี 2562 อยู่ที่ 31.59 บาท/กิโลกรัม และหากคำนวณแบบต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ จะพบว่า ต้นทุนเฉลี่ยทั้งประเทศจะอยู่ที่ 55.01 บาท/กิโลกรัม

หมายเหตุ : คำนวณโดย ศูนย์สารสนเทศการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ข้อมูล ณ 19 มิถุนายน 2562 ต้นทุนเงินสด ประกอบด้วย ค่าพันธุ์ ค่าปุ๋ย ค่ายาและสารเคมี ค่าแรงงานจ้าง และค่าน้ำมัน (ไม่รวมค่าเสียโอกาสและค่าเสื่อมอุปกรณ์การเกษตร)

ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึงการประเมินค่าใช้จ่ายทุกขั้นตอนกิจกรรมการผลิตทั้งที่เป็นเงินสดและไม่เป็นเงินสด ที่เกษตรกรได้ใช้จ่ายจริงในช่วงระยะเวลาการผลิต

ทั้งนี้ สำหรับท่านที่สนใจข้อมูลด้านต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรชนิดต่างๆ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ ส่วนปฏิบัติการข้อมูลการเกษตร ศูนย์สารสนเทศการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โทร สถานีวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสถานีวิจัยลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา เปิดนิทรรศการเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต ตั้งแต่บัดนี้ ถึง 30 มิถุนายน 2562 ณ บริเวณด้านหน้าอาคารเฉลิมพระเกียรติ (เรือนกระจกหลังที่ 1) หวังสร้างความรู้ ความตระหนัก ปลูกจิตสำนึก ประชาชนให้เข้าใจ สนใจงานทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพด้านเมล็ดพันธุ์พืช ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

นายมนตรี แก้วดวง ผู้อำนวยการสถานีวิจัยลำตะคอง วว. ชี้แจงว่า สถานีวิจัยลำตะคอง เป็นสถานีวิจัยในส่วนภูมิภาค สังกัดศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. สถานีฯ ให้ความสำคัญกับการเก็บรักษาพันธุกรรมพืชในรูปแบบต่างๆ การเก็บรักษาพันธุกรรมพืชในรูปแบบเมล็ดพันธุ์ เป็นกิจกรรมหนึ่งของธนาคารเมล็ดพรรณพืช เนื่องจากปัจจุบัน สภาวะแวดล้อมของโลกมีการเปลี่ยนแปลง อันเนื่องมาจากสาเหตุต่างๆ อาทิ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือ กิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งล้วนแต่ส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้พืชบางชนิดเริ่มสูญพันธุ์ไป หรือลดการขยายพันธุ์ ทำให้ไม่สามารถอยู่รอดในธรรมชาติได้ การรักษาเมล็ดพันธุ์จึงเป็นทางหนึ่งในการลดความเสี่ยงของการสูญพันธุ์

ในการนี้ สถานีวิจัยลำตะคอง จึงจัดได้นิทรรศการเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตขึ้นระหว่างวันที่ 24-30 มิถุนายน 2562 เพื่อสร้างความเข้าใจ และตระหนักถึงความสำคัญของพันธุกรรมพืชต่างๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทย รวมทั้งปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนเข้าใจและสนใจงานทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพด้านเมล็ดพันธุ์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรของประเทศไทย

“…ภายในงาน มีการจัดแสดงความหลากหลายของเมล็ดพันธุ์พืช ตัวอย่างเมล็ดพันธุ์ และการใช้ประโยชน์ โดย วว. หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ช่วยให้เกิดการปลูกจิตสานึกของประชาชน รวมถึงนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่ได้มาชมนิทรรศการดังกล่าว ให้เข้าใจงานทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพด้านเมล็ดพันธุ์พืชมากยิ่งขึ้น อันจะส่งผลให้เกิดการอนุรักษ์ทรัพยากรของประเทศไทยอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุก โดยเมื่อท่านกด LIKE เพจ Facebook สถานีวิจัยลำตะคอง วว. CHECK IN ก็จะได้รับเมล็ดพันธุ์ปอเทืองฟรีคนละ 1 ซอง” นายมนตรี แก้วดวง ผู้อำนวยการสถานีวิจัยลำตะคอง วว. กล่าวสรุปในตอนท้าย

วว. ขอเชิญชวนผู้สนใจมาชมทั้งเมล็ดพันธุ์ พรรณไม้ และแมลงนานาชนิด ณ สถานีวิจัยลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา ชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย!!! หรือสอบถามรายเพิ่มเติมได้ที่ สถานีวิจัยลำตะคอง เลขที่ 333 หมู่ 12 ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา 30130

นายสุชัย กิตตินันทะศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี (สศท.6) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะทำงานพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านพืชภาคตะวันออก ซึ่ง สศก. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเก็บและสำรวจข้อมูลจากเกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในข้อมูลของแต่ละกรมที่เกี่ยวข้องในพื้นที่แต่ละจังหวัด เช่น กรมชลประทาน กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว และการยางแห่งประเทศไทย จำนวน 4 สินค้า ได้ ข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2561/62 สับปะรดโรงงาน ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ปี 2561

คณะทำงานฯ ได้ให้ความเห็นชอบรับรองข้อมูล (ณ 14 มิถุนายน 2562) ดังนี้ ข้าวนาปีภาคตะวันออก ปีเพาะปลูก 2561/62 รวม 9 จังหวัด (ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สระแก้ว ปราจีนบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ) มีเนื้อที่เพาะปลูก 2,227,121 ไร่ ลดลงจากปี 2560/61 ร้อยละ 0.66 เนื่องจากนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องการลดพื้นที่ปลูกข้าวในพื้นที่นาไม่เหมาะสม และเกษตรกรส่วนหนึ่งที่มีพื้นที่เป็นนาดอนปรับเปลี่ยนปลูกพืชอื่นทดแทน เช่น ไม้ผล อ้อยโรงงาน ยูคาลิปตัส หมาก ส่วนที่นาลุ่มปรับเปลี่ยนเป็นบ่อเลี้ยงปลา และบางส่วนนายทุนไม่ให้เช่าที่ อีกทั้งปรับเป็นที่อยู่อาศัย เนื้อที่เก็บเกี่ยว 2,143,888 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.15 ผลผลิตรวม 1,055,150 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.83 ผลผลิตต่อไร่ต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยวได้จริง ณ ความชื้น 15% อยู่ที่ 492 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากปี 2560/61 ร้อยละ 0.16 เนื่องจากสภาพที่ปริมาณน้ำฝนมีเพียงพอในช่วงเจริญเติบโต และประสบปัญหาโรคแมลงระบาดค่อนข้างน้อย

สับปะรด ภาคตะวันออกปี 2561 รวม 5 จังหวัด (ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด และฉะเชิงเทรา) มีเนื้อที่เพาะปลูก 76,715 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ร้อยละ 2.19 เนื้อที่เก็บเกี่ยว 75,213 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.50 เนื่องจากราคาสับปะรดที่สูงจากปี 2559 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2560 ทำให้เกษตรกรปลูกเพิ่มขึ้นและสามารถบังคับผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ในปี 2561 ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 5,871 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ร้อยละ 0.60 ผลผลิตรวม 441,584 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.11 เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเหมาะสม ปริมาณน้ำฝนตามธรรมชาติมีเพียงพอทำให้สับปะรดปีที่ออกตามธรรมชาติในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม เก็บเกี่ยวได้จำนวนมาก

ยางพารา ภาคตะวันออก ปี 2561 รวม 8 จังหวัด (ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สระแก้ว ปราจีนบุรี นครนายก และฉะเชิงเทรา) มีเนื้อที่ยืนต้น 2,070,491 ไร่ ลดลงจากปี 2560 ร้อยละ 1.37 เนื่องจากราคายางพาราตกต่ำเกษตรกรปรับเปลี่ยนปลูกไม้ผล และปลูกพืชอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า เนื้อที่กรีดได้ 1,824,403 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.00 ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 212 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.42 ผลผลิตรวม 386,198 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.38 เนื่องจากมียางพาราที่ปลูกในปี 2555 เริ่มเปิดกรีดได้ในปี 2561 เป็นปีแรกเพิ่มขึ้น เนื้อที่กรีดได้ผลผลิตต่อไร่ และผลผลิตรวมจึงเพิ่มขึ้น

ปาล์มน้ำมัน ภาคตะวันออก ปี 2561 รวม 9 จังหวัด (ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สระแก้ว ปราจีนบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ) เนื้อที่ยืนต้น 320,745 ไร่ เพิ่มขึ้นจาก ปี 2560 ร้อยละ 0.77 เนื้อที่ให้ผล 303,556 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.95 ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 2,536 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.71 ผลผลิตรวม 769,827 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.77 โดยเนื้อที่ยืนต้น เนื้อที่ให้ผล ผลผลิตต่อไร่ ผลผลิตรวมเพิ่มขึ้นทุกชนิดเนื่องจากมีการปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นในระหว่างปี 2560 มากกว่าการโค่นทิ้ง เพราะราคา ยังจูงใจให้ขยายพื้นที่เพิ่ม และปาล์มที่ปลูกในปี 2558 เริ่มให้ผลผลิตได้ในปี 2561 เป็นปีแรกเพิ่มขึ้น อีกทั้งสภาพน้ำฝนในปี 2560 มีเพียงพอสม่ำเสมอทำให้ปาล์มสร้างทะลายได้สมบูรณ์ มีปาล์มน้ำมันขาดทะลายน้อย (ปาล์มขาดคอ)

ทั้งนี้ คณะทำงานพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านพืชภาคตะวันออก จะนำข้อมูลเสนอต่อคณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านการเกษตรด้านพืชเพื่อเป็นข้อมูลระดับประเทศ สำหรับท่านที่สนใจข้อมูลสถิติและสถานการณ์พืชเศรษฐกิจในภาคตะวันออกสามารถสอบถามได้ที่ สศท.6 โทร. (038) 351-398 หรืออี-เมล zone6@oae.go.th

หลักการของสหกรณ์คือ ร่วมคิด รวมผลิต ร่วมทำ เพื่อเป้าหมายหลักคือความยั่งยืน ขนาดของสหกรณ์จะเล็กหรือใหญ่ ไม่สำคัญเท่ากับการร่วมใจ และเมื่อสมาชิกร่วมคิด ร่วมทำธุรกิจสหกรณ์ไปได้ไกล จนวันนี้สหกรณ์การเกษตรสบปราบกำลังนำผลผลิตต่อยอดมูลค่าด้วยนวัตกรรมสินค้าเกษตร เพื่อเป้าหมายคือสร้างรายได้เพิ่มให้สมาชิก

นางสาวสมคิด บุญแก้ว ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรสบปราบ ตำบลสบปราบ อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง เล่าว่า มีสมาชิกประมาณ 4,000 คน ปัจจุบันสมาชิกสหกรณ์มีเงินฝาก เงินออมประมาณ 700 ล้านบาท เงินกู้ 350 ล้านบาท ทั้งนี้ เป็นผลจากการร่วมกันคิดและร่วมกันทำของสมาชิกทุกคน โดยแบ่งกันทำงานตามความถนัด ปลูกข้าว ปลูกผัก ผลไม้ ผลิตแล้วสมาชิกขายกันเอง ขายแม่ค้า และบางส่วนมาขายให้กับสหกรณ์ ซึ่งปัจจุบันได้เปิดตลาดเป็นฟาร์มเมอร์มาร์เก็ตริมถนนใหญ่ เพื่อรองรับผลผลิตสินค้าเกษตร จำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไปและนักท่องเที่ยว ยอดขายสินค้าปีที่ผ่านมาประมาณ 2-3 ล้านบาท ซึ่งผลผลิตที่นี่มีคุณภาพ เพราะปลูกจากดินภูเขาไฟ เร็วๆ นี้สหกรณ์จะโปรโมตข้าวกล้องหอมมะลิแดง และพืชผักที่นี่ว่าเป็นข้าวและผักที่มาจากพื้นที่แอ่งภูเขาไฟ และฟักทองญี่ปุ่นของสบปราบที่อร่อยมาก

สำหรับข้าวกล้องหอมมะลิแดงของสบปราบ ผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เพราะมีบริษัทรับไปแปรรูปปรับปรุงคุณภาพเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ ไปแคนาดา และสิงคโปร์ ในขณะที่ผัก ในช่วงใดที่ผลผลิตออกเยอะ จะส่งไปตลาดเครือข่าย เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน เป็นต้น

นางสาวสมคิด ย้ำว่า สิ่งที่สหกรณ์จะทำต่อไป คือการพัฒนาพื้นที่รองรับการท่องเที่ยว เพราะสหกรณ์อยู่ริมถนนพหลโยธิน เส้นทางหลักของภาคเหนือ โดยจะพยายามสร้างจุดขายและจุดดึงดูดให้เป็นจุดแวะ ช็อป ชิม ดื่ม สำหรับต้อนรับประชาชนตลอดทั้งปี และในฤดูหนาวจะปั้นให้เป็นจุดเช็คอินของคนยุคใหม่ โดยขณะนี้ให้สมาชิกช่วยกันถ่ายรูปแปลงผัก ผลไม้สวยๆ ทุ่งข้าวงามๆ บรรยากาศดี เพื่อสหกรณ์จะนำมาโปรโมตในเว็บไซต์ และกระจายไปยังนักท่องโลกที่นิยมหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งหากฟาร์มเมอร์มาร์เก็ตติดตลาด รายได้จะเข้ามายังสมาชิก ต่อเนื่องยั่งยืน ซึ่งสหกรณ์หวังว่า คนไทยจะร่วมกันสนับสนุนและแวะซื้อสินค้าสหกรณ์

“สหกรณ์แห่งนี้ ไม่เน้นกิจกรรมปล่อยเงินกู้ แต่เน้นการส่งเสริมอาชีพ ดังนั้น จะมีสมาชิกแบ่งเป็นกลุ่มอาชีพ เช่น กลุ่มผู้ปลูกผัก กลุ่มผู้แปรรูป กลุ่มผู้ปลูกข้าว สำหรับฟาร์มเมอร์มาร์เก็ต เราถือว่าเป็นอนาคตของสหกรณ์ ซึ่งสร้างมาตอบโจทย์คนยุคใหม่ที่ต้องการสินค้าดีมีคุณภาพ จึงได้ออกแบบเหมือนห้างโมเดิร์นเทรด มีความทันสมัยตรงใจกลุ่มนักท่องเที่ยว ดังนั้น นอกจากช็อปปิ้งแล้ว ยังมีร้านกาแฟสด ร้านอาหารติดแอร์ นั่งชิลๆ สบายๆ ห้องน้ำสะอาด และเราจะสร้างจุดเช็คอิน เพื่อให้คนมาเยือนเพิ่มขึ้น เนื่องจากที่ตั้งของเราอยู่ท่ามกลางภูเขาล้อมรอบ ด้านหลังมีแปลงเกษตร ทั้งผักสวนครัว ผักสลัด เลี้ยงแกะ ม้า ซึ่งวิวนี้เรียกว่า ซื้อของหลักสิบ วิวหลักพันล้าน และเร็วๆ นี้จะเตรียมลงดอกไม้เพื่อต้อนรับฤดูหนาวที่ใกล้เข้ามา และเตรียมแปลงพืชผักของสมาชิกให้สวยงาม รับท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน”

นอกจากการจำหน่ายสินค้าทั่วไปของกลุ่มแล้ว สหกรณ์ได้มีการต่อยอดมูลค่าสินค้าโดยร่วมกับสถาบันการศึกษาในการวิจัย เพื่อแปรรูปสินค้าผลผลิตจากสมาชิกด้วย ซึ่งสหกรณ์จับมือกับมหาลัยราชมงคลธัญบุรี ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปรูปโลชั่นจากมะนาวและสับปะรดที่สมาชิกปลูกมาก ก่อนสิ้นปีน่าจะมีผลวิจัยออกมาเพื่อผลิตจำหน่าย เพราะสินค้าเดี๋ยวนี้จะขายดี ขายได้ ต้องมีผลวิจัยรองรับ นอกจากนั้น การแปรรูปผักเชียงดาเป็นสมุนไพรปลอดเชื้อรา การพัฒนาไอศกรีมจากข้าวกล้องหอมมะลิแดงสบปราบ และข้าวแต๋นเพื่อสุขภาพ

“เราพบว่าสินค้าที่นักท่องเที่ยวนิยมซื้อจากลำปางมากที่สุดคือ ข้าวแต๋นน้ำแตงโม เราก็มาคิดว่าทำอย่างไรจะเพื่อสุขภาพได้ จะหวานโดยไม่ต้องใช้น้ำตาลทำอย่างไร เรากำลังให้สถาบันการศึกษาช่วยคิด และข้าวแต๋นของเราทำจากข้าว กข 6 และข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวกล้องแดงสบปราบ คาดว่าเร็วๆ นี้ ก็จะได้เห็นผลงานกัน”

นางทองอิน แก้วปัน เกษตรกรสมาชิกผู้ปลูกผักบ้านสบปราบ เล่าว่า เธอได้รับการแนะนำจากสหกรณ์ จนผันจากรับจ้างปลูก มาเป็นผู้ปลูกเองเพื่อส่งสหกรณ์ และจากเช่าที่ดินไร่ละ 1,500 บาท ต่อปี เธอได้รับการช่วยเหลือจากสหกรณ์ ในการจัดซื้อที่ดินแปลงที่ต้องการให้ และผ่อนชำระ 8 ปี ขณะนี้เธอมีที่ดินเป็นของตนเอง และมีรายได้จากการปลูกผักสวนครัวขายไม่ต่ำกว่า 300 บาท ต่อวัน และเกือบทุกวันแม่ค้าจะมารับเองถึงสวน แต่เธอก็จะต้องแบ่งผักส่วนหนึ่งเพื่อจัดส่งให้สหกรณ์ เพื่อทำตลาดด้วยเช่นกัน ผักสวนครัวที่นี่จะไม่ใช้สารเคมี เน้นทำเกษตรปลอดภัย และใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่เพื่อนสมาชิกสหกรณ์ผลิตและจำหน่าย โดยผักที่ขายดีและขายได้ตลอดปี คือพริกขี้หนู กะเพรา โหระพา โดยเฉพาะพริกขี้หนู ขายได้ทั้งปี และบางปีราคาแพง ทำให้เธอมีรายได้เพิ่ม สำหรับหนี้สิน เธอบอกว่ายังมีบ้างเพราะต้องส่งลูกเรียน แต่สามารถชำระได้ตามรอบเงินกู้ เพราะเธอมีรายได้ทุกวันและแบ่งเป็นเงินออมและเงินสำหรับใช้หนี้สหกรณ์

นางทองอินบอกว่า ขณะนี้ชีวิตมีความสุขดี เพราะมีที่ดินเป็นของตนเองแล้ว และจากนี้จะไม่ขอไปไหน ขออยู่และทำงานที่บ้านเกิดไม่ไปไหนอีกแล้ว เธอขอบคุณสหกรณ์สบปราบที่มอบความสุขนี้ให้ครอบครัวของเธอ

นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อ พัฒนาแนวทางการดำเนินโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐา ธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจกา ริณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี สำหรับโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 มิถุนายน 2562 ณ โรงแรมแกรนด์แปซิฟิก ซอฟเฟอริน รีสอร์ทแอนด์สปา อำเภอ ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

วัตถุประสงค์ในการจัดการประชุมดังกล่าวเพื่อเสริมความรู้ ความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานตามโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อเป็นเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เทคนิค การดำเนินงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมทั้งได้ไปศึกษาดูงานด้านการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช 2 แห่ง ได้แก่ ศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง และอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธรและอนุรักษ์พลังงาน ค่ายพระรามหก ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้อำนวยการนิคมสหกรณ์ เจ้าหน้าที่นิคมสหกรณ์

เจ้าหน้าที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดสิงห์บุรี เจ้าหน้าที่ศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการ หุบกะพงและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 120 คน ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์เข้าร่วมสนองพระราชดำริในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรี สิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 โดยเริ่มดำเนินงานในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ซึ่งเป็นพื้นที่นิคมสหกรณ์พนม จังหวัดนครสวรรค์ ในพื้นที่ของสำนักพระราชวัง ภายใต้แผนแม่บท อพ.สธ และทางกรมฯ ได้จัดทำแผนการปฏิบัติงานเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของโครงการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ดำเนินโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชในโครงการ จำนวน 53 แห่ง ประกอบด้วย นิคมสหกรณ์ 59 แห่ง ศูนย์สาธิตโครงการหุบกะพง จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดสิงห์บุรี รวม 32 จังหวัด พื้นที่ 541 ไร่ และมีพันธุ์พืชบันทึกในระบบฐานข้อมูลกว่า 1,400 พันธุ์

ในการนี้ ดร. ปิยรัษฎ์ เจริญทรัพย์ เลขานุการคณะกรรมการโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ สำนักพระราชวัง ให้เกียรติมาร่วมบรรยายและแนะนำข้อเสนอแนะให้มีการจัดกิจกรรมรวบรวมทรัพยากร กิจกรรมปลูกรักษาทรัพยากร กิจกรรมศูนย์ข้อมูลทรัพยากร รวบรวมข้อมูลดิบ ทรัพยากรต่างๆ ทั้งหมด ที่ดำเนินการในแต่ละพื้นที่นิคมสหกรณ์ กิจกรรมพิเศษสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากร รวบรวมผลงานสนองพระราชดำริของสหกรณ์นิคมทุกแห่งมาบรรจุผลงานความก้าวหน้าในเว็บไซต์ เพื่อประชาสัมพันธ์งานสนองพระราชดำริได้อย่างชัดเจน

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การผลิตสินค้าอินทรีย์โลกในปัจจุบัน พบว่า จากข้อมูลของสถาบันวิจัยเกษตรกรรมอินทรีย์ (The research institute of organic agriculture: FiBL) และสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (international federation of organic agriculture movements: IFOAM) ปี 2560 พบว่า พื้นที่เกษตรอินทรีย์ของโลกมีจำนวน 361.25 ล้านไร่ โดยพื้นที่ผลิตสินค้าส่วนใหญ่อยู่บริเวณโอเซเนียน (Oceania) (ออสเตรเลียและหมู่เกาะใกล้เคียง) มีพื้นที่ผลิตเกษตรอินทรีย์ 47% ของพื้นที่ ทำการเกษตรทั้งหมด รองลงมา คือ ยุโรป มีพื้นที่ผลิตเกษตรอินทรีย์ 23% ลาตินอเมริกา 12% เอเชีย 9% อเมริกาเหนือ 6% และแอฟริกา 3% ซึ่งผลผลิตเกษตรอินทรีย์ในตลาดโลกสร้างมูลค่าประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท

สำหรับประเทศไทย มีพื้นที่ผลิตเกษตรอินทรีย์อยู่ลำดับที่ 7 ของเอเชีย และมีการขยายพื้นที่ผลิตอินทรีย์อย่างต่อเนื่องจนปัจจุบัน ซึ่งจากการเก็บข้อมูลตั้งแต่ ปี 2543 พบว่า ไทยมีพื้นที่ผลิตอินทรีย์ 10,524 ไร่ และเพิ่มขึ้นเรื่อยมาจนปี 2560 มีพื้นที่ผลิตอินทรีย์ 570,409ไร่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 ต่อปี) โดยส่วนใหญ่เป็นการผลิตข้าวอินทรีย์ ร้อยละ 59 พืชไร่ ร้อยละ 15 และผัก/ผลไม้ผสมผสาน ร้อยละ 13 ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าจากการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ได้ 1,817 ล้านบาท/ปี

อย่างไรก็ตาม แม้เกษตรอินทรีย์จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเทียบกับพื้นที่เกษตรทั้งหมดของไทยยังคงเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก หรือมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.41 เท่านั้น เนื่องจากการทำเกษตรอินทรีย์จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนจึงจะได้รับการรับรองมาตรฐาน การสร้างความรู้ความเข้าใจด้านเกษตรอินทรีย์ให้แก่เกษตรกร การสร้างแรงจูงใจที่ทำให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งอุปสรรคที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศ สภาพแวดล้อม และภัยพิบัติต่างๆ ล้วนยังส่งผลให้เกษตรกรยังคงตัดสินใจผลิตสินค้าแบบทั่วไป

ด้าน นายชาญชัย ศศิธร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) กล่าวเสริมว่าหากพิจารณาถึงทิศทางการผลิตเกษตรอินทรีย์ พบว่า ยังประสบปัญหาในด้านโลจิสติกส์เป็นปัญหาสำคัญ ซึ่งทำให้คุณภาพของสินค้า ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดปลายทาง ดังนั้น สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 ในส่วนภูมิภาค จึงได้จัดสนทนากลุ่ม (focus group) เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2562 โดยร่วมกับเกษตรกรผู้ผลิต ผู้แทนจากสถาบันเกษตรกร/ผู้รวบรวมผลผลิต พ่อค้าคนกลาง จำนวนกว่า 30 ราย เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการโลจิสติกส์สินค้าอินทรีย์ในพื้นที่ โดย สศท. 8 ได้เน้นสินค้ามะพร้าวอินทรีย์

ซึ่งเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ พบว่า ด้านมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เกษตรกรยังประสบปัญหาเรื่องระยะเวลาการขอมาตรฐานซึ่งต้องใช้ระยะเวลานาน ทั้งมาตรฐาน Organic Thailand รวมถึงการพัฒนาไปสู่มาตรฐานUSDA IFOAM ของต่างประเทศ และค่าใช้จ่ายในการขอรับรองมาตรฐาน นอกจากนี้ เกษตรกรบางส่วนยังขาดความรู้ความเข้าใจในการยื่นขออนุมัติมาตรฐานทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงมาตรฐาน ในการแปรรูปสินค้า ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องส่งเสริมการให้ความรู้ในการขอใบรับรองมาตรฐานสินค้าแต่ละชนิด อีกทั้งภาครัฐควรสนับสนุนด้านงบประมาณในการขอรับมาตรฐานของสินค้าเกษตรอินทรีย์ของต่างประเทศสำหรับผู้ส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์