สศก. แจง ราคาสินค้าเกษตร ช่วง 5 เดือนแรก ข้าวราคาพุ่งกว่า

ปีก่อน 60% ยางพาราและสับปะรด ราคาตก คาดทิศทางช่วงครึ่งปีหลังดีดตัวสูงขึ้น นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาสินค้าข้าว ยางพารา และสับปะรด ในช่วง 5 เดือน ที่ผ่านมา (ม.ค.-พ.ค. 61) ว่า ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้ ปี 2561 มีทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับ ปี 2560 โดยในช่วง 5 เดือนแรก ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาเฉลี่ย ตันละ 14,743 บาท สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เฉลี่ย ตันละ 9,207 บาท หรือสูงขึ้น 60.13% เนื่องจากปริมาณข้าวหอมมะลิออกสู่ตลาดลดลงจากผลกระทบของอุทกภัยในช่วงกลางปี 60 ในขณะที่ข้าวเปลือกเจ้า ราคาเฉลี่ย ตันละ 7,781 บาท สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เฉลี่ย ตันละ 7,514 บาท สูงขึ้น 3.55% เนื่องจากมีคำสั่งซื้อข้าวจากต่างประเทศเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เช่น แอฟริกา อินโดนีเซีย และมาเลเชีย เป็นต้น

ยางพารา ราคาเกษตรกรขายได้ ปี 2561 ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่จะมีทิศทางดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี โดย 5 เดือนแรก ราคายางแผ่นดิบ ชั้น 3 กก.ละ 43.56 บาท ราคาน้ำยางสด กก.ละ 41.46 บาท และยางก้อนถ้วยคละ กก.ละ 20.28 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาลดลง 38.61% , 36.42% และ 39.15% ตามลำดับ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ราคายางพาราปรับตัวลดลง ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของปริมาณสต๊อกยางในประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่อย่างจีน การแข็งค่าของเงินบาท รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศผู้ใช้ยางที่นำเข้ายางพาราจากไทย ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ราคายางพาราปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม คาดว่าแนวโน้มราคายางช่วงครึ่งหลังของปีนี้มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการในประเทศยังคงมีความต้องการใช้ยางพารา ประกอบการมาตรการ/โครงการภาครัฐที่สนับสนุนทั้งเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งปริมาณสต๊อกยางของจีน (ชิงเต่า) ปรับตัวลดลง

ส่วนสับปะรด ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 5 เดือนแรก แบ่งเป็นสับปะรดโรงงาน กก.ละ 3.14 บาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วอยู่ที่ 6.29 บาท หรือลดลง 50.07% สับปะรดบริโภค กก.ละ 3.14 บาท ลดลงจาก 12.28 บาท ลดลง 35.26% เนื่องจากผลผลิตออกกระจุกตัวในช่วง พ.ค.-มิ.ย. และตลาดส่งออกชะลอการสั่งซื้อ ทำให้โรงงานแปรรูปต้องลดกำลังการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ส่งผลให้มีสับปะรดส่วนเกินความต้องการของโรงงานแปรรูป ทั้งนี้ มติคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบให้มีมาตรการนำสับปะรดส่วนเกินออกนอกระบบ โดยกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต ผลักดันการส่งออกและขยายตลาดต่างประเทศ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ทำ (MOU) รูปแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ในรัสเซีย อิหร่าน และเชื่อมโยงการค้า ขยายตลาดใหม่ USA EU และอาเซียน ร่วมกับการรณรงค์การบริโภคสับปะรดผลสดภายในประเทศเพิ่มขึ้น

สกว.หนุน นักวิจัยศิริราช ไขความลับของเซลล์ชราและการรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า จนค้นพบจุดอ่อนและวิธีทำลายสมดุลอันเปราะบางของมะเร็งที่ได้ผลดีโดยไม่รบกวนเซลล์ปกติ ด้วยการใช้ไซคลิน ดี1 เป็นเป้าหมายการรักษาของยาใหม่

ดร.ศิวนนท์ จิรวัฒโนทัย ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า การชราของเซลล์เล็กๆ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเนื้อเยื่อ ก่อให้เกิดโรคของการเสื่อมของเนื้อเยื่อต่างๆ ที่นำมาสู่การชราและการเสื่อมของร่างกาย อย่างไรก็ตาม กลไกของร่างกายย่อมมีประโยชน์ของมันเสมอ การชราของเซลล์เป็นกลไกที่ร่างกายเรียกใช้เพื่อทำลายเซลล์ที่ไม่ดี เช่น เซลล์ที่ชำรุด หรือเซลล์มะเร็ง ไม่ให้แพร่พันธุ์ต่อไป

เมื่อเซลล์สะสมความผิดปกติหรือความเครียดอาจจะเปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็งได้ ร่างกายจะมีวิธีที่ทำให้เซลล์ที่มีปัญหาเหล่านั้นหยุดแบ่งตัวและออกจากวงจรชีวิตเข้าสู่ภาวะเซลล์ชราทันที บริเวณที่เนื้อเยื่อที่ถูกพิษบ่อยๆ และสะสมความเครียด เช่น ผิวหนังที่โดนรังสีอัลตราไวโอเลต จะดูแก่ กร้าน ก่อนวัย หรือเนื้อเยื่อตับที่ได้รับสารพิษบ่อยๆ จะเสียการทำงาน ในขณะที่เซลล์มะเร็งมีกลไกการต่อต้านเซลล์ชราและสามารถเอาตัวรอดจากกลไกป้องกันอันนี้ได้ การชราของเซลล์จึงมีหน้าที่ในการควบคุมสมดุลระหว่างการมีอวัยวะและเนื้อเยื่อที่สุขภาพดี

อายุยืนยาว และโรคชราหรือโรคมะเร็ง เรียกได้ว่ามีการถ่วงดุลกันทุกวินาทีในร่างกายของเรา ขณะที่ไซคลิน ดี1 ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีในเซลล์ปกติ แต่มักพบว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้นในมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งลำไส้ มะเร็งเยื่อบุผิว มะเร็งท่อน้ำดี และอื่นๆ ไซคลิน ดี1 จึง เกี่ยวข้องกับมะเร็งของโปรตีนนี้ค่อนข้างชัดเจน และอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เซลล์ปกติกลายเป็นเซลล์มะเร็งร้ายได้ อย่างไรก็ดี หน้าที่ของโปรตีนนี้ในมะเร็งยังไม่ปรากฏชัด

ฝ่ายวิชาการจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงให้การสนับสนุน ดร.ศิวนนท์ จิรวัฒโนทัย นางสาวพัทธมน ลพานุวรรตน์ นักศึกษาปริญญาเอก และทีมวิจัยสหสาขา ในการทำวิจัย เรื่อง “บทบาทของไซคลิน ดี1 และเครือข่ายโปรตีนก่อมะเร็งของไซคลิน ดี1 ในการก่อมะเร็งและการรักษาแบบมุ่งเป้า” เพื่อศึกษาหน้าที่ของไซคลิน ดี1 ในการควบคุมระดับความเครียดภายในเซลล์มะเร็งไม่ให้เกินระดับที่จะไปกระตุ้นกลไกเซลล์ชรา ทำให้มะเร็งสามารถอยู่รอดได้ ซึ่งตามปกติเซลล์มะเร็งจะสะสมความเครียดอยู่มาก โดยเฉพาะความเครียดจากปริมาณของการใช้ออกซิเจนในเซลล์ และพร้อมที่จะตายหรือเข้าสู่ภาวะเซลล์ชรา แต่ไซคลิน ดี1 ปริมาณสูงที่พบเฉพาะมะเร็งนั้น จะช่วยรักษาระดับความเครียดอันนี้ไว้ในปริมาณต่ำ ทำให้มะเร็งหนีรอดจากกลไกเซลล์ชราได้ เป็นผลร้ายต่อผู้ป่วยอย่างยิ่ง

“งานวิจัยชิ้นนี้เกิดจากการสังเกตที่ละเอียดลออของทีมงานวิจัยพบในห้องแล็บ จากการทำงานอย่างหนักเกือบปีเต็ม โดยจุดเริ่มต้นของงานวิจัยเกิดขึ้นเมื่อเราเอา ไซคลิน ดี1 ออกจากเซลล์มะเร็ง มะเร็งจะเริ่มสะสมความเครียดและเปลี่ยนไปทันที มีสภาพที่แย่และไม่สามารถเอาตัวรอดได้ รูปร่างหน้าตาคล้ายเซลล์ที่เข้าสู่ภาวะชราเป็นอย่างยิ่ง จากการสังเกตนี้เรายืนยันได้ว่าเซลล์มะเร็งที่ไม่มีไซคลิน ดี1 นี้ เข้าสู่ภาวะเซลล์ชราจริง และเกิดอย่างรุนแรงและเฉียบพลัน ความเครียดนี้เกิดจากการหายใจและผลิตพลังงานของเซลล์มะเร็ง และสะสมปริมาณออกซิเจนภายในจนเกินไป รวมถึงสะสมจำนวนไมโตครอนเดรีย ซึ่งเป็นส่วนของเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความเครียดจากออกซิเจนอย่างรวดเร็ว ในเซลล์หนึ่งๆ มีมากกว่าเซลล์ปกติที่ใช้เทียบถึง 10-20 เท่า จุดนี้เองที่กลไกเซลล์ชราถูกกระตุ้น” ดร.ศิวนนท์ กล่าวถึงส่วนที่ใช้เวลานานที่สุดของงานวิจัย

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคใหญ่ของงานวิจัยนี้กลับไม่ใช่เรื่องวิทยาศาสตร์ แต่เกิดจากความเชื่อของคน นี่เป็นหน้าที่ใหม่ของโปรตีนก่อมะเร็งตัวนี้ที่นักวิจัยทั่วโลกไม่รู้จัก เพราะก่อนหน้านี้ทุกคนรู้จักไซคลิน ดี1 อย่างกว้างขวางในฐานะโปรตีนที่ทำหน้าที่กระตุ้นให้เซลล์แบ่งตัว งานนี้จึงเป็นความท้าทายของทีมวิจัยว่าจะทำอย่างไรให้คนเชื่อเราว่า ไซคลิน ดี1 ก่อมะเร็งโดยลดความเครียด และป้องกันการเข้าสู่ภาวะเซลล์ชราให้กับเซลล์มะเร็ง ไม่ใช่กระตุ้นให้เซลล์แบ่งตัวตามที่ทุกคนคิดกัน และเพื่อที่จะเปิดเผยให้เห็นถึงกลไกใหม่นี้ ทีมวิจัยจึงได้ทำการทดลองในเซลล์มากกว่า 10 ชนิด และยืนยันมากกว่า 40 ครั้ง ในหลายๆ ภาวะ ซึ่งผลงานวิจัยได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก อย่าง Journal of Cell Sciences ด้วย

นักวิจัยระบุว่า ทีมวิจัยใช้เซลล์ที่ไม่มีการแสดงออกของโปรตีน ชื่อ “เรติโนบราสโตมาโปรตีน” (retinoblastoma protein/ pRB) เป็นโมเดลในหลายการทดลอง เนื่องจากเซลล์ที่ปราศจากโปรตีนดังกล่าว จะไม่ใช้ ไซคลิน ดี1 ในการแบ่งตัว ดังนั้น โมเดลนี้จึงใช้ทดสอบหน้าที่ใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ในกระบวนการแบ่งตัวของไซคลิน ดี1 ได้เป็นอย่างดี โดยทุกอย่างกระจ่างเมื่อทีมวิจัย เอาไซคลิน ดี1 ออกจากเซลล์ที่ปราศจากเรติโนบราสโตมาโปรตีน และพบว่าสามารถที่จะหยุดมะเร็งอย่างชะงัดและทำให้มะเร็งเข้าสู่ภาวะเซลล์ชราได้อย่างดี

นักวิจัยระบุว่า ทีมวิจัยใช้เซลล์ที่ไม่มีการแสดงออกของโปรตีน ชื่อ “เรติโนบราสโตมาโปรตีน” (retinoblastoma protein/ pRB) เป็นโมเดลในหลายการทดลอง เนื่องจากเซลล์ที่ปราศจากโปรตีนดังกล่าว จะไม่ใช้ ไซคลิน ดี1 ในการแบ่งตัว ดังนั้น โมเดลนี้จึงใช้ทดสอบหน้าที่ใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ในกระบวนการแบ่งตัวของไซคลิน ดี1 ได้เป็นอย่างดี โดยทุกอย่างกระจ่างเมื่อทีมวิจัย เอาไซคลิน ดี1 ออกจากเซลล์ที่ปราศจากเรติโนบราสโตมาโปรตีน และพบว่าสามารถที่จะหยุดมะเร็งอย่างชะงัดและทำให้มะเร็งเข้าสู่ภาวะเซลล์ชราได้อย่างดี

นักวิจัยระบุว่า ทีมวิจัยใช้เซลล์ที่ไม่มีการแสดงออกของโปรตีน ชื่อ “เรติโนบราสโตมาโปรตีน” (retinoblastoma protein/ pRB) เป็นโมเดลในหลายการทดลอง เนื่องจากเซลล์ที่ปราศจากโปรตีนดังกล่าว จะไม่ใช้ ไซคลิน ดี1 ในการแบ่งตัว ดังนั้น โมเดลนี้จึงใช้ทดสอบหน้าที่ใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ในกระบวนการแบ่งตัวของไซคลิน ดี1 ได้เป็นอย่างดี โดยทุกอย่างกระจ่างเมื่อทีมวิจัย เอาไซคลิน ดี1 ออกจากเซลล์ที่ปราศจากเรติโนบราสโตมาโปรตีน และพบว่าสามารถที่จะหยุดมะเร็งอย่างชะงัดและทำให้มะเร็งเข้าสู่ภาวะเซลล์ชราได้อย่างดี

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ ขอแจ้งเตือนไปยังเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวที่มีอยู่ประมาณ 4 ล้านครัวเรือน ให้รีบแจ้งขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลังจากที่ทำการเพาะปลูกข้าวไปแล้ว 15 วัน และไม่เกิน 60 วัน เพื่อให้สามารถยังคงได้รับสิทธิในการรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ทั้งการช่วยเหลือด้านการผลิตและการตลาด หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์จะนำเสนอมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2561/62 ให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) พิจารณาในวันที่ 11 ก.ค. 2561

ทั้งนี้ เนื่องจากปีที่แล้ว มีเกษตรกรแจ้งขึ้นทะเบียน 4 ล้านครัวเรือน แต่ปีนี้ เพิ่งแจ้งขึ้นทะเบียนไปแค่ 5.4 แสนครัวเรือน ซึ่งถือว่าน้อยมาก และภาครัฐไม่รู้ว่าเกษตรกรปลูกข้าวอะไรไปบ้าง ปลูกที่ไหน ทำให้ไม่สามารถวางแผนการช่วยเหลือได้ถูกต้อง จึงขอให้เกษตรกรที่ลงมือปลูกข้าวแล้ว ให้รีบไปแจ้งขึ้นทะเบียนกับเกษตรอำเภอ หรือเกษตรจังหวัดโดยด่วน เพราะถ้าไม่แจ้ง เวลามีมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐออกมา ก็จะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งเกษตรกรจะเสียประโยชน์เอง

น.ส.ชุติมา กล่าวว่า ในการประชุม นบข. มาตรการช่วยเหลือที่จะเสนอส่วนใหญ่เป็นมาตรการที่คล้ายกับปีการผลิต 2560/61 เช่น การช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้เกษตรกร ไร่ละ 1,200 บาท รายละไม่เกิน 10 ไร่ หรือไม่เกิน 12,000 บาท, สินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี โดยจะได้ค่าเก็บรักษาข้าวเปลือก ตันละ 1,500 บาท, สินเชื่อให้สถาบันเกษตรกร เพื่อรวบรวมหรือแปรรูปข้าว, ชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการในการเก็บสต๊อก, การจัดตลาดนัดข้าวเปลือก, การเชื่อมโยงตลาดข้าว เป็นต้น

นอกจากนี้ จะมีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม เช่น การให้สินเชื่อเกษตรกรเพื่อสร้างยุ้งฉาง เนื่องจากที่ผ่านมา มีโครงการรับจำนำข้าว ทำให้เกษตรกรไม่มีการสร้างยุ้งฉางเพิ่ม หรือที่มีอยู่ก็เก่า ไม่สามารถใช้งานได้ จึงจะมีการให้สินเชื่อกับเกษตรกร เพื่อไปสร้างยุ้งฉางเพื่อเก็บข้าว ในช่วงที่ผลผลิตออกมาก

ตลาดน้ำผลไม้ช็อก รับภาษีหวานน้อย “ดอยคำ” โอด ยอด 4 เดือนแรก หายกว่า 200 ล้าน เร่งปรับตัวครึ่งปีหลังรับมือกำลังซื้อซึม หันโปรโมตแคทิกอรี่อื่น-แตกไลน์สินค้ามะเขือเทศเพิ่ม 4-5 เอสเคยู-ให้ความรู้ผู้บริโภค หลังคนระวังบริโภคน้ำตาลมากขึ้น คาดพยุงยอดขายให้สิ้นปีเติบโตเท่าปีที่ผ่านมา

นายพิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ยอดขายของบริษัทในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ลดลงกว่าช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมากว่า 200 ล้านบาท โดยเบื้องต้นประเมินว่า เกิดจากสภาพเศรษฐกิจกำลังซื้อที่ยังทรงตัว ทำให้ผู้บริโภคระวังการจับจ่าย ส่งผลให้ทราฟิกที่เข้ามายังร้านลดลง รวมถึงการที่คนหันมาระวังเรื่องการบริโภคน้ำตาลกันมากขึ้น และภาษีสรรพสามิตที่เรียกเก็บจากเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกินที่กำหนด (6 กรัมต่อ 100 มล.)

ทำให้ผู้ผลิตมีต้นทุนของสินค้ามากขึ้น ในขณะที่สินค้าของดอยคำยังไม่มีมาตรการที่จะปรับราคากลยุทธ์ของดอยคำในช่วงครึ่งปีหลัง จึงต้องปรับมาโฟกัสกับการกระตุ้นสินค้าแคทิกอรี่อื่นมากขึ้น เช่น กลุ่มผลไม้แปรรูป น้ำผึ้ง น้ำสมุนไพรน้ำตาล 0% ฯลฯ พร้อมกับต่อยอดความแข็งแกร่งในสินค้ากลุ่มมะเขือเทศ หลังจากที่เครื่องดื่มน้ำมะเขือเทศดอยคำหลายรายการได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีสินค้าในกลุ่มดังกล่าวออกใหม่ จำนวน 4-5 รายการ อาทิ มะเขือเทศอบแห้ง, มะเขือเทศปลอกผิว, ซอสมะเขือเทศ, มะเขือเทศสำหรับทาขนมปัง, มะเขือเทศเข้มข้น (tomato paste) เป็นต้น

ตลอดจนการให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องน้ำตาลธรรมชาติเพิ่มขึ้น เพราะสินค้ากลุ่มใหญ่ของดอยคำเป็นน้ำผลไม้ 100% ซึ่งให้ความหวานจากธรรมชาติ ไม่ได้ปรุงแต่งเพิ่ม เช่น มะม่วง เป็นผลไม้ที่มีความหวานประมาณ 20 องศาบริกซ์ เมื่อมาทำเป็นน้ำผลไม้หากจะให้ค่าความหวานลดลงอยู่ที่ไม่เกิน 6 กรัม ต่อ 100 มล. คงไม่เหมาะ

“เมื่อมีภาษีความหวานเข้ามา ต้องบอกว่า มันกระทบกับตลาดน้ำผลไม้ทั้งหมด เรามองว่าถ้าเครื่องดื่มที่มีความหวานจากธรรมชาติไม่ควรจะนำมาคิด แต่ถ้าเอาน้ำตาลมาเติมแล้ว มันเกิน 6 กรัม อันนั้นก็เป็นเหตุเป็นผลที่รับได้ แล้วเมื่อยอดขายพวกนี้ลดลง ผู้ประกอบการก็ลดออเดอร์วัตถุดิบ คนที่จะได้รับผลกระทบมากสุดก็คือ เกษตรกร”

นายพิพัฒพงศ์ ยังระบุเพิ่มเติมอีกว่า ดอยคำยังหันมาเจรจากับพาร์ตเนอร์ หรือผู้ที่เป็นเจ้าของโรงงานอยู่แล้ว มาผลิตสินค้าในกลุ่มมะเขือเทศให้ภายใต้การรับรองคุณภาพของบริษัท แทนการเข้าไปลงทุนเอง เนื่องจากภาพรวมของโรงงานมะเขือเทศหลายแห่งของชาวบ้านประสบกับปัญหายอดขาย ในขณะที่บริษัทยังมีศักยภาพที่จะสร้างการเติบโตในสินค้ากลุ่มนี้ ตลอดจนแบรนด์ที่แข็งแกร่ง จึงร่วมมือกันเพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเติบโตไปได้ด้วยกัน เป็นการสานต่อแนวทางตามพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9

โดยขณะนี้ มีโรงงานพาร์ตเนอร์ที่ตกลงจะผลิตให้แล้ว 2 ราย ในส่วนของซอสมะเขือเทศเข้มข้น ซึ่งจะเริ่มในปีนี้ และส่วนของมะเขือเทศสับ และปลอกผิวในช่วงต้นปีหน้า ส่วนผลประกอบการภาพรวมในปีนี้ ตั้งเป้าที่จะพลิกจากการหดตัวลงในช่วงต้นปี กลับมามีรายได้เท่าปีที่ผ่านมาหรือประมาณ 2 พันล้านบาท

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และ บริษัท ดีเอ็มเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด ลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัยการผลิตสารยับยั้งแบคทีเรียจากโปรตีนไข่ eLysozymeTM (eLYS-T1) โดยมี ดร.สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง ผู้อำนวยการ ไบโอเทค และ ดร.ฟาเบียน เดอ มีนสเตอร์ บริษัท ดีเอ็มเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นประธานร่วมลงนาม เพื่อให้ บริษัท ดีเอ็มเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด สามารถนำผลงานวิจัยจากไบโอเทคไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า และจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ต่อไป

“ไลโซไซม์ (Lysozyme)” เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่อยู่ในไข่ขาวของไก่ โดยมีอยู่ประมาณ 3.4% ของโปรตีนทั้งหมด ซึ่งจะทำหน้าที่ปกป้องตัวอ่อนของไก่จากการรุกรานของเชื้อแบคทีเรียในสิ่งแวดล้อม โดยออกฤทธิ์ทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรีย จากคุณสมบัตินี้เองทำให้ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร นำเอาไลโซไซม์มาใช้ประโยชน์ในฐานะของสารยับยั้งแบคทีเรียหรือสารกันบูดจากธรรมชาติ (natural preservative) โดยได้รับการยอมรับจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) องค์การอนามัยโลก (WHO) และหลายๆ ประเทศ ทั้งในยุโรปและเอเชีย ถึงความปลอดภัยในการ บริโภค และได้รับอนุญาตให้ใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร ยา และการบำบัดรักษาบางประเภท

ดร.สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง ผู้อำนวยการ ไบโอเทค กล่าวว่า ธรรมชาติของไลโซไซม์จากไข่ขาว มีความสามารถในการยับยั้งแบคทีเรียแกรมบวก และแบคทีเรียในกลุ่มแลคติกได้ดีกว่าแบคทีเรียแกรมลบ แต่แบคทีเรียก่อโรคที่พบปนเปื้อนในอาหารและทำให้อาหารเน่าเสียนั้น มีทั้งแบคทีเรียแกรมบวก และแกรมลบ จึงเป็นข้อจำกัดในการใช้ไลโซไซม์จากไข่ขาวของไข่ไก่ แต่ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ ทำให้คณะผู้วิจัย ไบโอเทค สามารถพัฒนาไลโซไซม์ที่มีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียได้ดีขึ้นทั้งแกรมบวกและแกรมลบ ครอบคลุมแบคทีเรียที่ทำให้อาหารเน่าเสีย แบคทีเรียก่อโรคที่มักพบปนเปื้อนในอาหาร โดยผลงานวิจัยดังกล่าวกำลังนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ไลโซไซม์ประสิทธิภาพสูง ภายใต้ชื่อทางการค้า eLysozymeTM (eLYS-T1) สำหรับใช้เป็นสารยับยั้งแบคทีเรียในอาหาร

ด้าน ดร.ฟาเบียน เดอ มีนสเตอร์ บริษัท ดีเอ็มเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัท ดีเอ็มเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ไข่ให้มีคุณสมบัติเชิงหน้าที่และเชิงสัมผัสที่มีคุณภาพ โดยมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ไข่ในประเทศไทย ซึ่งได้เล็งเห็นถึงคุณค่าของงานวิจัยจากไบโอเทคจึงเกิดการลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัยการผลิตสารยับยั้งแบคทีเรียจากโปรตีนไข่ขาว เพื่อนำผลงานวิจัยดังกล่าวไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่ และลดการสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมอาหาร

มูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยในช่วง 5 เดือนแรกปี 2561 มีมูลค่า 564,295 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.40% มั่นใจทั้งปีจะขยายตัว 15% มูลค่า 1.5 ล้านล้านบาท ชี้ส่งออกไปเมียนมาลดลงเพราะบริษัทรายใหญ่ไทยเข้าไปตั้งโรงงานส่งออกไปประเทศที่ 3 อาทิ เครือสหพัฒน์

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า มูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยในช่วง 5 เดือนแรกปี 2561 มีมูลค่า 564,295 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.40% เป็นการส่งออกมูลค่า 320,393 ล้านบาท ลดลง 1.53% และการนำเข้ามูลค่า 243,902 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.98% เกินดุลการค้ามูลค่า 76,491 ล้านบาท แยกเป็นการค้าชายแดน 463,869 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.18% เป็นการส่งออก 271,592 ล้านบาท ลดลง 2.62% การนำเข้า 192,277 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.59% เกินดุลการค้า 79,315 ล้านบาท และการค้าผ่านแดน 100,426 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% เป็นการส่งออก 48,801 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.03% นำเข้า 51,625 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.59% ขาดดุลการค้า 2,824 ล้านบาท โดยทั้งปีนี้มั่นใจจะขยายตัว 15% มูลค่า 1.5 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปี 2560 ที่ขยายตัว 9.84% มูลค่า 1.32 ล้านล้านบาท

นายอดุลย์ กล่าวว่า การค้าชายแดน แยกเป็นรายประเทศ พบว่า การค้ากับมาเลเซีย คงเป็นอันดับหนึ่ง 233,455 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% เป็นการส่งออก 121,078 ล้านบาท ลดลง 8.98% ตามด้วยลาว 90,685 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.52% เป็นการส่งออก 55,939 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.03% นำเข้า 34,745 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.92% เมียนมา 81,036 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.47% เป็นการส่งออก 47,356 ล้านบาท ลดลง 2.96% นำเข้า 33,679 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.53% และกัมพูชา 58,693 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.51% เป็นการส่งออก 47,218 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.21% นำเข้า 11,475 ลดลง 10.96%

“การค้ากับเมียนมาและลาวสูงขึ้น เพราะนำเข้าพลังงาน โดยไทยนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาเพิ่มขึ้น และนำเข้าไฟฟ้าจากลาวเป็นหลัก ซึ่งไม่น่ากังวล เพราะนำเข้ามาใช้เป็นพลังงานของประเทศ และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันพบว่าลาวมีการปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 20% ทำให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น และมีการยกระดับจุดผ่อนปรนบ้านฮวก จ.พะเยา เป็นจุดผ่านแดนถาวร อย่างไรก็ตาม พบว่าตัวเลขส่งออกไปเมียนมาลดลง โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค เพราะบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ของไทยเข้าไปตั้งโรงงานผลิตเพื่อป้อนตลาดค้าชายแดนและส่งออกไปประเทศที่ 3 อาทิ เครือสหพัฒน์” นายอดุลย์ กล่าว

นายอดุลย์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ผลจากเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้านโตดีขึ้นเฉลี่ยปีละ 7-8% อาทิ กัมพูชา ทำให้กำลังซื้อของคนชั้นกลางดีขึ้น และมีการเพิ่มจุดผ่านแดนถาวรจากสระแก้วไปพระตะบอง และผลของค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ด้านส่งออกไปมาเลเซียที่ลดลงเนื่องจากยางและผลิตภัณฑ์สัดส่วน 50.3% เจอภาวะราคาตกต่ำ และเดือนมิถุนายนเป็นเดือนรอมฎอน