สสว.ปล่อยกู้ลำไยอบแห้ง 65 รายผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริม

ขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว) เปิดเผยว่า จากที่ผู้ประกอบการลำไยอบแห้งจังหวัดลำพูน ขาดสภาพคล่องในการซื้อเครื่องอบลำไย เพื่อรองรับปริมาณลำไยจำนวนมากจากปัญหาลำไยล้นตลาด มีการยื่นคำขอมายัง สสว. ขอรับเงินอุดหนุนจากโครงการ Micro SMS Loan จำนวน 135 ราย วงเงิน 27 ล้านบาท

สสว.พิจารณาอนุมัติแล้ว 112 ราย รวม 22,400,000 บาท พร้อมเบิกจ่าย 65 ราย เป็นเงิน 13 ล้านบาท เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยจัดส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จังหวัดลำพูน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการเร่งรัดจัดทำสัญญา รวมทั้งตั้งเรื่องการเบิกจ่ายกรณีเร่งด่วนให้ทันกับความต้องการบรรเทาปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน

ผอ.สสว.กล่าวว่า ในวันที่ 13 กันยาน มีผู้ประกอบการในลำพูนมารับเงินอุดหนุน 65 ราย วงเงิน 13 ล้านบาท จากการสอบถามความต้องการให้คำตอบว่า 80% ต้องการเงินเพื่อไปปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต อีก 20% นำเงินมาเพื่อเสริมสภาพคล่องทางธุรกิจและซื้อลำไย

คลังปั้นแพคเกจออมขึ้นวาระชาติ เร่งคลอดมาตรการฉีดวินัยเข้าดีเอ็นเอ หวั่นวิกฤตหลังงบผู้สูงวัยพุ่ง 7 แสนล้าน คลังเร่งคลอดแพคเกจการออมแห่งชาติเสร็จภายใน 1-2 สัปดาห์ หนุนยกระดับความรู้ประชาชนแต่ละช่วงวัย สร้างวินัยการออมให้อยู่ในดีเอ็นเอ ชูเป็นวาระแห่งชาติ ยันอีก 10-15 ปี หากรัฐบาลไม่เตรียมพร้อมจะมีภาระดูแลผู้สูงอายุถึง 6-7 แสนล้านบาทต่อปี หวั่นเกิดวิกฤตการคลัง

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ภายหลังการปาฐกถาในงานสัมมนาวิชาการเรื่อง Wellness Aging สูงวัย มีสุข เมื่อวันที่ 13 กันยายน ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จัดโดยสถาบันวิทยาการตลาดทุน รุ่นที่ 24 (วตท.24) ร่วมกับ ตลท.ว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างจัดทำแพคเกจการออมแห่งชาติ 4 มาตรการ คาดว่า ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้แผนจะแล้วเสร็จและนำเสนอนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ โดยเฉพาะในเรื่องการยกระดับการให้ความรู้เรื่องการออมแก่ประชาชนตามความเหมาะสมของแต่ละช่วงวัยและกลุ่มการทำงาน เพื่อสร้างวินัยการออมให้อยู่ในดีเอ็นเอ ซึ่งมีความตั้งใจอยากให้การออมเป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญที่ควรจะตระหนัก โดยในช่วง 10-15 ปีหลังจากนี้

หากรัฐบาลไม่เตรียมมาตรการหรือแผนรองรับไว้ จะมีภาระงบประมาณแผ่นดินในการดูแลผู้สูงอายุ 6-7 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งอาจจะทำให้เกิดวิกฤตทางการคลังได้ในอนาคต

นายสมชัย กล่าวว่า แพคเกจการออมแห่งชาติดังกล่าวได้มอบหมายให้ทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ทำแผนและเสนอกลับมา โดยรายละเอียดแพคเกจ จะประกอบด้วย 1. การยกระดับการให้ความรู้ทางการเงินให้เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งเป็นแผนส่งเสริมความรู้ทางการเงินให้กับภาคประชาชน โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้เกิดวินัยการออม การใช้จ่ายและการลงทุน โดยอยากให้ฝังอยู่ในดีเอ็นเอว่าต้องประหยัดเพื่ออนาคต และสอดคล้องกับประชาชนแต่ละวัย 2. การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้สถาบันการออมที่เป็นเสาหลักของประเทศ เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน 3. การส่งเสริมให้มีผลิตภัณฑ์การออมรูปแบบใหม่ๆ โดยการนำนวัตกรรมมาออกกรมธรรม์ในลักษณะการออมระยะยาว ซึ่งทางกระทรวงการคลังก็พร้อมให้ความช่วยเหลือ เช่น มาตรการทางภาษี เพื่อจูงใจประชาชน และ 4. การเพิ่มเติมระบบการออมเพื่อเกษียณอายุ โดยการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2561 คาดว่าภายใน 7 ปีหลังมีผลบังคับใช้จะมีสมาชิกประมาณ 11 ล้านคน มีเงินในกองทุนประมาณ 1,700 ล้านบาท

นายวิน พรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัด กล่าวว่า ทาง วตท.24 เตรียมออก Wellness Aging Product หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ในรูปแบบกองทุนควบประกัน จะให้ผลตอบแทน 3-4% และนำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ โดยผลิตภัณฑ์นี้จะเป็นลักษณะการจ่ายเบี้ยประกันล่วงหน้าแล้วจะมีผลบังคับใช้หลังจากเกษียณอายุ ทั้งเงินบำนาญและการประกันสุขภาพ สำหรับกฎเกณฑ์เกี่ยวกับกองทุนรวม ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ไฟเขียวแล้ว ขณะนี้รอการพิจารณาจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)

“ปัจจุบันพบว่ามีแรงงานประมาณ 3 ล้านคนที่มีเงินสำรองเลี้ยงชีพหรือประมาณ 1 ใน 4 ของประชากร ซึ่งนอกจากจะเป็นอัตราที่น้อยแล้ว เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวยังมีแค่เพียง 3 แสนบาท ต่อคน ในขณะที่คนวัยเกษียณควรจะมีเงินใช้ประมาณ 6-10 ล้านบาท ต่อคน ถึงจะเพียงพอ” นายวิน กล่าว

นายวิภาส ปวโรจน์กิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์ กล่าวว่า ภาพรวมตลาดนมในช่วง 7 เดือนแรก (มกราคม-กรกฎาคม) ของปี 2560 ติดลบ 3% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจประเทศยังไม่ดี ทำให้ประชาชนนำเงินไปใช้จ่ายในเรื่องที่มีความสำคัญลำดับต้นๆ ก่อน ถือว่าตลาดนมไทยปีนี้ไม่เติบโตในรอบ 10 ปี ประกอบกับมีเครื่องดื่มอื่นๆ ในเมืองไทยเพิ่มมากขึ้น ถือเป็นตัวเลือกที่เข้ามาแข่งกับตลาดนมเป็นอย่างมาก ทำให้ธุรกิจนมต้องปรับตัวด้วยการคิดค้นนมสูตรใหม่ๆ เข้าถึงตลาดเฉพาะกลุ่มในระยะยาวมากขึ้น

“ภาพรวมพฤติกรรมการบริโภคนมของผู้บริโภคทั่วโลกพบว่ามีอัตราการบริโภคนมเฉลี่ยอยู่ที่ 113 ลิตร/คน/ปี โดยภูมิภาคเอเชียการบริโภคเติบโต 3.7% ต่อปี ซึ่งสูงที่สุดจากทั่วโลก โดยสูงสุด 2 อันดับแรก คือ จีนเติบโตปีละ 3.8% และอินเดียเติบโตปีละ 3.5% ส่วนไทยอยู่ที่ 18 ลิตร/คน/ปี และคงที่มาระยะหนึ่งแล้ว โตเฉลี่ยแค่เลขหลักเดียวมาเป็น 10 ปี ซึ่งตัวเลขคาดการณ์อุตสาหกรรมนมในไทยมีมูลค่าประมาณ 6.1 หมื่นล้านบาท ในส่วนของบริษัทปีนี้ตั้งเป้ายอดรายได้ในประเทศจะเติบโตขึ้น 5% จากปีที่แล้วอยู่ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท และยอดส่งออกเติบโต 20% โดยบริษัทจะเร่งทำการตลาดช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2560 ด้วยงบประมาณราว 100 ล้านบาท”

นายวิภาส กล่าวและว่า แผนลงทุนระยะเวลา 3 ปีต่อจากนี้ (ปี 2561-2563) เตรียมลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขยายกำลังการผลิต นายเสกสรร ชูเขียว ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปมัลเบอร์รี่ บ้านป่างาม ตำบลตลิ่งชัน อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เผยว่า หลังจากที่ราคายางตกลงอยู่ที่ราคา 3 กิโลกรัมต่อ 100 บาท ทำให้ตนตัดสินใจโค่นยางพาราทิ้ง หันมาปลูกมัลเบอร์รี่ ซึ่งเป็นพืชสร้างรายได้และมีตลาดรองรับ มีผลผลิตส่งขายได้ต่อเนื่องทุกวัน ในช่วงนี้ได้ตอนกิ่งมัลเบอร์รี่ส่งขายให้กับเกษตรกรที่สนใจปลูกมัลเบอร์รี่ ใน 3 ราคา คือ กิ่งขนาดเล็ก 100 บาท ขนาดกลาง 300 บาท และขนาดใหญ่ 500 บาท ซึ่งเป็นรายได้เสริมอย่างงามในแต่ละเดือนที่มีลูกค้าสั่งเข้ามาประมาณ 100 กิ่ง

ทั้งนี้ เครือข่ายกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปมัลเบอร์รี่ ตลิ่งชัน มีสมาชิก 11 คน พื้นที่ปลูกประมาณ 30 ไร่ ทุกวันสามารถเก็บมัลเบอร์รี่ขายได้วันละ 10-20 กิโลกรัม ต่อคน หรือเฉลี่ยเดือนละประมาณ 200 กิโลกรัม ราคา กิโลกรัม ละ 200 บาท รายได้เฉลี่ย 4 หมื่นบาท ต่อเดือน

นายเกรียงไกร อุดทา ผู้ประกอบการร้านป้ายไวนิล อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา เผยว่า ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2560 พบว่าลูกค้ามาใช้บริการสั่งทำป้ายไวนิลประกาศขายที่ดินกันมากขึ้น เฉลี่ยสัปดาห์ละ 3-4 ราย โดยเฉพาะพื้นที่ อำเภอเชียงคำ และ อำเภอภูซาง ส่วนใหญ่ประกาศขายเป็นแปลงเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า 5 ไร่ขึ้นไป เป็นที่ดินติดถนนสายทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงชนบทเป็นหลัก ราคาหลักไม่ต่ำกว่า 1-2 ล้านบาท ถ้าเป็นที่นาเฉลี่ยไร่ละ 7-8 แสนบาท ติดป้ายประกาศขายตรงไม่ผ่านนายหน้า

ด้าน นายโกวิท ไชยเมือง นายกสมาคมพ่อค้า อำเภอเชียงคำ กล่าวว่า เหตุผลหลักของการขายที่ดินดังกล่าวคือ 1. เศรษฐกิจถดถอย ทำให้มีการแบ่งขายที่ดินเพื่อนำเงินมาใช้จ่าย หรือปลดภาระหนี้สิน 2. กระแสเปิดด่านบ้านฮวก ส่งผลให้ที่ดินในเขต อำเภอภูซาง ดีดตัวสูงขึ้นราคาไร่ละ 1-4 ล้านบาท โดยเฉพาะพื้นที่ชุมชนบ้านฮวก ที่ตั้งไว้ถึง ไร่ละ 4 ล้านบาท

โครงการร่วมฯ สกว.-กฟผ. หนุนม.เกษตรวิจัยไม้โตเร็วและพืชพลังงาน หวังนำความรู้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนพลังงานแก่ภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างความมั่งคั่งยั่งยืนของพลังงานไทย ชี้พืชชีวมวลช่วยสร้างงานและสร้างรายได้แก่เกษตรกร ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

ศ. ดร.สวัสดิ์ ตันตระรัตน์ ประธานกรรมการโครงการร่วมฯ กฟผ.-สกว. เป็นประธานเปิดงานแถลงข่าว “ความสำเร็จจากงานวิจัยด้านไม้โตเร็วและพืชพลังงาน” ซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมเปิดเวทีเสวนาวิชาการ “โอกาสของงานวิจัยพืชพลังงานกับความมั่นคงยั่งยืนของพลังงานไทย” เพื่อนำข้อเสนอผลการวิจัยและเปิดรับฟังข้อเสนอแนะจากภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคประชาสังคม เพื่อให้ได้มาซึ่งโจทย์วิจัยที่สามารถพัฒนาเป็นโครงการวิจัยที่สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาและส่งเสริมพลังงานชีวมวล ตลอดจนเป็นข้อมูลสนับสนุนในการวางแผนเชิงนโยบายและเชิงพาณิชย์แก่ภาครัฐและภาคเอกชน

ประธานกรรมการโครงการร่วมฯ กฟผ.-สกว. ระบุว่าปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการเชื้อเพลิงชีวมวลจำนวนมากทั้งจากโรงไฟฟ้าตามแผนของ กฟผ. และเอกชน ตามแผนการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ปี 2558-2579 ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ตั้งเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40 จากเดิมร้อยละ 20 เพื่อผลิตไฟฟ้า 37,000 เมกะวัตต์ กระทรวงพลังงานจึงได้เตรียมเสนอปรับแผนการเพิ่มพลังงานทดแทนจากชีวมวล ซึ่งเศษเหลือจากภาคเกษตรอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ

จำเป็นต้องมีการปลูกพืชพลังงานเข้ามาเสริมเพื่อไปสู่เป้าหมายการผลิตไฟฟ้าที่ตั้งไว้ รวมถึงการผลิตไฟฟ้าจากแก๊สชีวภาพ ซึ่งต้องใช้องค์ความรู้ในการผลิตพืชพลังงานเพื่อการผลิตที่มีประสิทธิภาพ งานวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับชีวมวลและพืชพลังงานทั้งระบบ สกว.และ กฟผ. จึงมุ่งสร้างองค์ความรู้เพื่อนำไปแก้ปัญหาและสร้างนวัตกรรมสู่การสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ ซึ่งโจทย์วิจัยสำคัญประการหนึ่ง คือ การสนับสนุนการปลูกพืชพลังงานทั้งในส่วนของไม้โตเร็วและหญ้าพลังงาน ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม เนื่องจากช่วยสร้างงานและสร้างรายได้แก่เกษตรกร จึงได้สนับสนุนทุนวิจัยแก่สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินการ

ดร.วราวุฒิ ศุภมิตรมงคล ผู้วิจัย “การศึกษาศักยภาพของพื้นที่ดินเสื่อมโทรมในการปลูกไม้โตเร็วเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า” กล่าวว่า ได้ศึกษาเพื่อจัดทำแผนที่ความเหมาะสมในการปลูกไม้โตเร็วที่ที่ศักยภาพในการนำมาปลูกเป็นเชื้อเพลิงทางเลือก รวม 5 สกุล ได้แก่ ยูคาลิปตัส กระถินณรงค์-กระถินเทพา กระถินยักษ์ สนประดิพัทธ์ และเสม็ดขาว โดยนอกจากพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่แล้ว ยังต้องพิจารณาเรื่องต้นทุนการปลูก การจัดการแปลง และเมื่อคำนึงถึงผลกำไรสูงสุดจากการปลูกพบว่าไม้สกุลยูคาลิปตัสถูกแนะนำให้ปลูกเป็นอันดับแรกในพื้นที่ที่มีศักยภาพทั้งหมด

ขณะที่ ดร.มะลิวัลย์ หฤทัยธนาสันติ์ ระบุถึงโครงการ “การรวบรวมข้อมูลการปลูกต้นไม้โตเร็วสำหรับจัดทำแผนที่นำทางงานวิจัยการปลูกไม้โตเร็วเพื่อพลังงาน” ซึ่งได้ร่วมวิจัยกับภาคเอกชนและเกษตรกรเพื่อให้เกิดการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยแบ่งแผนที่นำทางระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ออกเป็น 7 กลุ่มหลัก คือ การพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ไม้โตเร็ว ระบบการปลูกและการเตรียมพื้นที่ การจัดการสวนป่า การตัดฟันและโลจิสติกส์ การประเมินผลผลิตมวลชีวภาพ การวิเคราะห์ผลตอบแทนและการขยายผลการส่งเสริมปลูก และการยอมรับและผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการพัฒนาพลังงานชีวมวลอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ปัญหาสำคัญที่สุด คือ การขาดแคลนแรงงาน ในระยะสั้นจึงต้องเร่งพัฒนาเครื่องจักรเพื่อทดแทนแรงงานที่มีจำนวนลดลงและแรงงานสูงวัย รวมถึงช่วยลดต้นทุน

ส่วนโครงการ “ระบบการปลูกและการจัดการไม้โตเร็วในการผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลบนที่ดินเสื่อมโทรม” ว่าได้ศึกษาระบบการปลูกและการจัดการที่เหมาะสมของการปลูกไม้โตเร็วในพื้นที่เสื่อมโทรม โดยเน้นพื้นที่เสื่อมโทรมระดับเฝ้าระวัง และไม่กระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกพืชอาหาร ซึ่งมีพื้นที่ “โมเดลเชิงสาธิต” ใน 5 จังหวัดตามภูมิภาคต่าง ๆ ได้แก่ แพร่ อุบลราชธานี กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา และสุราษฎร์ธานี ตลอดจนหารูปแบบธุรกิจที่เหมาะสม และขยายผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลอัตราการเติบโต ผลผลิต การหมุนเวียนสารอาหาร การเก็บกักคาร์บอน ค่าพลังงานที่ได้ และผลตอบแทนทางการเงินและเศรษฐศาสตร์ ส่วนโครงการ

ด้านโครงการ “การศึกษารูปแบบที่เหมาะสมในการปลูกยูคาลิปตัสร่วมกับมันสำปะหลังในระบบวนเกษตรในพื้นที่ดินเสื่อมโทรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ผศ. ดร.รุ่งเรือง พูลสิริ กล่าวว่า ได้หารูปแบบที่เหมาะสมในการปลูกไม้โตเร็ว (ยูคาลิปตัส) ร่วมกับพืชอาหาร (มันสำปะหลัง) ในแปลงทดลองที่สวนป่าช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ก่อนนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์เพื่อหารูปแบบธุรกิจที่นำไปขยายผลได้ และหาแนวทางในการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมสำหรับการส่งเสริมพื้นที่ผลิตพืชอาหารและพืชพลังงาน

สำหรับโครงการ “การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพชีวมวลของหญ้าเนเปียร์เชิงพื้นที่เพื่อผลิตไฟฟ้า” ผศ. ดร.นรุณ วรามิตร กล่าวว่า ความสำเร็จในการปลูกหญ้าเนเปียร์ซึ่งเป็นพืชที่สามารถปลูกและให้ผลผลิตได้ในพื้นที่แห้งแล้ง ดินเลวที่ไม่สามารถปลูกพืชไร่เศรษฐกิจชนิดอื่นได้ดี เพื่อเป็นวัตถุดิบชีวมวลในการผลิตไฟฟ้า ควรเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมประเภทต่าง ๆ โดยเฉพาะการคำนึงถึงปริมาณน้ำฝนหรือความชื้นในดินเป็นปัจจัยสำคัญ นอกจากนี้ระดับน้ำในดินที่ลดลงส่งผลให้ปริมาณเฮมิเซลลูโลสในชีวมวลของหญ้าเนเปียร์มีปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 แต่มีปริมาณเซลลูโลสและลิกนิกลดลงร้อยละ 6 และร้อยละ 2 ตามลำดับ ซึ่งอาจเป็นผลดีในแง่การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของจุลินทรีย์ในการหมักก๊าซมีเทนให้สูงขึ้นได้

ขณะที่โครงการ “การปรับปรุงพันธุ์หญ้าเนเปียร์เพื่อเพิ่มผลผลิตชีวมวลในสภาพดินเปรี้ยวและดินเค็ม” พบว่าพันธุ์หญ้าเนเปียร์ส่วนใหญ่เจริญเติบโตได้ในดินกรดจัดมาก (พีเอชประมาณ 4.8) ในจังหวัดปทุมธานี และดินกรดจัด (พีเอชประมาณ 5.3 ในจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยบางพันธุ์ที่เจริญเติบโตได้ดีกว่าพันธุ์ปากช่อง 1 ที่นิยมปลูกทั่วไปในขณะนี้ อย่างไรก็ตามแม้ว่าพันธุ์หญ้าทั้งหมดยังให้ผลผลิตต่ำหรือไม่สามารถเติบโตได้ในดินเค็มปานกลาง แต่เชื้อพันธุกรรมที่นำเข้ามาและสายพันธุ์ลูกผสมที่พัฒนาขึ้นมีบริษัทเอกชนนำไปปลูกทดสอบในพื้นที่ดินเค็มของบริษัทในจังหวัดชัยภูมิแล้ว ส่วนในดินเปรี้ยวพบว่ามีลูกผสม 1 สายพันธุ์ในจังหวัดปทุมธานีและนครนายก ที่เป็นสายพันธุ์ที่ดีกว่าในปัจจุบัน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการยางแห่งประเทศไทย ร่วมกับศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย จัดเวทีประชาพิจารณ์ร่างยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการยางแห่งประเทศไทย ร่วมกับศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดเวทีประชาพิจารณ์ร่างยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560 – 2579) ระดมความเห็นทุกภาคส่วน ร่วมเสนอแนวทางพัฒนายางพาราทั้งระบบ อย่างยั่งยืน ณ ห้องประชุมกันตัง การยางแห่งประเทศไทย ณ ห้องกันตัง การยางแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการคณะในฐานะผู้ช่วยเลขานุการ อนุกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ยางพารา 20 ปี เผยว่า แผนยุทธศาสตร์ยางพารา ระยะ 20 ปี เป็นแผนยุทธศาสตร์ซึ่งมีความสืบเนื่องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ 20 ปี ซึ่งสามารถทำให้การดำเนินการต่างๆ ได้รับการสนับสนุนทั้งในเชิงทิศทาง งบประมาณจากทางรัฐบาลได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยการรวบรวมความคิดเห็นจากพี่น้องเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบกิจการยาง และผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในการประกอบธุรกิจยางพาราทั้งระบบผ่านการจัดประชุมระดมความเห็น และการจัดทำประชาพิจารณ์

ดร.ธีธัช ให้ความเห็นว่า ตามกรอบวิสัยทัศน์ในการบ่งบอกถึงการเป็นผู้นำของโลกในการทำธุรกิจเรื่องผลผลิต ผลิตภัณฑ์จากยางพารา รวมไปถึงไม้ยางพารา ได้มีการวางแนวทางการดำเนินการ ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางให้มีความพร้อมและมีรายได้ที่มั่นคง ยุทธศาสตร์ที่ 2 การเพิ่มประสิทธิภาพ และการยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดในอนาคตได้ เพราจะมีประเทศผู้ปลูกยางเพิ่มมากขึ้น แต่ปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้นำในเรื่องของคุณภาพ

จึงต้องรักษาระดับไว้ รวมไปถึงในอีก 20 ปีข้างหน้าจำเป็นต้องรักษาความเป็นผู้นำในเรื่องระดับคุณภาพหรือมาตรฐานของยางพาราเช่นกัน ยุทธศาสตร์ที่ 3 การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม เพื่อนำข้อมูลนวัตกรรมต่างๆ ไปพัฒนายางพาราทั้งระบบให้สามารถต่อยอดได้อย่างต่อเนื่อง ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาตลาดและช่องทางการจัดจำหน่าย โดยไม่ใช้การมองเพียงต้นน้ำเท่านั้น แต่จะต้องมองถึงตลาดในส่วนของกลางน้ำ และปลายน้ำด้วย จะทำให้มีผู้ประกอบการเกิดขึ้นใหม่ในประเทศไทยมากขึ้น เมื่อผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น

จะเกิดการใช้ยางในประเทศสูงขึ้น ทำให้มีตลาดใหม่สำหรับวงการยางพาราไทยได้ และ ยุทธศาสตร์ที่ 5 การพัฒนาปัจจัยสนับสนุน ในการปลดล็อคในเรื่องระเบียบ กฎหมาย หรือโครงสร้างพื้นฐาน ที่ทำให้ยางพารายังติดขัดอยู่ ซึ่งจะเป็นอีกส่วนหนึ่งในกรอบยุทธศาสตร์ที่จะพูดคุยกัน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นระบบมากขึ้น โดยมีตัวชี้วัด แผนงาน ระยะเวลาที่ชัดเจน โดยเฉพาะปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งที่ผ่านมาอาจจะแก้ปัญหาระยะสั้น เพราะยางพาราเป็นพืชที่เลือกช่วงเวลา บางช่วงผลผลิตออกมาน้อย แต่ความต้องการมาก ทำให้มีรายได้มาก

เมื่อมีรายได้มาก ก็มีปริมาณการปลูกมาก sportboard.net เมื่อปริมาณการปลูกมากราคาก็จะลดลง เป็นปัญหาซึ่งวนเวียนอยู่อย่างนี้มาตลอด ดังนั้น การปรับแก้ที่ตัวโครงสร้างพื้นฐาน กำหนดวิธีปฏิบัติที่ชัดเจน เป็นแนวทางที่จะแก้ปัญหาในระยะยาวได้ และด้านราคายางเป็นแค่ตัวชี้วัดหนึ่งเท่านั้น สิ่งที่สำคัญคือ รายได้ที่มั่นคงมากกว่า เพราะรายได้อาจไม่ได้มาเฉพาะในส่วนของผลผลิตจาก แต่มาจากผลผลิตประเภทอื่นๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์ในรูปอื่นด้วย นอกจากนี้ ยังมีเกษตรกรหลายรายที่มีรายได้เสริมของผู้ปลูกยางพาราเองเช่นกัน

“เพราะฉะนั้น ไม่ควรยึดติดกับเรื่องราคาเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องมองความเป็นอยู่ และการกระจายรายได้ที่สมบูรณ์ของเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยางที่จะอยู่ได้ ถือเป็นเป้าหมายของข้อเสนอแนะในยุทธศาสตร์อีกหนึ่งข้อ หรือในเวทีนี้อาจมีข้อเสนอแนะที่เกิดขึ้นใหม่ๆ เพื่อเป็นข้อมูลในการนำไปผลักดันหรือพูดคุยต่อในเวทีที่สูงขึ้นไป”ดร.ธีธัช กล่าว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมพงษ์ มหิงสพันธุ์ หัวหน้าโครงการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ยางพาราฯ จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ในการจัดทำยุทธศาสตร์ยางพารา 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) ได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์คือ “ประเทศไทยเป็นผู้นำในตลาดซื้อขายยางธรรมชาติ และเป็นผู้ส่งออกยางธรรมชาติและผลผลิตภัณฑ์ยางอันดับ 1 ของโลก” โดยปัจจัยแห่งความสำเร็จ (CSF) ที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวไปเป็นผู้นำนั้นประกอบด้วย (1) นโยบายของรัฐต้องชัดเจน มียุทธศาสตร์ที่สามารถนำไปปฏิบัติ (Implement) ได้ และจะต้องมีการปฏิบัติอย่างจริงจัง (2) จะต้องมีงบประมาณสนับสนุนที่เพียงพอในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ (3) หน่วยงานที่รับผิดชอบหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ยางพารา 20 ปี คือ การยางแห่งประเทศไทย

ต้องเป็น Intelligent Unit ที่มีความพร้อมทั้งด้านวิชาการ และการปฏิบัติ (4) มีการพัฒนาบุคลากรเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราอย่างเป็นระบบ (5) มีการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัย เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงอย่างต่อเนื่อง (6) มีการกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยาง และมีการผลักดันและพัฒนาผู้ประกอบการ และสถานประกอบการให้ได้มาตรฐาน (7) สนับสนุนให้เกษตรกร และผู้ประกอบการทั้งในระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้อย่างทั่วถึง (8) ต้องมีห้องปฏิบัติการ หรือศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ยางที่ทันสมัย มีมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในระดับสากล (9) มีการพัฒนาผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับปลายน้ำ โดยมีศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการ มีสถาบันฝึกอบรม ทั้งด้านการผลิต การตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ การพัฒนาและการสร้างแบรนด์สินค้า และการบริหารความเสี่ยงอย่างมืออาชีพในระดับสากล (10) มีการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างทั่วถึงและเพียงพอ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ยังมีสิ่งที่ต้องดำเนินการเร่งด่วนในระยะสั้นได้แก่ การให้ข้อมูล ข่าวสาร ที่ถูกต้องให้เกษตรกร และผู้ประกอบการ สามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ การส่งเสริมให้เกษตรกร และผู้ประกอบการ ป้องกันความเสี่ยงของราคาโดยใช้ประโยชน์จากตลาดซื้อขายล่วงหน้า การสนับสนุนและส่งเสริมสถาบันเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง การส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้น รวมถึงการปรับปรุงแก้ไขให้กลไกตลาดมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีการส่งเสริมให้มีการแข่งขัน ไม่ให้เกิดปัญหาการผูกขาดในระบบการตลาดยาง

อีกหนึ่งผลงาน เครื่องดื่มน้ำว่านหางจระเข้ผสมสารสกัดตำรับยาอายุวัฒนะจากสมุนไพรไทย (POLVERA ANTI-AGEING DRINK) นำทีมโดย ผศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ นักวิจัยและอาจารย์วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย เป็นผู้ควบคุมและที่ปรึกษา “เติ้ล” นายตรีภพ เฉลิมพร “โบ๊ต” นายวรเมศ ยอดเถื่อน และ “เรียว”นายฉัตรชัย ชนะสัตย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 วิทยาการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี คว้าเหรียญเงิน ประเภท Life science ในการประกวด NOVEL RESEARCH AND INNOVATION COMPETITON 2017 ณ ประเทศมาเลเซีย โดยมีผลงานเข้าร่วมประกวดกว่า 82 ทีม จากทั่วโลกเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้