สหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด ส่งเสริมสมาชิกรวมกลุ่มปลูกผักอินทรีย์

กรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมมือห้างโมเดิร์นเทรด ตามแนวประชารัฐหาตลาดรองรับผักอินทรีย์ เป็นผักที่ปลอดสารเคมี ในทุกขั้นตอนการผลิตจะมีมาตรฐานกำหนด และต้องผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยจากหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบ เพื่อสร้างการยอมรับและความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค ซึ่งปัจจุบันคนส่วนใหญ่หันมาใส่ใจสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น และเลือกซื้อผักอินทรีย์ไปบริโภคด้วยหวังว่าจะเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ

สหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด จังหวัดเพชรบุรี เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ตัวอย่างที่ประสบผลสำเร็จในการส่งเสริมให้สมาชิกหันมาปลูกผักอินทรีย์เป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้จากการทำนาซึ่งเป็นอาชีพหลัก หลังจากที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้รับนโยบายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้สนับสนุนสหกรณ์ผลิตผักอินทรีย์ป้อนสู่ตลาด จึงมอบหมายให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชิญชวนสหกรณ์ต่างๆ เข้าร่วมโครงการและเริ่มลงมือปรับปรุงกระบวนการปลูกพืชผักให้ได้ตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เมื่อ 4 ปีก่อน โดยทางนิคมสหกรณ์ชะอำ ซึ่งเป็นหน่วยงานส่วนภูมิภาคของกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่ดูแลพื้นที่นิคมสหกรณ์ในเขตอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยมีสหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด ตั้งอยู่ในพื้นที่และอยู่ในการส่งเสริมดูแลได้เห็นถึงโอกาสของโครงการนี้ที่จะช่วยสร้างรายได้ให้แก่สมาชิก จึงให้ความร่วมมือสนับสนุนสมาชิกหันมาปลูกผักอินทรีย์

ระยะแรกของโครงการทางนิคมสหกรณ์ชะอำได้ทำแปลงผักอินทรีย์ทดลอง เป็นแปลงตัวอย่างให้สมาชิกมาเรียนรู้และทดลองปลูก และได้ส่งเสริมสมาชิกทำปุ๋ยหมักใช้เอง โดยทางนิคมสหกรณ์ฯ ได้ทดลองหมักปุ๋ยและแจกจ่ายให้สมาชิกไปใช้ในแปลงผักอินทรีย์ในช่วงเริ่มต้นลงมือปลูกผักอินทรีย์ และส่งเจ้าหน้าที่ไปดูแลถึงรายแปลง เนื่องจากในช่วงของการปรับเปลี่ยนจากการปลูกพืชแบบที่เคยใช้สารเคมี มาปลูกแบบอินทรีย์ค่อนข้างต้องใช้ความพิถีพิถันและใส่ใจในทุกขั้นตอน ซึ่งทุกคนต้องอาศัยความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้ได้

และต้องอาศัยระยะเวลากว่าจะเห็นผลและได้รับความร่วมมือจากกรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร และองค์กรเอกชนต่างๆ ที่เข้ามาช่วยส่งเสริม จนทำให้สมาชิก จำนวน 40 ราย เกิดความมั่นใจที่จะยึดอาชีพนี้และรวมกลุ่มกันในนามกลุ่มผู้ปลูกผักอินทรีย์ภายใต้สังกัดสหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด ปัจจุบันมีสมาชิก 23 ราย ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมจาก กรมส่งเสริมการเกษตร คือ ระบบ PGS และเข้ารับหนังสือรับรองจากท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา

นางอุษา พุ่มพวง ผู้จัดการสหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด เปิดเผยว่า การปลูกผักอินทรีย์เป็นพืชที่สร้างรายได้เร็วให้กับเกษตรกร ผักบางชนิดปลูก 20 วัน ก็เก็บขายได้ และสามารถบริหารจัดการผักได้ตรงตามความต้องการตลาดได้ เนื่องจากในพื้นที่ 1 แปลง สามารถปลูกผักได้เกิน 20 ชนิด ซึ่งผักที่สมาชิกปลูกส่วนใหญ่เป็นผักคะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง แตงกวา ผักสลัด กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค

แต่ละวันสมาชิกจะรวบรวมผักมาส่งที่สหกรณ์ จากนั้นสหกรณ์จะนำเข้าห้องตรวจสอบคุณภาพ มีการตรวจสอบหาสารฆ่าแมลงว่าและสารเคมีต่าง ๆ จนมั่นใจว่ามีความปลอดภัย 100% จึงคัดเกรดและบรรจุลงถุงที่มีการติดบาร์โค้ตไว้ทุกถุง เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถแสกนและตรวจสอบถึงแหล่งที่มาของผักแต่ละถุงว่ามาจากแปลงของเกษตรกรรายใด ซึ่งทางสหกรณ์ได้เน้นย้ำกับสมาชิกทุกรายในการควบคุมการผลิตและคุณภาพของผักที่จะนำมาส่งขายให้สหกรณ์ ต้องมีความปลอดภัย มีคุณภาพและปริมาณที่สม่ำเสมอ

ตลาดหลักที่สหกรณ์จะนำผักอินทรีย์ไปจำหน่าย อยู่ในพื้นที่ภายในจังหวัดเพชรบุรี เช่น โรงพยาบาลชะอำ ซึ่งจะจำหน่ายทุกวันจันทร์ โรงพยาบาลพระจอมเกล้า ตลาดเกษตรกรข้างจวนผู้ว่าฯ จำหน่ายทุกเช้าวันอังคาร และมีช่องทางตลาดใหม่คือ ส่งขายให้กับห้างแม็คโคร ซึ่งได้ประสานขอความร่วมมือมายังอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อสั่งซื้อผักอินทรีย์ไปขายในห้างแม็คโคร สาขาชะอำและหัวหิน สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ซึ่งสหกรณ์ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจตลาดพบว่า ผักของสหกรณ์จะวางอยู่บนชั้นจำหน่ายของสดในห้างแม็คโครและสามารถขายหมดภายในเวลาไม่เกิน 2 วัน ซึ่งห้างแม็คโครได้ขอให้สหกรณ์เพิ่มปริมาณการส่งผักทุกวัน ทำให้สหกรณ์ต้องกลับมาวางแผนเพื่อส่งเสริมสมาชิกขยายพื้นที่ปลูกผักอินทรีย์ เพื่อส่งให้ทางห้างและยังมีตลาดที่ต้องการสั่งซื้ออีกจำนวนมาก

ด้าน นางสุภาวดี ทับทิม สมาชิกสหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด เป็นเกษตรกรตัวอย่างที่หันมายึดอาชีพปลูกผักอินทรีย์อย่างจริงจัง จนกลายเป็นอาชีพหลักที่สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว เล่าถึงที่มาของการปลูกผักอินทรีย์ว่า แต่เดิมทำงานเป็นลูกจ้างอยู่อบต. ไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัวแบบพร้อมหน้า จึงหันมาลองทำเกษตรตามแนวทางทฤษฏีใหม่ จัดสรรที่ดิน 7 ไร่ ตามสัดส่วน 30-30-30-10 ขุดเป็นบ่อน้ำและเลี้ยงปลา ทำนา 1 ไร่กับ 3 งาน เพื่อมีข้าวไว้บริโภคและยังมีที่ดินอีกส่วนหนึ่งเลี้ยงวัว

ที่เหลือได้จึงได้ทำเป็นแปลงผักอินทรีย์ ซึ่งช่วง 4 เดือนแรก ลงมือปลูกผักบุ้งเนื่องจากเห็นว่าปลูกง่ายที่สุด แต่กลับเก็บผลผลิตขายไม่ได้ เนื่องจากดินเค็มและแข็ง ไม่เหมาะกับการปลูกผัก จึงเข้าอบรมกับทางนิคมสหกรณ์ชะอำ ทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักไว้ใช้ในแปลงเกษตร นำใบไม้ใบหญ้าในไร่มาหมักกับขี้วัว กลายเป็นปุ๋ยหมัก แล้วนำไปใส่ในแปลงผัก ตารางเมตรละ 1 คันรถเข็น จนดินเริ่มดีขึ้น มีชีวิต มีไส้เดือน สภาพดินเปลี่ยนแปลงมีความร่วน มีแร่ธาตุและสามารปลูกผักได้ผลผลิตงอกงาม

หลังจากได้รับความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์ จนเห็นลู่ทางในการสร้างรายได้ และมั่นใจว่าปลูกผักอินทรีย์แล้วจะมีตลาดรองรับและรายได้ที่แน่นอน ทำให้เกิดความมุ่งมั่นที่จะทำเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจังจนวันนี้คุณภาพชีวิตของตัวเองและครอบครัวดีขึ้น เก็บผักส่งขายให้สหกรณ์ทุกวัน และยังเก็บไว้ทำอาหารแต่ละมื้อไม่ต้องเสียเงินไปซื้อที่ตลาด ปลอดภัยต่อสุขภาพ ไม่มีสารพิษ ส่วนการวางแผนการผลิต

จะทำแฟ้มประวัติผักทุกแปลง และเริ่มทดลองขายผักผ่านออนไลน์ โดยได้อบรม Young Smart Farmer มีวิทยากรสอนเกี่ยวกับการทำเว็บเพจ จึงทดลองทำเพจขายผักทางเฟสบุ๊ค ได้ผลตอบรับที่ดีมาก เมื่อผักมีอายุพอที่จะเก็บขายก็จะนำมาโพสต์นำเสนอลูกค้าทางเฟสบุ๊ค หมุนเวียนขายเป็นรอบ แต่ละวันจะใช้เวลาอยู่ในแปลงผัก ดูแลผลผลิต ให้น้ำ ใส่ปุ๋ย เก็บผักส่งสหกรณ์ ทำให้มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้นและสมาชิกในครอบครัวมีความสุขร่วมกัน

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินโครงการผักอินทรีย์ของสหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด พร้อมกล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์เลือกพื้นที่นิคมสหกรณ์ในการส่งเสริมชาวบ้านในพื้นที่หันมาปลูกผักอินทรีย์ เนื่องจากพื้นที่ของนิคมสหกรณ์เป็นพื้นที่ที่กรมฯได้จัดสรรที่ดินทำกินให้สมาชิก และอาศัยอยู่ในจุดเดียวกัน

ทำให้ดูแลได้ง่ายและทั่วถึง จึงได้ผลักดันให้สมาชิกในพื้นที่นิคมสหกรณ์หันมาปลูกผักอินทรีย์ ซึ่งเป็นพืชที่ใช้ระยะเวลาสั้นก็เก็บเกี่ยวผลผลิตและช่วยสร้างรายได้ให้ครอบครัว และผลตอบรับในปัจจุบันค่อนข้างดี ผักอินทรีย์ขายได้ราคาสูงกว่าผักทั่วไปประมาณ 8 – 10 บาทต่อ 1 กิโลกรัม ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์คาดหวังว่าสหกรณ์จะเป็นแหล่งผลิตผักที่มีคุณภาพเพื่อให้ประชาชนได้บริโภคและปลอดภัยต่อสุขภาพ ระยะต่อจากนี้ไปจะสนับสนุนการรวมกลุ่มสมาชิกสหกรณ์ให้ผลิตผักอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนที่เป็นห้างโมเดินเทรดได้ยื่นมือเข้ามาเป็นตลาดให้สหกรณ์

รับซื้อผักไปจำหน่ายในห้างและได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี ขณะเดียวกันสหกรณ์เองต้องใช้เวลาในการพิสูจน์เรื่องคุณภาพ และทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ QR Code เมื่อสแกนดูแล้วสามารถรู้ได้ว่า ผักถุงนี้ใครปลูกและตัดออกจากแปลงเมื่อไร สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ทุกคนต้องช่วยกันและร่วมมือกัน เพื่อผลิตผักอินทรีย์ที่มีคุณภาพและรักษามาตรฐานให้สม่ำเสมอ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์จะขยายผลโครงการส่งเสริมการปลูกผักอินทรีย์ให้กับสหกรณ์ในพื้นที่ต่างๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้อาชีพปลูกผักอินทรีย์มีความมั่นคงและเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับสมาชิกสหกรณ์ที่จะช่วยสร้างรายได้ให้กับครอบครัวและมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นในอนาคตต่อไป

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การันตีโครงการปลูกข้าวโพดหลังนาช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้จริง พร้อมยกอำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นต้นแบบความสำเร็จในการส่งเสริมเกษตรกรให้หันมาปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ใช้ความร่วมมือตามแนวทางประชารัฐส่งเสริมการผลิตข้าวโพดที่มีคุณภาพให้เกษตรกร ส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 3,810 บาท/ไร่ ราคารับซื้อกิโลกรัมละ 7-8 บาท สร้างรายได้ให้เกษตรกรเฉลี่ยไร่ละ 8,365 บาท และเมื่อหักต้นทุนแล้วเกษตรกรจะมีกำไรเฉลี่ย 4,555 บาท/ไร่

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายในการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา เพื่อเพิ่มปริมาณข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เพียงพอกับความต้องการของตลาดภายในประเทศ และช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้มีรายได้ที่มั่นคง โดยปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวเป็นการปลูกพืชชนิดอื่นๆ ที่ตลาดมีความต้องการ ซึ่งในช่วงระยะแรกของการดำเนินโครงการได้ทดลองส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่นำร่อง ในอำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์

โดยมีสมาชิกของสหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ จำกัด สหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านโรงหม้อ จำกัด สหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านโคกหม้อ จำกัด และสหกรณ์การเกษตรพิชัย จำกัด เข้าร่วมโครงการ จำนวน 206 ราย พื้นที่ปลูก 3,025 ไร่ เริ่มปลูกข้าวโพดตั้งแต่เดือนกันยายน 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์วงเงิน 10.3 ล้านบาท ให้สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการกู้ยืมไปจัดหาปัจจัยการผลิตให้กับสมาชิกและเป็นทุนหมุนเวียนเพื่อรวบรวมผลผลิตเมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว

ตลอดระยะเวลาของการเพาะปลูกข้าวโพด จะมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ อาทิ กรมส่งเสริมสหกรณ์กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน และบริษัทเอกชนผู้ผลิตอาหารสัตว์ ร่วมกันลงพื้นที่ เพื่อถ่ายทอดความรู้การปลูกข้าวโพด การดูแลรักษา การลดต้นทุนการผลิต และการเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตให้เพิ่มขึ้น รวมถึงร่วมวางแผนการตลาดกับสหกรณ์ทั้ง 4 แห่ง

ซึ่งทำหน้าที่ในการรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรเพื่อนำมาปรับปรุงคุณภาพและส่งข้าวโพดให้กับโรงงานอาหารสัตว์ในพื้นที่ และขณะนี้เกษตรกรในพื้นที่นำร่องดังกล่าวได้ทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิต หลังใช้ระยะเวลาในการปลูกข้าวโพด ประมาณ 4 เดือน รวบรวมผลผลิตแล้ว 3,888.60 ตัน ซึ่งผลผลิตทั้งหมดสหกรณ์จะรับซื้อทั้งหมดเพื่อนำมาปรับปรุงคุณภาพส่งขายให้กับพ่อค้าเอกชนในพื้นที่และสหกรณ์การเกษตรเมืองตรอน จำกัด ซึ่งเป็นแม่ข่ายในการรับซื้อผลผลิตจากทั้ง 4 สหกรณ์ เพื่อส่งจำหน่ายให้โรงงานผลิตอาหารสัตว์ของบริษัท CPF และ บริษัท เบทาโกร

ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูลการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาในพื้นที่นำร่อง พบว่า ต้นทุนในการปลูกข้าวโพดเฉลี่ย 3,810 บาท/ไร่ ผลผลิตที่ได้เฉลี่ย 1,200 กิโลกรัม/ไร่ ราคารับซื้อข้าวโพดความชื้น 27-30% อยู่ที่ 7-8 บาท/กิโลกรัม และเกษตรกรจะมีรายได้จากการจำหน่ายข้าวโพดเฉลี่ย 8,365 บาท/ไร่ และเมื่อหักต้นทุนแล้วเกษตรกรจะมีกำไรเฉลี่ย 4,555 บาท/ไร่ และ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะลงพื้นที่ติดตามผลความก้าวหน้าการดำเนินโครงการส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาในพื้นที่อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ และร่วมเก็บเกี่ยวผลผลิตกับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพื้นที่นำร่อง ในวันที่ 9 มกราคม 2562 นี้

ปัญหาราคายางพาราตกต่ำที่เกิดขึ้น อาจทำให้เกษตรกรชาวสวนยางพาราบางคนรู้สึกท้อแท้และสิ้นหวัง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของธรรมชาติมนุษย์ เมื่อเจอปัญหาใหญ่ๆ อาจทำให้บางคนรู้สึกเครียด เพราะไม่รู้จะหารายได้จากที่ไหนมาเลี้ยงดูครอบครัว เพราะรายได้จากการขายยางพาราลดน้อยลงจนน่าใจหาย บางคนจำเป็นต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการกู้หนี้ยืมสินจากสถาบันการเงินทั้งในระบบและนอกระบบ

ความจริงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นคำถามที่ยังหาคำตอบไม่เจอในตอนนี้เท่านั้น เพราะเกษตรกรหลายคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันนี้ แค่เปลี่ยนแนวคิด ชีวิตของพวกเขาก็เปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น มีโอกาสสร้างรายได้ทั้งในและนอกสวนยางพารา เช่น หนุ่มชาวสวนยางเมืองสตูล ที่หันมา “ปลูกหญ้าหวายข้อ” ขายตลาดวัวชน วัวขุน โกยรายได้สูงถึงเดือนละ 50,000 บาท อีกรายเป็นเจ้าของสวนยางเมืองพังงา ปลูกไผ่ในสวนยางและสวนปาล์ม ทำให้มีรายได้หลายทาง แค่เปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตก็เปลี่ยนแปลงดีขึ้นได้ เพราะ “เคล็ดลับของความสำเร็จ” อยู่ที่การเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ สำหรับโอกาสที่กำลังจะมาถึง

องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ. บึงกาฬ) และจังหวัดบึงกาฬ เจ้าภาพหลักในการจัดงานวันยางพาราบึงกาฬ2562 ตระหนักถึงปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา จึงจัดเวทีเสวนาปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อนำเสนอนวัตกรรมและภูมิปัญญาชาวบ้าน สำหรับใช้ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายและสร้างรายได้ชดเชยสวนยางพารา โดยคาดหวังว่า จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้เกษตรกรชาวสวนยางพารานำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ วิถีการทำเกษตรสู่การสร้างรายได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

ลดต้นทุนในสวนยาง ด้วยปุ๋ยอินทรีย์

“ยางพารา” เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีช่วงการเปิดกรีดนาน 25-30 ปี ซึ่งแต่ละปี จะมีค่าใช้จ่ายสำหรับบำรุงรักษาต้นยางค่อนข้างมาก ทั้งค่าปุ๋ย ค่ายา เจ้าของสวนยางพาราส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย มักประสบปัญหาขาดแคลนเงินทุน เพราะมีรายได้จากการขายยางน้อยลง สวนทางกับปัจจัยการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรบำรุงรักษาต้นยางได้ไม่เต็มที่

คุณประสงค์ หลวงทำเม ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี ได้แนะนำให้เกษตรกรชาวบึงกาฬลดต้นทุนในสวนยาง ด้วยปุ๋ยอินทรีย์ “สูตรวิศวกรรมแม่โจ้1” ของ ผศ. ธีระพงษ์ สว่างปัญญางกูร คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้

การผลิตปุ๋ยอินทรีย์สูตรนี้ ใช้เศษพืชกับมูลสัตว์เพียง 2 อย่าง เท่านั้น เป็นการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่ไม่ต้องพลิกกลับกอง เกษตรกรจะสามารถผลิตได้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดี ปริมาณมาก ครั้งละ 10-100 ตัน ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตได้มีค่าตามมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร พ.ศ. 2551 เสร็จภายในเวลาเพียง 60 วัน โดยไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งปัญหาเรื่องกลิ่นและน้ำเสีย

ขั้นตอนการผลิตใช้เพียงฟางข้าว เศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4 ส่วน วางเป็นชั้นบางๆ สูงไม่เกิน 10 เซนติเมตร ฐานกว้าง 2.5 เมตร โดยไม่ต้องเหยียบ โปรยทับด้วยมูลสัตว์ 1 ส่วน แล้วรดน้ำทำแบบนี้เป็นชั้นบางๆ 15-17 ชั้น รดน้ำแต่ละชั้นให้มีความชื้น กองปุ๋ยเป็นรูปสามเหลี่ยม สูงประมาณ 1.50 เมตร เพื่อให้จุลินทรีย์ที่มีอยู่ในมูลสัตว์ได้ใช้ธาตุคาร์บอนและธาตุไนโตรเจน เจริญเติบโตและย่อยสลายวัตถุดิบได้อย่างรวดเร็ว

การกองปุ๋ยวิธีนี้จะมีความร้อนจัดใน 5 วันแรก จะสังเกตเห็นไอร้อนลอยออกมาจากกองปุ๋ยเลยทีเดียว ส่งผลให้อากาศเย็นกว่าที่อยู่ด้านนอกไหลเวียนเข้าไปแทนที่ จุลินทรีย์ในกองปุ๋ยจึงได้รับออกซิเจนไว้ใช้ในกิจกรรมการย่อยสลายโดยไม่ต้องพลิกกลับกองเลย

ภายในเวลา 2 เดือน เกษตรกรต้องคอยดูแลน้ำอย่างประณีต โดยรดน้ำวันละครั้ง ในปริมาณที่ไม่ทำให้น้ำไหลนองออกมามากเกินไป และทุก 10 วัน ต้องเอาไม้เจาะกองปุ๋ยถึงพื้นดิน กรอกน้ำลงไปในปริมาณพอเหมาะ ที่ทำให้ภายในกองปุ๋ยชื้นพอดีๆ ไม่มีน้ำไหลนองออกมามาก เสร็จแล้วปิดรู เจาะรวม 5 ครั้ง พอครบสองเดือน กองปุ๋ยก็จะยุบเหลือแค่ 1 เมตร ถือว่าสิ้นสุดกระบวนการหมักปุ๋ย โดยไม่ต้องพลิกกอง ปล่อยให้กองปุ๋ยแห้งก่อน จึงค่อยนำปุ๋ยอินทรีย์ไปใช้งานหรือเก็บใส่กระสอบ การผลิตปุ๋ยวิธีนี้สามารถเก็บปุ๋ยไว้ในร่มได้นาน 3-4 ปี

ข้อห้ามสำคัญในการผลิตปุ๋ยสูตรนี้คือ ห้ามขึ้นเหยียบกองปุ๋ยให้แน่น หรือเอาผ้าคลุมกองปุ๋ย เพราะจะทำให้อากาศไม่ถ่ายเท คอยดูแลให้กองปุ๋ยมีความชื้นตามคำแนะนำ หากปล่อยให้กองปุ๋ยแห้งเกินไปจะทำให้ปุ๋ยอินทรีย์มีคุณภาพต่ำ ห้ามระบายความร้อนออกจากกองปุ๋ย เพราะความร้อนสูงในกองปุ๋ยจะทำให้เชื้อจุลินทรีย์ทำงานได้ดีมากขึ้น และเกิดการไหลเวียนของอากาศผ่านกองปุ๋ยอีกด้วย

คุณประสงค์ แนะนำให้ตั้งกองหมักปุ๋ยอินทรีย์ ระหว่างแถวต้นยาง เพราะสะดวกในการกระจายปุ๋ยหลังทำเสร็จแล้ว ผลการศึกษาพบว่า ต้นยางที่อยู่ใกล้บริเวณกองปุ๋ยหมักอินทรีย์จะมีใบเขียวมัน แสดงว่าความร้อนจากกองปุ๋ยไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อการเติบโตของต้นยาง ปุ๋ยอินทรีย์สูตรนี้มีราคาต้นทุนการผลิตต่ำ เพียงแค่ 5-7 บาท ต่อกิโลกรัม เท่านั้น ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการดูแลสวนยางพาราได้อย่างดี

สำหรับต้นยางที่เปิดกรีดแล้ว มักมีปัญหาเรื่องโรคเส้นดำหรือโรคที่เกิดจากเชื้อราไฟทอปทอร่า คุณประสงค์ แนะนำให้แก้ปัญหาโดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า โดยนำเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าที่เพาะเลี้ยงเชื้อแล้วในข้าวเจ้า จำนวน 1 ถุง (250 กรัม) มาผสมน้ำ 5 ลิตร ทิ้งไว้ 10 นาที กรองเอาเศษข้าวออก แล้วผสมน้ำให้ได้ 20 ลิตร นำไปฉีดพ่นบริเวณหน้ายางที่เปิดกรีดแล้ว จะสามารถควบคุมการเกิดโรคเส้นดำในหน้ายางได้

หรือนำเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า จำนวน 1 ถุง (250 กรัม) มาผสมน้ำ 1 ลิตร แล้วนำมาป้ายหน้ายางโดยใช้พู่กันก็สามารถควบคุมโรคดังกล่าวได้ ช่วยเกษตรกรประหยัดค่าใช้จ่ายในการดูแลสวนยางพารา โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีราคาแพง และช่วยให้ต้นยางพารามีผลผลิตที่ดีขึ้นอีกต่างหาก

จัดสรรสวนยางพารา สร้างรายได้หลักแสนต่อปี

คุณบุญนาค ศรีสว่าง ปราชญ์ชาวบ้านและเกษตรกรดีเด่นของจังหวัดบึงกาฬ นับเป็นบุคคลตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในการทำสวนเกษตรผสมผสาน ช่วยกระจายความเสี่ยงการลงทุน ทำให้เขาไม่ขาดแคลนรายได้ เมื่อเผชิญหน้ากับภาวะราคายางพาราตกต่ำในวันนี้ คุณบุญนาค เป็นอดีตทหารอากาศ ที่ลาออกมาทำอาชีพเกษตรกรรม เพราะใจรัก ที่ผ่านมาเขามีรายได้หลักจากอาชีพการทำสวนยางพารา และมีรายได้เสริมจากการทำสวนผลไม้ที่ปลูกแบบผสมผสาน แต่วิกฤตราคายางตกต่ำในทุกวันนี้ ทำให้ตัวเลขรายได้จากธุรกิจสวนผลไม้กำลังวิ่งแซงหน้ารายได้ธุรกิจสวนยางไปเสียแล้ว

คุณบุญนาค เริ่มต้นทำสวนผลไม้ ตั้งแต่ปี 2518 โดยปลูกละมุดพันธุ์มะกอก มะพร้าวน้ำหอม เขาเป็นเกษตรกรคนแรกที่นำต้นเงาะโรงเรียนจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีมาปลูกที่จังหวัดบึงกาฬ เมื่อ 40 กว่าปีก่อน (สมัยนั้น อำเภอศรีวิไล อยู่ในจังหวัดหนองคาย) จนหลายคนหาว่าเขาบ้า เพราะใครๆ ก็ทำพืชไร่ ปลูกข้าวโพด ปลูกมันสำปะหลัง ไม่เคยมีใครปลูกไม้ผลมาก่อน ปรากฏว่าเขาทำได้สำเร็จ ต้นเงาะโรงเรียนที่นำมาปลูกให้ผลผลิตคุณภาพที่ดี กลายเป็นสินค้าเด่นดังประจำจังหวัดบึงกาฬ ทุกวันนี้ ใครอยากกินเงาะโรงเรียนคุณภาพดี ต้องนึกถึงเงาะอำเภอศรีวิไลของคุณบุญนาคเป็นที่แรก เพราะมีรสหวาน เนื้อแห้ง กรอบ อร่อย

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นทำให้เขาเกิดขวัญกำลังใจที่จะนำผลไม้เด่นชนิดอื่นๆ เช่น มังคุด ทุเรียน รวมทั้งสะตอ มาปลูกบนที่ดินของเขา ซึ่งกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ทะลุหลักแสนต่อปีทีเดียว แค่รายได้จากการขายสะตอฝักสด ซึ่งเป็นสะตอพันธุ์ดานอย่างเดียว ก็สร้างรายได้หลักหมื่นบาทต่อต้นแล้ว

ปัจจุบัน คุณบุญนาค มีรายได้หลักจากการทำสวนยางพารา โดยแบ่งปันรายได้คนละครึ่งกับแรงงานกรีดยาง สำหรับภาวะราคายางพาราตกต่ำในขณะนี้ ราคายางก้อนถ้วย อยู่ที่กิโลกรัมละ 18 บาท หากพึ่งรายได้จากการปลูกยางพาราแต่เพียงอย่างเดียวคงอยู่ไม่ได้ โชคดีที่เขาจัดสรรพื้นที่มาทำสวนเกษตรผสมผสาน ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้นนานาชนิดไว้ในสวนแห่งนี้ ทำให้มีรายได้เข้ามาหลายทางตลอดทั้งปี ช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้เป็นอย่างดี

การทำสวนเกษตรผสมผสานของคุณบุญนาคไม่มีข้อกำหนดตายตัวว่าจะปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้นกี่ต้น ปลูกมากเท่าไรอาศัยความสะดวกของพื้นที่เป็นหลัก ตรงไหนมีพื้นที่ว่างเหมาะสมคุณบุญนาคก็จะนำพันธุ์ไม้ผลมาปลูกตามอัธยาศัย โดยธรรมชาติแล้ว ต้นมังคุดและต้นทุเรียน เป็นไม้ผลโตช้า ที่สู้แดดไม่ค่อยได้ ดังนั้น การปลูกในระยะแรก ควรสร้างร่มเงาให้กับไม้ผลทั้งสองชนิดนี้ หลังผ่านปีที่ 3 ไปแล้ว ต้นมังคุดและต้นทุเรียนจะเติบโตแข็งแรง ไม่ต้องดูแลอะไรมาก

การทำสวนผลไม้ของคุณบุญนาคใช้ปุ๋ยเคมีน้อย เพราะคุณบุญนาคมองว่าปุ๋ยเคมีหากใช้ในปริมาณมาก เสี่ยงทำให้ดินแข็ง พืชเจริญเติบโตได้ไม่ดี สวนแห่งนี้จึงเน้นปลูกดูแลพันธุ์ไม้โดยใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยน้ำหมักจุลินทรีย์เป็นหลัก แต่จะเสริมปุ๋ยเคมีสูตรหวานในอัตราที่เหมาะสมเพื่อบำรุงผลผลิตให้มีรสหวานตามที่ต้องการ

หากเกษตรกรชาวสวนยางพารารายใด ต้องการมีรายได้เสริมจากการทำสวนเกษตรผสมผสานเช่นเดียวกับเขา คุณบุญนาคให้คำแนะนำว่า ควรเริ่มต้นปลูกพืชผักสวนครัว และปลูกกล้วยก่อน เพื่อเป็นรายได้รายวันและรายเดือน เพราะการทำสวนไม้ผล ต้องใช้เวลาปลูกดูแล 4-5 ปี จึงเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายได้ นอกจากนี้ ควรเลี้ยงสัตว์ เช่น เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด ไก่ ไว้ในสวนด้วย เพื่อเป็นปุ๋ยคอกในสวนและมีรายได้หมุนเวียนจากการขายไข่และขายเป็ด ไก่

คุณบุญนาค กล่าวเสริมว่า ในยุคนี้การปลูกยางพาราเป็นพืชเชิงเดี่ยวมีความเสี่ยงในการลงทุนมากเกินไป การทำสวนเกษตรผสมผสานน่าจะเป็นคำตอบที่เหมาะสมมากกว่า หากใครสนใจอยากเรียนรู้เรื่องการทำสวนเกษตรผสมผสานของ คุณบุญนาค ศรีสว่าง สามารถติดต่อได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 087-491-7831

“ผักกางมุ้งอินทรีย์” สร้างรายได้เสริม
ให้ชาวสวนยางบึงกาฬได้ตลอดทั้งปี

“ปลูกผักกางมุ้งอินทรีย์ อีกหนึ่งรายได้เสริมของเกษตรกรชาวสวนยาง” ภายใต้การนำของ คุณยุทธการ บุญประคม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวไรซ์เบอร์รี่อู่คำ บึงกาฬ คุณยุทธการ กล่าวว่า หลังจากเจอปัญหาราคายางพาราตกต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลุ่มเกษตรกรที่มีรายได้หลักจากการทำสวนยาง ประสบความเดือดร้อนมาก เพราะขาดแคลนรายได้เลี้ยงดูครอบครัว จึงรวมตัวกันปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่เพื่อเป็นรายได้เสริม

ต่อมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายกระตุ้นการใช้จ่ายของเกษตรกรในระดับฐานราก และช่วยส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยสนับสนุนเงินลงทุนเริ่มต้นให้กับเกษตรกรในชุมชน 9,101 แห่ง แห่งละ 2.5 ล้านบาท คุณยุทธการ ในฐานะแกนนำกลุ่มเกษตรกรที่มีสมาชิกกว่า 40 ราย ได้ยื่นของบประมาณ 2.5 ล้านบาท สำหรับดำเนิน “แปลงผักกางมุ้งอินทรีย์” เพื่อเป็นรายได้เสริมให้แก่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางในท้องถิ่น

เมื่อโครงการได้รับการอนุมัติ ก็นำมาใช้ก่อสร้างโรงเรือนปลูกผักกางมุ้ง จำนวน 5 โรงเรือน ในเนื้อที่ 2 ไร่ บนที่ิดินสาธารณะของชุมชน ในระยะแรกสมาชิกปลูกผักหลากหลายชนิดปรับเปลี่ยนตามฤดูกาล ได้แก่ ผักกวางตุ้ง แตงกวา ผักบุ้ง คะน้า บร็อกโคลี่ ผักสลัด ผักชี

ปัจจุบันสมาชิกส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่า ปลูกผักบุ้ง ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับการลงทุนมากที่สุด เพราะใช้เวลาปลูกดูแลในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียงแค่ 25 วัน เท่านั้น ก็สามารถเก็บผักบุ้งออกขายได้แล้ว โดยขายส่งในราคากิโลกรัมละ 25 บาท ขายปลีกในราคากิโลกรัมละ 30 บาท ลูกค้าหลักคือ ร้านอาหารหมูกระทะ และตลาดสดในท้องถิ่น

“ผักบุ้งกางมุ้งอินทรีย์ เป็นผักปลอดสารพิษ ใบสวย ไม่มีแมลงรบกวน รสชาติหวาน กรอบ อร่อย ขายดีจนผลิตไม่ทันกับความต้องการของตลาด แม้ห้างแม็คโครบึงกาฬจะติดต่อขอซื้อสินค้าก็ต้องปฏิเสธไป เพราะผลิตให้ไม่ทันจริงๆ ทุกวันนี้ ใครอยากได้ผักบุ้งอินทรีย์ ต้องสั่งจองกันล่วงหน้าเท่านั้น ถึงจะได้กิน” คุณยุทธการ กล่าว

ปัจจุบัน ผักบุ้ง ที่ปลูกกลางแจ้ง มักมีปัญหาโรคพืชรบกวน เช่น เชื้อราสนิม ราใบจุด และราน้ำค้าง ทำให้ใบผักบุ้งไม่สวย ขายไม่ได้ราคา เกษตรกรจึงนิยมฉีดพ่นสารเคมีกำจัดโรค ดังนั้น ผู้บริโภคที่ซื้อผักบุ้งในท้องตลาดทั่วไป มักเสี่ยงเจอปัญหาสารพิษตกค้างได้ แต่ผักบุ้งกางมุ้ง ปลูกดูแลแบบเกษตรอินทรีย์ปลอดสารพิษ มีต้นทุนต่ำและเกษตรกรสามารถปลูกผักอย่างต่อเนื่องได้ตลอดทั้งปี

โครงการปลูกผักกางมุ้งอินทรีย์ในชุมชนแห่งนี้ ทางกลุ่มได้แบ่งพื้นที่ให้สมาชิกแต่ละรายดูแลรับผิดชอบ คนละ 1 แปลง โดยโรงเรือน 1 หลัง จะแบ่งพื้นที่ปลูกผักเป็น 3 แปลง แปลงละ 1 ตารางเมตร จะเก็บผลผลิตออกขายได้ครั้งละ 4 กิโลกรัม ต่อแปลง

สำหรับผลผลิต 1 โรงเรือน จะมีรายได้ รุ่นละ 6,000-7,000 บาท ทางกลุ่มจะแบ่งรายได้ให้สมาชิก 50% และหักเงินอีก 50% เป็นรายได้เข้ากลุ่ม เพื่อเป็นกองทุนสวัสดิการสำหรับดูแลสมาชิกในอนาคต และค่าใช้จ่ายสำหรับดูแลซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องมือและโรงเรือนผักกางมุ้งต่อไป

การปลูกผักกางมุ้ง เริ่มต้นจากการเตรียมดิน ตีดินให้ร่วนซุยพร้อมใส่ปุ๋ยน้ำจุลินทรียบำรุงดิน ตากดิน 7 วัน ก่อนปลูก เตรียมเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งศรแดง มาล้างทำความสะอาดและนำไปแช่น้ำหมักจุลินทรีย์ 1-2 คืน เมื่อเมล็ดพันธุ์งอกก็นำไปโรยในแปลงที่เตรียมไว้ หลังปลูก 7 วัน ใส่ปุ๋ยคอกจากฟาร์มหมูหลุมบำรุงดิน และจะใช้ปุ๋ยน้ำหมักจุลินทรีย์ฉีดพ่นบำรุงใบ โดยผสมน้ำหมักจุลินทรีย์ร่วมกับการให้น้ำในระบบท่อสปริงเกลอร์ช่วงเช้าและเย็นในแต่ละวัน