สหกรณ์นิคมสอยดาว เร่งขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการผลิตลำไย

คุณภาพเพื่อการส่งออกกลุ่มลำไยแปลงใหญ่สหกรณ์นิคมสอยดาว เร่งขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการผลิตลำไยคุณภาพเพื่อการส่งออกกลุ่มลำไยแปลงใหญ่า เสริมเขี้ยวเล็บเกษตรกรผลิตลำไยคุณภาพ GAP สอดคล้องมาตรการนำเข้า“จีน” วางเป้าปี 62 ส่งออกมูลค่า 11 ล้านบาท

นางสาวดาริน ปราบไพริน ผู้จัดการสหกรณ์นิคมสอยดาว จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันจันทบุรีเป็นจังหวัดที่มีลำไยนอกฤดูมากที่สุดในประเทศไทย โดยอำเภอสอยดาวนับเป็นอีกพื้นที่สำคัญที่เป็นแหล่งใหญ่ของการปลูกลำไยของจังหวัดจันทบุรี โดยมีตลาดส่งออกหลักคือประเทศจีน ดังนั้นเพื่อรองรับตลาดส่งออกลำไยไปจีนซึ่งปัจจุบันมีมาตรการเข้มข้นด้านขบวนการผลิตที่ได้คุณภาพและมาตรฐานGAP ทางสหกรณ์ฯจึงได้ผลักดัน”โครงการส่งเสริมการผลิตลำไยคุณภาพเพื่อการส่งออก” รวมทั้งได้ส่งเสริมให้สมาชิกสร้างความเข้มแข็งรวมกันเป็นเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อสร้างอำนาจการต่อรองและใช้ความรู้ การบริหารจัดการร่วมกัน โดยปัจจุบันสหกรณ์มีสมาชิกทั้งหมด 4,900 รายในจำนวนดังกล่าวเป็นเกษตรกรผู้ปลูกลำไยประมาณ 80% และมีเกษตรกรเข้าสู่ระบบแปลงใหญ่ลำไยจำนวน 100รายคิดเป็นพื้นที่ 1,616 ไร่

สำหรับผลผลิตลำไยแปลงใหญ่ของสมาชิกสหกรณ์จะบริษัท เฮงหลีประเทศไทย จำกัดเป็นผู้รับซื้อทั้งหมด โดยคาดว่าปีนี้มีปริมาณผลผลิต 390 ตันคิดเป็นมูลค่า 11 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีผลผลิตเพียง 377 ตันคิดเป็นมูลค่า 9.5 ล้านบาทและกำหนดราคาเบอร์1-2 หรือเบอร์ใหญ่สุดรับซื้ออยู่ที่ประมาณ 30 บาทเท่ากับปีที่แล้ว

“สหกรณ์นิคมสอยดอยฯจะให้ความสำคัญในการส่งเสริมสมาชิกปลูกลำไยคุณภาพตามที่ตลาดต้องการภายใต้โครงการส่งเสริมการผลิตลำไยคุณภาพเพื่อการส่งออก โดยเฉพาะการส่งเสริมและผลักดันให้สมาชิกเข้าสู่ระบบการตรวจรับรองแปลงGAPพืช ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญของการส่งออกลำไยไปยังตลาดจีนในปัจจุบัน” นางสาวดาริน กล่าว

ด้านนางสาววันนา สังข์นาค ผู้จัดการโครงการแปลงใหญ่ลำไยตำบลทับช้างอำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า ปัจจุบันสมาชิกแปลงใหญ่ทับช้างได้ดำเนินธุรกิจซื้อ-ขายผลผลิตลำไยให้กับสหกรณ์นิคมสอยดาว โดยมีพื้นที่รวม 400ไร่ โดยคาดว่าปี 2562นี้จะมีผลผลิตลำไยออกสู่ตลาดประมาณ 1,000 ตัน ในจำนวนดังกล่าวจะแบ่งจำหน่ายร่วมกับสหกรณ์นิคมสอยดาว ประมาณ 300 ตันที่เหลือจะจำหน่ายให้กับล้งรายเดิมโดยราคาจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ30-35 บาท/กก. สำหรับพันธุ์ที่นิยมปลูกของเกษตรกรคือ พันธุ์ อีดอ เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่ตลาดจีนต้องการมากที่สุด มีคุณสมบัติเหมาะสำหรับนำไปทำเป็นลำไยอบแห้ง

“สำหรับขบวนการผลิตลำไยนอกฤดูของแปลงใหญ่ลำไยทับช้าง เพื่อให้ได้ผลผลิตลำไยคุณภาพดีตามมาตรฐานของตลาดจีนต้องการ จะมีเจ้าหน้าที่สหกรณ์จังหวัดและเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องหมุนเวียนเข้ามาอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับขบวนการผลิตลำไยคุณภาพส่งออกอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ตั้งแต่ขบวนการให้ปุ๋ย การราดสารเพื่อกระตุ้นให้ลำไยออกดอกพร้อมกัน การเก็บเกี่ยวและการตลาดที่ครบวงจร ดังนั้นผลผลิตที่ออกมาจึงได้คุณภาพ ลูกโต หวาน อร่อย เป็นที่นิยมของคนจีนอย่างมาก

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมอยากทราบว่า เพราะเหตุใด ญี่ปุ่นจึงสามารถปลูกข้าวได้สูงในระดับต้นๆ ของโลก ผมเคยอ่านหนังสือทำให้ทราบว่า ญี่ปุ่น เคยเป็นลูกค้านำเข้าข้าวจากไทยมาก่อน แต่ปัจจุบันเขาผลิตได้เกินความต้องการแล้ว ช่วยกรุณาอธิบายด้วยครับ

ญี่ปุ่น เร่งพัฒนาระบบการทำนาอย่างจริงจัง หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง ด้วยความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา ในธรรมชาติ ญี่ปุ่นตั้งอยู่ในเขตอบอุ่น ผลผลิตของพืชจะสูงกว่าในเขตร้อน สาเหตุจากอุณหภูมิกลางวันกับกลางคืนมีความแตกต่างกันหลายองศา ซึ่งในฤดูร้อนมีแสงแดดจ้า การสังเคราะห์แสงดำเนินไปเต็มประสิทธิภาพ การสะสมแป้งและน้ำตาลในอัตราที่สูง แต่พอตกกลางคืนอากาศเย็นลง การนำแป้งและน้ำตาลไปใช้ในขบวนการหายใจจึงอยู่ในอัตราที่ต่ำ ส่งผลให้ขบวนการสะสมอาหารได้มากกว่าในเขตร้อนตามที่กล่าวมาแล้ว

อีกปัจจัยหนึ่งรัฐบาลจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรถือครองที่ดิน รายละ 1 เฮกเตอร์ หรือ 6.25 ไร่ เท่านั้น การทำนาของญี่ปุ่นจึงประณีตมากเป็นพิเศษ

เนื่องจากญี่ปุ่นมีอากาศร้อนเพียงระยะสั้นๆ เกษตรกรจึงเริ่มเพาะกล้าในกระบะเก็บไว้ในตู้อบที่อุณหภูมิ 32 องศาเซลเซียส เพื่อกระตุ้นให้เมล็ดงอกในเดือนพฤษภาคมของทุกปี ระยะนี้อากาศยังคงหนาวเย็น มีอุณหภูมิไม่เกิน 10 องศาเซลเซียส หลังจากเมล็ดงอกแล้วจึงนำกระบะต้นอ่อนเข้าเก็บในโรงเรือนพลาสติก ที่มีอุณหภูมิ 25-30 องศาเซลเซียส ดูแลจนต้นกล้ามี 3 ใบ ก่อนนำออกไปปักดำด้วยเครื่องปักดำ ระยะนี้อากาศภายนอกอบอุ่นขึ้นแล้ว

เทคนิคสำคัญคือ ในกลางเดือนสิงหาคม มีอากาศร้อนจัด เกษตรกรญี่ปุ่นจะระบายน้ำออกจากแปลงนา 4 ครั้ง แต่ละครั้งทิ้งระยะให้ดินแตกระแหง แล้วจึงไขน้ำเข้าแปลง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ก๊าซไข่เน่าและหญ้าที่ไถกลบลงดินก่อนการปักดำ ให้ระเหยไปในอากาศ เพราะว่าก๊าซทั้งสองชนิดเป็นพิษกับระบบรากของต้นข้าว ครั้งสุดท้ายคือ ครั้งที่ 4 เป็นระยะข้าวใกล้ออกรวง เมื่อดินแตกระแหง เกษตรกรจะหว่านปุ๋ยแต่งหน้า ให้เม็ดปุ๋ยตกลงตามรอยแยกของดิน เข้าใกล้ระบบรากมากที่สุด แล้วไขน้ำเข้ามา น้ำจะละลายดินปิดรอยแยกของผิวดิน เก็บรักษาปุ๋ยไว้ให้ละลายออกมาอย่างช้า ให้ต้นข้าวนำไปใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

การปฏิบัติดังกล่าวจะช่วยทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มสูงขึ้น 7-10 เปอร์เซ็นต เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีใส่ปุ๋ยด้วยวิธีหว่านลงดิน-พื้นนาโดยตรง ระยะนี้ต้นข้าวในแปลงจะเริ่มแทงช่อให้เห็นพอดี

ด้วยชาวนาญี่ปุ่นได้นำเอาวิธีการมาประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ ทำให้สามารถยกระดับผลผลิตเฉลี่ยทั่วประเทศสูงถึง 79 ถัง ต่อไร่ นี่เป็นน้ำหนักของข้าวกล้อง แต่หากคิดรวมทั้งเปลือกข้าวด้วย ค่าเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 120 ถัง ต่อไร่ สูงกว่าจีน ที่ผลผลิตเฉลี่ย 77 ถัง ต่อไร่ข้าวเปลือก ซึ่งเป็นอันดับสองรองจากญี่ปุ่น

มะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 1 และ มะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 2 ที่กรมวิชาการเกษตร ประกาศรับรองพันธุ์ไปเมื่อ วันที่ 1 มีนาคม 2562 ถือเป็นความสำเร็จที่กรมวิชาการเกษตรได้พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนพันธุ์มะพร้าวเพื่ออุตสาหกรรมและลดการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศ เพื่อนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการแปรรูปมะพร้าวในประเทศไทย เพื่อการบริโภคภายในประเทศ และเพื่อการส่งออก

เกือบ 30 ปี กว่าจะได้มะพร้าวพันธุ์ลูกผสมสามทาง
คุณทิพยา ไกรทอง นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร กรมวิชาการเกษตร ผู้สืบสานงานทดลองและพัฒนามะพร้าวพันธุ์ลูกผสมสามทางต่อจากนักวิชาการเกษตรผู้ริเริ่มรุ่นก่อนๆ เล่าให้ฟังว่า คุณอานุภาพ ธีระกุล อดีตผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร เป็นผู้ริเริ่มทำงานวิจัยเกี่ยวกับพันธุ์มะพร้าวลูกผสมพันธุ์สามทางขึ้นมา เนื่องจากเห็นว่ามะพร้าวพันธุ์สวีลูกผสม 1 และ ลูกผสมชุมพร 2 ซึ่งได้รับรองพันธุ์มาแล้วประมาณกว่า 30 ปี

โดยเฉพาะมะพร้าวพันธุ์สวีลูกผสม 1 มีข้อด้อย คือ ผลเล็ก ไม่เป็นที่ต้องการของเกษตรกร โดยเกษตรกรจะขายผลผลิตได้ราคาเพียงครึ่งหนึ่งของราคามะพร้าวพันธุ์พื้นเมือง หรือพันธุ์ลูกผสมชุมพร 2 เนื่องจากการซื้อขายมะพร้าวบ้านเราซื้อขายกันด้วยขนาดของผล จึงถูกตีราคาเป็นมะพร้าวเกรดต่ำ ส่วนมะพร้าวพันธุ์ลูกผสมชุมพร 2 ซึ่งได้ปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมา จนได้ผลขนาดใหญ่ขึ้น เนื้อหนา อายุการตกผลประมาณ 4 ปีครึ่ง จึงเป็นที่ต้องการของตลาด ณ ปัจจุบันมียอดสั่งจองต้นกล้ากว่า 2 ล้านต้น ไม่สามารถผลิตได้ทันตามความต้องการ แต่การปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมไม่ดีเท่าที่ควร ในช่วงฤดูแล้งหรือฝนทิ้งช่วงนานเกิน 3 เดือน มะพร้าวจะกระทบแล้งทำให้ผลผลิตเสียหายไปด้วย

ด้วยสาเหตุดังกล่าว ทำให้ คุณอานุภาพ ธีระกุล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพรในขณะนั้น จึงคิดริเริ่มปรับปรุงพันธุ์มะพร้าว เพื่อที่จะผลิตพันธุ์มะพร้าวลูกผสมพันธุ์สามทางขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ที่มาของพันธุ์
ที่มาของมะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 1 และมะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 2 ได้จากงานวิจัย “การเปรียบเทียบพันธุ์มะพร้าวลูกผสมสามทาง” ประกอบด้วยมะพร้าว 4 พันธุ์ด้วยกัน คือ

ลูกผสมเดี่ยว ประกอบด้วยพันธุ์เรนเนลล์ต้นสูง x พันธุ์เวสท์แอฟริกันต้นสูง
พันธุ์มลายูสีเหลืองต้นเตี้ย x พันธุ์เวสท์แอฟริกันต้นสูง
พันธุ์มลายูสีเหลืองต้นเตี้ย x พันธุ์ตาฮิติ และ
พันธุ์มลายูสีแดงต้นเตี้ย x พันธุ์เรนเนลล์ต้นสูง โดยพันธุ์ที่ 1, 3 และ 4 นำเข้ามาจากประเทศไอวอรีโคสต์ เมื่อปี 2517 แล้วนำมาปลูกคัดเลือกภายในศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร
ส่วนพันธุ์ที่ 2 มลายูสีเหลืองต้นเตี้ย x พันธุ์เวสท์แอฟริกันต้นสูง ได้จากการคัดเลือกพันธุ์ภายในศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร มะพร้าวลูกผสมเดี่ยวทั้ง 4 พันธุ์ ดังกล่าว ผสมกับพันธุ์ไทยต้นสูง (พ่อพันธุ์) ที่ได้จากการรวบรวมคัดเลือกพันธุ์ภายในศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร ปี 2532-2533 ปลูกเปรียบเทียบพันธุ์ บันทึกข้อมูลการเจริญเติบโต ผลผลิต น้ำหนักเนื้อมะพร้าวแห้ง น้ำมันต่อเนื้อมะพร้าวแห้ง และองค์ประกอบของผลตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ จนสามารถคัดเลือกพันธุ์ที่มีลักษณะเด่น ได้จำนวน 2 พันธุ์ ด้วยกันคือ

(พันธุ์เรนเนลล์ต้นสูง x พันธุ์เวสท์แอฟริกันต้นสูง) x ไทยต้นสูง หรือ มะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 1
(พันธุ์มลายูสีเหลืองต้นเตี้ย x พันธุ์เวสท์แอฟริกันต้นสูง) x ไทยต้นสูง หรือ มะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 2
มะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 1 และมะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 2 ได้ผ่านการรับรองพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตร เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2562

ความแตกต่างระหว่าง มะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 1
กับ มะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 2
ลักษณะเด่นของมะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 1 คือ ให้ผลผลิตเฉลี่ย 2,252 ผล/ไร่/ปี หรือ 102 ผล/ต้น/ปี น้ำหนักเนื้อมะพร้าวแห้ง เฉลี่ย 337 กรัม/ผล หรือ 766 กิโลกรัม/ไร่/ปี เปอร์เซ็นต์น้ำมันต่อเนื้อมะพร้าวแห้ง 61% ผลผลิตน้ำมันเฉลี่ย 21 กิโลกรัม/ต้น/ปี จัดเป็นมะพร้าวผลขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ น้ำหนักเฉลี่ย 1,882 กรัม/ผล สามารถจำหน่ายเป็นมะพร้าวผลได้เทียบเคียงกับมะพร้าวพันธุ์ไทยต้นสูงที่เกษตรกรขายตามปกติ

สำหรับลักษณะเด่นของมะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 2 คือ ให้ผลผลิตเฉลี่ย 2,372 ผล/ไร่/ปี ผลผลิตเฉลี่ย 108 ผล/ต้น/ปี ผลมีขนาดกลาง น้ำหนักเฉลี่ย 1,509 กรัม/ผล น้ำหนักเนื้อมะพร้าวแห้งเฉลี่ย 250 กรัม/ผล หรือ 524 กิโลกรัม/ไร่/ปี เปอร์เซ็นต์น้ำมันต่อเนื้อมะพร้าวแห้ง 62% คิดเป็นผลผลิตน้ำมันเฉลี่ย 17 กิโลกรัม/ต้น/ปี

เกษตรกรตื่นตัวขานรับนโยบายผลิตปุ๋ยใช้เอง ลดการใช้ปุ๋ยเคมีสูตรสำเร็จท้องตลาด ด้านกรมส่งเสริมสหกรณ์ขันนอตโครงการอบรมส่งเสริมปุ๋ยผสมใช้เองฯรุ่นที่ 2 สถาบันเกษตรกรจำนวน 19 แห่ง ใน 30 จังหวัดรวม 6,439 คน มั่นใจช่วยลดต้นทุนการผลิตภาคเกษตรไม่ต่ำกว่า 20%

จากกรณี น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรในจังหวัดพัทลุงและจังหวัดสงขลาพร้อมมอบนโยบายให้สหกรณ์ส่งเสริมให้สมาชิกผสมปุ๋ยใช้เองเพื่อลดต้นทุนการผลิตเมื่อเร็วๆนี้นั้น

นายนพรัตน์ ศักดิ์พันธ์ สหกรณ์การเกษตร นาทวี จำกัด กล่าวว่า นโยบายดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ดี เกษตรกรมีความตื่นตัวในการหันมาใช้ปุ๋ยที่ผลิตเอง เนื่องจากช่วยตอบโจทย์ในเรื่องลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้ประมาณ 20% ซึ่งที่ผ่านมาสหกรณ์ฯได้ส่งเสริมและให้ความรู้กับสมาชิกในเรื่องการผลิตปุ๋ยใช้เองมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้จัดโครงการอบรมส่งเสริมปุ๋ยผสมใช้เองผ่านสหกรณ์การเกษตรเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร รุ่นที่ 2 ซึ่งได้รับความสนใจจากสมาชิกเป็นจำนวนมาก โดยสหกรณ์จะใช้รูปแบบปุ๋ยสั่งตัด คือ ผลิตโดยการคำนวณตามความต้องการใช้ของเกษตรกร ก่อนที่จะผลิตได้มีการคำนวนตามชุดดินและค่าวิเคราะห์ดิน รวมทั้งนำข้อมูลดิน พืช การจัดการดิน รวมทั้งผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์มาคำนวณโปรแกรมการปลูกพืช

“ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตร นาทวีฯมีสมาชิกทั้งหมด1,562 ราย มีเกษตรกรที่เป็นสมาชิกที่ต้องการใช้ปุ๋ยผลิตเองจำนวน 1,300 ราย ซึ่งที่ผ่านมาสมาชิกมีความต้องการใช้ปุ๋ยประมาณปีละ2,331 ตัน/ปีคิดเป็นมูลค่า 31 กว่าล้านบาท ปี 2562 นี้นับเป็นปีแรกที่สหกรณ์ฯหันมาส่งเสริมให้สมาชิกใช้ปุ๋ยผลิตเองทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีสำเร็จรูป เนื่องจากการผสมปุ๋ยใช้เองตามสูตรที่เหมาะสมกับสภาพดินของแต่ละพื้นที่ จะประหยัดกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีสำเร็จรูป ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถลดค่าใช้จ่ายในการใช้ปุ๋ยเคมีในแปลงเกษตรของสมาชิกสหกรณ์ ส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรลดลงประมาณ 20 % และมีรายได้เพิ่มมากขึ้น โดยเกษตรกรส่วนใหญ่จะนำไปใช้ในพื้นที่ทางการเกษตรหลักๆ อาทิ สวนยางพารา สวนผลไม้” “ นายนพรัตน์ กล่าว

ด้านนายธนศักดิ์ เกิดเอียด ผู้จัดการใหญ่สหกรณ์การเกษตรปากพะยูน จำกัด อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง กล่าวว่า ปัจจุบันสหกรณ์ฯมีสมาชิกทั้งหมด 5,920 คน ในปี 2561 ที่ผ่านมาสหกรณ์ฯได้จำหน่ายปุ๋ยเคมีสำเร็จรูปให้แก่สมาชิกจำนวน 2,331 ตัน คิดเป็นมูลค่า 31.64 ล้านบาท ส่วนปี 62 สหกรณ์ฯหันมาส่งเสริมให้สมาชิกใช้ปุ๋ยที่ผลิตเองเป็นปีแรก โดยล่าสุดได้จัดโครงการอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรจำนวน 250 ราย และคาดว่ามีสมาชิกที่มีความต้องการใช้ปุ๋ยผลิตเองจำนวน 590 ราย โดยสมาชิกส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมัน นาข้าว และพืชไร่ ซึ่งแต่ละปีจะมีผลผลิตทางการเกษตรออกสู่ตลาดจำนวนมาก การส่งเสริมให้สมาชิกหันมาใช้ปุ๋ยผลิตเองจะช่วยให้สมาชิกลดต้นทุนและมีรายได้เพิ่มขึ้น ที่สำคัญคือ เกษตรกรได้ใช้ปุ๋ยผสมที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของพืชที่เหมาะสมกับสภาพของดิน ในราคาที่เป็นธรรม ไม่ต้องผ่านคนกลางจึงช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์แบบยั่งยืนในอนาคต

​ สำหรับความเป็นมาของโครงการอบรมส่งเสริมปุ๋ยผสมใช้เองผ่านสหกรณ์การเกษตรเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร เป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้มาตรการเกษตรประชารัฐเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร โดยมีวัตถุประสงค์สนับสนุนให้สมาชิกสถาบันเกษตรกรและเกษตรกรทั่วไปในพื้นที่ได้ใช้ยาเคมีที่เหมาะสมตามค่าวิเคราะห์ดิน เนื่องจากมองว่าพืชแต่ละชนิดมีความต้องการธาตุอาหารจากดินเพื่อการเจริญเติบโตแตกต่างกัน ทำให้ปุ๋ยเคมีสูตรสำเร็จที่มีขายอยู่ในท้องตลาดทั่วไปไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการธาตุอาหารที่เหมาะสมของพืชในแต่ละสภาพดินได้ ทำให้เกษตรกรต้องรับภาระการลงทุนที่สูญเปล่า

สำหรับผลดำเนินงานที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดโครงการอบรมส่งเสริมปุ๋ยผสมใช้เองฯรุ่นแรก เพื่อให้ความรู้แก่สมาชิกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปแล้ว จำนวน 7,712 คนแบ่งเป็นสมาชิก 7,565 คน และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดและผู้เกี่ยวข้อง จำนวน 147 คน ทั้งนี้จากการสำรวจความต้องการใช้ปุ๋ยผลิตเองของเกษตรกรมีความตื่นตัวและมีแนวโน้มต้องการใช้มากขึ้น รวมทั้งต้องการขยายผลให้แก่สมาชิกอื่นๆนำไปสู่การเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายได้ต่อไปในอนาคต กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้อนุมัติโครงการอบรมส่งเสริปุ๋ยผสมใช้เองรุ่นที่ 2 ขึ้น โดยวางเป้าหมายอบรมให้ความรู้ 6,439 คน แบ่งเป็นสถาบัเกษตรกร จำนวน 19 แห่ง ใน 30 จังหวัด รวมสมาชิก 6,320 ราย ประกอบด้วย สหกรณ์การเกษตร 1 อำเภอ 1 สหกรณ์ สหกรณ์การเกษตรอื่นๆ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้าธ.ก.ส. และเจ้าหน้าที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดที่ดูแลสถาบันเกษตรกรในพื้นที่ จำนวน 119 คน

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เรืองชัย จูวัฒนสำราญ คณบดีคณะผลิตกรรมการเกษตร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และทีมวิจัยและพัฒนาพันธุ์เห็ดป่า ให้การต้อนรับ นายคมสันต์ สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ในโอกาสเข้าชมผลการดำเนินงาน โครงการ “เห็ดป่าคืนถิ่น สร้างป่า สร้างรายได้ สลายฝุ่น” ณ อาคารรัตนโกสินทร์ 200 ปี คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้

โครงการ “เห็ดป่าคืนถิ่น สร้างป่า สร้างรายได้ สลายฝุ่น” เป็นโครงการที่ ทีมงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์เห็ดป่า มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และคณะ ได้ทำการวิจัยและทดลองจนสามารถเพาะเห็ดเผาะ (เห็ดถอบ) ได้สำเร็จ ได้เห็ดเผาะคุณภาพ มีรสชาติดี มีขนาดเม็ดใหญ่กว่าเห็ดเผาะ (เห็ดถอบ) ในป่าธรรมชาติทั่วไป เตรียมพัฒนาต่อยอดส่งเสริมให้กับเกษตรกรและชุมชนต่อไป ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกร ลดการเผา ลดฝุ่นควัน ส่งเสริมการดูแลรักษาป่า และรักษาทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน

กลุ่มนักนิยมเลี้ยง “นกยูง” ต้องเคยได้ยินชื่อของ “ชมรมรักษ์นกยูง” ที่มีผู้เลี้ยงนกยูงและผู้สนใจ รวมตัวกันเป็นกลุ่มไว้สำหรับซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน บอกเล่าประสบการณ์ และเป็นฐานความรู้ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนกยูง โดยมี คุณสันติศักดิ์ ถนอมสิงห์ เป็นผู้ริเริ่มในช่วงแรก และคอยดูแล ประสาน ให้ความสัมพันธ์ของสมาชิกภายในชมรมดำเนินไปด้วยดี

แม้ว่าคุณสันติศักดิ์ จะเป็นผู้ริเริ่มในช่วงแรก แต่ก็ไม่ได้ตั้งตัวเป็นประธานหรือหัวหน้า เพราะเห็นว่า ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน จึงให้ชมรมรักษ์นกยูงบริหารจัดการและดูแลซึ่งกันและกันเอง มีเพียงแอดมินคอยดูแลตัดทอนเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้องกับนกยูงออก

เมื่อ 8-9 ปีก่อน คุณสันติศักดิ์ เป็นเกษตรกรเลี้ยงกุ้ง เมื่อมองเห็นช่องทางการเกษตรที่ทำเงินมากกว่า เช่น การเพาะนกยูง จึงเลิกเลี้ยงกุ้ง แล้วหันมาเพาะเลี้ยงนกยูงเต็มตัว

“เริ่มต้นก็อยากเลี้ยง ชอบสัตว์ปีก พอเลี้ยงแล้วมีลูก ก็ขายและทำตลาด ในยุคก่อนนกยูงราคาเริ่มต้นตัวละ 1,500 บาท คนซื้อก็น้อย เพราะตลาดยังไม่กว้าง จึงเริ่มรวมกลุ่มก่อตั้งชมรมรักษ์นกยูงขึ้น มีสมาชิกจำนวนมาก เริ่มมีคนรู้จักมากเพิ่มขึ้น มีทั้งคนที่ต้องการขายและต้องการซื้อ คนที่เลี้ยงอยู่แล้วก็มีการพัฒนาสายพันธุ์ เพิ่มมูลค่าให้กับนกยูง”

คุณสันติศักดิ์ เลี้ยงนกยูงไทย และนกยูงอินเดียเขาอธิบายว่า นกยูงไทย จัดอยู่ในกลุ่มของสัตว์ป่าคุ้มครอง การเลี้ยงจึงจำเป็นต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในพื้นที่ว่ามีนกยูงในครอบครอง ซึ่งต้องมีเอกสารอนุญาตเลี้ยง อนุญาตเพาะพันธุ์ และอนุญาตจำหน่าย ส่วนนกยูงอินเดีย มีหลายสี และไม่ต้องมีเอกสารอนุญาตใดๆ ทำให้มีผู้นิยมเลี้ยงนกยูงอินเดียแพร่หลายกว่านกยูงไทย

คุณสันติศักดิ์ เล่าว่า เดิมนกยูงอินเดียมีเพียงสีธรรมดาและสีขาว เมื่อนำมาพัฒนาให้เกิดสีแปลกจากเดิม เกิดเป็นสีด่าง จากสีด่างเริ่มด่างมากขึ้นกระทั่งเป็นนกยูงอินเดียสีขาว และสีแปลกที่ไม่พบในต่างประเทศคือ สีคามิโอ้ในเพศเมีย จึงถือว่าเป็นคนไทยคนแรกและคนเดียวที่สามารถเพาะนกยูงอินเดีย สีคามิโอ้เพศเมียได้

ราว 5 ปีก่อน ที่สามารถผลิตนกยูงอินเดียด่าง ราคานกยูงด่าง จะซื้อขายอยู่ที่ราคาตัวละ 3,500 บาท ในนกยูงอายุไม่เกิน 2 เดือน แต่ปัจจุบันเริ่มมีหลายฟาร์มผลิตได้ ทำให้ราคานกยูงลดลง แต่ก็ยังถือว่าเป็นสัตว์ปีกที่มีมูลค่าซื้อขายสูงอยู่

คุณสันติศักดิ์ ให้ความรู้ว่า นกยูงอินเดียและนกยูงไทย มีความแตกต่างกันในเรื่องของลักษณะตามสายพันธุ์ แต่เพราะนกยูงอินเดียไม่ต้องขออนุญาตใดๆ ทั้งยังมีหลายสี ทำให้ความนิยมในการเลี้ยงนกยูงอินเดียมากกว่านกยูงไทย โดยประเมินจากผู้เลี้ยงในชมรมรักษ์นกยูงที่มีประมาณ 5,000 คน มีการเลี้ยงนกยูงไทยเพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ขณะที่มีการเลี้ยงนกยูงอินเดียมากถึง 95 เปอร์เซ็นต์

วัยที่เหมาะสมสำหรับการผสมพันธุ์ในนกยูงอินเดียคือ อายุไม่ต่ำกว่า 2 ปี ในนกยูงไทยต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 3 ปี จึงจะสมบูรณ์มากพอสำหรับการผสมพันธุ์

ยืนยันว่านกยูงไม่ดุ เข้าไปให้อาหารภายในกรงได้
ในการผสมพันธุ์นกยูง คุณสันติศักดิ์ จะปล่อยให้นกยูงผสมเอง โดยปล่อยให้นกยูงเพศผู้อยู่กับนกยูงเพศเมีย สัดส่วน 1:2 เพื่อให้ได้ไข่ที่ดี หากนกยูงเพศเมียมากกว่า 2 ตัว นกยูงเพศผู้จะเลือกผสม โอกาสที่ได้ไข่สมบูรณ์จะลดลง

“นกยูงเลือกคู่ก็มี บางครั้งเพศผู้ไม่ยอมผสม เพราะชอบเพศเมียกรงอื่น หรือบางครั้งเพศเมียไม่ยอมให้ผสม เพราะไม่ชอบเพศผู้ ไม่ว่าจะกรณีใด ก็ต้องแยกนกยูงออกจากกันให้เร็วที่สุด เพราะหากปล่อยไว้ นกยูงจะตีกันจนเกิดความเสียหายได้”

ขนาดกรงที่เหมาะสมสำหรับนกยูง คุณสันติศักดิ์ แนะนำว่า ควรทำกรงขนาด 4×4 เมตร ความสูง 2.50-3 เมตร คอนนอนสูงจากพื้น 1.20 เมตร เพื่อป้องกันไม่ให้หางนกยูงเสียหาย เนื่องจากขนาดความยาวเฉลี่ยของหางคือ 1 เมตร ทั้งนี้ ขนาดกรงดังกล่าว เหมาะสำหรับนกยูงเพศผู้และเมีย รวม 3 ตัว

คุณสันติศักดิ์ แนะนำว่า ท่านใดที่ต้องการเลี้ยงนกยูง ควรมีพื้นที่เลี้ยงที่อยู่ห่างจากชุมชนสักหน่อย เนื่องจากนกยูงเป็นสัตว์ป่า ตามสัญชาตญาณเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์จะร้องหาคู่ทั้งเพศผู้และเพศเมีย แม้ว่าจะเลี้ยงรวมในกรงเดียวกัน นกยูงก็จะยังคงร้องหาคู่และมีเสียงร้องดัง อาจรบกวนเพื่อนบ้านใกล้เคียงได้

ลูกนกยูงอินเดีย สีคามิโอ้ อายุ 3-4 วัน
พื้นที่ตั้งของกรง ควรอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทได้ แต่ต้องไม่มีลมพัดแรง สภาพอากาศรอบกรงมีส่วนช่วยให้นกยูงผสมพันธุ์และไข่ได้ดี

อาหารของนกยูง ไม่ได้มีอาหารเฉพาะของนกยูง การเลี้ยงนกยูงทำโดยให้อาหารไก่ ชนิดของอาหารก็ขึ้นกับอายุของนกยูง เช่น อาหารไก่เล็ก ก็เหมาะสำหรับนกยูงเล็ก อาหารไก่โต ก็เหมาะสำหรับนกยูงโต นกยูงแต่ละตัวจะกินอาหารไม่มาก ประมาณ 1 กำมือ ต่อวัน ผู้เลี้ยงสามารถให้อาหารเวลาใดก็ได้ในตอนกลางวัน และควรให้ก่อน 17.00 น. เพราะหลังจากนั้น นกยูงจะเริ่มเข้านอน และไม่กินอาหาร

มูลของนกยูง มีลักษณะเหมือนมูลไก่ ขนาดใหญ่กว่า แต่ถ่ายไม่บ่อยเท่าไก่ แม้จะไม่มากเท่าไก่ แต่การทำความสะอาดพื้นกรงก็จำเป็น คุณสันติศักดิ์ บอกว่า ความสะอาดสำคัญที่สุดสำหรับการเลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นพื้นกรงที่ต้องใช้จุลินทรีย์ฉีดพื้น เพื่อให้เกิดการย่อยสลายและดับกลิ่น ภาชนะที่ใส่น้ำและอาหารต้องสะอาด เปลี่ยนถ่ายน้ำและอาหารทุกวัน

ฤดูผสมพันธุ์ของนกยูงอยู่ระหว่างเดือนตุลาคมถึงมีนาคมของทุกปี สังเกตได้จากหางนกยูง หากเต็มหางและรำแพนสวย จะอยู่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ เมื่อหมดฤดูผสมพันธุ์ในช่วงฤดูฝน นกยูงจะผลัดขนและสลัดหางทิ้ง

การผสมพันธุ์ในแต่ละปี จะสามารถผสมได้ 2-4 ครั้ง ขึ้นกับความสมบูรณ์ของนกยูง และการผสมแต่ละครั้งหากเพศผู้และเพศเมียสมบูรณ์เต็มที่ อัตราการมีเชื้อในไข่ก็จะสูงตามลำดับ

เมื่อนกยูงไข่ออกมา ทางฟาร์มจะเก็บไข่เข้าตู้ฟัก ระยะเวลา 28 วัน ไข่จะฟักเป็นตัว จากนั้นจะนำไปอนุบาลโดยการกกไฟเช่นเดียวกับการอนุบาลลูกไก่ โดยคุณสันติศักดิ์ ให้เหตุผลของการเก็บไข่เข้าตู้ฟัก ก็เพื่อให้นกยูงได้ไข่อย่างสม่ำเสมอ ไม่กังวลกับการดูแลไข่จนอาจไม่ให้ไข่

การดูเพศนกยูง หากจะให้ชัดเจนเรื่องเพศต้องรอให้นกยูงมีอายุ 6 เดือนขึ้นไป หากต่ำกว่านั้น ขึ้นอยู่กับผู้เลี้ยงว่ามีประสบการณ์ในการเลี้ยงและดูเพศนกยูงมากเพียงใด เพราะนกยูงยิ่งเล็ก ความชัดเจนในเพศยิ่งน้อย

อาการป่วยของนกยูง เหมือนสัตว์ปีกทั่วไป คุณสันติศักดิ์ จะจริงจังกับการดูแลนกยูงมาก โดยทุกวันจะต้องเดินดูทุกกรง สังเกตนกยูงทุกตัว หากพบว่าตาไม่สดใส ยืนนิ่ง ซึม เดินเซ ช้ากว่าฝูง หรือถ่ายเหลว เป็นมูก มูลมีสีขาวมาก ต้องแยกออกแล้วให้ยาตามอาการ

ขนของนกยูง เป็นขนที่มีความมันเงาตามธรรมชาติของตัวมันเอง ยิ่งนกยูงที่มีความสมบูรณ์มากเท่าใด ขนของนกยูงจะมีความสวยงามเป็นมันเงามากเท่านั้น

การอยู่แบบรวมฝูงของนกยูง
เมื่อถามถึงตลาดนกยูง คุณสันติศักดิ์ บอกว่า นกยูงเป็นสัตว์ปีกที่เหมาะสำหรับคนที่มีพื้นที่และมีใจรัก และคนไทยเก่ง เมื่อนำเข้ามาแล้วพัฒนาสายพันธุ์ให้เกิดสีที่แปลกตาขึ้น ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านสนใจติดต่อเข้ามาซื้อนกยูงอินเดียจากไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะสิงคโปร์ มาเลเซีย เมียนมา ลาว ที่ต่างเข้ามาซื้อนกยูงอินเดียจากประเทศไทยไปเลี้ยงและจำหน่ายต่อ ซึ่งคุณสันติศักดิ์ วิเคราะห์ว่า ด้วยสภาพภูมิอากาศของประเทศเหล่านั้นไม่เหมาะสมกับการเพาะขยายพันธุ์นกยูง จึงจำเป็นต้องซื้อจากประเทศไทย

นกยูงอินเดีย แบล็ควิง
ราคาของนกยูงอินเดีย ในสีทั่วไปที่สามารถผสมและเพาะพันธุ์ได้ จะเริ่มต้นที่ราคาคู่ละ 4,000 บาท ในนกยูงอินเดียอายุ 2 เดือน ยกเว้นสีคามิโอ้แบล็คโชว์เดอร์ ซึ่งเป็นสีที่คุณสันติศักดิ์ ใช้เวลานานประมาณ 2 ปี ในการพัฒนาจนได้สีคามิโอ้แบล็คโชว์เดอร์ในเพศเมีย อายุ 2 เดือน ราคาเริ่มต้นอยู่ที่คู่ละ 20,000 บาท