สองเกษตรกรคนเก่งแห่งไร่บ้านทุ่งแก่นตะวัน ตั้งอยู่ที่หมู่ 6

ตำบลทัพหลวง อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ร่วมกันให้ข้อมูลว่า แก่นตะวันเป็นพืชที่หลายประเทศปลูกกันมานานแล้ว แต่สำหรับในประเทศไทยแก่นตะวันยังเป็นพืชค่อนข้างใหม่ เริ่มเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยราวปี พ.ศ. 2539 ที่โครงการแม่ฟ้าหลวงจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตอนนั้นหลายคนยังไม่รู้ว่าวิถีวงจรการเจริญเติบโตของแก่นตะวันนั้นเป็นอย่างไร ชอบลักษณะอากาศแบบไหน นำเอามาให้คนคอยปลูกกันแต่ไม่สำเร็จล้มเลิกการปลูกกันไป

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2452 ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่น กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน จะทำเรื่องพลังงานทดแทน มีการศึกษาเรื่องพืชพลังงาน เช่น อ้อย มันสำปะหลัง สบู่ดำ และพืชอื่นๆ ในการนี้มีอาร์ติโช้ก (artichoke)หรือแก่นตะวันรวมอยู่ด้วย จากการศึกษาพบว่า “อาร์ติโช้ก” เป็นพืชที่ให้พลังงานมากที่สุด “อาร์ติโช้ก” 1 ต้น สามารถผลิตเอทานอลได้ถึง 100 ลิตร และเมื่อศึกษาเชิงลึกยังพบอีกว่า นอกจากจะผลิตเป็นพืชพลังงานได้แล้ว “อาร์ติโช้ก” ยังช่วยนำมาใช้ในการดูแลรักษาสุขภาพได้อีก “อาร์ติโช้ก” เป็นพืชสมุนไพรที่ดีต่อร่างกาย ดีกว่านำไปทำพลังงานทดแทนเพราะมีราคาต้นทุนที่สูงในที่สุดนักวิชาการจึงได้หันมาศึกษา “อาร์ติโช้ก” อย่างจริงจัง เมื่อศึกษาวิจัยเชิงลึกก็พบว่าบริเวณหัวของแก่นตะวันจะมีสารอินนูลินที่สามารถไปยับยั้งน้ำตาลในเลือดได้

คุณมาโนตร กล่าวอีกว่า ถ้าคนเป็นเบาหวานหากได้รับประทานแก่นตะวัน จะทำให้น้ำตาลในเลือดลดลง ส่วนความดันไม่ว่าจะเป็นความดันสูงหรือต่ำ ก็จะปรับให้อยู่ในระดับปกติ และยังสามารถรักษาเรื่องไขมันในร่างกายได้อีก แก่นตะวันจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้กับคนที่เป็นภูมิแพ้ มีผลวิจัยในเรื่องนี้ออกมาด้วย

ในช่วง 2 ปีแรก หลังผลการวิจัยออกมาแล้ว พบว่าเกษตรกรให้ความสนใจกันมากมีการนำแก่นตะวันไปปลูกทั้งที่สระบุรี ลพบุรี และเพชรบูรณ์ แต่เมื่อปลูกกันเยอะก็มีปัญหาเรื่องการตลาดตามมา คือไม่มีตลาดรองรับ ไม่มีตลาดรับซื้อที่แน่นอน ดังนั้นคนที่ปลูกแก่นตะวันจะต้องทำตลาดกันเอง ทำให้เกษตรกรค่อยๆ เลิกปลูกกันไป รัฐบาลก็ไม่ได้ให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง แม้ในเชิงพืชพลังงานก็ตาม แต่หากจะขายแก่นตะวันในช่วงนี้ โอกาสขายเป็นพืชสมุนไพรจะมีมากกว่า

คุณมาโนตร กล่าวต่อว่า แก่นตะวันสามารถปลูกต่อเนื่องกันได้ตลอด ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการที่ดีก็จะสามารถเก็บผลผลิตแก่นตะวันขายต่อเนื่องกันได้ดีกว่ามันสำปะหลัง และอ้อยที่ปีหนึ่งเก็บผลผลิตได้ครั้งเดียว หากเทียบในอัตราส่วนที่เท่ากัน

คุณประพันธ์ กล่าวถึงการปลูกและผลผลิตของแก่นตะวันว่า แก่นตะวันเป็นพืชที่มาจากเมืองหนาว ในต่างประเทศมีชื่อเรียกทั้ง อาร์ติโช้ก ซันรูท เอิร์ทแอ๊ปเปิล ฯลฯ แล้วแต่ว่าประเทศไหนจะเรียกกันอย่างไร สำหรับประเทศไทย รองศาสตราจารย์ สนั่น จอกรอย จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ท่านวิจัยแก่นตะวันเป็นรุ่นแรกๆ ท่านเห็นลักษณะของดอกแก่นตะวันคล้ายกับดอกบัวตองที่มีสีเหลือง ดอกเป็นกลีบแฉก สีเหลืองเหมือนทานตะวันมีหัวใต้ดินทนมากสามารถปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีท่านก็เลยเรียกชื่อว่า “แก่นตะวัน”

ลักษณะต้นเหมือนกับต้นเสือหมอบ ลำต้นสูงประมาณ 2 เมตร ลักษณะใบคล้ายใบต้นเสือหมอบ ลำต้นใหญ่คล้ายทานตะวัน แตกกิ่งก้านมาก ลำต้นทรงพุ่มกว้างประมาณ 1 เมตร ดอกสีเหลือง ไม่มีผลเมล็ดจากดอกไม่สามารถนำมาปลูกได้ ดอกมีกลิ่นหอมคล้ายช็อกโกแลต หัวแตกใต้ดินสามารถแตกหัวต้นหนึ่งได้ 5 ก.ก. แต่บางต้นก็ไม่ถึงขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้น ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 2 ก.ก. ต่อต้น “ผมได้พันธุ์มาจากมหาวิทยาลัยเกษตรก็นำมาปลูกที่นครปฐม”

คุณประพันธ์ กล่าวและว่า เนื่องจากแก่นตะวันเป็นพืชเมืองหนาวแต่สามารถปลูกได้ดีในดินและสภาพอากาศบ้านเราจุดหนึ่งที่จะต้องคำนึงถึง ก็คือเรื่องของหัวพันธุ์แก่นตะวันจะต้องแช่เย็นให้อยู่ในอุณหภูมิที่ต่ำก่อนลงดินปลูก คือรักษาอุณหภูมิให้อยู่ในตู้เย็นช่องธรรมดาไม่ต้องแช่แข็งไว้ก่อน

หากเกษตรกรจะปลูกในพื้นที่ 1 ไร่ ควรไถปรับสภาพดินก่อน ตีดินให้ร่วนซุย ดินที่เหมาะกับการปลูกแก่นตะวันก็คือดินร่วนปนทราย หลังตีดินดีแล้วจึงยกร่อง หน้าร่องประมาณ 1 ฟุต สูง 50 เซนติเมตร เล็กกว่าขนาดร่องอ้อย จากนั้นก็ต้องเตรียมระบบน้ำใช้ระบบสปริงเกลอร์ดีที่สุด พื้นที่ไหนไม่มีน้ำหรือน้ำหายากไม่แนะนำให้ปลูก ยกร่องแล้วรดน้ำให้ชุ่ม จากนั้นก็ตีหลุมปลูกกว้างพอสมควรระยะห่างต่อหลุมประมาณ 50 เซนติเมตร ให้ใส่ปุ๋ยคอกลงไปในหลุมปลูก แล้วจึงนำหัวพันธุ์ลงปลูก วิธีการคัดเอาหัวพันธุ์ลงปลูกก็คือ เอาหัวที่คัดไว้แล้วใส่ตู้เย็น ดูจนออกตาปริ่มๆ เห็นเป็นสีม่วงจึงเอาลงปลูก 1 ไร่ ใช้หัวพันธุ์ประมาณ 30 กิโลกรัม

นำหัวพันธุ์ลงหลุมปลูกกลบดินบางๆ แล้วรดน้ำตาม หรือจะใช้วิธีเพาะหัวพันธุ์ในถุงชำก่อน แล้วจึงนำกล้าพันธุ์ลงปลูกก็ได้ วิธีนี้จะได้ต้นแก่นตะวันแน่นอน ไม่ต้องมาคอยปลูกซ่อมในแปลงหากหัวแก่นตะวันไม่งอกหรืองอกไม่ดี

คุณประพันธ์ บอกว่า รดน้ำเช้าเย็นพอชุ่ม จนกระทั่งต้นโตประมาณ 1 ฟุต ระยะนี้จะมีหนอนกระทู้ หนอนหนังเหนียวมาเยี่ยมเยือนบ้าง อย่าใช้ยาฉีดให้ใช้ตามเก็บเอา ใช้ยาฉีดไม่ได้เพราะจะมีสารไม่พึงประสงค์ตกค้างลงไปที่หัวได้

“หมั่นรดน้ำคอยดูแลใกล้ชิด เห็นหนอนก็ใช้มือเก็บออก แมลงไม่ค่อยมารบกวนเท่าใด เพราะใบและต้นแก่นตะวันมีขนบางๆ แมลงไม่ชอบ”

คุณประพันธ์ กล่าว่า ควรหมั่นรดน้ำสม่ำเสมอเมื่อต้นแตกพุ่มประมาณ 2 เดือน เริ่มออกดอก แก่นตะวันขึ้นง่าย โตง่าย ไม่ตายง่ายๆ ดอกจะบานอยู่ 2 อาทิตย์ ก็เริ่มโรยแล้วต้นก็ค่อยๆ แห้ง ได้เวลาประมาณ 3 เดือนครึ่ง ดูจนต้นโทรมจึงจะเก็บหัวที่ใต้ดินได้ ขุดเอาหัวขึ้นมานำไปใส่ไว้ในตู้เย็นช่องปกติห้ามแช่แข็ง ถ้าเกษตรกรปลูกในพื้นที่มากๆ จะต้องทำห้องเย็นไว้รองรับก่อน พอเก็บเอาหัวขึ้นมาก็ต้องเข้าห้องเย็นรักษาอุณหภูมิกันเลย หากทิ้งไว้ 4-5 วัน หัวจะแห้งคุณภาพจะลดลง เวลาจะใช้จึงจะเอาออกมาจากห้องเย็น เมื่อถึงมือผู้บริโภคซื้อไปก็ต้องเอาไปใส่ไว้ในตู้เย็นเช่นกัน มิเช่นนั้นหัวจะแห้ง

หัวที่ขุดขึ้นมาสามารถนำมาเป็นพันธุ์ปลูกได้ เมื่อขุดหัวหมดแล้วก็ให้ไถทำร่องปลูกกันใหม่ แก่นตะวันไม่ชอบน้ำแฉะมาก ฝนมากไม่ดี แล้งจัดไม่ดี ฉะนั้น ควรเลือกเวลาปลูกที่เหมาะสมไม่ร้อนจัดและฝนตกชุกเกินไป ถ้าลงปลูกปลายฝนต้นหนาวหรือกลางหนาวจะดีมาก ภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยทำให้แก่นตะวันเจริญเติบโตได้ดี

คุณประพันธ์ กล่าวอีกว่า หัวแก่นตะวันสดพอขุดขึ้นมาก็นำมาล้างให้สะอาด หากจะทานสดก็ขูดบางๆ เอาเปลือกนอกออกบ้าง จะฝานบางๆ ก่อนหรือกัดทานได้เลย หัวสดรสชาติออกมัน กรอบ ไม่มีกลิ่นแปลกๆ มากวนใจ ทานง่าย ทานเป็นผักแกล้มน้ำพริกกะปิ, น้ำพริกต่างๆ, เต้าเจียวหลน หรือปลาร้าหลนได้ทั้งนั้น นำไปทำขนม ทำอาหาร ต้มใส่หัวไชเท้ากระดูกหมูอร่อยมาก เอาไปนึ่งพอสุกเนื้อจะนิ่มซุยนำไปทำขนมบวชชีได้ สรรพคุณแก่นตะวันมีมาก

ทั้งคุณมาโนตร และคุณประพันธ์ บอกว่า ต้องมาเรียนรู้กัน สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น และสิบตาเห็นก็ไม่เท่ากับมาลองชิมดู พร้อมทั้งศึกษาสรรพคุณของแก่นตะวันแล้วท่านจะรู้ว่าดีอย่างไร

สนใจแวะมาได้ที่ไร่บ้านทุ่งแก่นตะวัน อยู่ทางเข้าวัดทุ่งรี จากแยกถนนมาลัยแมนมาตามเส้นทางนครปฐม-กำแพงแสน กม.ที่ 9 จะเจอวัดทุ่งรีอยู่ขวามือ ให้กลับรถแล้วเข้าทางวัดทุ่งรี ตรงตลอดไม่ต้องเลี้ยวซ้ายจะเจอไร่บ้านทุ่งแก่นตะวัน หาไม่ยาก หรือจะพูดคุยกันก่อนก็ได้ที่ 086-767-2389, 081-318-1119 ทุกวันไม่มีหยุดราชการ เชิญครับ

ผศ. ยงยุทธ หนูเนียม รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และผู้นำชุมชน ร่วมกิจกรรมการลงนามการจัดทำบันทึกข้อตกลงเบื้องต้น ความร่วมมือด้านการบริการทางวิชาการแก่สังคม ระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย กับชุมชนเป้าหมายที่หน่วยงานรับผิดชอบ ภายใต้นโยบาย “1 คณะ 1 ชุมชนเข้มแข็ง” เพื่อเป็นการพัฒนา ส่งเสริมการบริการวิชาการแก่ชุมชน และท้องถิ่น โดยอาศัยองค์ความรู้ต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเกิดการบูรณาการทรัพยากร การจัดการหน่วยงานเครือข่าย และมุ่งเน้น “นวัตกรรมเพื่อสังคม” นอกจากนั้น ได้รับเกียรติจาก 12 คณะ และ 3 วิทยาลัย ร่วมการลงนามในบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นความร่วมมือด้านการบริการทางวิชาการแก่สังคม กับ 15 ชุมชน ณ ห้องประชุม ศรีวิศว ชั้น 3 อาคารศรีวิศววิทยา คณะวิศวกรรมศาสตร์ เมื่อเร็วๆ นี้

มีเสียงบ่นจากผู้ทำอาชีพขายขนมไทยและขนมหวานแบบดั้งเดิมว่า มีขั้นตอนกรรมวิธีมากมายกว่าจะทำเสร็จ ต้องใช้คนทำมากมาย ที่สำคัญคนทำเหล่านั้นต้องมีทักษะและความชำนาญมากพอถึงจะปล่อยได้ รวมไปถึงต้นทุนวัตถุดิบหลายชนิดต่างมีราคาพุ่งแบบไม่เกรงใจคนทำอาชีพนี้เลย

ดังนั้น ด้วยเหตุผลเช่นนี้ อาจจึงไม่ค่อยปรากฏร้านขายขนมเช่นว่าดาษดื่นดั่งเช่นในอดีต แต่หากที่พอมีขายอยู่ดูเหมือนรสชาติการปรุงส่วนผสมบางแห่งยังไม่เข้มข้นโดนใจเสียเลย… ผู้อาวุโสท่านหนึ่งแนะนำร้านขายขนมไทยและขนมหวานเจ้าหนึ่งในตลาดบางเขน ผู้แนะนำท่านเดิมระบุว่า ร้านนี้ทำขนมที่ได้รสชาติชนิดถึงเครื่องเพราะกลัวเสียชื่อ!!

ร้านนี้มีชื่อว่า “ขนมหวาน อ่างทอง” เพราะทั้งครอบครัวอพยพมาจากอำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว ขนมถ้วย ขนมกล้วย และขนมตาล

คุณดารา จันทร ผู้ที่มีบทบาทในฐานะคนทำขนมมือหนึ่งของร้านนี้ บอกว่าความลำบากยากเข็ญในการทำนาจนแทบไม่มีกำไรคือเหตุผลที่ถูกผลักดันเข้ามาหาอาชีพอื่นทำในกรุงเทพฯ เธอบอกว่าตอนนั้นอายุเพียง 18 ปี แล้วมาเช่าบ้านเลขที่ 2008/89 ซอยเสนานิคม 1 พหลโยธิน ลาดยาว จตุจักร กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหลังเดียวกับที่อยู่ในปัจจุบัน แล้วบอกต่อไปอีกว่าอาชีพที่เริ่มต้นทำคือ ขนมไทย เพราะแม่พอมีวิชาความรู้ด้านนี้อยู่

“อาชีพทำขนมขายครั้งแรกคือ ขนมถ้วย ขนมกล้วย และขนมตาลก่อน เพราะขนมพวกนี้ไม่ยุ่งยากมาก หลังจากขายไประยะหนึ่งมีลูกค้ามาอุดหนุนมากมาย เลยคิดว่าน่าจะทำขนมอย่างอื่นเพิ่มอีก จึงได้ขวนขวายหาความรู้จากตำราเอกสารการทำขนมอีกหลายชนิด แล้วนำมาควบรวมกับความรู้การทำขนมของแม่ที่เคยทำ ส่วนขนมที่เพิ่มมาที่หลัง อาทิ ขนมฟักทอง ขนมมัน และอื่นๆ ที่ทยอยเพิ่มตามมารวมไปถึงข้าวต้มมัด กล้วยบวชชี”

คุณดารา บอกว่า ข้าวต้มมัด เพิ่งมาทำได้เมื่อราว 10 กว่าปี โดยใช้กล้วยน้ำว้าสวน สั่งซื้อมาจากหลายแห่ง เช่นอ่างทอง ราชบุรี แปดริ้ว เพราะต้องนำมาใช้ทำขนมหลายอย่าง ซึ่งกล้วยจะสั่งครั้งละ 15-20 หวี ทุกวันเว้นวัน จะต้องคัดกล้วยให้มีขนาดเท่ากัน และไม่สุกหรือดิบเกินไป ราคาซื้อกล้วย 25-30 บาท ต่อหวี

ส่วนขนมที่ใช้กล้วยน้ำว้าอย่างอื่นและทำเป็นบางครั้ง ได้แก่ กล้วยต้ม กล้วยบวชชี ข้าวต้มจิ้ม เพราะต้องดูจำนวนและสภาพกล้วยก่อนว่ามีพอหรือเหมาะสมที่จะทำหรือไม่

เจ้าของร้านขายขนมบอกว่า ข้าวต้มมัด ใช้กล้วยวันละ 5 หวี ส่วนขนมกล้วย ใช้วันละ 5 หวี เท่ากันสำหรับใบตองสั่งมาจากอ่างทอง ครั้งละ 20 กิโลกรัม สั่งวันเว้นวัน ใช้ 2 วันหมด

ใช้ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเพราะคุณภาพดีคุณดารา ให้รายละเอียดต่ออีกว่าในแต่ละครั้งที่ทำข้าวต้มมัดจะใช้ข้าวเหนียวปริมาณ 3 กิโลกรัม สามารถทำข้าวต้มมัดได้ จำนวน 70-80 มัด “ใช้ข้าวเหนียวเขี้ยวงูอย่างดี ซื้อมากระสอบละ 2,200 บาท (4 กค. 56) จากเมื่อก่อนราคากระสอบละ 900 บาท เคยทดลองใช้ข้าวเหนียวที่มีคุณภาพรองลงมาเหมือนกันเพื่อจะได้ลดต้นทุน แต่จะเละ ข้าวเมล็ดไม่สวย และไม่ดีเท่ากับข้าวเหนียวเขี้ยวงู และคงต้องใช้ต่อไป ถึงแม้กำไรจะลดลง เพราะเป็นของดี ต้องการรักษาคุณภาพ แต่ทั้งข้าวเหนียวและวัตถุดิบหลายอย่างซื้อมาครั้งเดียวสามารถใช้ทำขนมได้หลายชนิด”

น้ำกะทิ ที่ใช้ผัดมีส่วนผสม ได้แก่ ใช้หัวกะทิ 3 กิโลกรัม น้ำตาลทราย 1.2 กิโลกรัม เกลือ 3 ช้อน ใช้เวลานึ่ง 2 ชั่วโมง ทุกวันจะห่อข้าวต้มเตรียมไว้ในช่วงบ่าย แล้วจะนำไปนึ่งในตอน 6 โมงเช้าของวันรุ่งขึ้น เพราะต้องทำขนมหลายอย่างพร้อมกัน ส่วนราคาขายข้าวต้มมัด มัดละ 12 บาท หากรับไปขายจะส่งในราคา 10 บาท ต่อมัด

ขนมถ้วย ทำวันละ 1 ถังสแตนเลส ขนมกล้วย ใช้กล้วยประมาณ 5 หวี ทำออกมา 2 แบบ คือใช้ใบตองห่อ และทำเป็นถ้วย เธอเผยว่าแบบที่ใช้ใบตองห่อ จะมีลักษณะแตกต่างจากที่เคยเห็นที่อื่น เพราะจะห่อทรงยาวคล้ายขนมจาก การห่อด้วยใบตองจะหอมและไม่แห้ง ราคาขายชิ้นละ 5 บาท ส่วนแบบถ้วยทำออกมาเพราะจะสะดวกกับคนทานไม่ต้องแกะใบตองให้เปื้อนมือ ราคาขายบรรจุถุง ถุงละ 20 บาท วิธีทำขนมกล้วย คุณดารา อธิบายคร่าวๆ ว่า ใช้กล้วยจำนวน 5 หวี แป้งข้าวเจ้า 1 กิโลกรัม แป้งเท้าครึ่งกิโลกรัม แป้งมัน 1 กิโลกรัม น้ำตาลทราย 2 กิโลกรัม หัวกะทิ และเกลือ 3 ช้อน จากนั้นนำมากวนด้วยกันให้เหนียวแล้วนำไปใส่ที่ใบตองและถ้วยโดยมีมะพร้าวอ่อนใส่ลงไปด้วยเพื่อความอร่อย

เป็นที่น่าเสียดายเพราะในวันที่ไปพบคุณดาราทางร้านไม่ได้ทำกล้วยบวชชี ซึ่งเธอให้เหตุผลว่ากล้วยไม่พอ แต่เพื่อไม่ให้คนอ่านผิดหวังเธอได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการทำกล้วยบวชชีแบบที่ร้านทำอยู่ว่า จะต้องนำกล้วยน้ำว้า จำนวน 4-5 หวี ที่กำลังพอดีคือไม่นิ่มและไม่แข็งเกินไปมาต้ม โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อให้กล้วยหายฝาด ทั้งนี้เป็นการต้มไปพร้อมกับการนึ่งขนมกล้วยในซึ้งเดียวกัน ถือเป็นการลดค่าใช้จ่ายรวมถึงประหยัดพลังงาน

“พอกล้วยสุก ให้นำมาหั่นแล้วใส่ในน้ำกะทิที่ผสมเตรียมไว้ ซึ่งมีส่วนผสมน้ำกะทิ ได้แก่ หัวกะทิล้วน 2 กิโลกรัม ส่วนน้ำตาลทรายและเกลือจะใส่ตามความชอบ แต่ที่สำคัญกล้วยบวชชีต้องให้มีความมันของกะทิเป็นหลัก เมื่อต้มเดือดเป็นอันเสร็จ”

จุดเด่น ต้องมันกะทิเป็นหลัก จุดเด่นของขนมที่ร้านขนมหวานอ่างทองโดยเฉพาะขนมที่ใช้กะทิเป็นส่วนผสมหลักนั้น จะเน้นความมันเป็นหลัก เธอมีความเห็นว่าเสน่ห์ของขนมไทยเราแบบโบราณจะต้องให้ความสำคัญกับความมันของกะทิเป็นตัวนำ มิเช่นนั้นแล้วรสชาติจะไม่อร่อย เสียชื่อคนทำ

ปัจจุบัน กิจการขายขนมของร้านขนมอ่างทองทำกันในระบบครอบครัว โดยมีคุณดาราทำหน้าที่ผู้ผลิต และมีน้องสาวทำหน้าที่ฝ่ายขาย ส่วนพ่อ-แม่ จะคอยช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ นอกจากนั้น จะมีผู้ช่วยทั้งหมด 4 คนอยู่กันมานานนับสิบปี เป็นแรงงานที่ต้องจ่ายค่าแรง วันละ 300 บาท

“อาชีพนี้เหนื่อยมาก คนที่คิดจะทำต้องใจรักก่อน เพราะมีความจุกจิก จะพักผ่อนได้น้อยและไม่เป็นเวลา ใช้คนทำหลายคน ทุกวันนี้ทำแทบไม่ทัน และต้องการทำขายจำนวนเท่าที่ทำได้อย่างทุกวันนี้ จะไม่คิดรับงานนอกแต่อย่างใดเลย” เจ้าของร้านขายขนมไทยกล่าวปิดท้าย ใครที่กำลังมองหาขนมไทยหลายอย่างแบบรสชาติเข้มข้น ลองแวะชิมขนมหวานร้านอ่างทอง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณตลาดบางเขน ปากซอยเสนานิคม 1 มีขนมหวานหลายชนิด ให้เลือกรับประทาน รับประทานได้อย่างถูกใจ แถมรสชาติอร่อยแบบไทยๆ อีกด้วย

“เงาะพันธุ์โรงเรียน” ถือเป็น “สินค้าเด่น-ดัง ” ที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของจังหวัดสุราษฎร์ธานี เงาะพันธุ์โรงเรียนได้ถือกำเนิดที่อำเภอบ้านนาสาร ตั้งแต่เมื่อ 88 ปีที่แล้ว โดยนายเค หว่อง ชาวจีนสัญชาติมาเลเซีย ได้นำเมล็ดพันธุ์เงาะจากปีนัง มาปลูก ต่อมาที่ดินดังกล่าวได้ถูกกระทรวงธรรมการในขณะนั้น (กระทรวงศึกษาธิการ) ซื้อไว้และนำมาปรับปรุงเป็นโรงเรียนนาสาร ทำให้ต้นเงาะที่ นายเค วอง ปลูกไว้ได้ชื่อว่า “เงาะพันธุ์โรงเรียน” ตามไปด้วย

กล่าวได้ว่า เงาะพันธุ์โรงเรียน เป็นเงาะพันธุ์ดีที่สุดในประเทศไทย และเป็นเงาะพันธุ์ดีที่สุดในโลก ลักษณะผลเมื่อแก่จัด เปลือกเป็นสีแดงสวย แต่ที่ปลายขนยังมีสีเขียว ผลสุกมีรสชาติหวาน หอม เนื้อกรอบล่อนจากเมล็ดและเปลือกบาง ปัจจุบันเกษตรกรทั่วประเทศนิยมปลูกเงาะพันธุ์โรงเรียนอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

โดยทั่วไปเงาะพันธุ์โรงเรียนจะมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดประมาณช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานีมักจัดงานเทศกาลเงาะโรงเรียนนาสารเป็นประจำทุกปีในช่วงฤดูเงาะ บริเวณริมคลองฉวาง ตำบลนาสาร อำเภอบ้านนาสาร

ถึงแม้ผู้เขียนเดินทางมาถึงสุราษฎร์ธานีไม่ตรงกับจังหวะการจัดงานเทศกาลเงาะโรงเรียน แต่มีโอกาสเยี่ยมชมสวนเงาะพันธุ์โรงเรียนที่บ้านนาสารเป็นครั้งแรก การเดินทางจากจังหวัด สุราษฎร์ธานีลงไปทางทิศใต้ ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 4009 (นาสาร – สุราษฎร์) มีเส้นทางคมนาคมที่สะดวกสบาย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถึงจุดหมายปลายทาง

คุณสมาน แซ่ชั้น และภรรยา เจ้าของสวนเงาะพันธุ์โรงเรียน ให้การต้อนรับผู้เขียน และ คุณทวีป อรรถพรพงษ์ เกษตรอำเภอบ้านนาสาร พร้อมทีมงานอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง สวนแห่งนี้ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 57 หมู่ที่ 6 ตำบลเพิ่มพูนทรัพย์ อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี

คุณสมาน เป็นคนไทยเชื้อสายจีน เตี่ยนั่งเรือมาจากเมืองจีน เริ่มต้นบุกเบิกทำสวนยางที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่เมื่อ 60-70 ปีก่อน เมื่อคุณสมานเติบใหญ่ก็ยึดอาชีพทำสวน ปลูกยางพารา และเงาะมาตลอด สำหรับสวนแห่งนี้มีเนื้อที่ 14 ไร่ ปลูกเงาะโรงเรียนอายุ 11 ปี ปลูกแซมด้วยต้นลองกองอยู่ในแปลงเดียวกัน

คุณสมาน หาซื้อกิ่งพันธุ์เงาะโรงเรียนจากตลาดในท้องถิ่น ในราคาต้นละ 13 บาท ขุดหลุมลึก 50 เซนติเมตร และใช้ปุ๋ยร็อกฟอสเฟต สูตร 0-3-0 ต้นละครึ่งกิโลกรัม ผสมกับปุ๋ยหมัก ใส่รองก้นหลุมก่อนปลูก ในระยะ 8×10 เมตร เนื่องจากปลูกในระยะประชิด เมื่อต้นเงาะอายุ 10 ปี จึงต้องตัดสางออกบางส่วน เพื่อให้ต้นเงาะที่เหลือเจริญเติบโตได้ในอนาคต เมื่อขยายพื้นที่ปลูกเงาะในระยะหลัง คุณสมานหันมาปลูกต้นเงาะในระยะ 10×10 เมตร แทน เพื่อให้สะดวกต่อการดูแลและการจัดการผลผลิตในอนาคต

ระยะก่อนให้ผลผลิต ควรใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ในอัตรา 2 ช้อนโต๊ะ ต่อต้น ทุกๆ 2 เดือน เมื่อต้นใหญ่ขึ้นก็เพิ่มสัดส่วนปุ๋ยมากขึ้นตามอายุต้น ที่นี่ให้น้ำต้นเงาะในระบบสปิงเกลอร์ ระยะเริ่มปลูก จะให้น้ำอย่างสม่ำเสมอจนกว่าเงาะจะตั้งตัวได้ โดยเปิดให้น้ำ วันละ 30 นาที

โดยทั่วไป ต้นเงาะในระยะให้ผลผลิตแล้ว เมื่อใกล้ออกดอก ควรให้น้ำในปริมาณที่น้อยมาก เพื่อป้องกันการแตกใบอ่อน ถ้ามีใบอ่อนแซมช่อดอกมาก ควรงดให้น้ำสักระยะ จนกว่าใบอ่อนที่แซมมาจะร่วงหมด จึงเริ่มให้น้ำใหม่ เพื่อให้ตาดอกเจริญต่อไป ต้องให้น้ำ 1 ใน 3 ของการให้น้ำปกติ และเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ ดอกเริ่มบานและติดผล ช่วงการเจริญเติบโตของผล ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เพราะถ้าได้รับน้ำไม่เพียงพอผลจะเล็ก ลีบ และมีเปลือกหนา ช่วงใกล้เก็บเกี่ยว ถ้าฝนทิ้งช่วง ต้องดูแลให้น้ำสม่ำเสมอ เพราะถ้าเงาะขาดน้ำ แล้วเกิดมีฝนตกลงมา จะทำให้ผลแตกเสียหาย

นอกจากนี้ ต้องคอยตัดแต่งและควบคุมทรงพุ่ม โดยตัดแต่งกิ่งก่อนการใส่ปุ๋ย ตัดกิ่งต่ำที่ระดิน กิ่งเป็นโรค กิ่งแห้งตาย กิ่งใบทรงพุ่มที่ไม่ได้รับแสงแดด หลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว ให้ตัดแต่งกิ่งโดยเร็ว ตัดก้านผลที่เหลือค้างออกให้หมด โดยตัดลึกเข้าไปอีกประมาณ 1 คืบ เพื่อให้มีการแตกยอดใหม่ที่ดี

สวนเงาะพันธุ์โรงเรียนในพื้นที่แห่งนี้ มีปัญหาศัตรูพืชประจำถิ่นบ้าง เช่น หนอนกินดอกเงาะ หนอนเจาะขั้วเงาะ แต่มีปริมาณน้อย จึงไม่เป็นอุปสรรคต่อการดูแลจัดการของเกษตรกร ส่วนโรคพืชที่พบ ได้แก่ โรคราแป้ง เข้าทำลายได้ทั้งช่อดอกและผล มักพบการแพร่ระบาดของเชื้อเกิดขึ้นในสภาพอากาศที่เย็นมีความชื้นเพียงพอ เกษตรกรมักจะป้องกันกำจัดได้โดยการฉีดพ่นสารกำจัดเชื้อราในระยะแทงช่อดอก ประมาณ 3-4 ครั้ง โดยใช้สารชนิดดูดซึม เช่น ไตรอะไดมีฟอน หรือกำมะถันผง แต่การฉีดพ่นด้วยกำมะถันผงอัตราที่สูงในสภาพที่มีอากาศร้อน อาจทำให้ผิวผลไหม้ได้และผลสุกจะมีสีไม่สม่ำเสมอ

ต้นเงาะพันธุ์โรงเรียนเริ่มให้ผลผลิตได้ตั้งแต่ปีที่ 4 เงาะที่มีผลแก่พร้อมเก็บเกี่ยวได้ใช้เวลาประมาณ 130-160 วัน หลังจากดอกบานหมด เงาะโรงเรียนอายุประมาณ 10 ปี ให้ผลผลิตประมาณ 2,000 กิโลกรัม/ไร่ เปลือกผลเมื่ออ่อนมีสีเหลืองอมชมพูและเมื่อแก่จัดจะเป็นสีแดงเข้ม ที่โคนขนเป็นสีแดงเข้มแต่ที่ปลายขนยังเป็นสีเขียวอ่อน คุณสมานจะเก็บเกี่ยวเงาะโดยใช้กรรไกรตัดกิ่งเงาะที่ต้องการ และรวบรวมผลผลิตใส่ตะกร้าพลาสติกเพื่อรอขายให้แก่แม่ค้าในท้องถิ่นต่อไป

คุณสมาน บอกว่า หากดูแลต้นเงาะพันธุ์โรงเรียนอย่างดี จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ถึงปีที่ 25 ดูแลไม่ดี ผลผลิตน้อย ก็ต้องรื้อแปลงปลูกใหม่ สำหรับปีที่ผ่านมา เก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายได้ประมาณ 30,000 กิโลกรัม สำหรับปีนี้เจอภาวะอากาศปรวนแปร มีฝนตกเยอะ ทำให้มีผลผลิตออกน้อยกว่าปีที่ผ่านมา คาดว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เพียง 20,000 กิโลกรัม

แต่ละปี คุณสมานจะว่าจ้างแรงงานชาวอีสานที่เดินทางมารับจ้างเก็บผลผลิตในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม โดยจ่ายค่าจ้างตามน้ำหนักของผลผลิตที่เก็บได้ ในอัตรากิโลกรัมละ 2 บาท ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว สวนแห่งนี้ต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 15 วัน จึงเก็บเงาะได้หมดทั้งสวน

สวนแห่งนี้นอกจากปลูกเงาะพันธุ์โรงเรียนเป็นหลักแล้ว ยังปลูกเงาะพันธุ์สีทองแซมในสวนจำนวนหนึ่งด้วย ปีที่ผ่านมา คุณสมานสามารถขายเงาะพันธุ์สีทองได้ในราคากิโลกรัมละ 30 บาท แต่ปีนี้ฤดูเงาะนาสารมีผลผลิตออกชนกับเงาะจันทบุรีทำให้ขายสินค้าได้ในราคาที่ลดลง เหลือแค่กิโลกรัมละ 24 บาท เท่านั้น

แม้ว่าคุณสมานจะมีเนื้อที่ปลูกเงาะแค่ 14 ไร่ แต่สามารถสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้เป็นกอบเป็นกำทีเดียว เพราะปีที่ผ่านมา มีรายได้จากการขายเงาะมากกว่า 500,000 บาท ต่อปี ทำให้เงาะพันธุ์โรงเรียน กลายเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่เกษตรกรในท้องถิ่นแห่งนี้นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลาย

สาเหตุที่เกษตรกรหันมาสนใจปลูกเงาะพันธุ์สีทองกันเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเงาะพันธุ์สีทอง เป็นเงาะพันธุ์เบา ให้ผลผลิตเร็วกว่าพันธุ์อื่นๆ ลำต้นมีการเจริญเติบโตดีที่สุด ปลูกดูแลง่าย เงาะพันธุ์สีทอง แตกพุ่มดีมาก ลำต้นเกลี้ยง ใบค่อนข้างยาวและใหญ่ ผลขนาดใหญ่มาก ขนยาว แข็ง สีสวยโดยสีของขนและเปลือกเมื่อสุกเป็นสีแดงเข้ม ปลายขนมีสีเขียวตองอ่อน เปลือกแตกยาก เพราะเยื่อเหนียวมาก