สับปะรดดั้งเดิมของเชียงราย ยังอนุรักษ์พันธุ์ไว้ แปรรูปจำหน่าย

เดี๋ยวนี้ สับปะรดที่ขึ้นชื่อของจังหวัดเชียงราย กลายเป็นสับปะรดภูแลไปเสียแล้ว ไม่ว่าจะไปในฤดูไหน ก็หาซื้อสับปะรดภูแลรับประทานได้ง่าย มีวางขายให้เห็นตลอดสองข้างทางในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย หรือแม้แต่ตลาดในพื้นที่อื่น ก็ยังหาซื้อได้ง่ายและพบได้ง่ายกว่าสับปะรดนางแล ซึ่งเป็นสับปะรดพันธุ์ดั้งเดิมของตำบลนางแล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย แท้ๆ

ที่ตำบลนางแล ถิ่นกำเนิดเดิมของสับปะรดนางแล ถูกเปลี่ยนพื้นที่ปลูกไปปลูกสับปะรดภูแลกันเกือบหมด เหลือเกษตรกรไม่กี่รายที่ยังคงปลูกสับปะรดนางแลไว้ คุณดวงดาว แสนโกษา เกษตรกรปลูกสับปะรดนางแล บ้านแม่ปูคา ตำบลนางแล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เป็นหนึ่งในเกษตรกรอีกหลายราย ที่ยังคงปลูกสับปะรดพันธุ์นางแลไว้ เพื่อเก็บรักษาสายพันธุ์ แม้ว่าสับปะรดพันธุ์นางแลไม่ได้รับความนิยมแล้วก็ตาม

คุณดวงดาว เล่าว่า ก่อนหน้าที่สับปะรดภูแลจะเข้ามายึดพื้นที่ปลูกและตลาดค้าสับปะรดของจังหวัดเชียงรายไปเกือบหมด สับปะรดนางแล เป็นที่เลื่องชื่อของจังหวัดเชียงรายมาก หากจะรับประทานสับปะรดนางแล ต้องมาที่จังหวัดเชียงรายเท่านั้น แต่ปัจจุบัน แม้จะมาถึงจังหวัดเชียงราย ก็ใช่ว่าจะได้รับประทานสับปะรดนางแล เพราะหากมาไม่ตรงฤดูการผลิต ก็ไม่มีให้รับประทาน และอาจได้สับปะรดนางแลที่ไม่สุกพอดี รสชาติไม่ได้ตามสายพันธุ์ที่เหมาะสม

ในยุคที่สับปะรดนางแลยังเป็นพืชที่เกษตรกรตำบลนางแลปลูกจำนวนมาก เอกลักษณ์เฉพาะตัวของสับปะรดนางแล คือ สีน้ำผึ้ง หวานฉ่ำ กลิ่นหอมเหมือนน้ำผึ้ง ถูกนำเข้ามาปลูกจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อประมาณ ปีพ.ศ. 2480 ความหวานฉ่ำ สีน้ำผึ้ง และมีกลิ่นหอมเหมือนน้ำผึ้ง ทำให้สับปะรดนางแลเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค แต่ข้อเสียของสับปะรดนางแล คือ มีรอบการผลิตเพียงครั้งเดียวต่อปี โดยจะให้ผลผลิตในเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคมเท่านั้น หากเก็บผลผลิตก่อนหน้าจะไม่ได้ความฉ่ำเนื้อของสับปะรด และกลิ่นไม่หอม สีจะออกขาวไม่เป็นสีน้ำผึ้ง และไม่สามารถผลิตได้มากกว่า 1 รอบ ต่อฤดู

ในอดีตผลผลิตที่ออกสู่ตลาดสามารถขายได้หมด เมื่อสับปะรดภูแลเข้ามาแทนที่ ทำให้ความนิยมในสับปะรดนางแลลดลง แต่ยังมีผู้บริโภคที่ชื่นชอบรสชาติของสับปะรดนางแลอยู่ ด้วยข้อจำกัดของตัวสับปะรดนางแลที่ช้ำง่ายเมื่อปอกผลสดขาย เก็บไว้ได้ไม่นานสีจะเปลี่ยน มีเส้นใยในเนื้อสับปะรดค่อนข้างมาก ทำให้การขยายฐานการขายทำได้ค่อนข้างยาก เพราะต้องมีระยะเวลาขนส่ง กว่าจะถึงมือผู้บริโภค สับปะรดจะเกิดความเสียหายจำนวนมาก

แต่เพราะมีกลุ่มผู้บริโภคยังต้องการบริโภครสชาติของสับปะรดนางแลอยู่ คุณดวงดาว จึงเป็นหนึ่งในเกษตรกรอีกไม่กี่ราย ที่ปลูกสับปะรดนางแลไว้เพื่ออนุรักษ์และการค้า

เมื่อผู้บริโภคจำนวนมาก หันไปเทคะแนนความนิยมให้กับสับปะรดภูแล และพันธุ์อื่นๆ ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ และจำหน่ายออกสู่ตลาด ทำให้ผลผลิตสับปะรดนางแลที่ได้เหลือจำนวนมาก เกษตรกรจำเป็นต้องขายในราคาถูก เพื่อไม่ให้ผลผลิตเสียทิ้ง แนวคิดการนำมาแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าและยืดอายุการจำหน่ายของสับปะรดนางแลได้นาน จึงมีขึ้น

คุณดวงดาว เล่าว่า ปี 2550 จึงรวมกลุ่มกับเพื่อนเกษตรกรด้วยกันหลายคน จัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสับปะรดภูแลบ้านแม่ปูคา ขึ้น เพื่อหวังจะช่วยผลผลิตสับปะรดที่ขายไม่ได้ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น และไม่เหลือทิ้งเป็นต้นทุนที่เข้าเนื้อตัวเกษตรกร แนวคิดการแปรรูปสับปะรด เพื่อเก็บไว้จำหน่ายจึงเป็นแนวคิดที่เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดนางแลเห็นด้วย

การแปรรูป ทำโดยการอบ ในระยะแรกกลุ่มวิสาหกิจฯ เล็กๆ ของเกษตรกรที่ต้องการแปรรูปสับปะรดให้มีระยะเวลาการจำหน่ายที่ยาวนาน ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาสนับสนุน จึงเริ่มจากการฝานสับปะรดเป็นชิ้น นำไปล้างน้ำที่ผสมเกลือ ใช้ฟิล์มใสม้วนรอบเนื้อสับปะรดไว้ นำไปตากแดด 2-3 วัน เมื่อชิ้นสับปะรดแห้งก็นำไปจำหน่าย รสชาติที่ได้เป็นความหวานธรรมชาติจากเนื้อสับปะรด ก็สามารถขายได้ แต่ยังไม่ดีเท่าที่ควร

ต่อมามีการพัฒนาการอบ โดยใช้ตู้พลังงานแสงอาทิตย์ ใช้ระยะเวลาในการอบลดลงเหลือเพียง 1 วัน และ 1 คืน ในช่วงเวลากลางคืนเปิดไฟช่วยในการอบ

นอกจากจะนำสับปะรดนางแลมาฝานอบแห้งแล้ว ยังนำสับปะรดภูแลบางส่วนมาแปรรูปในแบบเดียวกัน ทั้งยังนำผลสดมาปอกขาย และคั้นน้ำจำหน่ายสด เป็นรายวัน หรือรับออเดอร์เป็นอาหารว่างของการจัดงานเลี้ยงในจังหวัด เป็นการส่งเสริมการขายได้มากขึ้นด้วย

สำนักงานเกษตรจังหวัด ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาส่งเสริมเรื่องของเครื่องอบพลังแสงอาทิตย์ และส่งเสริมการตลาดให้กับกลุ่มวิสาหกิจฯ เพื่อขยายตลาดให้กับเกษตรกร โดยพาไปออกงานตั้งร้านค้าในงานต่างๆ ทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดี มีลูกค้าออเดอร์เข้ามาจำนวนมาก

การอบสับปะรด ไม่ใช่เรื่องยาก ใช้เวลาไม่มาก แต่จำเป็นต้องใช้สับปะรดปริมาณสูง สับปะรด 100 กิโลกรัม เมื่อปอกเปลือกออก ฝาน เหลือน้ำหนักเพียง 40 กิโลกรัม เมื่อผ่านการอบเป็นที่เรียบร้อย เหลือจำหน่ายได้เพียง 6-7 กิโลกรัม เท่านั้น

เมื่อถามว่า คุ้มไหม คุณดวงดาว กล่าวว่า ไม่คุ้ม แต่ต้องทำ ดีกว่าปล่อยให้สับปะรดเน่าเสียทิ้งไปไม่มีประโยชน์

ออเดอร์สับปะรดอบจากลูกค้า ไม่ได้มีทุกวัน คุณดวงดาว บอก

สินค้าที่ผลิตออกมาระบายออกด้วยการออกงานตามสถานที่ต่างๆ และพยายามปรับปรุงแพ็กเกจให้สะดุดตา ในกลุ่มวิสาหกิจฯ มีสมาชิก 13 คน หากไม่มีออเดอร์ก็ต่างคนต่างทำอยู่ที่บ้าน เมื่อมีออเดอร์มาก็นำมารวมกันและนำไปจำหน่าย

สับปะรดอบที่แปรรูปออกมา จัดใส่แพ็กเกจไว้ 3 แพ็กเกจ ตามขนาดที่คาดว่าลูกค้าต้องการ นำไปทานเล่น หรือนำไปแช่น้ำอุ่น รับประทานเป็นชาสับปะรดก็ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม หากผู้บริโภคที่ต้องการบริโภคผลสดสับปะรดนางแลให้ได้คุณภาพ รสชาติแท้จริงๆ คุณดวงดาว แนะนำว่า ต้องมาให้ถึงถิ่น คือ ที่ตำบลนางแล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย และควรมาในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคมของทุกปี หากไม่ใช่ช่วงนี้ มีสับปะรดนางแลจำหน่าย สามารถซื้อรับประทานได้ แต่รสชาติจะไม่หวานฉ่ำ หอมเหมือนน้ำผึ้ง ตามคุณสมบัติของสับปะรดนางแล แต่หากต้องการสั่งผลสับปะรด หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสับปะรดนางแล สามารถติดต่อได้ที่ คุณดวงดาว แสนโกษา บ้านแม่ปูคา ตำบลนางแล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย โทรศัพท์ (089) 956-5331

ศูนย์วิจัยและพัฒนาเครือเบทาโกร จับมือคณะเกษตรฯ มข. เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแมลงอย่างจริงจัง เปิดโรงเรือนต้นแบบศึกษาวิจัยแมลงกินขยะอินทรีย์ (Black Soldier Fly) เพื่อขจัดขยะจากโรงงานแปรรูปอาหาร ต่อยอดเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงผลิตอาหารสัตว์ และเพิ่มมูลค่าสร้างประโยชน์ด้านอื่นในอนาคต
เครือเบทาโกร ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำพิธีเปิด “โรงเรือนต้นแบบวิจัยและผลิตแมลงอุตสาหกรรม” แห่งแรกของประเทศไทย เพาะเลี้ยง Black Soldier Fly เพื่อขจัดขยะอินทรีย์ สร้างนวัตกรรมอุตสาหกรรมแมลง

และพัฒนาเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ณ หมวดแมลงอุตสาหกรรม คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมี รศ.นพ. ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น และ นายวนัส แต้ไพ สิฐพงษ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร เครือเบทาโกร ทำพิธีเปิด พร้อมด้วย ศ.ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยขอนแก่น รศ.ดร. วุฒิไกร บุญคุ้ม รองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศ.ดร. ยุพา หาญบุญทรง ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (หัวหน้าโครงการ) และ นายสัตวแพทย์รุจเวทย์ ทหารแกล้ว รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยและพัฒนา เครือเบทาโกร ทีมนักวิจัยน รวมทั้งแขกผู้มีเกียรติมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

นายวนัส แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร เครือเบทาโกร กล่าวว่า เครือเบทาโกร มีความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย และให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม จึงเริ่มดำเนินโครงการนี้ร่วมกับม.ขอนแก่น ซึ่งมีองค์ความรู้สูงทางด้านแมลง จะเห็นได้ว่ากระบวนการผลิตในฟาร์ม โรงงานต่างๆ ของ เบทาโกร มีขยะอินทรีย์ซึ่งใช้วิธีกำจัดด้วยการฝังกลบ สามารถนำมาให้ตัวหนอนแมลงกำจัดได้ นอกจากช่วยควบคุมสิ่งแวดล้อมแล้ว จะต่อยอดผลิตเป็นแหล่งโปรตีนสูง เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ และพัฒนาประโยชน์ด้านอื่นในอุตสาหกรรมต่อไปในอนาคต

รศ.นพ. ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นครั้งแรกของไทยในการนำ Black Soldier Fly มาเลี้ยงเป็นจำนวนล้านๆ ตัว เพื่อใช้ในอุตสาหกรรม ถือเป็น Circular Economy หรือการดำเนินธุรกิจหมุนเวียนด้วยการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการของเสียให้กลับไปเป็นทรัพยากรที่มีค่าในกระบวนการผลิต ซึ่งคาดว่าจะขยายผลไปสร้างโรงเรือนทั่วประเทศ

ศ.ดร.ยุพา หาญบุญทรง หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า Black Soldier Fly เป็นแมลงดีที่มีอยู่ในธรรมชาติ ไม่นำโรค ไม่เป็นศัตรูพืช มีวงจรชีวิตเพียง 1 เดือน เมื่อออกไข่เกิดเป็นตัวหนอนจะกินขยะอินทรีย์ มูลสุกร ช่วยลดปริมาณขยะ (สัดส่วน: การขจัดขยะอินทรีย์ 1 กิโลกรัม ใช้หนอนอายุ 5 วัน จำนวน 1,000 ตัว ในเวลา 18-20 วัน) ช่วงเป็นตัวดักแด้ก่อนเจริญเติบโตเป็นแมลงเต็มวัยเป็นช่วงที่มีมูลค่าทางโปรตีนสูง นำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ได้ ส่วนมูลนำไปทำเป็นปุ๋ย นอกจากนี้ เรากำลังศึกษาต่อถึงส่วนประกอบของดักแด้ซึ่งมีสารประกอบบางอย่างที่สามารถนำไปเพิ่มมูลค่าต่อได้

โรงเรือนต้นแบบวิจัยและผลิตแมลงอุตสาหกรรม (Industrial Insects Pilot Production Plant) เป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยกองทุนเพื่อสนับสนุนการลงทุนเชิงพาณิชย์ ร่วมกับ ศูนย์วิจัยและพัฒนา เครือเบทาโกร ซึ่งเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ปีพ.ศ.2560 ก่อสร้างแล้วเสร็จในปีพ.ศ.2562 มีกำลังการผลิตตัวหนอนแมลงกินขยะอินทรีย์ (Black Soldier Fly) จำนวน 3,000,000 ตัวต่อเดือน เมื่อใช้โรงเรือนเต็มกำลังการผลิตจะผลิตตัวหนอนได้ถึง 6,000,000 ตัวต่อเดือน

ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดำเนินการวิจัยร่วมกับ บริษัท บานตะไท จำกัด ในการพัฒนานวัตกรรมไฮโดรเจลอาหารลูกกุ้งสูตรไร้ปลาป่น โดยจัดกิจกรรมแสดงผลงานการใช้งานจริงที่ ‘ชุติกาญจน์ฟาร์ม’ จังหวัดฉะเชิงเทรา ฟาร์มเพาะเลี้ยงลูกกุ้งต้นแบบโดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน แฮชเชอรี่ จำกัด ที่ใช้สูตรเลี้ยงลูกกุ้งดังกล่าว โดยทีมวิจัยได้พัฒนาสูตรอาหารเลี้ยงลูกกุ้งแบบไร้ปลาป่น ใช้เทคโนโลยีการกักเก็บสารสำคัญในโครงสร้างแบบเจล เพิ่มความสามารถดูดซึมให้กับลูกกุ้ง ยืดอายุให้ไม่เน่าเสียเร็ว และกระตุ้นการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำได้เป็นอย่างดี ตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหารตามข้อกำหนด EU ที่ลดการใช้ปลาป่นเป็นอาหารสัตว์น้ำ พร้อมเดินหน้าต่อยอดนวัตกรรมช่วยเกษตรกรไทยสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ เข้าถึงตลาดใหม่ และขายได้ในราคาสูงขึ้น

ดร. ภาวดี อังค์วัฒนะ รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาพรวมมูลค่าตลาดอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำจากการคำนวณมูลค่าตลาดและอัตราการเติบโตของสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยในปี 2561 พบว่า อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกุ้งและปลา มีความจำเป็นต้องใช้ปริมาณอาหารในการเพาะเลี้ยงอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านตัน ต่อปี คิดเป็น มูลค่าตลาดของอาหารสัตว์น้ำ ประมาณ 32,000 ล้านบาท แบ่งเป็นอุตสาหกรรมอาหารเลี้ยงกุ้ง 19,000 ล้านบาท และอาหารเลี้ยงปลา 13,000 ล้านบาท อัตราการเติบโตของตลาดอยู่ที่ประมาณ 5-10 % และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตามกำลังการเติบโตของอาหารจากอุตสาหกรรมสัตว์น้ำที่มีแนวโน้มความต้องการที่สูงขึ้น

ศักยภาพของนาโนเทค สวทช. ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำ ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทด้านวิจัยและพัฒนานาโนเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่อง และมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการกักเก็บที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย อาทิ อุตสาหกรรมอาหารและอาหารเสริม ยา รวมไปถึงอาหารสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น

นวัตกรรมไฮโดรเจลอาหารลูกกุ้ง และนวัตกรรมนาโนวัคซีนปลานิลแบบแช่ โดยในส่วนของ ‘ไฮโดรเจลอาหารลูกกุ้งสูตรไร้ปลาป่น’ เป็นหนึ่งในผลงานที่ทีมวิจัยได้พัฒนากระบวนการในการพัฒนาสูตรอาหารลูกกุ้งที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการดูดซึม ยืดอายุให้ไม่เน่าเสียเร็ว และลดปัญหาข้อจำกัดการใช้วัตถุดิบทดแทนปลาป่น จากโจทย์วิจัยจากภาคอุตสาหกรรมที่มีความต้องการพัฒนากระบวนการผลิตและสูตรอาหารลูกกุ้งที่สามารถรองรับความต้องการของตลาดในอนาคต โดยคาดว่างานวิจัยชิ้นนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำของไทยให้สามารถต่อยอดสู่การใช้งานในอุตสาหกรรมสัตว์น้ำได้อย่างครอบคลุม ตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหารตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรป (EU) ที่ลดการใช้ปลาป่นเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์น้ำ

ปัจจุบัน นาโนเทคพัฒนาเทคโนโลยีการกักเก็บสารสำคัญ (Encapsulation) เพื่อนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เพิ่มมากขึ้น ทั้งการเลี้ยงปศุสัตว์และการประมง ปัญหาสำคัญของอาหารสัตว์ในอุตสาหกรรมประมงคือ สารสำคัญที่อยู่ในรูปสารละลายที่มีความคงตัวต่ำ และสัตว์น้ำไม่สามารถกินสารสำคัญที่อยู่ในรูปสารละลายได้ รวมถึงปัญหาเรื่องการสูญเสียของสารสำคัญ เนื่องจากการชะล้างและการย่อยสลายของอาหารที่เกิดขึ้นก่อนที่สัตว์น้ำจะกินเข้าไป ลดปัญหาการให้อาหารในสัตว์น้ำ พร้อมทั้งสามารถเติมสารสำคัญอื่นได้มากกว่าอาหารที่มีในท้องตลาด

ที่จะช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำได้ โดยเลือกใช้โปรตีนและเปปไทด์ (อนุพันธุ์ย่อยที่สุดของโปรตีน) ที่ย่อยง่ายมาขึ้นรูปเพื่อกักเก็บสารอาหารไว้ในโครงสร้างแบบวุ้น ไม่ให้ละลายน้ำได้ง่ายจนเกินไป รวมถึงยังมีจุดเด่นในเรื่องการสามารถปรับองค์ประกอบและลักษณะทางกายภาพให้ใช้กับสัตว์น้ำได้ทุกวัย ให้มีประสิทธิภาพการย่อยและองค์ประกอบของโปรตีนที่ดีขึ้น ซึ่งนวัตกรรมไฮโดรเจลอาหารลูกกุ้ง จะสามารถต่อยอดสู่อาหารอื่นๆ ได้อย่างหลากหลายในอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อแก้ปัญหาความสามารถในการการกักเก็บสารสำคัญต่างๆ และต่อยอดการผลิตในระดับอุตสาหกรรมที่ใหญ่ขึ้นได้ ถือเป็นนวัตกรรมที่ช่วยเกษตรกรไทยสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ เข้าถึงตลาดใหม่ และขายได้ในราคาที่สูงขึ้น

ด้านภาคเอกชน นายบัณฑูร สายวิไล กรรมการผู้จัดการ บริษัท บานตะไท จำกัด ผู้ประกอบการขายส่งวัตถุดิบทางการเกษตร กล่าวว่า นวัตกรรมไฮโดรเจลอาหารลูกกุ้งกำลังขยายผลไปใช้ในฟาร์มอื่นภายใต้การสนับสนุนจากกรมประมง เพื่อให้ครอบคลุมทั้งวงจร ตั้งแต่กุ้งวัยอนุบาล (ต้นน้ำ) กุ้งเนอสเซอรี่ (กลางน้ำ) กุ้งบ่อดิน (ปลายน้ำ) รวมถึงให้ครอบคลุมสัตว์น้ำทุกชนิด หากประสบผลสำเร็จตามความคาดหมาย จะนำเสนอต่อหน่วยงานภาครัฐ เพื่อกำหนดมาตรฐานสำหรับอาหารที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงกุ้งขึ้นมาใหม่

นับเป็นการยกระดับขีดความสามารถของเกษตรกรไทย เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก และสร้างมูลค่าเพิ่มในผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำให้แก่เกษตรกรในประเทศ และผู้ส่งออกกุ้งแช่แข็ง ช่วยเพิ่ม GDP ให้ประเทศไทย รวมถึงช่วยรักษาทรัพยากรทางทะเลในแง่ความมั่นคงทางด้านอาหาร และลดปริมาณการใช้ปลาป่น โดยผลทดสอบในเบื้องต้น พบว่า มีแนวโน้มที่ดีในการพัฒนาต่อยอดสำหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทุกชนิด และยังสามารถผลักดันให้เกิดการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบ High density (ความหนาแน่นสูง) ได้อีกด้วย เนื่องจากอาหารชนิดไฮโดรเจลลดปัญหามลภาวะทางน้ำลงได้มากกว่าอาหารทั่วไป นอกจากนี้ อาหารไฮโดรเจลสูตรไร้ปลาป่น จะยังสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยในฐานะเป็นประเทศที่สามารถเพาะเลี้ยงกุ้งครบวงจรด้วยอาหารที่ปราศจากปลาป่นได้สำเร็จในเชิงพาณิชย์ คาดว่าจะช่วยให้ประเทศไทยกลับมาครองตลาดส่งออกกุ้งแช่แข็ง และเป็นผู้นำทางการตลาดโลกได้อีกครั้ง

ขณะที่ผู้ประกอบการฟาร์มเพาะเลี้ยงลูกกุ้ง นายชัยเจริญ ลิ้มเจริญ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน แฮชเชอรี่ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้บริษัทฯ ได้นำสูตรอาหารไฮโดรเจล มาเลี้ยงลูกกุ้งทดแทนปลาป่น เนื่องจากการผลิตอาหารกุ้งแบบเดิมมีข้อจำกัดในการคงรูปในน้ำได้ไม่นาน มีการสลายตัวค่อนข้างเร็วถ้าใช้วัตถุดิบที่เป็นโปรตีนโมเลกุลเล็ก โดยอาหารกุ้งที่ผลิตด้วยไฮโดรเจล พบว่า ตัวกุ้งสามารถนำสารอาหารไปใช้ในการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ คุณภาพน้ำค่อนข้างนิ่ง เพราะของเสียที่เกิดจากกากน้อยลง น้ำไม่เสียง่าย เลี้ยงกุ้งได้นานขึ้น กุ้งมีขนาดใหญ่ขึ้น ราคาขายจึงดีตามมาด้วยเช่นกัน

เดือนพฤษภาคมย่างเข้าสู่ฤดูผลไม้ภาคตะวันออกและจะชุกช่วงกลางเดือนเป็นต้นไป ผลผลิตหลักที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้เกษตรกรในพื้นที่ ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง และสละ ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดการณ์ว่า ปีนี้ผลไม้ภาคตะวันออก 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ผลผลิตรวม 8.8 แสนตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 33%

กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เพิ่มศักยภาพสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ภาคตะวันออกเพื่อรองรับผลผลิตจากเกษตรกร โดยอุดหนุนงบประมาณจากโครงการไทยนิยมยั่งยืนของรัฐบาล ให้สหกรณ์นำไปจัดสร้างอุปกรณ์การตลาดและเครื่องมือสำหรับรวบรวมและแปรรูปผลไม้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรวบรวมและเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้กับเกษตรกร ซึ่งสหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏ จำกัด จังหวัดจันทบุรี เป็นหนึ่งในสหกรณ์ที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมผลไม้เพื่อกระจายสู่ตลาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ละปีรวบรวมผลผลิตได้ประมาณ 5,800 ตัน เฉพาะทุเรียนประมาณ 1,000 ตัน ซึ่งปีที่ผ่านมา สหกรณ์ได้รับการสนับสนุนงบประมาณโครงการไทยนิยมยั่งยืนกว่า 29 ล้านบาท และสหกรณ์สมทบเพิ่มเติมอีก 12 ล้านบาท เพื่อสร้างอาคารห้องเย็น พร้อมอุปกรณ์แปรรูปผลไม้ เริ่มก่อสร้างตั้งแต่กลางปี 2561 จนเสร็จสมบูรณ์ทันใช้ในฤดูกาลผลผลิตปีนี้

นางศศิธร วิเศษ สหกรณ์จังหวัดจันทบุรี เปิดเผยว่า ช่วงเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรจังหวัดจันทบุรีได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่การเกษตร จากเคยปลูกยางพารา กล้วยไข่ และเงาะ หันมาปลูกทุเรียนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเห็นว่าได้ราคาดี ซึ่งราคาทุเรียนปรับตัวสูงขึ้นจากที่เคยขายได้กิโลกรัมละ 60 บาท ปัจจุบันราคาพุ่งสูงไปจนถึงกิโลกรัมละ 150 บาท สหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏ จำกัด จึงเตรียมแผนรองรับปัญหาผลผลิตกระจุกตัวและล้นตลาดในอนาคต โดยได้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการไทยนิยมยั่งยืนของรัฐบาล

เพื่อนำมาสร้างอาคารห้องเย็นและจัดซื้ออุปกรณ์แปรรูปผลผลิต และพร้อมจะยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางการแปรรูปผลไม้เพื่อการส่งออกของขบวนการสหกรณ์ในจังหวัดจันทบุรี ในอนาคต ซึ่งอาคารห้องเย็นนี้เริ่มใช้ประโยชน์ตั้งแต่กลางเดือนเมษายน 2562 ที่ผ่านมา โดยสหกรณ์ได้รับซื้อผลทุเรียนสดแต่ตกไซซ์ มีตำหนิ ลูกไม่สวย ซึ่งไม่สามารถจำหน่ายเป็นผลสดได้ นำมาแปรรูปโดยแกะเนื้อ ผลิตเป็นทุเรียนแช่แข็ง และเพิ่มมูลค่าโดยกระบวนการ Freeze dry ก่อนส่งจำหน่ายตลาดในประเทศจีน ซึ่งก่อนที่สหกรณ์จะหันมาทำธุรกิจส่งออกทุเรียนแบบแกะเนื้อแช่แข็ง

ได้มีการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศจีน พบว่า ปัจจุบันครอบครัวคนจีนในเมืองใหญ่มีขนาดเล็กลง ทำให้ความต้องการบริโภคทุเรียนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยซื้อทั้งผล เปลี่ยนเป็นการซื้อทุเรียนแบบแกะเนื้อบรรจุกล่องหรือถาดขนาด 1-2 พู สำหรับการบริโภคพอดีกับจำนวนสมาชิกครอบครัว ทำให้สหกรณ์มองเห็นโอกาสในการจะขยายตลาดทุเรียน จึงนำทุเรียนที่สุกแล้วมาแกะเนื้อแล้วแช่แข็งส่งไปขายผู้บริโภคในประเทศจีน ซึ่งทุเรียนเป็นผลไม้ที่ชื่นชอบของชาวจีนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะทุเรียนที่มาจากเมืองไทย

ทั้งนี้ โรงงานห้องเย็นของสหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏ จำกัด สามารถผลิตทุเรียนแช่แข็งได้ประมาณ 2,000 ตัน ต่อปี โดยสหกรณ์จะเดินเครื่องรับซื้อผลผลิตเต็มที่ในช่วงที่ทุเรียนกระจุกตัว ระยะเวลาไม่เกิน 45 วัน เพื่อป้อนเข้าสู่ห้องเย็น ซึ่งกระบวนการแปรรูปทุเรียนแช่แข็ง เริ่มจากเกษตรกรขนทุเรียนมาขายให้สหกรณ์ สหกรณ์จะคัดแยกเกรด A B C และทุเรียนที่ตกไซซ์ ทุเรียนเกรด A และ B จะจำหน่ายเป็นผลสดกว่า 90% ส่งไปจำหน่ายที่ประเทศจีน ที่เหลือจะขายตลาดในประเทศ โดยสหกรณ์ได้ร่วมกับห้างแมคโคร และ The Mall ส่งทุเรียนไปจำหน่ายในห้างและกระจายไปตามสาขาต่างๆ ทั่วประเทศ

ส่วนทุเรียนตกไซซ์จะถูกนำเข้าห้องเย็น คัดผลที่สุกงอมเต็มที่ แกะแยกเนื้อและเปลือกออก ก่อนจะนำเนื้อทุเรียนที่แกะแล้วส่งเข้าห้องเย็น เพื่อลดอุณหภูมิของผิวเนื้อทุเรียนลงระดับหนึ่งก่อนจะนำเข้าตู้แช่แข็ง ความเย็น -70 องศา จากนั้นจึงนำมาบรรจุใส่ถุงขนาด 5 กิโลกรัม และบรรจุลงกล่อง 20 กิโลกรัม แต่ละวันสหกรณ์ผลิตทุเรียนแช่แข็งได้ประมาณ 65 ตัน ซึ่งอาคารห้องเย็นที่ใช้สำหรับผลิตทุเรียนแช่แข็งนี้ได้สร้างประโยชน์ในการเพิ่มมูลค่าผลผลิตและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร เนื่องจากที่ผ่านมา เกษตรกรต้องขนทุเรียนตกไซซ์และสุกงอมไปเร่ขายให้กับพ่อค้าคนกลางและโดนกดราคา แต่เมื่อมีโรงงานห้องเย็นตั้งที่สหกรณ์แล้ว เกษตรกรสามารถนำทุเรียนจากสวนทุกลูกทุกขนาดมาขายให้กับสหกรณ์ที่เดียว สหกรณ์จะรับซื้อไว้ทั้งหมดและคัดเกรดก่อนส่งกระจายไปตามช่องทางตลาด ทำให้ประหยัดเวลาและค่าขนส่ง และยังช่วยพยุงราคาผลผลิตไม่ให้ตกต่ำด้วย

“ปกติห้องเย็นในจันทบุรีมีอยู่หลายแห่งแต่เป็นของเอกชน แต่ละปีรวบรวมผลไม้ช่วงที่ออกมากที่สุดประมาณ 4,500 ตัน แต่เมื่อสหกรณ์ได้รับงบประมาณจัดสร้างห้องเย็น ก็ช่วยแชร์ส่วนแบ่งตลาดมาส่วนหนึ่ง เกษตรกรจึงมีทางเลือกนำผลผลิตมาขายให้กับสหกรณ์ และส่งผลให้ราคาทุเรียนปรับตัวสูงขึ้น จากเดิมหลายปีที่ผ่านมาทุเรียนตกไซซ์ราคา 30-40 บาท ต่อกิโลกรัม ปีที่แล้วขยับเป็น 45-60 บาท ต่อกิโลกรัม และปีนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 60-70 บาท ต่อกิโลกรัม แสดงให้เห็นว่าการที่สหกรณ์เข้าไปเป็นตัวกลางรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรนั้น

ส่งผลต่อการรักษาเสถียรภาพราคาผลไม้ของจังหวัดจันทบุรี และยังช่วยรัฐบาลประหยัดงบประมาณที่จะต้องนำไปใช้แทรกแซงราคาผลไม้ให้กับเกษตรกรปีละไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งหลังจากที่สหกรณ์เข้ามาบริหารจัดการผลผลิตในพื้นที่ โดยการพัฒนาตลอดห่วงโซ่การผลิต เริ่มตั้งแต่การส่งเสริมการรวมกลุ่มสมาชิกให้มีการวางแผนการผลิต มีการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนแล้ว ยังทำให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาด นอกจากนี้ สหกรณ์ยังได้เชื่อมโยงกับภาคเอกชนกระจายผลไม้จากแหล่งผลิตไปสู่ตลาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์ สามารถขายผลผลิตได้ราคาและมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ” สหกรณ์จังหวัดจันทบุรี กล่าว

ด้าน นายศานต์ นาควิบูลย์วงศ์ ผู้จัดการโรงงานห้องเย็น บริษัท ริชฟิล เฟรช ฟรุ๊ต จำกัด บริษัทส่งออกซึ่งเป็นคู่ค้ากับสหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏ จำกัด กล่าวว่า ทางบริษัทได้รับซื้อทุเรียนแช่แข็งจากสหกรณ์ และส่งเป็นวัตถุดิบให้ลูกค้าที่ประเทศจีนนำไปจัดแต่งบรรจุลงถาดและใส่แบรนด์สินค้าของตัวเอง ก่อนส่งไปวางขายในห้างใหญ่ๆ 4-5 แห่งของจีน ซึ่งราคาทุเรียนจากประเทศไทยเมื่อนำไปวางขายในห้างของจีนจะมีมูลค่าสูงขึ้นอีกหลายเท่าตัว คนจีนส่วนใหญ่นิยมรับประทานทุเรียนสุกงอม ซึ่งทุเรียนแกะเนื้อที่ส่งไปประเทศจีนจะผ่านการตรวจสอบคุณภาพความปลอดภัย

และต้องมีใบรับรองมาตรฐาน GMP ซึ่งการผลิตผลไม้แบบ fresh-cut จะต้องทำในเชิงคุณภาพ แต่จะได้ผลตอบแทนที่มีมูลค่าสูงกว่า นอกจากตลาดผลไม้ในประเทศจีนแล้ว ทางบริษัทยังส่งทุเรียนไปเปิดตลาดที่อินโดนีเซีย และส่งแบบทุเรียนแช่แข็งทั้งลูกไปจำหน่ายที่เกาหลีด้วย แม้ว่าในปีนี้จะเป็นการทดลองตลาดทุเรียนแช่แข็งเป็นปีแรก แต่ก็ได้รับการตอบรับจากลูกค้าในต่างประเทศเป็นอย่างดี และมีแนวโน้มว่าจะสามารถขยายปริมาณการส่งออกได้เพิ่มขึ้นในปีต่อๆ ไป

องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน ผนึกความร่วมมือ มกอช.-กรมวิชาการเกษตร จัดอบรมเสริมเขี้ยวเล็บระบบตรวจสอบและกักกันสินค้าพืชนำเข้า-ส่งออกของไทย เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าสินค้าเกษตรระหว่างประเทศ รวมทั้งรองรับการเริ่มใช้ระบบใบรับรองสุขอนามัยพืชอิเล็กทรอนิกส์ (e-Phyto) เชื่อมระบบประเทศอาเซียนภายในสิ้นปี 62 นี้