สาขาปศุสัตว์ในไตรมาส 1 ปี 2561 ขยายตัวร้อยละ 1.4 เป็นผล

การเพิ่มปริมาณการผลิตตามความต้องการบริโภค ของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ประกอบกับการเฝ้าระวัง ควบคุมโรคระบาด และจัดการฟาร์มได้มาตรฐาน ทำให้สินค้าปศุสัตว์หลัก ได้แก่ ไก่เนื้อ สุกร ไข่ไก่ และน้ำนมดิบ มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ด้านราคา ในช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2561 สินค้าปศุสัตว์ส่วนใหญ่มีราคาลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 โดยราคาสุกร ไข่ไก่ ลดลง เนื่องจากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ในขณะที่ราคาน้ำนมดิบค่อนข้างทรงตัว ส่วนราคาไก่เนื้อเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการผลผลิตไก่เนื้อเพิ่มขึ้น

สาขาประมงในไตรมาส 1 ปี 2561 ขยายตัวร้อยละ 1.5 จากปริมาณกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เกษตรกรมีการบริหารจัดการฟาร์มที่ดี รวมทั้งมีการพัฒนาระบบการเลี้ยงให้เหมาะสมกับพื้นที่ ผลผลิตประมงน้ำจืด เช่น ปลานิล และปลาดุก มีทิศทางเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีปริมาณน้ำพอเพียงสำหรับการเลี้ยง ประกอบกับภาครัฐมีการดำเนินนโยบายส่งเสริมระบบการเกษตรแบบแปลงใหญ่อย่างต่อเนื่อง เป็นผลให้ผลผลิตประมงน้ำจืดเพิ่มขึ้น ด้านราคา ในช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2561 ราคากุ้งขาวแวนนาไม (ขนาด 70 ตัวต่อกิโลกรัม) ปลานิลขนาดกลาง และปลาดุกบิ๊กอุย (ขนาด 2 – 4 ตัวต่อกิโลกรัม) ที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยลดลง ซึ่งเป็นการลดลงตามปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น

สาขาบริการทางการเกษตรไตรมาส 1 ปี 2561 ขยายตัวร้อยละ 3.6 โดยเกษตรกรมีการจ้างบริการเตรียมดิน ไถพรวนดิน และเกี่ยวนวดข้าวตามพื้นที่เพาะปลูกข้าวที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลจากปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำที่เพียงพอสำหรับการเพาะปลูกข้าว นาปรัง และปริมาณน้ำฝนเพียงพอสำหรับการเพาะปลูกข้าวนาปี นอกจากนี้ ในส่วนของการเพาะปลูกอ้อยโรงงาน มีการใช้บริการ เก็บเกี่ยวอ้อยเพิ่มขึ้น เพราะมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกอ้อยจากการส่งเสริมของโรงงานน้ำตาล

สาขาป่าไม้ในไตรมาส 1 ปี 2561 ขยายตัวร้อยละ 2.2 เนื่องจากผลผลิตไม้ยูคาลิปตัส ไม้ยางพารา ถ่านไม้ และครั่ง เพิ่มขึ้น โดยความต้องการไม้ยูคาลิปตัสภายในประเทศสูงขึ้นเพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตกระดาษ และแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล (wood pellet) ขณะที่ไม้ยางพารายังคงเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีน นอกจากนี้ ผลผลิตครั่งฟื้นตัวเต็มที่จากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ส่งผลให้มีมูลค่าการส่งออกครั่งในเดือนมกราคม 2561 เพิ่มสูงถึง 3 เท่าตัว

ทั้งนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 3.0 – 4.0 โดยทุกสาขาการผลิตขยายตัวได้ต่อเนื่องจากปี 2560 ปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ ปริมาณน้ำและสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย การดำเนินนโยบายด้านการเกษตรต่างๆ ประกอบกับเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มดีขึ้น ทำให้ความต้องการสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทยมีทิศทางที่ดี ส่งผลต่อเนื่องมายังการผลิตและราคาสินค้าเกษตรในประเทศด้วย อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร อาทิ ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติ และโรคระบาดต่าง ๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการผลิตทางการเกษตรในระยะต่อไปได้

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนันสนุนการวิจัย (สกว.) โดยฝ่ายนโยบายและสวัสดิภาพสาธารณะ ร่วมกับ หน่วยปฏิบัติการวิจัยระบบการจัดการแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีสาธารณะนโยบายน้ำ สกว. ครั้งที่ 9 ณ โรงแรมแมนดาริน สามย่าน กรุงเทพฯ เพื่อเป็นเวทีสร้างเครือข่ายความรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการทรัพยากรน้ำร่วมกัน และนำเสนอประเด็นวิจัยที่จะช่วยเสริมให้การดำเนินการตามยุทธศาสตร์น้ำของประเทศสมบูรณ์ขึ้น

นอกจากนี้การจัดงานดังกล่าวยังมุ่งหวังให้เกิดการยกระดับความสามารถในการวางแผนน้ำระดับประเทศ ชุมชน จังหวัด ลุ่มน้ำ และประเทศ ตลอดจนเป็นพื้นที่ให้หน่วยงานรัฐได้หาทางเลือกและพัฒนากลไก รูปแบบและกระบวนการการตัดสินใจใช้ทรัพยากรน้ำที่มีจำกัดให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ในงานวันเดียวกัน ศ. นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผอ. สกว.และนายสำเริง แสงภู่วงศ์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ยังได้ร่วมกันลงนามในบันทึกความร่วมมือระหว่าง สกว. และ สทนช. เพื่อสร้างความร่วมมือด้านการผลักดันงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในมิติทางด้านนโยบายทั้งระดับชุมชน จังหวัดลุ่มน้ำ ประเทศ ให้เกิดศักยภาพสูงสุดอย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย

โดยศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผอ.สกว. ประธานเปิดงาน กล่าวในฐานะตัวแทนจากฝากวิชาการที่สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาของประเทศว่า สกว. ได้สนับสนุนงานวิจัยด้านน้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งงานวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ งานวิจัยเชิงพื้นที่ และงานวิจัยท้องถิ่น โดยมีงานวิจัยที่สนับสนุนแล้ว อาทิ ภาพอนาคตในปี 2035 ของทรัพยากรที่ดิน พลังงาน และน้ำในประเทศไทย เกณฑ์การบริหารจัดการน้ำที่เชื่อมโยงกลไก การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมในประเทศ ฯลฯ ที่ช่วยผลักดันการบริหารจัดการน้ำของประเทศให้ครอบคลุมทุกมิติ

นายสำเริง แสงภู่วงศ์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีดำริให้ก่อตั้งหน่วยงาน สทนช.ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่กำกับงาน เชิงนโยบาย โดยมีภารกิจหลัก คือการบูรณาการข้อมูลน้ำของประเทศ การทำงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์น้ำของชาติ และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และบริหารจัดการน้ำอย่างมีเอกภาพ จัดระบบข้อมูลน้ำให้เป็นสัดส่วน มีความเชื่อมโยงสร้างระบบข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ โดยงานวิจัย ถือเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างกระบวนทำงานครั้งนี้ ที่จะผลักดันให้เกิดการออกกฎกระทรวงน้ำ หนุนเสริมกับการมีพระราชบัญญัติน้ำ

ด้าน ดร.รอยล จิตรดอน ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ข้อมูลว่า เป้าหมายของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือ ต้องแก้ปัญหา 3 เรื่องให้สำเร็จคือ 1.ให้แต่ละหน่วยงานทำงานร่วมกันได้ 2.ทำงานเชิงพื้นที่ได้ 3.เกิดการทำงานจากชุมชนสู่หน่วยงาน (ล่างขึ้นบน) หลักๆที่มองคือ ควรมีการทำงานเชิงพื้นที่ที่เรียกว่าแอเรีย เบส (Area Based) จะปรับพื้นที่อย่างไร เชื่อมโยงอย่างไร งานวิจัยเข้ามามีส่วนช่วยมากๆ เช่นพื้นที่ขนาด 150,000 ตารางกิโลเมตรของลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีอ่างเก็บน้ำอยู่ 6 – 7 อ่าง จึงมีความจำเป็นต้องวิจัยว่า จะบริหารจัดการอ่างทั้งหมดไปพร้อมๆกัน

นอกจากนี้ยังมีประเด็นความต้องการใช้จะสูงขึ้นถึง 130,000 – 150,000 ล้านลูกบาศก์ต่อปี เนื่องจากความต้องการใช้น้ำด้านการเกษตร ตัวเมืองขยาย นักท่องเที่ยวมากขึ้น แต่ที่ที่เก็บน้ำมีเพียง 100,000 ลูกบาศก์เมตร จึงได้มีงานวิจัยเรื่องการใช้ “น้ำซ้ำ” เกิดขึ้น รวมถึงความเชื่องโยงอื่นๆอย่างการจัดการที่ดิน การเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ เพราะปัจจุบันเรายังไม่เข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเท่าที่ควร จึงยังมีความจำเป็นต้องทำวิจัยอีกมาก ประเด็นสุดท้ายคือเรื่อง Big Data ต้องเอาข้อมูลมาใช้ให้เกิดความคุ้มค่า เพราะตอนนี้เรามีระบบมอนิเตอร์ข้อมูลที่ดีแล้ว แต่ยังขาดการเอาข้อมูลไปใช้ประโยชน์อย่างมีศักยภาพสูงสุด

ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ประธานคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ด้านยุทธศาสตร์ที่ 5 เราวางเป้าไว้หลายเป้า หมายความว่างานวิจัยที่หนุนมองเรื่องความมั่นของน้ำในหลายมิติคือ บ้านทุกบ้านต้องมีน้ำสะอาด เข้าถึง เพียงพอ การแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วม น้ำแล้ง เราไม่สามารถกักเก็บน้ำได้หมด ต้องดูระบบนิเวศของแต่ละพื้นที่ไม่ปล่อยให้น้ำเค็มรุกพื้นที่ การกักเก็บน้ำของเขื่อนขนาดเล็ก ถ้ามีการกักเก็บมาก อาจเกิดภัยพิบัติกรณีเกิดวิกฤตการณ์ การยกระดับกระบวนทัศน์เรื่อง “ฟลัดเวย์” (Flood Way) หรือ ร่องน้ำที่ทำการออกแบบไว้เป็นพิเศษเพื่อให้น้ำที่หลากมาจะท่วมเมืองเปลี่ยนไปไหลทางนั้นแทน นับเป็นโจทย์ที่ท้ายของประเทศ

รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิจัยจาก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอ ให้ทัศนะในประเด็นการบริหารจัดการข้อมูลว่า ไทยยังมีปัญหาในการบริหารจัดการข้อมูล ปัญหาสำคัญ ที่กระทบงานวิจัยและนโยบายคือ คุณภาพข้อมูลด้านน้ำโดยเฉพาะปริมาณการใช้น้ำเกษตร ปัญหาการประปาไม่ได้จำแนกประเภทกิจการโดยละเอียดเหมือนการไฟฟ้า ข้อมูลกระจัดกระจาย แม้ในกรมเดียวกัน ปัญหานิยาม และวิธีประมาณการที่ไม่ระบุที่มาที่ไป ทำให้งานวิจัยได้ผลไม่น่าเชื่อถือ และอาจส่งผลต่อการกำหนดนโยบายและการลงทุนด้านทรัพยากรน้ำ จึงควรต้องปฏิรูปด้านข้อมูลอย่างเร่งด่วน การใช้น้ำ ในภาคเกษตรยังค่อนข้างฟุ่มเฟือย แสดงว่าการขาดแคลนน้ำยังมีโอกาสเกิดสูงขึ้น ในอนาคต หากไม่มีการปรับเปลี่ยนการใช้น้ำให้ประหยัดขึ้น

การปรับปรุงรูปแบบการบริหารเพื่อการแก้ปัญหาอุปสงค์ส่วนเกินเป็นกุญแจสำคัญ ที่จะแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ เช่นนโยบายค่าชลประทาน (บำรุงรักษาคูคลอง) เก็บค่าน้ำประปาจากการประปาทุกแห่ง ทุกธุรกิจ และค่าบำบัดน้ำเสีย รวมทั้งการรวมกลุ่มผู้ใช้น้ำ เพื่อให้กลุ่มต้นน้ำ – ปลายน้ำ เริ่มหันมาทำข้อตกลงการใช้น้ำอย่างเป็นธรรมตามกติกา การสร้างมาตรฐาน “Water Footprint” หรือ ตัวชี้วัดปริมาณการใช้น้ำทั้งทางตรงและทางอ้อม ให้กับสินค้าส่งออก ไปจนถึงการออกมาตรการต่างๆเพื่อลดปริมาณน้ำเสีย และการก่อตั้งอุตสาหกรรมบำบัดน้ำสียเพื่อประเมินความต้องการน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศเป็นต้น การเพิ่มอุปทานน้ำ เช่น การออกมาตรการต่างๆ เพื่อลดปริมาณน้ำเสีย การสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ สร้างพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติเหมือนกรณีบางระกำ การขุดลอกคูคลองและ ใช้เทคโนโลยีขุดลอกตะกอนในแหล่เก็บน้ำขนาดใหญ่ เป็นต้น

ทั้งนี้ข้อเสนอแนะสำหรับหน่วยงานคือเรื่องการจัดการข้อมูล ปัจจุบันหน่วยราชการที่รับผิดชอบด้านน้ำมีมากกว่า 33 แห่ง มีรูปแบบการเก็บข้อมูลที่ต่างกัน ตัวอย่างไม่ครอบคลุม เช่น ปริมาณน้ำฝนประสบปัญหาสถานีตรวจอากาศ ไม่เพียงพอ จึงต้องใช้การสันนิษฐานทางสถิติศาสตร์และคณิตศาตร์เพื่อสร้างตัวเลขขึ้นมา เทคนิคการคำนวณและวิเคราะห์ข้อมูลแต่ละหน่วยงานต่างกัน ทำให้ผลลัพธ์ต่าง ข้อมูลรัฐจึงขัดแย้งกันเอง ซึ่งลดความน่าเชื่อถือ ระบบข้อมูลของไทยไม่มีการรวบรวมอย่างเป็นระบบ ขาดการบันทึกวิธีและกระบวนการจัดทำ ขาดความร่วมมือด้านข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ ผลกระทบคือ นโยบายรัฐที่ใช้ข้อมูลไม่มีคุณภาพผิด ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน หรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ ดังนั้นรัฐบาลต้องลงทุนและจัดการระบบข้อมูลอย่างจริงจัง รวมถึงทำการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ เพื่อประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม

ในขณะที่ รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ นักวิจัยจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงปัญหาการจัดการน้ำของแต่ละภูมิภาคว่า ภาคกลาง พบปัญหาน้ำขาดแคลนในฤดูแล้ง มีการแย่งน้ำภายในคลองชลประทาน ไม่ให้ความร่วมมือภาครัฐในการงดทำนาปรัง การรุกคืบของน้ำเค็ม ภาคตะวันออก น้ำขาดแคลนในฤดูแล้งการุกคืบของน้ำเค็ม กระทบประมงและประปาการแย่งน้ำ จาก โครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ภาคใต้ น้ำขาดแคลนและแย่งน้ำในเขตทำนาจัดการน้ำอย่างไรให้รักษาระบบนิเวศสมดุลกับอาชีพที่หลากหลาย

ข้อสังเกตที่คณะวิจัยค้นพบคือ “ความขาดแคลนน้ำ” ยังคงเป็นปัญหาร่วมกันในหลายลุ่มน้ำ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการทำนา ปัญหาทรัพยากรน้ำยังมีปัญหาอื่นๆอีก นอกจากความขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ 3 น้ำอย่างภาคใต้ การรักษาระบบนิเวศและจัดการน้ำให้สมดุลกับอาชีพที่มีความหลากหลาย มีความสำคัญมาก ท้ายที่สุดเราควรค้นหาแนวทางแก้ปัญหาทำให้ “ปริมาณน้ำ” มีพอดีกับ “ความต้องการใช้น้ำ” สร้างข้อตกลงร่วมกัน ระดับกลุ่มผู้ใช้น้ำ ค่าน้ำ เช่น ค่าชลประทาน ค่าไฟฟ้าปั๊มน้ำ ค่าบำรุงฯ ค่าปรับ ฯลฯ จัดสรรน้ำ เช่น เวลาใช้น้ำ ปริมาณน้ำใช้ ห้ามใช้ แบ่งปันผลประโยชน์ เช่น น้ำน้อย – ใช้น้อย ซึ่งข้อตกลงเหล่านี้คือถือเป็น “เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ระดับกลุ่มผู้ใช้น้ำ” นั่นเอง

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 22 มีนาคม นายศิลปะชัย เรือนสูง นายอำเภอปะเหลียน จ.ตรัง ได้รับแจ้งจากนายจิตรพันธ์ สาราบรรณ กำนัน ต.เกาะสุกร อ.ปะเหลียน ว่า พบซากวาฬบรูด้า หนักประมาณ 1,500 กิโลกรัม (กก.) ยาว 6.5 เมตร ลอยตายบริเวณทะเลชายฝั่ง ม.2 ต.เกาะสุกร อ.ปะเหลียน จ.ตรัง กระแสคลื่นซัดซากวาฬลอยเข้าบริเวณทะเลหน้าเกาะมุกด์ติดฝั่งตะวันออก สภาพซากเน่าคาดว่าตายมาแล้วหลายวัน จึงได้ประสานไปยังส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล สำนักบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 10 เพื่อส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ พร้อมนำซากขึ้นฝั่งอ่าวตะเสะ และประสานหน่วยงานรับผิดชอบลงมาตรวจสอบต่อไป

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศร่วมกับกรมปศุสัตว์ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจัดสัมมนาเรื่องการเตรียมความพร้อมอุตสาหกรรมโคเนื้อและผลิตภัณฑ์รองรับการค้าเสรี ณ โรงแรมฟอร์จูน ริเวอร์วิว ณ จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 22-23 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา

ตามนโยบาย นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากโดยดึงศักยภาพท้องถิ่น สร้างโอกาสและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงให้เกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่เห็นโอกาสสร้างรายได้ในยุคการค้าเสรี จึงได้ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมและให้ข้อมูลช่องทางการใช้ประโยชน์จากการค้าเสรีแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการเพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัว ใช้โอกาสและประโยชน์จากการเปิดเสรีที่เกิดขึ้น

นางอรมน กล่าวว่า ผลจากการลงพื้นที่พบปะเกษตรกรโคเนื้อ ในวันที่ 22 มีนาคม 2561 ได้แก่ สหกรณ์โพนยางคำ จ. สกลนคร กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุน อ.นาแก และบริษัทนครพนมบีฟ (ไทยแลนด์) จำกัด จ. นครพนม พบว่า กลุ่มเกษตรกรโคเนื้อในพื้นที่มีความมุ่งมั่นที่จะปรับตัวเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงจากโคเนื้อโดยเห็นความสำคัญของการรักษามาตรฐานสินค้าโคเนื้อ ให้อยู่ในระดับพรีเมี่ยมตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ การเอาใจใส่ในการเลี้ยง การติดตามตรวจสอบย้อนกลับของสินค้าเนื้อโค การผลักดันการปรับปรุงโรงฆ่าสัตว์เข้าสู่ระบบมาตรฐาน GMP เพื่อสร้างความมั่นใจในสินค้าให้แก่ผู้บริโภค

นอกจากนี้ ยังได้พยายามศึกษาแนวทางการแปรรูปเนื้อ ให้สินค้าหลากหลายมากขึ้น เพื่อยกระดับสินค้าและความต้องการของผู้บริโภค ในการนี้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจึงได้แนะนำช่องทางการขยายตลาดโคเนื้อไปยังประเทศอาเซียนและจีนที่ได้มีการลดภาษี เป็น 0% ให้ไทยภายใต้ FTA

พร้อมกันนี้ยังได้ให้ข้อมูลกิจกรรมของกระทรวงพาณิชย์ที่จะสามารถเข้าไปให้ความรู้และส่งเสริมการตลาดให้กับสินค้าเกษตรและผู้ประกอบการไทยกลุ่มโคเนื้อ อาทิ การขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อยกระดับและสร้างความแตกต่างให้สินค้า หรือในกรณีเนื้อโคขุนโพนยางคำที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็น GI ตั้งแต่ ปี 2552 จะต้องรักษามาตรฐาน GI เนื่องจากเนื้อโคขุนโพนยางคำถือเป็นเนื้อแนวหน้าของไทย มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค จึงจำเป็นที่จะต้องรักษาคุณภาพ และบริหารจัดการ GI ให้ดี และอาจต้องใช้กลไกทางกฎหมายรับมือกับผู้ละเมิดนำชื่อเนื้อโคขุนโพนยางคำมาใช้ประโยชน์ทั้งที่ไม่ได้เป็นเจ้าของ นอกจากนี้ การรวมกลุ่มของเกษตรกร สหกรณ์ที่ต้องการนำสินค้าโคเนื้อเข้าสู่ตลาดเองควรมีการจัดทำแผนธุรกิจ การพัฒนาการทำธุรกิจของกลุ่มสหกรณ์และวิสาหกิจแบบมืออาชีพ การขยายโอกาสหรือช่องทางธุรกิจผ่านระบบแฟรนไชส์ เป็นต้น

สำหรับการทำตลาดต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์สามารถเป็นตัวกลางเชื่อมต่อหาข้อมูลความต้องการสินค้าของตลาดต่างประเทศให้ได้ และเพื่อให้สินค้าโคเนื้อเป็นที่ยอมรับจากตลาดต่างประเทศ เกษตรกรจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าและมีวิธีบริหารจัดการโคเนื้อทั้งระบบให้ได้ตามมาตรฐานสากล

นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า การสัมมนา ในวันที่ 23 มีนาคม 2561 ซึ่งมีเกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโคเนื้อเข้าร่วมกว่า 150 คน มีผู้เชี่ยวชาญและวิทยากรจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ สถาบันอาหาร สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุน สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป หอการค้าไทย และผู้ค้าโคเนื้อ เป็นต้น ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่เห็นความร่วมมือและความพยายามของทุกฝ่าย ทำให้มั่นใจได้ว่าอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยจะสามารถเติบโตและยืนหยัดต่อไปได้ สิ่งที่สำคัญคือ การตลาดต้องเคียงข้างไปกับการผลิต เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมโคเนื้อ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้ได้โคที่มีคุณภาพสร้างความแตกต่างตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภค สามารถที่จะรักษาตลาดภายใน และหาตลาดส่งออกรองรับได้

ทั้งนี้ ไทยผลิตโคเนื้อเฉลี่ยปีละ 1 ล้านตัว ขณะที่ความต้องการบริโภคในประเทศอยู่ที่ 1.2 ล้านตัว จึงมีการนำเข้าโคมีชีวิต ประมาณ 1.2 แสนตัว ในปี 2560 ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากเมียนมา (99.13%) และออสเตรเลีย (0.68%) และมีการนำเข้าเนื้อโคและผลิตภัณฑ์จากออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย ตามความต้องการเนื้อโคแบบปิ้งย่างและชาบูที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่ไทยก็มีการส่งออกโคมีชีวิต เนื้อโคและผลิตภัณฑ์ไปประเทศเพื่อนบ้าน โดยใน ปี 2560 ส่งออกโคมีชีวิต 1.6 แสนตัว มูลค่า 2,090 ล้านบาท มีตลาดหลัก ได้แก่ สปป. ลาว และบางส่วนเข้าสู่ตลาดจีน และมาเลเซีย และมีการส่งออกเนื้อโคและผลิตภัณฑ์ 119.23 ตัน ส่วนใหญ่ไปกัมพูชาและลาว

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศและกรมปศุสัตว์ยังมีแผนที่จะลงพื้นที่พบปะเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในพื้นที่ภาคกลางต่อไป ผู้สนใจเข้าร่วมสามารถติดตามการดำเนินงานการเตรียมความพร้อมการเปิดตลาดเสรีได้จากเว็บไซต์กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ www.dtn.go.th

วันที่ 23 มี.ค.ที่ หมู่ 3 บ้านใหญ่ ต.ไม้แก่น อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี น.อ. เลอศักดิ์ คชนันทน์ ผบ.หน่วย ฉก. นาวิกโยธินกองทัพเรือและทหารเรือหน่วย ฉก. นาวิกโยธินภาคใต้ เป็นประธานเปิดงานในพิธีพหุวัฒนธรรมไทยพุทธและไทยมุสลิมลงแขกเกี่ยวข้าวเพื่อสืบสานและอนุรักษ์ประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าวระหว่างชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมที่มีมาอย่างช้านานตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษให้คงอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้สืบต่อไปโดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ผู้นำศาสนา ประชาชน และเยาวชน เข้าร่วม

สำหรับโครงการพหุวัฒนธรรมไทยพุทธและไทยมุสลิมลงแขกเกี่ยวข้าวในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการอนุรักษ์ประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าวระหว่างไทยพุทธและไทยมุสลิมแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดความรักความสามัคคีและความสัมพันธ์อันดีระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่และส่งเสริมให้เยาวชนในพื้นที่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ร่วมกัน ระหว่างชาวไทยพุทธและไทยมุสลิมที่ผูกพันกันมาอย่างช้านานและอยู่อย่างช่วยเหลือเกื้อกูลกันตั้งแต่ครั้งในอดีต

ถึงแม้ว่ากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่อาจส่งผลกระทบทำให้เกิดความหวาดระแวงระหว่างชาวไทยพุทธและไทยมุสลิมในพื้นที่ แต่ก็เป็นเพียงส่วนน้อย เนื่องจากความสัมพันธ์และการอยู่ร่วมกันของชาวบ้านยังคงมีความรักและความเข้าใจซึ่งกันและกันด้วยดีเสมอมา โดยประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าวของชาวบ้านใน อ.ไม้แก่น ถือว่าเป็นประเพณีที่มีมาอย่างยาวนานและยังคงอนุรักษ์ไว้เพื่อเยาวชนรุ่นหลังได้ยึดถือมาปฏิบัติต่อไป ซึ่งในครั้งนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ทหารและทหารพรานหญิง หน่วย ฉก. นาวิกโยธิน กองทัพเรือ เข้าร่วมลงแขกเกี่ยวข้าวกับชาวบ้าน สร้างสีสันและความสนุกสนานให้กับบรรยากาศในงานเป็นอย่างมาก

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.) เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พยากรณ์ผลผลิตปาล์มน้ำมัน ปี 2561 จำนวน 15.18 ล้านตัน สูงกว่า ปี 2560 ที่มีผลผลิต14.24 ล้านตัน หรือสูงขึ้น 6.60% ขณะที่ความต้องการใช้ทรงตัว ประกอบกับสต๊อกปลาย ปี 2560 อยู่ในระดับสูง จะส่งผลให้ทั้ง ปี 2561 มีปริมาณน้ำมันปาล์มส่วนเกิน ซึ่งภาครัฐได้ออกมาตรการต่างๆ ดูแล อาทิ เร่งรัดให้ส่งออกเพิ่มขึ้น เพื่อลดปริมาณในประเทศและปรับสมดุลน้ำมันปาล์มให้อยู่ในระดับเหมาะสม

ทั้งนี้ ณ วันที่ 22 มีนาคม 2561 ราคาผลปาล์ม ในแหล่งผลิตสำคัญ คือ กระบี่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร ราคาลดลงเหลือ กิโลกรัม (กก.) ละ 3.30 บาท ส่วนราคาน้ำมันปาล์มดิบ กก. ละ 19.25 บาท ขณะที่ราคาตลาดโลก อ้างอิงมาเลเซีย ลดลงเช่นกัน เหลือ กก. ละ 19.50 บาท

ดังนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ได้หารือประเด็นปัญหาราคาผลปาล์มน้ำมันตกต่ำ และมีมติมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์หารือผู้ประกอบการเพื่อแก้ไขปัญหา กรมจึงเรียกหารือผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม และเห็นชอบร่วมกันให้ประกาศราคารับซื้อน้ำมันปาล์มดิบ โดยกำหนดให้โรงงานกลั่นน้ำมันปาล์ม ผู้ผลิตไบโอดีเซล (บี 100) ผู้ประกอบการซื้อหรือขายน้ำมันปาล์ม (Trader หรือ Broker) และผู้ซื้อน้ำมันปาล์มดิบทั่วไปรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบที่ส่งมอบ ณ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในราคาไม่ต่ำกว่า กก. ละ 19.00 บาท โดยจะพิจารณาทบทวนราคาทุก 2 สัปดาห์ และขอให้โรงงานสกัดต้องรับซื้อผลปาล์มน้ำมันในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม

“จะกำกับดูแลอย่างเข้มงวด หากพบว่าผู้ประกอบการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบต่ำกว่าราคาที่กำหนด อาจเข้าข่ายกระทำความผิด ตามมาตรา 29 ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งได้มีโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มในบางพื้นที่หยุดรับซื้อผลผลิต และปิดซ่อมบำรุงเครื่องจักรพร้อมกัน กรมจึงประสานผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ที่มีโรงงานสกัด ขอให้บริหารจัดการไม่ให้โรงงานสกัดหยุดหรือปิดรับซื้อพร้อมกัน” นายบุณยฤทธิ์ กล่าว