สาธารณประโยชน์ในพื้นที่ต่างๆ มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับ

ความเป็นอยู่ของประชาชน สร้างสุขอนามัยที่ดีแก่ประชาชน บรรเทาความเดือดร้อน ช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน ส่งผลให้เกิดการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เป็นกิจกรรมที่ดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ให้แก่ผู้ยากไร้และด้อยโอกาสในชุมชนแออัด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างสุขอนามัยที่ดีให้กับผู้พักอาศัยในชุมชนแออัดเหล่านี้

ในโอกาสนี้ กองทัพภาคที่ 1 ได้กรุณาอนุมัติให้ คณะทำงาน รายการ “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” เข้าสัมภาษณ์และถ่ายทำรายการ “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” ความยาว 1 ชั่วโมง จำนวน 2 ตอน เพื่อนำกิจกรรมของโครงการ ไปเผยแพร่ให้แก่ประชาชนทั่วไปได้รับชมและรับฟัง โดยออกอากาศสดทั้งภาพและเสียง พร้อมกันทั่วโลก ทาง สถานีวิทยุ มก. ในวันเสาร์ที่ 15 และ 22 ธันวาคม 2561 เวลา 10.00-11.00 น.

พลตรี รังษี กิติญาณทรัพย์ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และที่ปรึกษากองทัพภาคที่ 1 (ดูแลความสงบเรียบร้อย 26 จังหวัด) ในฐานะผู้ดูแลโครงการนี้ กล่าวว่า พลโท ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ แม่ทัพภาคที่ 1 ได้กำกับดูแลให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เป็นไปอย่างตรงจุด รวดเร็วและยั่งยืน ซึ่งเรามีผู้อุปการคุณ ร่วมให้การสนับสนุนมากมาย อาทิ

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เครือเจริญโภคภัณฑ์ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด และบริษัท กนกโปรดักส์ จำกัด ให้การสนับสนุนการซ่อมแซมและปรับปรุงที่พักอาศัย ขอขอบคุณทุกภาคส่วนและกำลังพลทุกคน ที่ได้ร่วมมือร่วมใจทำงานเป็นอย่างดี จนทำให้ภารกิจที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี โครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินการ ระหว่าง 1 ตุลาคม 2561 ถึง 30 กันยายน 2562 โดยตั้งเป้าหมายไว้จำนวน 1,000 หลัง ขณะนี้กำลังทยอยส่งมอบบ้าน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชน อย่างยั่งยืน โดยจะมีการดำเนินการต่ออีกทั่วทั้งกรุงเทพมหานครให้ครบเป้าหมายคือ 1,000 ครัวเรือน

พลตรี รังษี กิติญาณทรัพย์ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และที่ปรึกษากองทัพภาคที่ 1 (ดูแลความสงบเรียบร้อย 26 จังหวัด) กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการปรับปรุงที่อยู่อาศัยของพี่น้องประชาชน จะมีการดำเนินการปรับภูมิทัศน์ และปลูกสวนหย่อมในแหล่งชุมชนต่างๆ ตามพื้นที่สาธารณะ และพื้นที่ที่เจ้าของไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ ปล่อยรกร้าง เพื่อให้คนในชุมชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน คือ “สร้างและเพิ่มปอดให้แก่ชุมชน” ชุมชนมีสถานที่ร่มรื่นสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ และออกกำลังกาย เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงโดยการสนับสนุนจากสวนนงนุช และบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเราตั้งเป้าไว้จำนวน 100 สวนหย่อม

รศ.ดร.จุรีย์รัตน์ ลีสมิทธิ์ ผู้อำนวยการ ศูนย์ “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ฯ ในฐานะผู้อำนวยการผลิต รายการ “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” กล่าวว่า ขอขอบพระคุณ พลโท ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ แม่ทัพภาคที่ 1 และ พลตรี รังษี กิติญาณทรัพย์ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และที่ปรึกษากองทัพภาคที่ 1 ที่กรุณาอนุมัติให้รายการหนึ่งใจฯ เข้าบันทึกเหตุการณ์อันน่าชื่นใจและประทับใจยิ่งในครั้งนี้ ความตื้นตันและความปลาบปลื้ม ในพระมหากรุณาธิคุณฯ ของประชาชนและชุมชน ที่ได้รับมอบบ้านและมอบสวนหย่อม

เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่พวกเราได้เกิดเป็นคนไทยภายใต้ร่มพระบารมีฯ ปกเกล้าปกกระหม่อม ขอขอบพระคุณ ธนาคารออมสิน มากกว่าการธนาคาร ธนาคารเพื่อสังคม และบริษัท สยามวัฒนกิจ จำกัด ผู้สนับสนุนรายการในตอนนี้ จึงอยากเชิญชวนทุกท่าน ร่วมรับชมและรับฟังกิจกรรมของโครงการนี้อย่างเต็มอิ่มได้ ใน รายการ “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” ออกอากาศสดทั้งภาพและเสียง ในวันเสาร์ที่ 15 และ 22 ธันวาคม 2561 เวลา 10.00-11.00 น. ทางสถานีวิทยุ มก. AM 1,107 กิโลเฮิรตซ์ และ KU Radio Network พร้อมกันทั่วโลก หรือรับชมย้อนหลังได้ที่ www.ku.ac.th

ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ รศ.ดร.จุรีย์รัตน์ ลีสมิทธิ์ ผู้อำนวยการ ศูนย์ “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ฯ ที่ตั้งสำนักงาน คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน นครปฐม 73140 อีเมล molku@ku.ac.th ไลน์ไอดี ajmaew

คนส่วนใหญ่รู้จัก “จังหวัดกระบี่” ในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่มีธรรมชาติทางทะเลที่สวยสดงดงาม มีอาหารทะเลสด ๆ ทำให้ทั้งชาวไทย และต่างชาตินิยมเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวแต่ละปีจำนวนมหาศาล

แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งในด้านเกษตรกรรม กระบี่กำลังหาทางสร้างรายได้ให้เกษตรกรด้วยการสนับสนุนการปลูก “องุ่น” พืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการบริโภคของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะองุ่นไร้เมล็ด ซึ่งขณะนี้สามารถปลูกได้ในพื้นที่ราบเขตร้อน และเป็นผลไม้ที่เกษตรกรให้ความสนใจปลูกเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ในอนาคต

ล่าสุด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามศึกษาทดลองสายพันธุ์ และขยายพื้นที่การปลูกให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด โดย นายสำเริง ปานศรี ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดกระบี่ (พืชสวน) กล่าวว่า ทางศูนย์ใช้พื้นที่ครึ่งไร่ในการศึกษาทดสอบการปลูกองุ่นไร้เมล็ด จำนวน 4 สายพันธุ์

ซึ่งจากการศึกษาวิจัยองุ่น ทดลองปลูกองุ่นอย่างต่อเนื่อง จนสามารถทำการคัดเลือกองุ่นที่สามารถเจริญเติบโตได้ดี และเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของภาคใต้ จำนวน 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ลูสเพอร์เลต (Loose Perlette) บิวตี้ซีดเลส (Beauty Seedless) เฟลมซีดเลส (Flame Seedless) และแบล็กโอปอล (Black Opal)

โดยในแปลงทดลองนี้ต้องการเก็บข้อมูลผลผลิตขององุ่นแต่ละสายพันธุ์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการส่งเสริมการปลูกองุ่น โดยทางศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดกระบี่ ได้ทำการศึกษาผลผลิตขององุ่นที่สามารถปลูกในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดิน การเตรียมโรงเรือน การดูแลรักษา การใส่ปุ๋ย การป้องกันโรค การศึกษาคุณภาพ เพื่อหาสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม สภาพพื้นที่จังหวัดกระบี่ให้มากที่สุด สามารถให้ผลผลิตองุ่นที่มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาด ส่งเสริมให้เกษตรกร และประชาชนผู้สนใจ นำไปประกอบเป็นอาชีพ

เปิดโอกาสให้ประชาชนผู้ที่สนใจการปลูกองุ่นของจังหวัดกระบี่และภาคใต้ เข้าเยี่ยมชมเพื่อศึกษาหาความรู้การปลูกองุ่นจากแปลงทดลองเพื่อพัฒนาเป็นอาชีพ ที่สำคัญ สนับสนุนภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่ ในเรื่องของผลไม้คุณภาพ โดยเฉพาะองุ่น ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดและนักท่องเที่ยว

ที่ตลาดปลาทสึกิจิ ตลาดปลาใหญ่สุดของญี่ปุ่น จะมี ปลาโอ หรือที่โลกเขาเรียกว่า ปลาทูน่า เป็นสินค้าหลัก ทั้งที่ส่งไปขายทั่วญี่ปุ่นและส่งออกไปทั่วโลก ปีหนึ่งหลายล้านล้านตัน

คนชอบคิดว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าไฮเทคแต่ถ่ายเดียว ที่จริงญี่ปุ่นเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าทะเล โดยเฉพาะปลารายใหญ่ของโลกนะ กองเรือประมงของญี่ปุ่นมีอิทธิฤทธิ์เกรียงไกรและมีขนาดใหญ่ระดับโลก หาปลาไปทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะในน่านน้ำของตัวเองเท่านั้น ชาวประมงญี่ปุ่นได้ชื่อว่าเป็นชาวประมงที่เก่งฉกาจ เพราะมีประสบการณ์มาเป็นพันปี

ซาบะนั้นเป็นชื่อญี่ปุ่น แต่ปลาซาบะที่ขายในเมืองไทยส่วนใหญ่มาจากยุโรป หรือปากีสถาน อินเดีย และจีน และเป็นซาบะแช่แข็งส่งมาทุ่มตลาดจนราคาถูก เหลือตัวละไม่ถึง 20 บาทแล้ว

ซาบะ จัดเป็นปลาราคาถูก คุณภาพสมราคา ชื่อชั้นเป็นรองปลาทูน่าหรือกระทั่งปลาทูของไทย เพราะเนื้อยุ่ยกว่า และคงความสดได้ไม่นาน ทิ้งไว้ไม่กี่ชั่วโมงก็มีกลิ่นแล้ว เขาถึงชอบเอามาย่างซีอิ๊วเพื่อให้ดับกลิ่นคาว ขณะที่ปลาโอเนื้อแน่นกว่า

ซาบะ เป็นปลาตระกูลเดียวกับปลาอินทรี แต่คนละชนิด เป็นปลาผิวน้ำ อาศัยอยู่เป็นฝูง เวลาถูกจับจึงโดนกวาดกันมาทั้งฝูง พบในน่านน้ำเขตหนาว เช่น มหาสมุทรแอตแลนติกทางตอนเหนือ แถบส่วนเหนือของทวีปแอฟริกา ไล่เรียงขึ้นไปทางยุโรป จนถึงสแกนดิเนเวีย ส่วนญี่ปุ่น จีน หรือซีกโลกทางใต้ เช่น นิวซีแลนด์ นั้นเรียกว่าพอหาได้

ญี่ปุ่นหาปลาซาบะได้ก็จะบริโภคในประเทศ ที่ส่งมาขายนั้นน้อย เพราะไม่ได้จับเป็นล่ำเป็นสันได้เหมือนทางซีกโลกเหนือ ซาบะที่ญี่ปุ่นจับได้มีน้อยมากเมื่อเทียบกับปลาโอ

จึงย้ำอีกครั้งว่า ปลาซาบะ ที่เรากินราคาถูกในปัจจุบันไม่ได้มาจากญี่ปุ่นเป็นหลัก แต่มาไกลกว่านั้นมากปลาซาบะที่คนญี่ปุ่นนิยมกิน มี 2 ประเภท อันได้แก่ ma saba ซาบะลำตัวสีเงินท้องสีขาวและมีจุดสีดำตามลำตัว และ goma saba มีจุดสีดำตามท้องและลำตัว ความอร่อยอยู่ที่ไขมันและน้ำมันที่อยู่ตามผิวและลำตัว มีประโยชน์เพราะอุดมไปด้วยไขมันชั้นดี

แต่ซาบะไม่ใช่ปลาที่คนญี่ปุ่นชอบที่สุด

เมื่อสอบถามคนญี่ปุ่น อายุ 20-60 ปี จำนวน 1,000 คน พบว่า ปลายอดนิยมของพวกเขาไล่จาก อันดับ 1 คือ ปลาแซลมอน, ปลามากูโร หรือ Pacific Bluefin Tuna ที่มีเนื้อสีแดงสด เนื้อนุ่ม แน่น ราคาไม่แพงมาก, ปลาซามะ หรือ Pacific Sanma เพราะอ้วนท้วนสมบูรณ์ คุณค่าทางโภชนาการสูง ปลานี้เป็นสัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ร่วงของญี่ปุ่น เพราะจะมีมากและสมบูรณ์สุดในฤดูนี้, ปลาไหลญี่ปุ่น หรือ Unagi และท้ายสุดคือ ปลาซาบะ ที่เขานิยมหมักในน้ำส้มสายชูก่อนเอามาทำข้าวปั้นหรือกินดิบ

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ปีนี้ปลาซาบะถูกเลือกให้เป็นอาหารประจำปีของคนญี่ปุ่น ดูจากการค้นหา คำว่า ปลาซาบะออนไลน์เพิ่มมากขึ้น และการกินที่แพร่หลายมากขึ้น

ส่วนหนึ่งที่พบว่าเพิ่มขึ้นมากคือ ปลาซาบะกระป๋อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งพบว่า ปลาซาบะกระป๋อง สามารถบรรเทาความหิวโหยแก่พวกเขาได้มาก ราคาถูก ทำให้ไม่เป็นอุปสรรคในการเสาะหา แม้ในยามที่ครอบครัวอยู่ในสภาพสิ้นไร้

ขณะที่ตำแหน่งแห่งหนของปลาซาบะในร้านอาหารแพงๆ ในเมืองยังคงเหมือนเดิม คือไม่ใช่แชมป์สุดยอดปรารถนาของนักกิน

ตำแหน่งอาหารแห่งปีของปลาซาบะจึงได้มาจากบทบาทในการเป็นอาหารแก่ทุกคน หรือ Food For All มากกว่าจะได้มาจากรสชาติอันล้ำเลิศใด

เหมือนว่าวืดมงกฎนางงามจักรวาล แต่ได้มงกุฎนางงามมิตรภาพมาครอง แบบไหนแบบนั้นBBCไทย – ปลาปักเป้าที่มีพิษร้ายแรงถึงชีวิต กลับเป็นอาหารจานโปรดที่มีราคาแพงในญี่ปุ่นและหลายประเทศในเอเชียตะวันออก ซึ่งจะต้องปรุงโดยผู้เชี่ยวชาญพิเศษที่รู้จักวิธีนำพิษออกและมีใบอนุญาตโดยเฉพาะเท่านั้น แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมายังคงมีผู้ถูกพิษจากการรับประทานเนื้อปลาปักเป้าอยู่ไม่น้อย

ความต้องการลิ้มรสเนื้อปลาปักเป้าที่แสนอร่อย ต้องถูกขัดขวางด้วยความเสี่ยงสัมผัสพิษ Tetrodotoxin ที่มีอยู่ในตับ รังไข่ ลูกตา และหนังปลา จนหลายคนรู้สึกกล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะกินปลาชนิดนี้

แต่ล่าสุดทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติจากมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทงของจีน และมหาวิทยาลัยนอตติงแฮมของสหราชอาณาจักร สามารถค้นพบและสกัดสารให้รสอร่อยหรือ “อูมามิ” ในเนื้อปลาปักเป้าออกมาได้แล้ว ซึ่งในอนาคตจะใช้เป็นต้นแบบในการสังเคราะห์สารให้รสปลาปักเป้า เพื่อนำไปปรุงอาหารที่รับประทานได้อย่างปลอดภัย ไม่ต้องเสี่ยงถูกพิษร้ายแรงกันอีกต่อไป

ทีมนักวิทยาศาสตร์มองหาสารประกอบที่ให้รสอูมามิในปลาปักเป้าสายพันธุ์ Takifugu obscurus ซึ่งพบได้ทั่วไปในแถบทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ โดยบดเนื้อเยื่อส่วนกล้ามเนื้อของปลาให้ละเอียด ทำให้สุกก่อนนำไปกรองและเข้าเครื่องหมุนเหวี่ยงสร้างแรงหนีศูนย์กลาง (Centrifuge) เพื่อให้ได้สารสกัดเนื้อปลาปักเป้าที่เป็นของเหลว

ผลการวิเคราะห์สารสกัดดังกล่าว พบสารประกอบที่สามารถให้รสได้ 28 ชนิด ในจำนวนนี้ 12 ชนิดซึ่งรวมถึงกรดอะมิโนอิสระ นิวคลีโอไทด์ และไอออนของสารอนินทรีย์ ได้ผ่านการทดสอบจากคณะกรรมการที่เป็นนักชิมรสชาติมืออาชีพแล้วว่า สามารถกระตุ้นการสร้างรสที่เหมือนกับเนื้อปลาปักเป้าขึ้นได้จริง โดยให้ทั้งรสอูมามิและรสชาติที่เข้มข้นหรือ “โคคุมิ” มากเป็นพิเศษ

ทีมผู้วิจัยคาดว่า หากมีการพัฒนาสารสังเคราะห์ที่ให้รสเนื้อปลาปักเป้านี้ต่อไป จนมีความใกล้เคียงกับของจริงมากที่สุด จะช่วยให้ผู้ที่หลงใหลในรสชาติของปลาชนิดนี้สามารถลิ้มรสของมันได้ โดยไม่ต้องเสี่ยงอันตรายอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนของญี่ปุ่นบางสำนักรายงานว่า คนบางกลุ่มต้องการลิ้มรสปลาปักเป้าเพราะชื่นชอบความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เผชิญความเสี่ยง บางคนเสาะหาอวัยวะของปลาส่วนที่มีพิษมากินในปริมาณเล็กน้อย เพราะติดใจความรู้สึกเจ็บแปลบเหมือนเข็มแทงเบา ๆ ที่ริมฝีปาก ซึ่งเกิดจากการสัมผัสพิษนั่นเอง

ทั้งนี้ สารพิษ Tetrodotoxin ในปลาปักเป้า เป็นสารพิษทำลายระบบประสาท หลังได้รับพิษประมาณ 20 นาทีถึง 3 ชั่วโมง จะทำให้อาเจียน หายใจขัด กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตและเสียชีวิตได้

วันที่ 26 ม.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องขอความช่วยเหลือจาก นายไพศิลป์ พรมมา อายุ 50 ปี ประธานกลุ่มการเลี้ยงไก่พันธุ์พื้นเมือง ชุมชนหันคา จ.ชัยนาท ว่าได้เลี้ยงไก่ตามโครงการรัฐ แต่กลับขายไม่ได้ และขาดทุนจนแทบหมดตัว ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางไปที่บ้านหนองค้อ หมู่ 7 ต.หันคา อ.หันคา จ.ชัยนาท พบว่าเกษตรกรกลุ่มการเลี้ยงไก่พันธุ์พื้นเมือง ชุมชนหันคา กำลังหั่นหยวกกล้วย เพื่อเลี้ยงไก่กว่า 700 ตัว ที่ถูกเลี้ยงรวมกันอย่างแออัดในโรงเรือน ทางกลุ่มหมดทุนในการซื้ออาหารมาเลี้ยง ทำให้ไก่หิวโหยถึงขั้นจิกกันจนตายแล้วจกไส้กิน ต้องตัดสินใจยอมเป็นหนี้กู้เงินมาซื้ออาหารให้ไก่กิน ซึ่งช่วงตรุษจีนนี้ วอนผู้สนใจช่วยซื้อไก่ของกลุ่มเกษตรกรฯ ชุมชนหันคา เพื่อช่วยเหลือลดภาระหนี้สินที่กำลังเพิ่มขึ้นทุกวัน

นายไพศิลป์ กล่าวว่า เมื่อช่วงเดือนกันยายน 2561 ทางชาวบ้านหนองค้อ ได้รวมตัวกัน 30 คน ตั้งกลุ่มขึ้นเพื่อรองรับโครงการเลี้ยงไก่พื้นเมืองสร้างเสริมรายได้ ตามโครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย ภายใต้โครงการสร้างทักษะและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร โดยใช้ชื่อกลุ่ม “การเลี้ยงไก่พื้นเมือง ชุมชนหันคา” ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ 120,800 บาท ใช้ในกิจกรรมสร้างโรงเรือน 20,000 บาท ค่าอาหาร 60,000 บาท (จำนวน 150 กระสอบ) ค่าลูกไก่ 40,000 บาท (1,000 ตัว)

แต่เมื่อเลี้ยงได้เพียง 2 เดือนครึ่ง อาหารไก่หมด แต่ตัวไก่ยังขายไม่ได้เพราะไม่มีตลาดรับซื้อ เนื่องจากพบว่าไก่ที่ซื้อมาเลี้ยงเป็นไก่ไทยลูกผสม 3 สายเลือด (พื้นเมือง+ไก่เนื้อ+ไก่ไข่) จึงทำให้พ่อค้าปฏิเสธการรับซื้อ ตอนแรกคิดว่าเป็นไก่พื้นเมือง หวังว่าจะขายได้ราคาดี คำนวณแล้วน่าจะได้เงินเป็นแสน แต่พอไก่โตขึ้นจึงทราบว่าเป็นไก่ไทย 3 สายเลือด จึงถูกตลาดปฏิเสธ ไม่ว่าจะเป็นร้านขายไก่ต้มน้ำปลา แม่ค้าขายไก่สดในตลาดหันคา เพราะเขาอ้างว่ากินไม่เหมือนไก่ไทยแท้ ขณะที่ทางผู้ขายไก่ก็บอกว่าจะมาซื้อคืนตามที่รับปากไว้ครั้งแรก ตอนนี้เงียบหายไปแล้ว

ขณะนี้เวลาผ่านไป 5 เดือนแล้ว เกษตรกรขาดเงินทุนซื้ออาหาร ต้องไปหาหยวกกล้วยที่ชาวบ้านตัดทิ้งมาหั่นให้ไก่ที่เหลือกว่า 700 ตัว กินประทังชีวิต ซึ่งมีไก่บางส่วนตายไป เนื่องจากถูกรุมจิกจนตายแล้วจกไส้กินด้วยความหิวโหย ได้ปรึกษากับคณะกรรมการกลุ่มแล้วจะแบ่งให้ลูกกลุ่มไปเลี้ยงก็ไม่มีใครรับเพราะศักยภาพของแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงต้องทนเลี้ยงต่อไปโดยส่วนตัวได้ไปกู้ยืมเงินเพื่อนบ้านมา 22,000 บาท เพื่อแบ่งซื้ออาหารไก่จากฟาร์มใหญ่ๆ ราคาจะถูกกว่าซื้อจากร้านค้าทั่วไป

“ตอนนี้เครียดมาก อยากจะวอนให้มีคนช่วยซื้อไก่ไปบริโภค เพื่อลดภาระของกลุ่มเกษตรกรที่คาดหวังว่าจะมีรายได้เสริมจากโครงการของรัฐบาล แต่กลับเป็นภาระจนเป็นหนี้สิน สำหรับผู้สนใจจะซื้อไก่ไปบริโภค ขนาด 1.5 กิโลกรัม/ตัว 70 บาท/กก. ทำแล้วกิโลกรัมละ 90 บาท/กก. หากต้องการจะซื้อเหมาทั้งหมดจะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง ติดต่อได้ทางโทรศัพท์ 097-9532836 หรือ 087-0812157” นายไพศิลป์ กล่าว

ธุรกิจฟาร์มเห็ด เป็นอีกหนึ่งอาชีพในฝันที่หลายคนสนใจอยากทำเป็นอาชีพหลังเกษียณเพราะใช้เงินลงทุนไม่สูงมากแต่ให้ผลตอบแทนที่ดี การพัฒนาธุรกิจฟาร์มเห็ดให้ประสบความสำเร็จมีปัจจัยพื้นฐานไม่กี่อย่างเริ่มจากโรงเรือนที่ใช้เปิดคอกเห็ดต้องควบคุมอุณหภูมิ-ความชื้น-แสง-ปริมาณอ๊อกซิเจนได้อย่างเหมาะสม ควบคุมโรคแมลงและไรเห็ดได้ ก็มีดอกเห็ดออกขายทำเงินได้แล้ว หากต้องการให้ฟาร์มเห็ดมีผลกำไรเพิ่มมากขึ้นก็ต้องลงทุนขายก้อนเห็ดและเชื้อพันธุ์เห็ดไปพร้อมๆ กัน

หากใครอยากเห็นธุรกิจฟาร์มเห็ดที่สร้างมาเติบโตอย่างยั่งยืน เป็นมรดกทางธุรกิจแก่ลูกหลานในระยะยาว ควรลงทุนสร้างฟาร์มเห็ดครบวงจร มีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเห็ดและติดแบรนด์สินค้าฟาร์มให้เป็นที่รู้จักของตลาดในวงกว้าง และพัฒนาต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้ลูกค้าแวะเวียนเข้ามาใช้ชมและเลือกซื้อสินค้าถึงฟาร์ม ซึ่งการทำธุรกิจรูปแบบนี้จะสร้างรายได้อย่างยั่งยืน เช่นเดียวกับ “เขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม ” ผู้นำตลาดฟาร์มเห็ดเชิงท่องเที่ยวแนวใหม่ กับฟาร์มเห็ดครบวงจร ที่นี่เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ กิจกรรม ที่พัก ร้านกาแฟ ช็อปปิ้ง และไฮไลท์ร้านอาหาร เสิร์ฟเมนูเห็ดนานาชนิด ที่เป็นทั้งเครื่องดื่ม อาหารทานเล่น อาหารคาว ขนมหวานที่ทำจากเห็ด กลายเป็นจุดเด่นด้านการท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของเขาใหญ่ ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้แวะมาเยี่ยมชมกิจการทุกวันตลอดทั้งปี

“ หนุ่มวิศวะ ” ผันตัวมาทำฟาร์มเห็ด

ปี 2554 คุณปรเมศวร์ สิทธิวงศ์ หนุ่มวิศวกรเจ้าของบริษัทรับเหมาสร้างข่ายโทรคมนาคมที่มีรายได้หลักแสนต่อเดือน ตัดสินใจขายหุ้นให้เหลือน้อยลง เพื่อหันมาทำธุรกิจเชิงเกษตรกรรม บนที่ดินมรดกเนื้อที่ 90 ไร่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ของครอบครัวภรรยาคือ “คุณแอนนา สิทธิวงศ์ ”

โดยคุณปรเมศวร์ ร่วมหุ้นกับเพื่อน 2 คนทำธุรกิจฟาร์มเห็ดท่องเที่ยวมูลค่า 10 ล้านบาทโดยปรับเปลี่ยนที่ดินประมาณ 2 ไร่ครึ่งริมถนนธนะรัชต์ทางขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งเคยเป็นสวนมะม่วงและปลูกน้อยหน่ามาก่อน มาลงทุนก่อสร้างฟาร์มเห็ดแห่งนี้ ช่วงที่ปรับที่ดินเพื่อก่อสร้างอาคาร เมื่อขุดดินลงไปเจอแต่หินอ่อน คุณปรเมศวร์เล่าแบบขำๆ ว่า ผมเกือบเปลี่ยนใจไปขอสัมปทานทำหินอ่อนแทนฟาร์มซะแล้ว

ช่วงที่คุณปรเมศวร์วางแผนว่าจะทำฟาร์มเห็ด เขาพยายามเสาะหาข้อมูลเรื่องการทำฟาร์มเห็ดจากแหล่งต่างๆ จนเจอเพื่อนวัยเด็กสมัยเรียนมัธยมมงฟอร์ต ที่เชียงใหม่ด้วยกัน คือ ผศ.พิเชษฐ์โสวิทยกุล อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ลาดกระบัง ที่เคยทำวิทยานิพนธ์เรื่อง โรงเรือนระบบปิดของเห็ดโคนญี่ปุ่น เป็นผู้จุดประกายเรื่อง “ ฟาร์มเห็ดครบวงจร สไตล์โมเดิร์น ” ภายใต้บรรยากาศโอโซนจากเขาใหญ่ ทั้งระบบปิด ระบบเปิด และระบบเพาะในดิน รูปแบบโรงเรือนที่ทำไม่ซ้ำใครในสไตล์โมเดิร์นด้วยการใช้ผนังตาข่าย ใช้หลังคาเป็นเหล็กแผ่นเพื่อให้มีความโปร่งสามารถระบายอากาศได้ดีตามแบบที่เห็ดชอบ

เขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์มเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2554 เป็นต้นมา ในการทัวร์ฟาร์มเพาะเห็ดจะมีมัคคุเทศก์พาชมและอธิบายสรรพคุณของเห็ดแต่ละชนิด เมนูอาหารที่แนะนำ และขนาดที่เหมาะสมในการเก็บ

ที่นี่เพาะเห็ดหลากหลายชนิดได้แก่ เห็ดนางรมฮังการี เห็ดนางฟ้าภูฏาน เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดนางนวล เห็ดโคนญี่ปุ่น เห็ดหูหนูดำ เห็ดหูหนูเผือก เห็ดนางรมทอง เห็ดหัวลิง(ยามาบูชิตาเกะ) เห็ดหลินจือ เห็ดต่งฝน หรือ เห็ดโต่งฝน เห็ดพื้นบ้านของลาว มีสรรพคุณ เป็นยาแก้ปวดท้อง ป้องกันโรคกระเพาะอาหาร ช่วยในการหมุนเวียนของโลหิตได้ดี เติบโตได้ดีในฤดูฝนและเห็ดตีนแรด(เห็ดตับเต่าขาว)ซึ่งเชฟบางคนบอกว่า เห็ดตีนแรดเป็นเห็ดที่อร่อยที่สุดในโลก น้ำหนักมากสุดที่เคยเพาะได้ในฟาร์มแห่งนี้คือ 35 กิโลกรัม หากใครอยากทดลองเพาะเห็ดเพื่อเฝ้าดูการเติบโตของดอกเห็ดในแต่ละวัน ทางฟาร์มก็มีก้อนเชื้อเห็ดจำหน่ายในราคาย่อมเยา

นอกจากนี้ยังเปิดให้บริการ “เขาใหญ่ พาโนราม่า รีสอร์ท ”แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและสุขภาพอย่างครบวงจร นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้สัมผัสบรรยากาศสุดฟิน แช่สระออนเซ็น แร่หินอ่อนธรรมชาติ แบบ 360 องศา

สินค้าขายดีของทางฟาร์มได้แก่ น้ำเห็ด 7 อย่าง ตรา อิมมูเฟรช ผลิตจากเห็ดสด ๆ ที่ได้รับทุนวิจัยผลิตภัณฑ์จาก สวทช. เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เพราะเห็ดมีใยอาหาร(Fiber) ที่จะช่วยดูดซับไขมันส่วนเกินเเละช่วยในการขับสารพิษออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ ” ชาเห็ดหลินจือ ” ได้รับการขึ้นทะเบียนอาหาร จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

ทางฟาร์มได้นำเห็ดคุณภาพดีมาแปรรูปเป็นสินค้าหลากหลายชนิด อาทิ ถั่วลิสงอบกรอบเคลือบเห็ด ไอศกรีมเห็ด หลินจืออบแห้ง ผงเห็ดโป๊ยเซียน ไส้อั่วเห็ด แหนมเห็ด ฯลฯ เข้าสู่ช่องทางการจัดจำหน่ายทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวก ให้กับผู้บริโภคที่ห่วงใยสุขภาพ ได้เลือกซื้ออย่างสะดวก สด ใหม่ อยู่เสมอ ทางฟาร์มได้ร่วมมือกับพันธมิตรทางการค้า เพื่อขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายสินค้าสุขภาพ แปรรูปจากเห็ด ในทุกจังหวัดทั่วประเทศอีกด้วย

“ เห็ดหลินจือ ” สินค้าเด่น สินค้าเด่นที่นับเป็นพระเอกของฟาร์มคือ “ เห็ดหลินจือ ” ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นราชาแห่งสมุนไพรจีนมานานกว่า 4,000 ปี “หลินจือ” แปลเป็นไทยว่าสมุนไพร แห่งจิตวิญญาณ สรรพคุณเป็นยาบำรุงร่างกาย บรรเทาอาการอ่อนเพลีย แก้หลอดลมอักเสบ เรื้อรัง รักษาโรคหัวใจ ป้องกันโรคมะเร็ง เบาหวาน ลดความดัน