สาวนิลวรรณ ทุนคุ้มทอง ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการท่องเที่ยว

อย่างยั่งยืน กล่าวเสริมว่า ในอดีตบริเวณบ้านตะเคียนเตี้ย เป็นสวนมะพร้าวที่มีพื้นที่รวมกว่า 2,000 ไร่ แต่ในระยะหลังความเจริญขยายเข้ามาในชุมชน พื้นที่บางส่วนถูกนำไปพัฒนาเป็นโครงการบ้านจัดสรร ขณะที่พื้นที่บางส่วนที่ยังเป็นสวนมะพร้าวแต่ไม่ได้รับการดูแล ถูกทิ้งร้าง ซึ่งกลายเป็นแหล่งเพาะตัวอย่างดีของหนอนหัวดำ และทำให้แพร่กระจายไปยังสวนมะพร้าวในบริเวณใกล้เคียง ชาวชุมชนบ้านตะเคียนเตี้ยจึงต้องการกำจัดหนอนหัวดำ โดยไม่ใช่สารเคมี กำจัดด้วยวิถีธรรมชาติ จึงร่วมมือกับอพท.3 เพื่อร่วมเลี้ยงแตรเบียนฯเพื่อกำจัดหนอนหัวดำ

“ปัญหาสำคัญของการเพาะเลี้ยงแตนเบียนฯคือ ชาวบ้านยังไม่เข้าใจวงจรชีวิตของแตนเบียน ไม่สามารถเลือกพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เพื่อขยายพันธุ์ต่อได้ ทำให้ต้องขอไข่จากศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรฯ ซึ่งในบางช่วงเวลาไม่งบประมาณก็ไม่สามารถส่งไข่แตนเบียนให้ชุมชนได้ นอกจากนี้ยังพบว่าการให้อาหาร เช่น รำข้าว และน้ำผึ้ง จำเป็นต้องมีการคัดเลือกจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ และปลอดสารเคมี แต่หลังจากที่ชาวชุมชนได้รับการฝึกอบรม เชื่อว่าจะสามารถเพาะเลี้ยงแตรเบียนฯได้”

นายธิติ กล่าวอีกว่า ในช่วงที่ผ่านมา อพท. ได้ทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวหลายครั้งเพื่อให้ชุมชนมีความเข้าใจในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ บริษัทนำเที่ยวภายในประเทศ และบริษัทนำเที่ยวที่นำนักท่องเที่ยวเข้ามาจากต่างประเทศ ในพื้นที่เมืองพัทยาและจากทั่วประเทศได้เข้ามาสัมผัสการท่องเที่ยววิถีมะพร้าว รวมถึงร่วมกันกำหนดราคาเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และชุมชนเกิดการกระจายรายได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

ปัจจุบัน การท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลตะเคียนเตี้ย มีจุดเด่นที่สะท้อนวิถีมะพร้าวของชุมชนตะเคียนเตี้ยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลศิลปวัฒนธรรมตลอดจนภูมิปัญญาพื้นบ้าน เช่น พิพิธภัณฑ์ชุมชนบ้านร้อยเสา ศาสตร์การปลูกมะพร้าว ลำตัด งานหัตถกรรมพื้นบ้าน และที่โดดเด่นมีอัตลักษณ์เป็นที่ถูกอกถูกใจของนักท่องเที่ยวคือ อาหารพื้นบ้าน “แกงไก่กะลา” รวมถึงน้ำพริกไข่เค็มกินกับผักสวนครัวปลอดสารพิษ ผัดหน่อไม้จากสวนบ้านร้อยเสา และ“กาแฟมะพร้าว” และ “วุ้นมะพร้าว” เคล็ดลับความอร่อยที่เกิดจากการใช้น้ำกระทิที่คั้นสดวันต่อวัน จนนักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวต้องซื้อกลับบ้านเสมอ

นอกจากนี้ยังมีการผลิตน้ำมันมะพร้าวอินทรีย์สกัดเย็น โดยบ้านสวนป่าสาโรชกับแหวว และมีการนำน้ำมันพร้าวดังกล่าวไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สปาและเครื่องสำอางร่วมกับ นัชชาสปา เพื่อจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวอีกด้วย

แม้ต้นทุนชีวิตจะมีไม่มาก แต่ด้วยความพากเพียร ไม่หยุดมองหาโอกาสใหม่ ๆ และพร้อมรับมือกับทุกปัญหาที่ผ่านเข้ามาทดสอบ ก็ทำให้ “ดร.องอาจ กิตติคุณชัย” อดีตเด็กหนุ่มที่เคยทำงานในโรงงานผลิตอาหารกระป๋อง ได้ก่อร่างสร้างธุรกิจของตัวเองขึ้นมาจนวันนี้กลายเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) เจ้าของบริษัทผู้ผลิตข้าวโพดหวานรายใหญ่อันดับต้น ๆ ของไทยที่กำลังจะเข้าไปเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯเร็ว ๆ นี้

ชีวิตที่ต่อสู้กับความลำบากมาตลอด ทำให้หนุ่มน้อยจากพิจิตรเมื่อหลายสิบปีก่อนเริ่มวาดฝันใหญ่ ตัดสินใจบอกลาอาชีพหนุ่มโรงงานที่เริ่มทำมาตั้งแต่อายุ 15 ปี ย้ายไปตั้งต้นที่เชียงใหม่ พร้อมผันตัวเป็นพ่อค้าคนกลางรับซื้อผลผลิตเกษตร อย่างลำไย ลิ้นจี่ ฯลฯ ขายเข้าโรงงาน

ดร.องอาจบอกว่า การเริ่มต้นเป็นเรื่องยาก เขาทุนน้อย มีความรู้ไม่มาก คอนเน็กชั่นก็ไม่มี จึงต้องพยายามหาช่องทางเอง ทำอะไรที่มากกว่าและดีกว่าคนอื่น เช่นยุคก่อนที่คนมักขายลำไยแบบคละไซซ์คละเกรด เขาก็มานั่งคัดลำไยให้ได้คุณภาพ-มาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ซึ่งจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คนอื่นไม่ทำนี้ ช่วยสร้างความแตกต่างและทำให้ลูกค้ามั่นใจคุณภาพสินค้าที่ซื้อจากเขา

ค้าขายไปได้ 7-8 ปี ก็เริ่มเห็นแนวโน้มว่าซื้อมาขายไปอย่างเดียวไม่ได้แล้ว แต่ต้องแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้าให้มากขึ้น จึงเริ่มเช่าโรงงาน ก่อนรวบรวมเงินทุนทั้งจากเพื่อนฝูงและธนาคารมาเปิดโรงงานของตัวเองในที่สุด

กระทั่งเหตุการณ์ “ต้มยำกุ้งไครซิส” วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 มาถึงวิกฤตครั้งนั้นทำให้เขากลายเป็นคนที่มีหนี้สินหลายร้อยล้านบาท แต่ก็ไม่คิดทิ้งคนข้างหลังไว้แล้วหนีเอาตัวรอด ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายนั้น จึงพยายามดูว่าปัญหาจริง ๆ คืออะไร แล้วไปแก้ด้วยความจริงใจ ตรงไปตรงมา ปรึกษาพูดคุยกับเจ้าหนี้ตรง ๆ จนสามารถเคลียร์หนี้สินได้สำเร็จใน 5-7 ปีให้หลัง

วิกฤตครั้งนั้นทำให้เขาเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เริ่มมองหาผลผลิตที่ยั่งยืนขึ้น จากการแปรรูปลำไย ลิ้นจี่ ที่เป็นผลไม้ตามฤดูกาล สุดท้ายเปลี่ยนมาเป็น “ข้าวโพดหวาน” ที่ให้ผลผลิตได้ทั้งปี มีตลาด มีความต้องการอยู่ทั่วโลก และสามารถพัฒนา ยกระดับคุณภาพสินค้าได้อีกมาก

ซึ่งหลังได้ทุนสนับสนุนจากธนาคารกรุงไทย ปรับปรุงโรงงานครั้งใหญ่เพื่อรองรับการแปรรูปข้าวโพดหวาน ยอดขายก็ขยับขึ้นไปแตะพันล้านบาท ทว่า ยอดขายก็นิ่งอยู่ในระดับเดิมเป็น 10 ปี จนรู้สึกว่าถึงเวลาที่ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบ้างแล้ว ซึ่ง “เทคโนโลยี” ก็เข้ามาเป็นคำตอบที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้

“ทุกวันนี้ต้องเอาเทคโนโลยีมาใส่ในการเกษตร เพื่อช่วยลดการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ลดการสูญเสีย ทำให้การผลิตมีต้นทุนต่ำลง แต่คุณภาพดีขึ้น ลูกค้าก็มั่นใจได้เรื่องคุณภาพ-ความปลอดภัยที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับอาหาร”

ดังนั้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซันสวีทจึงได้นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำงานมากขึ้น ทั้งใช้ในโรงงาน รวมทั้งแปลงปลูกในรูปแบบ “สมาร์ทฟาร์ม” ที่นำเทคโนโลยีมาช่วยดูแลพืช รวมทั้งวางแผนการปลูกให้ได้ผลผลิตตลอดทั้งปี พร้อมกับพัฒนาองค์ความรู้ของเกษตรกรกว่า 2 หมื่นรายที่ทำงานร่วมกับซันสวีทในรูปแบบเกษตรพันธสัญญา ก็ช่วยให้ยอดขายขยายตัวต่อได้จนวันนี้มียอดขายเกือบ 2 พันล้านบาท มีกำไรส่วนต่างมากขึ้นกว่าเดิม

ต่อจากนี้ ซันสวีทอยากขยายตลาดในประเทศให้มากขึ้น จากปัจจุบันที่ยอดขายหลักมาจากต่างประเทศกว่า 80% โดยจะเน้นเรื่องสินค้าใหม่และการขยายช่องทางให้ครอบคลุมมากขึ้น ล่าสุด ส่งข้าวโพดหวานปิ้ง ตรา “เคซี” วางขายในเซเว่นอีเลฟเว่นทุกสาขาเมื่อ 5 ธันวาคมที่ผ่านมาในราคาฝักละ 25 บาท ซึ่ง “ข้าวโพดหวาน” จะยังเป็นสินค้าหลักของซันสวีทในเวลานี้ แต่อนาคตก็มองภาพใหญ่ ต่อยอดพัฒนาสินค้าจากผักผลไม้ต่าง ๆ ทำอาหารเพื่อสุขภาพ หรืออาจเป็นสินค้าอื่นที่ต่อยอดจากวัตถุดิบที่มีได้

“คิดการใหญ่ได้ แต่ต้องค่อย ๆ ทำ มองให้รอบด้าน” นี่คือข้อคิดทิ้งท้ายจากนักสู้ที่ไม่เคยหยุดฝัน และเดินหน้าลงมือทำให้เป็นจริงเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ชาวบ้านเมียนมา บ้านมินละปั่น จังหวัดเมียวดี ประเทศเมียนมา ตรงข้ามบ้านห้วยมหาวงศ์ บ้านแม่โกนเกน ตำบลมหาวัน อ.แม่สอด จ.ตาก แจ้งว่า มีชาวเมียนมา ที่บริโภค และสัมผัสเนื้อแพะดิบที่ตายแล้ว จำนวน 8 คน เกิดอาการมีแผลที่มือ ซึ่งเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ติดเชื้อโรคแอนแทรกซ์ จากซากแพะ ในจำนวนนี้มีผู้ใหญ่ 6 คน เด็ก 2 คน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขฝ่ายเมียนมา

ได้นำส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลเมียวดีแล้ว การเกิดเชื้อแอนแทรกซ์ครั้งนี้ เป็นแพะ ที่พ่อค้าไทยข้ามไปซื้อแพะฝั่งเมียนมา และพบว่า มีแพะตายบนรถยนต์ หลังจากไปซื้อแพะเป็น มาจึงมอบให้ชาวเมียนมาบ้านมินละปันไปหลายตัว ส่วนอีก 7 ตัว นำข้ามน้ำเมยมามอบให้ทางชาวไทยหมู่ 9 ตำบลมหาวัน ส่งผลให้เกิดโรคแอนแทรกซ์ขึ้น เช่นเดียวกับชาวไทยที่ไปบริโภค และสัมผัสเนื้อแพะ ล่าสุด ราษฎรไทยที่บ้านแม่โกนเกนไม่กล้าข้ามไปฝั่งเมียนมา หลังทราบข่าวว่า มีชาวเมียนมาก็ติดเชื้อแอนแทรกซ์ เกรงว่าจะติดเชื้อแอนแทรกซ์ และยังไม่พบว่า ไม่มีราษฎรไทยติดเชื้อแอนแทรกซ์เพิ่มแต่อย่างใด ขณะที่ปศุสัตวำเภอแม่สอด ยังคงห้ามแพะ โค กระบือ เข้ามาเขตไทย ตามแนวชายแดนไทย – เมียนมา ตลอดแนว

สอบ.6 สงขลา ยกย่อง 2 ตชด. “นักอนุรักษ์ตัวนิ่ม” พบตัวนิ่มรถชนบาดเจ็บ นำส่ง สอบ. เพื่อคืนสู่ธรรมชาติ เผยราคาตัวนิ่ม 6 หมื่นบาท

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม นายธนิตย์ หนูยิ้ม ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ (สบอ.) ที่ 6 จ.สงขลา เปิดเผยว่า นายยงยุทธ์ นาควิโรจน์ ผอ. ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สอบ.6 ได้รับมอบตัวนิ่ม 1 ตัว จาก ส.ต.อ บุญแสน เมฆหมอก ผบ. หมู่ กก.ซถ.2 จ.ส.ต.บุญแสน เมฆหมอก ผบ.หมู่. กก.ซถ.2 . บก.สส.จชต. กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ จ.ยะลา ได้พบขณะตัวนิ่มโดนรถชนอยู่บนถนนได้รับบาดเจ็บ ที่ อ.รามัญ จ. ยะลา

นายธนิตย์เปิดเผยว่า สบอ.6 ได้รับไว้แล้วรีบส่งมอบต่อให้นายสัตวแพทย์ ของสำนักฯ รีบทำการอนุบาล รักษา ฟื้นฟู ดูแล เมื่อตัวนิ่มแข็งแรงสมบูรณ์ดีแล้ว จะนำไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติโดยเร็ว เพื่อเพิ่มโอกาสการมีชีวิตรอดของตัวนิ่ม ตามเจตนารมณ์ของผู้เก็บนำมาส่ง ได้ทำการให้ยาลดปวด ให้ยารักษาการติดเชื้อ ให้สารน้ำใต้ผิวหนัง และกกไฟในตู้อบ เป็นเวลา 24 ชม. พบว่าตัวนิ่มหายใจได้สม่ำเสมอขึ้น สบายตัวขึ้น สามารถกินน้ำได้ อาการโดยรวมมีแนวโน้มดีขึ้น จะได้ทำการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ

“ผมขอชื่นชมในคุณงามความดีของ ตชด.ทั้ง 2นายเป็นอย่างสูง ในความเป็นนักอนุรักษ์และเป็นผู้มีความเมตตาต่อสัตว์ป่า โดยที่ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน และยังเสียสละเวลา ค่าใช้จ่ายในการเดินทางนำส่งสัตว์ป่ามามอบให้ กับ สบอ. 6 ด้วยตนเอง เป็นการช่วยคุ้มครองดูแลสัตว์ป่าไม่ให้ถูกทำร้ายจากผู้แสวงหาประโยชน์โดยไม่ชอบ”

นายธนิตย์เปิดเผยว่าตัวนิ่มปัจจุบันราคาภายในประเทศ โดยเฉพาะทางภาคใต้ ราคาตัวละ 20,000-30,000 บาท เมื่อนำไปขายต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศจีนมีราคาสูงถึง 50,000 -60,000 บาท ปัจจุบันตัวนิ่ม ยังเหลืออยู่ตามเทอกเขาในป่าลึก เช่น เทือกเขาบรรทัด เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า เทือกเขาป่าฮาลา บาลา เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า สำหรับที่มีการลักลอบนำส่งกันมาก จะนำมาจากประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย

กรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดตัวโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ ภายใต้แนวคิด “กระเช้าสหกรณ์ แทนความห่วงใย ใส่ใจสุขภาพ” โดยนำผลิตภัณฑ์และสินค้าสหกรณ์มารวบรวมใส่ไว้ในกระเช้าของขวัญปีใหม่ เน้นสินค้าดีมีคุณภาพหลากหลายชนิด ทั้งประเภทข้าวหอมมะลิ ข้าวอินทรีย์ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวกล้อง และข้าวกข ๔๓ซึ่งเป็นข้าวน้ำตาลน้อย เหมาะสำหรับผู้ควบคุมน้ำหนักและป่วยเป็นเบาหวาน นอกจากนี้ยังมีสินค้าประเภทผลไม้และอาหารแปรรูป สมุนไพร นมพร้อมดื่ม น้ำผลไม้ ผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมและผ้าฝ้าย และสินค้าหัตถกรรม พร้อมจับมือกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ขยายช่องทางจำหน่ายผ่านระบบ E-Commerce ทาง www.coop-mart .com และ www.coopshopth.com บริการจัดส่งในกรุงเทพฯและปริมณฑลฟรี เมื่อซื้อสินค้าครบ ๑๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป หวังขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ไปสู่ผู้บริโภคได้เพิ่มมากขึ้น

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากรมส่งเสริมสหกรณ์มีภารกิจในการส่งเสริมกลุ่มอาชีพในสังกัดสหกรณ์การเกษตร ผลิตและแปรรูปสินค้าการเกษตรชนิดต่าง ๆ พร้อมพัฒนากระบวนการผลิตให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงการจัดหาช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับสหกรณ์ ได้มีโอกาสนำเสนอผลิตภัณฑ์และสินค้าเด่นที่น่าสนใจสู่ประชาชน เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ และในช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้รวบรวมสินค้าดีมีคุณภาพและเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนและจังหวัดต่าง ๆ มาจัดตกแต่งเป็นกระเช้าสินค้าสหกรณ์เพื่อจำหน่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่โดยเริ่มดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันได้รับการตอบรับ เป็นอย่างดีจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน และประชาชนทั่วไป โทรมาสั่งจองและมาเลือกซื้อที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งในปีที่ผ่านมาสร้างยอดขายได้เกือบ 2 ล้านบาท

สำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 นี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังคงจัดกิจกรรมจำหน่ายกระเช้าสินค้าสหกรณ์เช่นเดียวกับทุกปีที่ผ่านมา ในชื่อ “โครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์” ภายใต้แนวคิด“กระเช้าสหกรณ์ แทนความห่วงใย ใส่ใจสุขภาพ” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุน และส่งเสริมกิจกรรมด้านการตลาด สำหรับสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รวมทั้งเพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค ผ่านศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์เพื่อส่งต่อสินค้าไปยังผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง โดยคาดหวังว่าผู้บริโภคได้รับสินค้าดีมีคุณภาพ มอบให้กันเป็นของขวัญของฝากในช่วงเทศกาลปีใหม่ สร้างความสุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ

สินค้าที่จะนำมาจัดลงกระเช้าในปีนี้ ได้ที่คัดสรรมาจากหลายแหล่งทั่วทุกภาคของประเทศ โดยจะคัดสรรเฉพาะสินค้าคุณภาพทั้งอุปโภค บริโภค เน้นผลิตภัณฑ์ที่ดูแลสุขภาพเป็นหลัก อาทิ ผลิตภัณฑ์ประเภทข้าวเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมกะดังงา ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวกล้องงอด ข้าวสังข์หยด ข้าวทับทิมชุมแพ และข้าวกข 43 ซึ่งเป็นข้าวที่ได้รับการวิจัยว่ามีน้ำตาลน้อย เหมาะสำหรับผู้ต้องการลดน้ำหนักและป่วยเป็นเบาหวาน นอกจากนี้ยังมีสินค้าประเภทผลไม้และอาหารแปรรูป เช่น กล้วยตาก หมี่กรอบสามรส ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง หมูทุบหมูฝอย กุนเชียงมะขามแช่อิ่ม เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ทองม้วน คุกกี้ไส้สับปะรด คุกกี้ข้าวหอมะลิ 100 % ผลไม้อบแห้ง น้ำผึ้ง แยมมัลเบอรี่ ผัดหมี่โคราช น้ำพริกประเภทต่าง ๆ และสินค้าประเภทสมุนไพรและธัญพืช อาทิ ผงชงพร้อมดื่มที่ทำจากข้าวเหนียวพันธุ์ลืมผัวผสมใบเตยและต้นข้าวอ่อน ข้าวหอมมะลิผสมใบเตย สมุนไพรชงดื่ม จากใบย่านาง รางจืดและผักเชียงดา ขิงผง เก๊กฮวยผง ดอกคำฝอย เมล็ดธัญพืช ผลิตภัณฑ์ประเภทนมพร้อมดื่ม นม UHT นมถั่วเหลือง ผลิตภัณฑ์อาหารจากดอยคำโครงการหลวง ผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมและผ้าฝ้าย เช่น ผ้าคลุมไหล่ ผ้าขาวม้า ผ้าห่ม ผ้าพันคอ สินค้าหัตถกรรม ทั้งแก้วเบญจรงค์ ถ้วยกาแฟ ผลิตภัณฑ์จักสานป่านศรนารายณ์จากสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด จังหวัดเพชรบุรี ทั้งกระเป๋า รองเท้า เข็มขัด และหมวก

รูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ ufabets.co.uk จะนำสินค้าสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพต่าง ๆมาจัดวางและตกแต่งให้สวยงามด้วยผ้าขาวม้าหรือกระดาษสาลามี่ หรือตามวัสดุที่ลูกค้าต้องการ โดยราคากระเช้ามีหลายราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึง – 3,000 บาทขึ้นไป มีทั้งกระเช้าสำเร็จรูปที่จัดสินค้าและตกแต่งไว้เรียบร้อยแล้ว และยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้ามาเลือกสินค้าที่ต้องการจะให้จัดกระเช้าได้ด้วยตัวเองด้วย โดยทางกรมฯได้จัดเตรียมห้องจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าที่ศูนย์จำหน่ายสินค้าสหกรณ์ อาคาร 3 ชั้น 1 ภายในกรมส่งเสริมสหกรณ์ ท่าน้ำเทเวศร์ เริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2560 – 12 มกราคม 2561 จำหน่ายทุกวัน ยกเว้นวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ตั้งแต่เวลา 09.00 – 19.00 น. หรือติดต่อสอบถามได้ทางโทรศัพท์ 02 2813095 ต่อ 157 หรือ 0626107842หรือดูรายละเอียดในเวปไซด์www.cpd.go.thโดยทางกรมฯได้มีโปรโมชั่นพิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

นอกจากนี้ ในปีนี้ทางกรมฯได้เพิ่มช่องทางการจำหน่ายกระเช้าสินค้าสหกรณ์ ผ่านระบบ E-Commerce เป็นปีแรกโดยร่วมมือกับ 3 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์, บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, กระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเปิดจำหน่ายผ่านเวปไซด์www.coop-mart.comซึ่งเป็นเวปไซด์ที่เปิดพื้นที่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เปิดร้านค้าออนไลน์โดยการนำสินค้าต่าง ๆ มาโพสขายผ่านเวปไซด์นี้ได้ ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดสินค้าและโทรสั่งซื้อได้กับแต่ละสหกรณ์ได้โดยตรง และยังมีอีกหนึ่งช่องทาง คือ www.coopshopth.comซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์จะมีเจ้าหน้าที่นำคัดเลือกกระเช้าสินค้าสหกรณ์ขึ้นมาจัดแสดงและให้ผู้สนใจเลือกซื้อ เมื่อเข้าไปในเวปไซด์ดังกล่าวจะมีรูปภาพกระเช้าสินค้าสหกรณ์

มีรายละเอียดของกระเช้าแต่ละขนาดว่าบรรจุสินค้ากี่ชนิด เป็นสินค้าประเภทใดบ้าง และแจ้งราคาเมื่อสนใจกระเช้าสินค้าใดสามารถกดเลือกเข้าตะกร้าสั่งซื้อและชำระเงินผ่านบัตรเครดิต และกำลังจะเพิ่มช่องทางการชำระเงินโดยการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ซื้ออีกด้วย และมีบริการจัดส่งสินค้าให้ทั่วประเทศในราคาค่าจัดส่งกระเช้าละ 100 บาท ซึ่งจะได้รับกระเช้าสินค้าสหกรณ์ภายหลังการสั่งซื้อผ่านระบบE-commerce ภายใน 7 วัน ขณะนี้มียอดสั่งจองแล้วจำนวน 320 กระเช้า ขณะเดียวกันทางกระทรวงพาณิชย์ ยังช่วยนำกระเช้าสินค้าสหกรณ์ไปจัดแสดงและจำหน่ายที่กระทรวงพาณิชย์และทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้นำไปจัดแสดงและจำหน่ายที่ศูนย์ดิจิทัลชุมชน ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น ๑ อาคารรัฐประศาสนภักดี(อาคาร B) ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ จังหวัดนนทบุรี เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่สนใจได้สั่งซื้อกระเช้าสินค้าสหกรณ์ได้อย่างทั่วถึงด้วย

สำหรับการจำหน่ายในต่างจังหวัด มีเครือข่ายสหกรณ์ระดับอำเภอและศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ในต่างจังหวัด ได้มีการจัดทำกระเช้าสินค้าสหกรณ์จำหน่ายด้วยเช่นกัน โดยการนำข้าวชนิดต่าง ๆ ของสหกรณ์ สินค้าเกษตรแปรรูป สินค้าอุปโภคบริโภคมาจัดเป็นกระเช้าจำหน่ายให้กับหน่วยงานและประชาชนที่สนใจสามารถสั่งซื้อโดยตรงได้กับแต่ละสหกรณ์ ซึ่งสหกรณ์ที่ได้มีการจัดทำโครงการจำหน่ายกระเช้าสินค้าสหกรณ์มาอย่างต่อเนื่องทุกปี อาทิ ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ตั้งอยู่ที่ถนนงามวงศ์วาน ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เขตบางเขน เน้นสินค้าประเภทข้าวเพื่อสุขภาพ และข้าวพันธุ์หายาก สหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด จังหวัดเพชรบุรี เน้นผลิตภัณฑ์จากกล้วยหอมทอง กล้วยแปรรูป กล้วยอบ และน้ำตาลโตนด สหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด จังหวัดนครราชสีมา เน้นผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องเพื่อสุขภาพและหมี่โคราช สหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด จังหวัดนครราชสีมา จำหน่ายข้าวหอมมะลิจากทุ่งสัมฤทธิ์และสินค้าแปรรูป สหกรณ์การเกษตรดอนเจดีย์ จำกัด จังหวัดสุพรรณบุรี จำหน่ายกระเช้าสินค้าจากข้าวกข 43 และร้านสหกรณ์สิงบุรี จำกัด จังหวัดสิงห์บุรี จำหน่าย ชุดกระเช้าจากข้าวเพื่อสุขภาพและสินค้าอุปโภคบริโภค กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจและมองหาของขวัญของฝากอุดหนุนกระเช้าสินค้าของสหกรณ์ที่นำมาจัดแสดงและจำหน่ายในขณะนี้ พร้อมให้ทุกคนได้เลือกซื้อเพื่อมอบเป็นของขวัญสุดประทับใจในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ และยังเป็นสร้างโอกาสและสร้างรายได้กลับคืนสู่พี่น้องเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าต่าง ๆ อีกด้วย

วันที่ 9 ธันวาคม นายศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)(สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่เวลาประมาณ 20.30 น. คืนวันที่ 14 ธันวาคม จนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 15 ธันวาคม จะเกิดปรากฏการณ์ “ฝนดาวตกเจมินิดส์” หรือ “ฝนดาวตกกลุ่มดาวคนคู่”ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ สามารถ ดูได้ด้วยตาเปล่าทุกภูมิภาคในบริเวณฟ้ามืดสนิทไม่มีแสงรบกวน ทั้งนี้ปรากฏการณ์ “ฝนดาวตกเจมินิดส์” หรือ “ฝนดาวตกกลุ่มดาวคนคู่” เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 4-17 ธันวาคมของทุก ๆ ปี คาดการณ์ว่าปีนี้จะมีอัตราการตกสูงสุดถึง 120 ดวงต่อชั่วโมง จุดศูนย์กลางการกระจายอยู่บริเวณกลุ่มดาวคนคู่ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

“เราน่าจะดูได้ด้วยตาเปล่าทุกภูมิภาคของไทย เพราะคืนวันที่ 14 ธันวาคมยังตรงกับช่วงข้างแรม ท้องฟ้าจะมืดสนิท ไร้แสงจันทร์รบกวน จึงเป็นโอกาสดีที่จะสังเกตการณ์ฝนดาวตกได้เกือบตลอดทั้งคืน ซึ่งดวงจันทร์จะขึ้นจากขอบฟ้าเวลาเช้ามืดวันที่ 15 ธันวาคม เวลาประมาณ 03:55 น. “ผู้อำนวยการ สดร.กล่าว