สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ได้ดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการกับหน่วยงานที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ได้แก่ สถานีพัฒนาที่ดินสุราษฎร์ธานี ถ่ายทอดเทคโนโลยีการปรับปรุงบำรุงดิน การใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมี การส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามค่าการวิเคราะห์ดิน สนับสนุนสารเร่ง พ.ด. เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยพืชสด สารปรับปรุงดิน สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 7 ดำเนินการตรวจรับรองมาตรฐานการผลิตพืช GAP สำนักงานสหกรณ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่งเสริมและสนับสนุนการรวมกลุ่มผู้ผลิตและการตลาด องค์การบริหารส่วนตำบลเพิ่มพูนทรัพย์ สนับสนุนการรวบรวมผลผลิต ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านการอารักขาพืชจังหวัดสุราษฎร์ธานี ถ่ายทอดความรู้ด้านการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช เป็นต้น

“กลุ่มเงาะแปลงใหญ่ อ.บ้านนาสาร มีรูปแบบการบริหารร่วมกันเพื่อเป้าหมาย คือ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต รวมไปถึงการบริหารจัดการที่เป็นระบบในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการตลาด ที่สามารถเพิ่มช่องทางตลาดในต่างประเทศได้โดยตรง อีกทั้งผลผลิตของกลุ่ม ยังมี GAP รับรอง โดยก่อนที่ผลผลิตจะออกจากสวน จะมีเจ้าหน้าที่จากศูนย์พัฒนาและควบคุมสารเคมีเข้ามาตรวจสอบในเรื่องสารเคมีตกค้าง เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค”นายธาร กล่าวทิ้งท้าย

ยะลา – นายนิอันนุวา สุไลมาน พาณิชย์จังหวัดยะลา เผยว่า ปัจจุบันพฤติกรรมการซื้อทุเรียนเริ่มเปลี่ยนในเรื่องของรูปแบบการซื้อ เดิมจากผลสดมาเป็นทุเรียนแช่เย็นแช่แข็ง แล้วส่งออกตลาด ตอนนี้คนที่ซื้อเปลี่ยนวิธีการซื้อ พอเปลี่ยนการซื้อจะเป็นทุเรียนสุก ทุเรียนคุณภาพ และแช่แข็ง ประเทศจีนเองก็เปลี่ยนการซื้อ ทางยุโรป อเมริกา กินทุเรียนที่ปลอดสารพิษ ทุเรียนเป็นลูกแช่เย็นลบ 45 องศา ในระยะยาวจะต้องเตรียมเกษตรกรในจังหวัดเพื่อความพร้อม เชิญตัวแทนเกษตรกรหลักๆ ทั้ง 3 จังหวัด ที่ทำผลไม้แปลงใหญ่มาพูดคุย ซึ่งมองว่าเกษตรกรต้องปรับตัวเพื่อที่จะทำทุเรียนคุณภาพเพิ่มขึ้น เกษตรกรต้องเตรียมตัว หากไม่เตรียมตัวระยะยาวถ้าเกิดอะไรขึ้นเกษตรกรจะลำบาก เพราะพื้นที่การปลูกทุเรียนในพื้นที่ 5 หมื่นกว่าไร่ ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นกว่าตันมันไม่น้อยเลย เพราะฉะนั้นวิธีการก็คือ จะดูสถานการณ์ในการซื้อทุเรียนจากภาคตะวันออก แล้วไล่ลงมาที่จังหวัดชุมพร ต่อไปลงมาจังหวัดยะลา

เชิญบริษัทเอกชนที่เป็นบริษัทห้องเย็นหลัก และมีตลาดห้องเย็นต่างประเทศกว่า 30 ประเทศ และบริษัทเอกชนอีกแห่งที่อยู่ที่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่มีความต้องการทุเรียนเพื่อส่งออกต่างประเทศ ต้องให้ชัดเจนว่า ห้องเย็นที่จังหวัดยะลาจะเดินตามกระบวนการผลิตแล้วจะเข้าตลาดอย่างไร ซึ่งจะเป็นระบบและไม่เป็นปัญหาในอนาคต การทำวันนี้จึงไม่คาดหวังร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะทำสำเร็จ แต่ในการที่คิดร่วมกัน การได้รู้ข้อมูล การเปลี่ยนแปลงพัฒนาเกษตรกรเป็นเกษตรกรมืออาชีพ

“ผลผลิตทุเรียนของจังหวัดยะลาในปีนี้คาดว่าอยู่ที่ประมาณ 3 หมื่นกว่าตัน เป็นตัวเลขที่ขึ้นทะเบียน แต่ถ้าดูพื้นที่น่าจะมากกว่า โดยเฉพาะทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ปลูกทั่วประเทศต้องระมัดระวัง ถ้าไม่ปรับในเรื่องของคุณภาพและการเตรียมความพร้อมของการจัดการที่มีห้องเย็นและตลาดที่มีอยู่จะเสียโอกาสในระยะยาว สงสารเกษตรกร ส่วนความสำเร็จจะได้แค่ไหนเป็นวิธีการที่ต้องช่วยกัน”

ประจวบฯ – นายธีรพันธ์ นันทกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์สำหรับพืชผลผลิตภาคการเกษตร เพื่อติดตามผลการดำเนินงานในการขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI “มะพร้าวทับสะแก” ของสนง.พาณิชย์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สรุปประเด็นสำคัญในการใช้ชื่อ “มะพร้าวทับสะแก” ให้ใช้เป็นชื่อนำทางการตลาด เพื่อให้เป็นที่รู้จักและยอมรับเชื่อถือในคุณภาพอย่างกว้างขวาง เหมาะสำหรับเพิ่มพูนมูลค่าทางการค้าและขยายการประกอบธุรกิจต่อยอดออกไป โดยมีขอบเขตพื้นที่ปลูกใน 4 อำเภอ รวม 2 ตำบล คืออำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ 3 ตำบล อำเภอทับสะแก 6 ตำบล อำเภอบางสะพาน 7 ตำบล และอำเภอบางสะพานน้อย 5 ตำบล

นอกจากนี้ ยังพิจารณาให้เพิ่มพันธุ์มะพร้าวทับสะแกขึ้นอีก 2 พันธุ์ คือ พันธุ์ลูกผสมชุมพร 2 และพันธุ์ ลูกผสมสวี ซึ่งผลจากการประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่การรับรองสาระสำคัญและคุณสมบัติอันโดดเด่น ก่อนยื่นคำขอขึ้นทะเบียนจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา

วันที่ 8 พฤษภาคม แบบจำลองสภาพอากาศ (วาฟ-รอม) ของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) แจ้งว่า ให้เฝ้าระวัง ภาคใต้ เพราะจะมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันตก ส่วนประเทศไทยตอนบนจะกลับมามีฝนเพิ่มขึ้นและตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคเหนือ ในช่วงวันที่ 9-14 พฤษภาคม

สำหรับ ช่วงวันที่ 8-10 พฤษภาคม กระแสลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะเริ่มพัดปกคลุมทะเลอันดามัน และภาคใต้ ส่งผลให้ภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันตก ส่วนประเทศไทยตอนบนมีฝนลดลง จากนั้นจะมีความกดอากาศสูงอีกระลอกแผ่ลงมาจากประเทศจีนตอนบนในช่วง วันที่ 9 พฤษภาคม ส่งผลให้ประเทศไทยตอนบนจะกลับมามีฝนเพิ่มขึ้นและตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคเหนือ

วาฟยังระบุด้วยว่า ช่วง วันที่ 11-14 พฤษภาคม กระแสลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่เริ่มปกคลุมทะเลอันดามัน จะมีกำลังแรงขึ้นตั้งแต่ช่วง วันที่ 12 พฤษภาคม ท้าให้ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทั่วทั้งทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ส่งผลให้ภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้นและจะมีฝนตกหนัก โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันตกและภาคตะวันออก บริเวณ จ.จันทบุรีและตราด ประกอบกับความกดอากาศสูงยังคงแผ่ลงมาจากทะเลจีนตะวันออก ส่งผลให้ประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคเหนือ

ส่วนกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยการคาดหมายลักษณะอากาศ ในช่วง วันที่ 7-8 พฤษภาคม ว่า บริเวณประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองลดลง ส่วนในช่วง วันที่ 9-13 พฤษภาคม บริเวณประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณภาคใต้จะมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ข้อควรระวังในช่วง วันที่ 9-13 พฤษภาคม ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยระวังอันตรายจากฝนตกหนัก และฝนที่ตกสะสม สำหรับชาวเรือบริเวณภาคใต้ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ในช่วง วันที่ 7-8 พฤษภาคม ลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมประเทศไทยตอนบนมีกำลังอ่อนลง ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนฟ้าคะนองลดลง หลังจากนั้นในช่วง วันที่ 9-13 พฤษภาคม บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและทะเลจีนใต้ ประกอบกับมีลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นเข้ามาปกคลุมประเทศไทยตอนบน และลมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง

ภาคเหนือ ในช่วง วันที่ 7-8 พฤษภาคม มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20-30 ของพื้นที่ ส่วนในช่วง วันที่ 9-13 พฤษภาคม มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วง วันที่ 7-8 และ 12-13 พฤษภาคม มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20-30 ของพื้นที่ ส่วนในช่วง วันที่ 9-11 พฤษภาคม มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคกลาง ในช่วง วันที่ 7-8 พฤษภาคม มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20-30 ของพื้นที่ ส่วนในช่วง วันที่ 9-13 พฤษภาคม มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออก ในช่วง วันที่ 7-8 พฤษภาคม มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20-40 ของพื้นที่ ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 9-13 พฤษภาคม มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) ในช่วง วันที่ 7-8 พฤษภาคม มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ ส่วนในช่วงวันที่ 9-13 พฤษภาคม มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) ในช่วง วันที่ 7-8 พฤษภาคม มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ ส่วนในช่วงวันที่ 9-13 พฤษภาคม มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในช่วง วันที่ 7-8 พฤษภาคม มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ ส่วนในช่วง วันที่ 9-13 พฤษภาคม มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส

ดร. วิเชียร กีรตินิจกาล ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาการเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตรแห่งชาติ สำนักงานอธิการบดี คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แนะนำวิธีการปลูกขมิ้นชันให้ได้สารสำคัญสูง ว่าเกษตรกรไม่จำเป็นต้องใช้พลาสติกพรางแสง นอกจากนี้ การปลูกระยะห่าง ที่เคยแนะนำกันว่า ปลูกสัก 75 เซนติเมตร หรือ 50 เซนติเมตร ก็เป็นระยะที่ห่างเกินไป แต่ถ้าปลูกให้ชิด ประมาณ 15X20 เซนติเมตร ผลผลิตขมิ้นชันจะเพิ่มสูงขึ้น ได้ถึง 1 ตัน ต่อไร่ ส่งผลให้สามารถนำไปผลิตเป็นยาแผนโบราณ ก็จะทำให้ได้ราคาถูก สามารถนำไปใช้ในโรงพยาบาลต่างๆ ได้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โทร. 0 2591 7007 ต่อ 1304 ,1309 มะม่วงน้ำดอกไม้เชียงใหม่มาแรง ส่งออกไป เกาหลี-ญี่ปุ่น คาดสูงถึง 500 ล้านบาท ผู้ส่งออกรายใหญ่ “กลุ่มคิงเฟรชฟาร์ม-อร่อยฟาร์ม-สยามเอ็กซ์ปอร์ต” รับซื้อถึงหน้าสวน ขยายปลูก 10 อำเภอกว่า 5 หมื่นไร่

นายอาทิตย์ เกษมศรี ประธานวิสาหกิจชุมชนชมรมผู้ปลูกมะม่วงจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า พื้นที่ปลูกมะม่วงของ จ.เชียงใหม่ เติบโตแบบก้าวกระโดด มีพื้นที่ปลูกมากกว่า 50,000 ไร่ ในพื้นที่ 10 อำเภอ ได้แก่ พร้าว ฝาง ไชยปราการ เชียงดาว เวียงแหง แม่แตง แม่วาง ดอยหล่อ ดอยเต่า และแม่อาย โดยเกษตรกรได้เปลี่ยนจากการปลูกลำไย ส้ม ยางพารา มาปลูกมะม่วงแทน เพราะให้ผลผลิตดี ตลาดต่างประเทศต้องการ โดยเฉพาะเกาหลีและญี่ปุ่นมีความต้องการสูง โดยเฉพาะพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองมีความต้องการถึง 90%

สำหรับ ปี 2561 คาดว่า ผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาดปลายเดือนเมษายน-กรกฎาคม มีประมาณ 3,000-4,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 400-500 ล้านบาท โดยจะมีบริษัทที่ส่งออกผลไม้มารับซื้อถึงหน้าสวน เกษตรกร 10 อำเภอ จึงได้รวมกลุ่มเป็นเครือข่ายเดียวภายใต้การบริหารของวิสาหกิจชุมชนชมรมผู้ปลูกมะม่วงจังหวัดเชียงใหม่ มีสมาชิก จำนวน 42 ราย ซึ่งผลผลิตของเครือข่ายจะซื้อขายผ่านกลุ่มวิสาหกิจที่จะอิงราคาตลาดทั่วประเทศเป็นหลัก โดยขณะนี้เตรียมพัฒนามาตรฐานการผลิตมะม่วงอินทรีย์ เพื่อเพิ่มศักยภาพและมูลค่าของสินค้าให้เป็นที่ต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ขณะที่ นายเจริญ คุ้มสุภา ประธานชมรมผู้ปลูกมะม่วงเพื่อส่งออกอำเภอพร้าว จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ใน จ.เชียงใหม่ มีบริษัทส่งออกผลไม้ไปต่างประเทศเข้ามารับซื้อผลผลิตราว 20 บริษัท มีทั้งบริษัทไทยและเกาหลี เช่น บริษัท คิง เฟรช ฟาร์ม จำกัด บริษัท อร่อย ฟาร์ม จำกัด และสยาม เอ็กซ์ปอร์ตฯ เป็นต้น และมีตลาดหลักเป็นเกาหลี 70% และญี่ปุ่น 30% โดยราคาหน้าสวนอยู่ที่ 50-60 บาท/กิโลกรัม (กก.) ขณะที่ราคาจำหน่ายในเกาหลีอยู่ที่ 200 บาท/กก.

“มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง ถือเป็นพืชเศรษฐกิจหลักอีกชนิดหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ แต่จำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพ โดยเฉพาะการพัฒนาสายพันธุ์ให้มีความหลากหลาย เช่น ผสมพันธุ์ เพื่อให้ได้มะม่วงน้ำดอกไม้สายพันธุ์ใหม่ เป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและทางเลือกใหม่ให้ตลาด เนื่องจากปัจจุบันประเทศเปรูถือเป็นประเทศคู่แข่งของไทยในตลาดเกาหลี ซึ่งผลผลิตมีราคาถูกกว่าของไทย” นายเจริญ กล่าว

ด้าน นายสมพล แสนคำ เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า อำเภอที่อยู่ในพื้นที่ทางตอนเหนือของเชียงใหม่ เช่น พร้าว แม่แตง เชียงดาว ฯลฯ เป็นพื้นที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ขณะที่พื้นที่ทางตอนใต้เกษตรกรได้เปลี่ยนจากการปลูกลำไยหันมาปลูกมะม่วง เช่น อำเภอดอยหล่อ ดอยเต่า จะปลูกมะม่วงพันธุ์อาร์ทูอีทู, พันธุ์แดงจักรพรรดิ และพันธุ์จีนหวง เพื่อส่งออกไปยังตลาดจีน มาเลเซีย เป็นต้น

โดยขณะนี้ สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่อยู่ระหว่างการพัฒนาและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมะม่วงปลอดสารพิษ ไม่ใช้ปุ๋ยและสารเคมี ด้วยการส่งเสริมให้ใช้วิธีการห่อมะม่วงเพื่อป้องกันแมลงวันทอง เพื่อรองรับตลาดทั้งในและต่างประเทศที่ต้องการบริโภคผลไม้ออร์แกนิกหรืออินทรีย์มากขึ้น

พาณิชย์ เปิดทีโออาร์ประมูล ‘ข้าวทั่วไปล็อตสุดท้าย’ 4.37 หมื่นตัน มั่นใจเอกชนแห่ประมูลหมด เผยล่าสุดระบายข้าวสารในสต็อกรัฐแล้ว 14.84 ล้านตัน มูลค่า 135,120 ล้านบาท

นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และในฐานะรองประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวในสต็อกของรัฐ เปิดเผยว่า ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2561 กรมฯ เปิดชี้แจงให้กับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมประมูลข้าว 4.37 หมื่นตัน ซึ่งเป็นการจำหน่ายข้าวสารในสต็อกของรัฐเป็นการทั่วไป ครั้งที่ 1/2561 (TOR) ปริมาณข้าวที่นำมาเปิดประมูลครั้งนี้มาจาก 20 คลัง ใน 15 จังหวัด โดยเป็นคลังของ อคส. ทั้งหมด สำหรับชนิดข้าวที่นำออกมาประมูล ประกอบด้วยข้าว 9 ชนิด ได้แก่ ข้าวขาว 5% ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 ข้าวหอมจังหวัด ปลายข้าว A1 เลิศ ข้าวเหนียวขาว 10% ข้าวปทุมธานี ปลายข้าวหอมมะลิ ปลายข้าว A1 และข้าวท่อนหอมมะลิ

โดยหลังจากนี้จะเปิดให้ผู้สนใจเข้าดูสภาพข้าวในคลังสินค้าได้ตั้งแต่วันที่ 8-15 พฤษภาคม 2561 และสามารถเข้ายื่นซองเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติได้ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2561 และประกาศผู้ที่ผ่านคุณสมบัติและยื่นซองประมูลพร้อมกับเปิดซองประมูลในวันเดียวกัน 18 พฤษภาคม 2561

“เชื่อว่าการเปิดประมูลข้าวครั้งนี้ยังมีผู้สนใจในการเข้าร่วมประมูลและก็คาดหวังว่าจะสามารถประมูลได้ทั้งหมด ขณะนี้ความต้องการข้าวในตลาดยังคงมีต่อเนื่อง”

ส่วนคาดการณ์ราคาประมูลนั้น ทางคณะทำงานมีราคากลางเป็นเกณฑ์อยู่แล้วซึ่งได้พิจารณาจากราคาตลาดปัจจุบันแต่ก็จะปรับลดลงไปตามคุณภาพและสภาพของข้าว เนื่องจากข้าวที่นำประมูลนั้นเป็นข้าวใน 5 ปีการผลิตตั้งแต่ปี 2554/55 จนถึงปีการผลิต 2556/57 ที่นำออกมาประมูลในครั้งนี้

หากระบายข้าวรอบนี้ออกไปได้หมด กรมฯ ก็จะเนินการระบายข้าวในส่วนของข้าวกลุ่มที่ 2 ปริมาณ 1.48 ล้านตัน และข้าวกลุ่มที่ 3 ปริมาณ 0.54 แสนตัน ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาข้าวที่มีการระบายออกไปแล้ว ตอนนี้มีปริมาณทั้งสิ้น 14.84 ล้านตัน จำนวนเงินที่ขายได้ประมาณ 135,120 ล้านบาท ซึ่งคณะทำงานได้ดำเนินการส่งเงินเข้าคลังแล้ว

สำหรับราคาข้าวในตลาดขณะนี้ พบว่า ราคาส่งออกเอฟ.โอ.บี.ข้าวขาว 5% ราคา 456 เหรียญสหรัฐต่อตัน ข้าวหอมมะลิ ราคา 1,100 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่วนราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ 15,500-16,000 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเจ้า 5% ข้าวเปลือกนาปรัง 2560/61 ราคา 8,000-8,300 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเหนียว ราคา 9,850-10,350 บาทตัน

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการประมูลข้าวสารในสต็อกของรัฐเป็นการทั่วไป ครั้งที่ 1/2561 ได้เพิ่มเติมที่เว็บไซต์ของกรมการค้าต่างประเทศ www.dft.go.th

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ประกอบการสนใจเข้าร่วมฟังชี้แจงการเปิดประมูลข้าวครั้งนี้พอสมควร ซึ่งก็สนใจที่จะเข้าร่วมประมูลข่าวในสต๊อกรัฐบาลครั้งนี้ สาวนใหญ่ยอมรับว่าต้องขอเวลาเข้าไปดูสภาพข้าวที่นำออกมาประมูลก่อนจะประเมินได้ว่าจะเสนอราราเท่าไร อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการเปิดระบายข้าวของรัฐครั้งนี้น่าจะหมด เนื่องจากตลาดยังมีความต้องการข้าวอยู่แล้ว ขณะนี้ราคาข้าวใหม่ที่มีการขายในตอนนี้ ข้าวขาว 12,00-13,000 บาทต่อตัน ข้าวหอมมะลิ 33,000-34,000 บาทต่อตัน

อย่างไรก็ดี สิ่งผู้ประกอบการเป็นกังวลมากกว่าการประมูลรอบนี้ และต้องการขอทราบความชัดเจน คือ ข้าวที่มีการทำสัญญาซื้อขายไปก่อนหน้านี้ว่ามีเหลือจากการส่งมอบหรือไม่ รับส่งไม่หมด ผิดสัญญามีปริมาณเท่าไรและรัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรกับปริมาณข้าวที่เหลือดังกล่าว จะนำมาขายเป็นข้าวทั่วไป ข้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมหรือไม่

‘ข้าว กข 43’ เส้นทางสู่อนาคต ของเกษตรกรไทย เกิดขึ้นภายใต้โครงการแปลงใหญ่ข้าวประชารัฐ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี เป็นการผสานพลังร่วมกันระหว่าง หน่วยงานภาครัฐ กรมการข้าว องค์กรชั้นนาเรื่องวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าว พลังเครือข่ายชาวนาไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกข้าว และภาคเอกชน บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จากัด (หรือ ข้าวตราฉัตร) ผู้เชี่ยวชาญช่องทางตลาด นับเป็นจุดเริ่มต้นร่วมกันผลิต ‘ข้าวดัชนีน้าตาลปานกลางค่อนไปทางต่า สายพันธุ์พิเศษ ข้าว กข 43’ แบบครบวงจรครั้งแรก เจาะตลาดคนรุ่นใหม่

กลุ่มคนรักสุขภาพ กลุ่มผู้ป่วย กลุ่มโรงพยาบาล มุ่งหวังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนาไทยให้ดียิ่งขึ้น พร้อมส่งมอบข้าวเพื่อสุขภาพ ทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค ในไตรมาส 4 ปีนี้ ซึ่งภายในงานโครงการแปลงใหญ่ข้าวประชารัฐ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ‚ข้าว กข 43 ผสานพลังเพื่อสุขภาพ สู่อนาคต‛ บริษัทฯ สนับสนุนเครดิตเมล็ดพันธุ์ข้าว กข 43 จากกรมการข้าว จานวน 94 ตัน มอบให้กับเกษตรกรสมาชิกในโครงการฯ กว่า 200 ราย ถือเป็นปฐมฤกษ์ครั้งสาคัญ ตั้งเป้าฤดูกาลผลิตข้าว กข 43 รุ่นนาปี 61 บนพื้นที่ครอบคลุมกว่า 5,000 ไร่ คาดเก็บเกี่ยวได้ผลผลิต จานวน 2,900 ตันข้าวเปลือก สีเป็นข้าวสาร จานวน 1,300 ตัน