สำหรับการติดตามศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำประมง (FMC)

ของกรมประมงนั้น หลังจากครั้งก่อน อียู ได้ให้คำแนะนำกรมประมงได้มีการปรับปรุงระบบใหม่เพื่อติดตามเรือประมงทุกลำที่ผ่านเข้าออกในศูนย์เข้า-ออกเรือประมง (PIPO) ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้การดำเนินการรวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งการเพิ่มความปลอดภัยในการส่งข้อมูลเรือจากเดิมใช้แอปพลิเคชั่นไลน์ให้มาส่งผ่านระบบภายในของกรมประมงเอง เพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหลการตรวจสอบเรือประมงจากเครื่องติดตามเรือประมง (vms) และระบบตรวจสอบย้อนกลับ

อย่างไรก็ตาม กรมประมง ได้ตั้งทีมวิเคราะห์พฤติกรรมเรือประมงและติดตามคดีที่ท่าเรือและเรือที่มีแนวโน้มว่าจะทำผิดกฎหมาย รวมทั้งตรวจสอบคดีที่ไม่สามารถหาผู้กระทำความผิดได้ในการตรวจในทะเลหรือที่ท่าเรือ โดยจะมีการลงพื้นที่เก็บข้อมูลเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะตรวจสอบข้อมูลลายลักษณ์อักษรจากหน่วยกองเรือ เรือจมเรือที่ส่งไปขายต่างประเทศทั้งหมดต้องส่งหลักฐานกลับมาตรวจสอบส่วนใบอนุญาตขึ้นทะเบียนตรวจสอบเรียบร้อยเเล้ว

กำลังเป็นที่กล่าวถึงกันมาก สำหรับคนอยากหุ่นดี ที่มีสารพัดสูตรมาบอกต่อกัน ซึ่งหนึ่งในนั้น มี “มะนาวดองน้ำผึ้ง” ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ จนชาวเน็ตแห่แชร์กันกระจายว่า ถ้ากินทุกเช้าจะสลายพุงได้

ช่วงที่มะนาวราคาไม่แพง หลายคนจึงนำมาแปรรูปกันได้แบบสบายกระเป๋า วิธีการทำ เริ่มต้นจาก เลือกลูกใหญ่ผิวเกลี้ยง นำมาล้างให้สะอาด โรยเกลือลงไปบนมะนาวพอสมควร ถูเกลือกับผิวมะนาวประมาณ 15 นาที เพื่อลดความขม ก่อนนำไปล้างเกลือออกให้หมด

จากนั้นนำมาหั่นเป็นแว่นบางๆ ถ้ามีเมล็ดให้แคะทิ้งไป ต่อไปให้นำน้ำผึ้งมาเตรียมไว้ นำมะนาวที่หั่นเป็นแว่นๆ แล้ว ไปเรียงไว้ในขวดโหลแก้วที่ล้างสะอาด เมื่อเรียงจนเต็มให้เทน้ำผึ้งลงในขวดแก้วจนท่วมเนื้อมะนาว ปิดฝาให้สนิทแล้วนำเข้าตู้เย็น แช่ไว้สามวันจึงนำมารับประทาน โดยตักเนื้อและน้ำออกมาผสมกับน้ำอุ่นหรือน้ำเย็น เขาว่าสรรพคุณดีนักแล

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. นายสุทธา สายวาณิชย์ ผวจ.สิงห์บุรี เปิดเผยว่า กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 2 ประกอบด้วย อ่างทอง ลพบุรี สิงห์บุรี และ ชัยนาท โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดสิงห์บุรี ร่วมจัดงาน “มหัศจรรย์ภูมิปัญญา เจ้าพระยา-ป่าสัก” ภายในงานจะนำผลิตภัณฑ์โอทอปและสินค้าดีเด่นดังของแต่ละจังหวัด มาจัดแสดงให้ช็อปและชิมกันอย่างจุใจ โดยจัดระหว่าง วันที่ 5-9 เม.ย. เวลา 10.00-21.00 น. บริเวณชั้น 2 หน้าโรบินสัน อยุธยาซิตี้พาร์ค จ.พระนครศรีอยุธยา

นายสุทธา กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและผู้ผลิตสินค้าโอทอป อีกทั้งเพื่อเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย แบ่งปันสินค้าดี มีคุณภาพจากผู้ผลิตโดยตรง ให้เป็นที่รู้จัก นำเสนอภูมิปัญญาผ่านผลิตภัณฑ์ชุมชน และสร้างการรับรู้แหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 2 ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เป็นการสนองนโยบายรัฐบาลในการช่วยเหลือผลิตภัณฑ์ชุมชน

ทั้งนี้ ภายในงานจะมีการออกร้าน โดยนำสุดยอดสินค้าดี สินค้าเด่น จากกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 2 จำนวน 52 ร้านค้า ให้ได้เลือกสรรกันอย่างจุใจ พิเศษสุดกับช่วงนาทีทอง และกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าราคาพิเศษ มีสิทธิ์ลุ้นสร้อยคอทองคำ เครื่องใช้ไฟฟ้า และรางวัลอื่นๆ ที่มีการจับแจกกันทุกวัน นอกจากนี้ ยังมีคอนเสิร์ตจากหลากหลายศิลปินให้ชมตลอดงาน ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจมาเที่ยวงาน เลือกซื้อสินค้าโอทอป สินค้าจากภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นการให้กำลังใจผู้ประกอบการ ไทยเที่ยวไทยเงินทองไม่รั่วไหลไปไหน

จากการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จังหวัดจันทบุรี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา ได้มีการเห็นชอบในหลักการโครงการจัดตั้งระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก (Eastern Fruit Corridor : EFC) ที่จะตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม Smart Park จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ EEC โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อผลักดันให้ไทยเป็น “มหานครผลไม้โลก” ภายในปี 2564 ผ่านการพัฒนาคุณภาพและช่องทางการจัดจำหน่าย รวมทั้งสนับสนุนด้านการเงิน และทำประชาสัมพันธ์เพื่อให้ผลไม้ไทยเป็นที่รู้จักในตลาดโลกมากขึ้น

ทั้งนี้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า ผลไม้โดยเฉพาะผลไม้สดกลายมาเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญของไทยที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด สะท้อนได้จากมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้นจาก 240 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2550 เป็น 1,674 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2560 หรือคิดเป็นการขยายตัวเฉลี่ยกว่า 21% ต่อปี

ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับการส่งออกรวมของประเทศที่ขยายตัวเฉลี่ยราว 5% ต่อปีในช่วงเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม แม้การส่งออกผลไม้สดของไทยจะขยายตัวได้สูงต่อเนื่อง แต่หากหันมาดูส่วนแบ่งตลาดของผลไม้ไทยในตลาดโลก พบว่า ยังไม่สูงมากนัก และยังเป็นอันดับ 3 ในอาเซียนรองจากอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากโครงสร้างการส่งออกผลไม้ของไทยที่ยังเผชิญกับ “สภาวะ 3 กระจุก” ดังนี้

-กระจุกสินค้า การส่งออกผลไม้สดของไทยกระจุกตัวอยู่เพียงผลไม้ 3 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน ลำไย และมังคุด ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรวมกันเกือบ 90% ของมูลค่าส่งออกผลไม้สดทั้งหมด อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) พบว่า ไทยยังเป็นผู้ผลิตผลไม้ Top 5 ของโลกอยู่อีกหลายชนิด โดยเฉพาะสับปะรด มะม่วง และมะละกอ ซึ่ง FAO ระบุว่าเป็นผลไม้เมืองร้อน ซึ่งเป็นที่ต้องการมากที่สุด 3 อันดับแรกของโลก และความต้องการขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยดังกล่าวทำให้หากไทยสามารถประชาสัมพันธ์ และหาช่องทางการตลาดให้กับผลไม้ชนิดอื่นๆ ได้มากขึ้น ก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการส่งออกผลไม้เพียงไม่กี่ชนิดได้เป็นอย่างดี

-กระจุกตลาด ตลาดส่งออกผลไม้ของไทยกระจุกตัวอยู่เพียง 2 แห่ง คือ ตลาดจีนและตลาดเวียดนาม (ส่วนใหญ่เป็นทางผ่านไปสู่ตลาดจีน) คิดเป็นสัดส่วนกว่า 80% ของมูลค่าส่งออก

ผลไม้สดทั้งหมดของไทย ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการส่งออกผลไม้ไปจีนได้อานิสงส์ค่อนข้างมากจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาไทยเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ ปี 2560 ที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 9.8 ล้านคน ซึ่งมีส่วนช่วยให้ชาวจีนรู้จักผลไม้ไทยมากขึ้น โดย EFC จะเป็นช่องทางหนึ่งในการขยายตลาดส่งออกผลไม้ไทยให้กระจายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ ที่เข้ามาประเทศไทยจำนวนมาก อาทิ รัสเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และอาเซียน

-กระจุกปริมาณ การส่งออกผลไม้ของไทยกระจุกหรือขยายตัวด้านปริมาณเป็นหลัก สังเกตได้จากมูลค่าส่งออกผลไม้สดสำคัญ 3 อันดับแรก ที่ขยายตัวเฉลี่ยกว่า 26% ในช่วงปี 2557-2560 เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นด้านปริมาณมากกว่าด้านราคา (ยกเว้นมังคุด) ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการขาดอำนาจต่อรองด้านราคา เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรกรและผู้ส่งออกไทยมักมีการตกลงราคาซื้อขายล่วงหน้ากับผู้ซื้อรายใหญ่ในรูปแบบการตกลงซื้อขายแบบยกสวน ทำให้อำนาจต่อรองตกอยู่ที่ผู้ซื้อ ขณะเดียวกันเกษตรกรบางส่วนอาจยอมขายผลผลิตแม้ราคาจะต่ำ

เนื่องจากกลัวสินค้าเน่าเสีย อีกทั้งการขาดตลาดกลางในการซื้อขายผลไม้ที่จะช่วยลดอำนาจผู้ซื้อและเพิ่มอำนาจผู้ขายผ่านการแข่งขันที่สูงขึ้น ซึ่งการจัดตั้ง EFC โดยเฉพาะการสร้างคลังสินค้าห้องเย็น (cold storage) ขนาดใหญ่ และการจัดตั้งตลาดประมูลผลไม้ระหว่างประเทศที่มีประสิทธิภาพก็จะช่วยผลักดันราคาผลไม้ไทยให้สูงขึ้นได้ นอกเหนือจากการส่งเสริมการแปรรูปหรือพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มส่วนต่างกำไรให้สูงขึ้นจะเห็นได้ว่าหากโครงการ EFC สำเร็จเป็นรูปธรรม จะช่วยเสริมจุดแข็งและปิดจุดอ่อนการส่งออกผลไม้ไทย

รวมทั้งจะช่วยให้การส่งออกสินค้าเกษตร ซึ่งปัจจุบันพึ่งพาการส่งออกข้าวและยางพารากว่า 50% เติบโตอย่างยั่งยืนมากขึ้น ผ่านการเพิ่มสัดส่วนการส่งออกผลไม้ที่หลากหลาย ควบคู่ไปกับอำนาจต่อรองราคาที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรซึ่งเป็นประชากรกว่า 60% ของประเทศมีทางเลือกในการผลิตสินค้าเกษตร และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

Disclaimer : คอลัมน์นี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความคิดเห็นของ EXIM BANK ไทยเฮ!! บราซิลยุติการตั้งคณะพิจารณากรณีระงับข้อพิพาทน้ำตาลไทย ต่อ WTO พร้อมขอร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำตาลกับไทย

รายงานข่าวอุตสาหกรรม ระบุว่า นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และ นางวรวรรณ ชิตอรุณ เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ได้ประสานกับกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้รับทราบอย่างไม่เป็นทางการว่า บราซิลได้ระงับการยื่นขอตั้งผู้พิพากษา (Panel) เพื่อพิจารณาต่อไทยภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) กรณีไทยอุดหนุนอุตสาหกรรมน้ำตาลทราย จนกระทบต่ออุตสาหกรรมน้ำตาลทรายโลก (Thailand Subsidies concerning Sugar) แล้ว เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2561

เนื่องจากไทยได้มีการดำเนินการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย โดยได้มีการลอยตัวราคาน้ำตาลทรายให้เป็นไปตามกลไกของตลาด การยกเลิกการกำหนดโควต้าน้ำตาลทราย และให้มีการสำรองน้ำตาลทรายตามปริมาณสำรองที่กำหนด (Reserve Stock) เพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ

โดยบราซิลได้เห็นถึงความจริงใจต่อการดำเนินการของไทยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องตามข้อตกลงทางการค้าเสรีภายใต้ข้อกำหนดของ WTO จึงได้แจ้งระงับการยื่นขอตั้งผู้พิพากษาจนกว่าไทยจะได้ดำเนินการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย และแก้ไขพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายแล้วเสร็จ ซึ่งเป็นผลจากการแสดงท่าทีที่ชัดเจนและความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหา รวมทั้งการดำเนินการร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาล ซึ่งได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาตลอดจนการเจรจาหารือกับบราซิลอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด

ส่วนความคืบหน้าการปรับปรุงพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งจะมีประเด็นการแก้ไขในการนำอ้อยไปผลิตอุตสาหกรรมชีวภาพเพื่อการเพิ่มมูลค่าแก่ภาคอุตสาหกรรมอ้อย การยกเลิกเงินอุดหนุนจากรัฐบาล รวมถึงการยกเลิกการชดเชยราคาอ้อยให้กับชาวไร่อ้อยให้ในกรณีราคาอ้อยขั้นต้นสูงกว่าราคาอ้อยขั้นสุดท้าย ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี จากนั้นจะยื่นร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งคาดว่าการปรับปรุงพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน

ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย และการแก้ไขพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยบราซิลมีความยินดีให้ความร่วมมือกับไทยเพื่อการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต และการพัฒนาบุคลากรในสาขาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย และอุตสาหกรรมชีวภาพกับไทยต่อไป

นายอนันต์ สุววรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวเตรียมแผนรับการผลิต ตามแผนการผลิตข้าวครบวงจร ปี 2561/62 ระหว่างเดือน พ.ค.2561-เม.ย.2562 รับการออกมากระจุกตัวของผลผลิตข้าวในช่วงปลายปี ต่อต้นปี ซึ่งอาจทำให้ราคาข้าวตกต่ำ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เตรียมงบประมาณ 6,897.977 ล้านบาท เพื่อดำเนินการ 17 แผนงาน 43 โครงการ ซึ่งยังไม่รวมกับการอุดหนุนดอกเบี้ยกับเกษตรกร เพื่อสร้างยุ้งฉาง ซึ่งต้องขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขออุดหนุนดอกเบี้ย 3% เกษตรกร วงเงินเท่าไรนั้น เรื่องนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กำลังรวบรวม

ทั้งนี้ ตามแผนลดการผลิตข้าว ตามแผนข้าวครบวงจร โดยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าว โดยการปรับเปลี่ยนพื้นที่การปลูกพืชให้เหมาะสม ในปี 2560/61 เป้าหมายเพื่อลดพื้นที่ปลูกข้าว 1.25 ล้านไร่ ดำเนินการได้ไม่ถึงครึ่ง หรือมีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการเพียง 5.56 แสนไร่ แบ่งเป็นโครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลาย ฤดูนาปรัง ปี 2561 สนับสนุนค่าใช้จ่าย 2,000 บาท/ไร่ รายละไม่เกิน 15 ไร่ โครงการปลูกพืชปุ๋ยสด 4 แสนไร่ มีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการ 2 ไร่ หรือประมาณ 50% โครงการขยายการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลาย เป้าหมาย 3 แสนไร่ มีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการ 2 แสนไร่ และโครงการส่งเสริมการปลูกพืชอาหารสัตว์ ฤดูนาปรัง ปี 2561 มีเกษตรกรสนใจ 4.85 พันราย

“เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ราคาข้าวลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะข้าวภาคกลาง เพราะได้รับผลกระทบจากมรสุม ทำให้มีความชื้นมาก ดังนั้น เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี ให้เกษตรกรสร้างยุ้งฉาง เพื่อชะลอการขายข้าวในช่วงผลผลิตออกมาพร้อมกัน เพื่อให้ความชื้นลดลง ให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้น เร็วๆ นี้คาดว่าจะได้ข้อสรุปว่า โครงการสนับสนุนให้เกษตรกรสร้างยุ้งฉางจะต้องให้สินเชื่อเท่าไร ในส่วนที่รัฐบาลอุดหนุนดอกเบี้ย 3% ต้องใช้เงินเท่าไร ส่วนงบประมาณที่ใช้ในการลดการกระจุกตัวของผลผลิตข้าว ปีนี้ใช้น้อยลง จากปี 2559 และ 2560 ใช้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท แสดงว่าแผนข้าวครบวงจรเริ่มเห็นผล ชาวนาลดพื้นที่ปลูกและให้ความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯ ในการลดพื้นที่ปลูกในแหล่งที่ไม่เหมาะสม”

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เตรียมจ่ายเงินให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการลดพื้นที่ปลูกเข้าสู่บัญชีธนาคารในเร็ววันนี้ รายละไม่เกิน 2,000 บาท/ไร่ ไม่เกิน 15 ไร่/ราย หรือ ไม่เกิน 3 หมื่นบาท ต่อราย ในเร็ววันนี้โดยความก้าวหน้ามาตรการรองรับความเสี่ยงผลกระทบภัยแล้งตามที่ ครม. เห็นชอบแล้ว 2 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรัง ปี 2561 พื้นที่ดำเนินการ 53 จังหวัด เป้าหมาย 450,000 ไร่ เกษตรกรสมัครร่วมโครงการ 40,708 ราย พื้นที่ 341,270 ไร่ คิดเป็น 75.84 % ของเป้าหมาย และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลายืนยันการปลูกเมื่อ 15 มี.ค. ที่ผ่านมา มีเกษตรกรเข้าร่วมทั้งสิ้น 33,504 ราย พื้นที่ 282,996.50 ไร่ คิดเป็น 82.92% จากพื้นที่ที่เกษตรกรสมัคร ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบแปลงระดับตำบล จำนวน 33,425 ราย พื้นที่ 268,450.75 ไร่ คิดเป็น 89.64 % จากพื้นที่ยืนยันการปลูก

โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 พื้นที่เป้าหมาย 700,000 ไร่ ใน 31 จังหวัด เกษตรกร 47,000 ราย มีเกษตรกรสมัครร่วมโครงการ 84,931 ราย พื้นที่ 618,689 ไร่ คิดเป็น 88.38 % จากเป้าหมาย แต่จำนวนเกษตรกรที่มายืนยันการปลูก 74,704 ราย พื้นที่ 523,331 ไร่ คิดเป็น 84.58 % จากพื้นที่ที่เกษตรกรสมัคร โดยเมื่อสิ้นสุดยืนยันการปลูกเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาพบว่า มีเกษตรกรที่ผ่านการตรวจสอบ 64,554 ราย พื้นที่ 436,155.25 ไร่ คิดเป็น 86.41 % จากพื้นที่ยืนยันการปลูก ขณะนี้คณะทำงานตรวจสอบพื้นที่ระดับตำบลกำลังดำเนินการลงพื้นที่ตรวจสอบแปลงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่รับผิดชอบ

ที่ท่าเทียบเรือศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงทะเลเขต 3 (กระบี่) ต.ไสไทย อ.เมืองกระบี่ นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในฤดูปลามีไข่ วางไข่และเลี้ยงตัวในวัยอ่อน ฝั่งทะเลอันดามัน ประจำปี 2561 โดยมี นายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวรายงาน โดยมี พันตำรวจโท หม่อมหลวง กิติบดี ประวิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ให้การต้อนรับ พร้อมทั้งร่วมพิธีบวงสรวง พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ พิธีปล่อยเรือตรวจประมงทะเลออกปฏิบัติงานในพื้นที่ การปล่อยพันธุ์กุ้งแชบ๊วย 500,000 ตัว พันธ์ุปู 20,000 ตัว ลงสู่ท้องทะเล และชมนิทรรศการทางด้านการประมงที่นำมาจัดแสดง

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การใช้มาตรการดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด คือ จังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง จำนวน 4696 ตารางกิโลเมตร หรือ 2.3 ล้านไร่ ระหว่าง วันที่ 1 เมษายน-30 มิถุนายน 2561 ผลจากการใช้มาตรการดังกล่าว ส่งผลให้ทรัพยากรสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน พบว่าในบริเวณปิดอ่าวปีที่ผ่านมา อัตราการจับสัตว์น้ำต่อชั่วโมงเพิ่มจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังพบว่าชาวประมงพื้นบ้านมีการใช้แหจับกุ้งได้ในหลายพื้นที่ของการปิดอ่าว ซึ่งการปฏิบัติงานด้านการควบคุมการทำประมง จะสัมฤทธิผลได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของพี่น้องชาวประมง และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่มุ่งเน้นและตระหนักถึงคุณประโยชน์ในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำสืบไป

ด้าน นายมานิต ดำกุล นายกสมาคมชาวประมงจังหวัดกระบี่ ได้รายงานสภาวะการประมงว่า จังหวัดกระบี่ มีชายฝั่งทะเลยาวตลอดแนว 160 ตารางกิโลเมตร มีเกาะน้อยใหญ่ 154 เกาะ มีหมู่บ้านชาวประมง 116 หมู่บ้าน มีผู้ประกอบการอาชีพด้านการประมง 8,398 ครัวเรือน มีเรือประมง 1,720 ลำ แบ่งเป็น เรือประมงพื้นบ้าน 93.43% และเรือประมงพาณิชย์ อวนล้อมจับ (อวนดำ) อวนล้อมจับปลากะตักกลางวัน อวนครอบหมึก เรือปั่นไฟ ลอบปู เบ็ดมือ เบ็ดราว อวนติดตา 6.57% มีผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เลี้ยงกุ้ง ปลาในกระชัง และอื่นๆ 1,263 ราย

โดยสภาพภูมิศาสตร์ทางทะเลของจังหวัดกระบี่มีลักษณะเป็นอ่าวและมีเกาะเป็นจำนวนมาก อดีตมีสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์ มีการทำการประมงพื้นบ้านเป็นหลัก แต่มีการเพิ่มจำนวนประชากรอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความต้องการบริโภคสัตว์น้ำเพิ่มมากขึ้น และได้มีการพัฒนาเครื่องมือทำการประมงทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำลดลง สมาคม ร่วมกับชาวประมงจังหวัดกระบี่ ร่วมมือกับราชการปลูกจิตสำนึกของชาวประมงตลอดมา และมีมาตรการด้านการจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำของจังหวัดกระบี่หลายฉบับ สำหรับการประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำฤดูปลามีไข่ฯ ได้ดำเนินการต่อเนื่อง และมีการเก็บรวบรวมข้อมูล พบว่าทะเลอันดามันบางส่วนในเขตจังหวัดภูเก็ต กระบี่ ตรัง และพังงา เป็นแหล่งวางไข่และเลี้ยงตัวในวัยอ่อนของสัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ สมควรที่จะใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากร โดยการห้ามทำการประมงในบางพื้นที่ บางเครื่องมือและบางเวลา เพื่อให้ทรัพยากรสัตว์น้ำฟื้นฟูตัวเองตามธรรมชาติ

นายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ผลการศึกษาหลังจากมีการกำหนดใช้มาตรการ พบว่า อัตราการจับสัตว์น้ำหลังจากใช้มาตรการกับก่อนใช้มาตรการเพิ่มขึ้นทุกเครื่องมือการจับสัตว์น้ำ เช่น อวนลากเดี่ยว เพิ่มขึ้นจาก 37 กก./ชม. เป็น 49 กก./ชม. หรือร้อยละ 32.4 อวนลากคู่ เพิ่มขึ้นจาก 72 กก./ชม. เป็น 90 กก./ชม. หรือร้อยละ 25 อวนล้อมจับ เพิ่มขึ้นจาก 1,465 กก./ชม. เป็น 1,700 กก./ชม. หรือร้อยละ 16.04 อวนปลาทู ปลาลัง เพิ่มจาก 70 กก./ชม. เป็น 120 กก./ชม. หรือร้อยละ 71 อวนกุ้ง 3 ชั้น เพิ่มจาก 60 กก./ชม. เป็น 120 กก./ชม. หรือร้อยละ 100 เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแหล่งทำการประมงที่สำคัญพื้นที่บริเวณระหว่างเกาะพีพีและเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ จากข้อมูลของกรมประมงพบว่า หลังปิดอ่าวอันดามัน 3 เดือน ทำให้ปลาทู ซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่มีคุณค่าและความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศมีประชากรปลาทูเพิ่มสูงถึง 5.47 เท่า

สำหรับปี 2561 นี้ กรมประมง ได้มีประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรัง พ.ศ. 2561 มีผลบังคับใช้เมื่อ 23 มีนาคม 2561 เป็นไปตาม มาตราที่ 70 ของพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และ 2560 ที่แก้ไขเพิ่มเติม มีสาระสำคัญดังนี้ คือ 1. ห้ามทำการประมงในพื้นที่ที่กำหนดในเขตจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง จำนวน 4,696 ตารางกิโลเมตร หรือ 2.3 ล้านไร่ 2. ยกเว้นเครื่องมือทำการประมงบางประเภทให้ทำการประมงได้ จำนวน 13 ข้อ เช่น อวนลากแผ่นตะเข้ ความยาวเรือไม่เกิน 14 เมตร ทำได้ในเวลากลางคืนและนอกเขตทะเลชายฝั่ง อวนล้อมจับปลากะตัก เวลากลางวัน และเครื่องมือประมงพื้นบ้านประเภทต่างๆ เป็นต้น 3. ระยะเวลาห้ามทำการประมง ตั้งแต่ วันที่ 1 เมษายน ถึง 30 มิถุนายน ของทุกปี รวมระยะเวลา 3 เดือน