สำหรับการนำเสนอของ รศ. ดร. น.สพ.ปณัฐ นั้น ได้ชี้ให้เห็นความ

สำคัญและปัญหาของโรคพยาธิใบไม้ในตับและพยาธิใบไม้ในกระเพาะอาหารในปศุสัตว์ เช่น โค กระบือ แพะ แกะ และมนุษย์ พบการระบาดในเขตร้อนทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ซึ่งทำให้เกิดพยาธิสภาพที่ตับอย่างรุนแรง เป็นสาเหตุการตายในสัตว์ สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยประมาณ 300-400 ล้านบาทต่อปี นักวิจัยจึงได้พัฒนาชุดทดสอบอิมมูโนวินิจฉัยสำเร็จรูปที่มีความไวและความจำเพาะในการตรวจหาเชื้อ ประกอบด้วยการทดสอบที่เคลือบด้วยแอนติบดีที่จำเพาะ และน้ำยาสำหรับการทดสอบ

โดยมีจุดเด่นที่สามารถตรวจวินิจฉัยโรคได้อย่างสะดวกรวดเร็วในเวลาเพียง 4 นาที นำไปใช้ได้ทั้งห้องปฏิบัติการและภาคสนาม การใช้งานไม่ยุ่งยากและราคาไม่แพง อีกทั้งตรวจตัวอย่างในแต่ละครั้งได้จำนวนมากและตรวจได้ตั้งแต่วันแรกของการติดเชื้อ งานวิจัยนี้จึงเหมาะสมที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมปศุสัตว์ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ รวมถึงฟาร์มเลี้ยงสัตว์ของภาคเอกชน ประชาชนหรือเกษตรกร ซึ่งในระยะยาวจะมีประโยชน์ต่อภาคเกษตรและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ตลอดจนสามารถนำชุดทดสอบไปเป็นต้นแบบในการทดสอบหาพยาธิกลุ่มอื่น ๆ ได้ในอนาคต

รศ. ดร.สมพร อิศวิลานนท์ กรรมการจากสถาบันคลังสมอง ระบุว่าการนำเสนอของ รศ. ดร. น.สพ.ปณัฐแสดงให้เห็นเทคโนโลยีได้อย่างเป็นรูปธรรม และอยู่ในขั้นตอนการขยายผลสู่การใช้ประโยชน์จริง ซึ่งผลกระทบสำคัญที่จะเกิดขึ้นจากโครงการนี้ คือ ความมั่นคงอาหาร ต่อชุมชน เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ และประชาชนผู้บริโภคในวงกว้าง อย่างไรก็ตามนักวิจัยจะต้องมีแผนงานทางธุรกิจ และจับมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันวัคซีนแห่งชาติ กรมปศุสัตว์ ภายใต้การสนับสนุนของ สกว. ในการผลักดันให้เกิดการลงทุนจากภาครัฐหรือเอกชนที่สนใจ

สู่การผลิตชุดทดสอบเพื่อให้ใช้งานได้จริง จำหน่ายในท้องตลาดในราคาที่ชาวบ้านและเกษตรกรจับต้องได้ เข้าถึงได้จริง นอกจากนี้ชุดทดสอบยังพกพาง่าย ชาวบ้านตรวจได้ ที่สำคัญที่สุดคือ คนที่ติดเชื้อจากสัตว์จะทำให้เกิดมะเร็งตับในคนโดยเฉพาะชาวอีสานที่เป็นโรคนี้กันมาก สามารถตรวจสอบสัตว์ที่ป่วยเป็นโรคได้ทันที การติดเชื้อจากสัตว์สู่คนเป็นปัญหาในแวดวงอุตสาหกรรมเกษตรและสาธารณสุข งานวิจัยนี้จึงเป็นนวัตกรรมที่จะแก้ปัญหาของประเทศและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ และทำให้อุตสาหกรรมพัฒนาต่อไปได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระงานและค่าใช้จ่ายของภาครัฐ ทั้งนี้นอกจากจะผลิตขายในประเทศแล้วยังสามารถจำหน่ายได้ในประเทศเพื่อนบ้านที่มีการเลี้ยงและบริโภคเนื้อสัตว์เคี้ยวเอื้องเหมือนกัน

อนึ่ง สกว.จะนำนักวิจัยเข้าร่วมนำเสนอผลงานในงาน Thailand Tech Show ระหว่างวันที่ 20-24 กันยายนนี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เพื่อขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่พาณิชย์ เชื่อมโยงให้เอกชนสามารถเข้าถึง นำผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่พัฒนาจากสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยออกสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย รศ. ดร. น.สพ.ปณัฐจะร่วมนำเสนอผลงานในวันที่ 22 กันยายนด้วย

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยคณะเศรษฐศาสตร์ จะจัดให้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กับ ธนาคาร ยูโอบี จำกัด (มหาชน) ในวันอังคารที่ 2๙ สิงหาคม 2560 เวลา 09.๐๐ น. ณ ห้องประชุมเศรษฐนิทัศน์ (EC 304) ชั้น 3 อาคารยรรยง สิทธิชัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

รองศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ จรรยาสุภาพ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า “เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของทั้งสองหน่วยงานให้สามารถปฏิบัติงานในหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ร่วมกันดำเนินกิจกรรมทางวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการศึกษาให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาวิจัย และการพัฒนาบุคลากรอย่างจริงจัง และให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ร่วมกันดำเนินกิจกรรมทางวิชาการ ในด้านการเผยแพร่ความรู้ทางการศึกษาเกี่ยวกับการบริหารงานธนาคาร การพัฒนาบุคลากรของธนาคาร พัฒนาศักยภาพของบุคลากรของธนาคารและมหาวิทยาลัย และการส่งเสริมให้บุคลากรของธนาคารและนักศึกษาได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานธนาคาร และเกิดความร่วมมือทางวิชาการในด้านการบริหารงานธนาคารอย่างเป็นระบบระหว่างธนาคารและมหาวิทยาลัย ดังนั้น ธนาคาร ยูโอบี จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยแม่โจ้โดยคณะเศรษฐศาสตร์ จึงได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ดังกล่าวขึ้น”

การบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้ ได้กำหนดขอบเขตในข้อตกลงว่า ธนาคาร และ มหาวิทยาลัย จะสนับสนุน ส่งเสริมให้นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์และบุคลากรของธนาคาร เข้าร่วมกิจกรรมทางวิชาการ โดยมหาวิทยาลัยจะให้โอกาสทางการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาแก่บุคลากรธนาคาร ตามเงื่อนไขและดุลพินิจของคณะเศรษฐศาสตร์ ธนาคารจะพิจารณาคัดเลือกนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย เพื่อทำงานในธนาคาร ภายใต้เงื่อนไขและดุลยพินิจการคัดเลือกของธนาคาร นอกจากนั้น มหาวิทยาลัยโดยคณะเศรษฐศาสตร์ ร่วมกับธนาคาร จัดทำหลักสูตรการศึกษาอบรมร่วมกันเป็นการเฉพาะสำหรับบุคลากรธนาคารในทุกระดับ และ/หรือ ธนาคารจะจัดหาบุคลากรที่มีประสบการณ์เพื่อถ่ายทอดความรู้แก่นักศึกษาทางด้านการบริหารจัดการการเงิน การธนาคาร ตามความเห็นชอบของทั้งสองฝ่าย และธนาคารยินดีที่จะรับนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์เข้าร่วมกิจกรรมฝึกประสบการณ์ทางวิชาชีพ (สหกิจศึกษา) เพื่อเพิ่มทักษะ และประสบการณ์ทำงานให้กับนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ก่อนสำเร็จการศึกษา ซึ่งบันทึกข้อตกลงความร่วมมือวิชการการฉบับนี้ มีผลบังคับใช้เป็นเวลา 5 ปี นับจากวันลงนามเป็นต้นไป

พิธีบันทึกลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ จะมี นางสาวศศิวิมล อารยวัฒนาพงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทรัพยากรบุคคล ธนาคาร ยูโอบี จำกัด (มหาชน) และ รองศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ จรรยาสุภาพ คณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ เป็นผู้แทนลงนาม ทั้งสองฝ่าย

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ผลักดันมาตรฐาน CPF SHE&En Standard ทุกฟาร์ม-โรงงาน ส่งเสริมบุคลากรคิดค้นโครงการประหยัดและอนุรักษ์พลังงานไฟฟ้า-น้ำกว่า 100 โครงการ ตลอดปี 59 ส่งผลประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้มากกว่า 50 ล้านบาท

นายสุชาติ วิริยะอาภารองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อมและพลังงาน ซีพีเอฟ (CPF SHE&En) เปิดเผยว่า ซีพีเอฟมุ่งมั่นดำเนินโครงการด้านการประหยัดพลังงาน มาอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมให้พนักงานทุกคนได้นำเสนอแนวคิดหรือวิธีการ ที่จะช่วยพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าและใช้ทรัพยากรน้ำอย่างรู้คุณค่า ในปี 2559 ที่ผ่านมา ซีพีเอฟได้ริเริ่มโครงการใหม่มากถึง 104 โครงการ ช่วยลดการใช้พลังงานกว่า 80,000 กิกะจูล คิดเป็นร้อยละ 11.26 ต่อหน่วยการผลิต เมื่อเทียบกับปีฐาน 2558 ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas : GHG) ได้กว่า 7,200 ตันคาร์บอนได้ออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นร้อยละ 1.05 ต่อหน่วยการผลิต สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้มากกว่า 50.6 ล้านบาท ลดปริมาณการนำน้ำมาใช้ต่อหน่วยการผลิตได้มากกว่าร้อยละ 6.88 และลดปริมาณของเสียที่ต้องนำไปกำจัดด้วยการฝังกลบและเผาต่อหน่วยการผลิตได้ถึงร้อยละ 16.83

“ปัจจุบันฟาร์มและโรงงานของซีพีเอฟทั้งหมด 169 แห่ง เข้าร่วมโครงการรสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก หรือ LESS (Low Emission Support Scheme) ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก(องค์การมหาชน) หรือ อบก. ทำให้บริษัทได้มีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 739,734 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และกักเก็บ GHG ได้ 30,147 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า” นายสุชาติ กล่าว

ตัวอย่างความสำเร็จของโครงการฯ อาทิ โครงการปรับปรุงผนังโรงเรือนเลี้ยงไก่เนื้อ ด้วยการเปลี่ยนจากผนังผ้าม่าน PVC เป็นผนังทึบกันความร้อน ISOWALL เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการระบายอากาศ ควบคุมอุณหภูมิภายในโรงเรือนให้เหมาะสมมีการ ใช้พลังงานในกระบวนการผลิตอย่างคุ้มค่า ทั้งยังช่วยยกระดับการผลิตอาหารปลอดภัย ซึ่งได้ผลลัพธ์เชิงบวกทั้งด้านประสิทธิภาพการเลี้ยงและด้านสิ่งแวดล้อม จากอัตราการแลกเนื้่อหรือ FCR ของไก่ไเนื้อดีขึ้น มีอัตราการสูญเสียของไก่ต่ำลง และช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ถึงร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับโรงเรือนผนัง PVC และสามารถลดการใช้น้ำในโรงเรือนเลี้ยงไก่เนื้อได้ถึง 6,300 คิวต่อปี

นายสุชาติกล่าวอีกว่า บริษัทจึงได้ศึกษาและคิดค้นแนวทางการปรับปรุง ปรับเปลี่ยน และพัฒนาต่อยอดทั้งด้านกระบวนการ (Process) และผลิตภัณฑ์ (Product) ผ่านการบริหารจัดการในเชิงบูรณาการตามแนวทาง 4Rs คือ การลดการใช้ (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) การนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และการฟื้นฟูหรือใช้ทางเลือกใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าเดิม (Replenish) ภายใต้มาตรฐานและกระบวนการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยสิ่งแวดล้อม และพลังงานซีพีเอฟ (CPF Safety Health Environment and Energy Standard: CPF SHE&En Standard) ครอบคลุมแนวปฏิบัติและข้อกำหนดในการบริหารจัดการทั้งด้านพลังงาน ก๊าซเรือนกระจก น้ำ และของเสีย สอดคล้องตามกฏหมาย และมาตรฐานสากล เช่น ISO 14001: ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม, ISO 50001 : ระบบการจัดการพลังงานตามมาตรฐานสากล และ OHSAS18001 : การรับรองอาชีวอนามัยและการบริหารความปลอดภัย เป็นต้น รวมถึงนำแนวทางสากล อาทิ Global Water Tool, Local Water Tool และ GHG Reporting มาประยุกต์ใช้ โดยมีคณะกรรมการบริหารด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อม และพลังงาน (CPF SHE&En Management Committee) กำกับดูแลและบริหารงานให้เป็นไปตามนโยบายและมาตรฐานดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ได้พัฒนาหลักสูตรและจัดอบรม SHE&En รวม 12 หลักสูตร เช่น หลักสูตรภาวะผู้นำกับการสร้างวัฒนธรรม การประเมินผู้มีส่วนได้เสีย การประเมินและการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านน้ำ การประเมินความเสี่ยงด้าน SHE&En ด้วยเทคนิคขั้นสูง เป็นต้น เพื่อให้บุคลากรผู้ปฏิบัติงานมีความรู้ ความเข้าใจและสามารถประยุกต์ใช้ CPF SHE&En Standard สำหรับกำหนดกลยุทธ์ วางแผนงาน และบริหารจัดการธุรกิจไปในทิศทางเดียวกัน

นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังกำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 5 ปี (2559-2563) เพื่อผลักดันการมีส่วนร่วมของทุกสายธุรกิจในการปรับปรุงพัฒนาการดำเนินงานสู่การคิดค้นริเริ่มนวัตกรรมที่ช่วยสร้างเสริมสมดุลระหว่าง การเติบโตอย่างมีกำไร การมุ่งสู่ความเป็นเลิศ และการสร้างพื้นฐานที่มั่นคงในระยะยาว รวมถึงเพื่อร่วมสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก (Sustainable Development Goals : SDGs) เราตั้งเป้าหมายเทียบกับปีฐาน 2558 ว่าจะต้องลดปริมาณการใช้พลังงานต่อหน่วยการผลิตร้อยละ 5, ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยร้อยละ 5, ลดปริมาณการนำน้ำมาใช้ต่อหน่วยร้อยละ 10 และลดปริมาณของเสียที่กำจัดโดยฝังกลบและเผาต่อหน่วยการผลิตร้อยละ 30

“ซีพีเอฟยังเดินหน้าขยายมาตรฐานการเก็บข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยดัชนีชี้วัดประสิทธิผลการดำเนินงาน CPF SHE&En KPIs (Key Performance Indicators) ไปยังสถานประกอบการของบริษัทในต่างประเทศ คาดว่าจะครอบคลุมทุกประเทศทั่วโลก ภายในปี 2560 นี้” นายสุชาติ กล่าวทิ้งท้าย

ผลผลิตกาแฟอราบิก้าเชียงรายพุ่ง 4 พันตัน โกยรายได้ปีละ 2 พันล้าน ด้านกาแฟดอยช้างรุกตลาดพรีเมี่ยมไทย-เทศ ปรับโฉมแพ็กเกจจิ้งครั้งใหญ่ ใส่ลวดลายกลุ่มชาติพันธุ์ 3 เผ่า พร้อมออกโปรดักต์ใหม่พันธุ์เกอิชา สุดยอดกาแฟจากเอธิโอเปีย จำหน่ายซอง 100 กรัมราคา 800 บาท ความนิยมพุ่งไม่เพียงพอความต้องการ ลูกค้าต่างชาติสั่งจองเรียบ

นายนาวิน อินทรจักร ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูง จังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า ตลาดกาแฟในปัจจุบันมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งตลาดภายในประเทศและทั่วโลก โดยในปี 2559 มีมูลค่าตลาดราว 15,000 ล้านบาท คาดว่าปี 2560 จะเติบโตขึ้น 15-20% สังเกตได้จากทุกแห่งมีการเปิดร้านกาแฟเพิ่มขึ้น และประเมินว่าความต้องการกาแฟสูงถึง 20,000 ตัน จึงถือว่าตลาดยังคงเปิดกว้าง โดย จ.เชียงราย ได้ส่งเสริมพืชเศรษฐกิจนี้อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจัดงานเชียงราย คอฟฟี่ แอนด์ ที เฟสติวัล 2017 วันที่ 25-27 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาเชียงราย ได้รับการตอบรับอย่างสูง
สำหรับ จังหวัดเชียงราย มีพื้นที่ปลูกกาแฟพันธุ์อราบิก้าประมาณ 38,000 ไร่ เป็นต้นกาแฟที่ให้ผลผลิตแล้ว 33,000 ไร่ ปริมาณผลผลิต 4,355 ตัน สร้างรายได้เข้าจังหวัดปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท

ขณะที่ผลผลิตกาแฟอราบิก้าทั่วประเทศมีประมาณ 9,000 ตัน/ปี จึงถือได้ว่าสัดส่วนเกือบ 50% ไปจากแหล่งผลิตที่ จังหวัดเชียงราย ทั้งนี้เพราะกาแฟให้ผลผลิตคุณภาพดีในพื้นที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล
ปานกลางตั้งแต่ 1,000 เมตร ขึ้นไป ปริมาณฝน 1,500-2,000 มิลลิลิตร อุณหภูมิตั้งแต่ 16-22 องศาเซลเซียส/ปี ซึ่งหลายพื้นที่ใน จังหวัดเชียงรายมีลักษณะดังกล่าวครบถ้วน

ด้าน นายปณชัย พิสัยเลิศ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟดอยช้าง คอฟฟี่ ออริจินอล จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทมีเครือข่ายผู้ปลูกกาแฟบนดอยช้างประมาณ 1,200 ครัวเรือน พื้นที่ปลูกราว 30,000 ไร่ โดยปี 2559 มีผลผลิตรวมกันประมาณ 2,000 ตัน ราคาจำหน่ายเฉลี่ย 1,080-20,000 บาท/กิโลกรัม
ล่าสุดกาแฟดอยช้างมีการพัฒนาครั้งใหญ่ โดยเพิ่มชนิดกาแฟจากเดิมมีเฉพาะพันธุ์อราบิก้าอย่างเดียว ก็เพิ่มพันธุ์เกอิชา ซึ่งมาจากประเทศเอธิโอเปียที่มีความหอมอย่างมาก โดยพันธุ์อราบิก้าดั้งเดิมซึ่งเคยจำหน่ายเฉพาะเป็นผลผลิตเกรดเอ บี ซี ดี ก็ได้พัฒนาเป็นบรรจุภัณฑ์ตราดอยช้าง ลวดลายของแพ็กเกจเป็นรูปกลุ่มชาติพันธุ์ 3 เผ่า ได้แก่ อาข่า ลีซู และจีนยูนนาน เพื่อรำลึกถึงการมีส่วนร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในการพัฒนาผลผลิตกาแฟดอยช้าง และเป็นกลุ่มที่อาศัยอยู่บนดอยช้าง ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นแหล่งปลูกและผลิตนั่นเอง

นอกจากนั้น ยังได้ออกบรรจุภัณฑ์แบบใหม่ขนาด 250 กรัม แบ่งเป็น 4 ชนิด คือ Espresso Supreme ราคา 350 บาท Organic Signature ราคา 350 บาท Premium Classic ราคา 270 บาท และ Peaberry Classic ราคา 400 บาท ส่วนกาแฟเกอิชามีพื้นที่ปลูกจำกัด จึงบรรจุซองขนาด 100 กรัม จำหน่ายราคา 800 บาท หรือ 8,000 บาท/กก. ซึ่งพบว่าผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยลูกค้าต่างประเทศจะจองล่วงหน้าจนหมด ส่วนรูปแบบซองเดิมๆ ก็คงทยอยหมดไป

“เดิมเราเน้นส่งผลผลิตชั้นดีจำหน่ายต่างประเทศร้อยละ 90 แต่ในช่วง 3-4 ปีมานี้ตลาดในประเทศก็เติบโต จึงมีการส่งออกและจำหน่ายภายในประเทศครึ่งต่อครึ่ง อย่างไรก็ตามตลาดในต่างประเทศก็ยังคงมีมาก เราจึงขยายเปิดร้านตามประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น เกาหลีใต้มีกว่า 40 สาขา นอกจากนี้ยังมีที่สิงคโปร์ มาเลเซีย รวมทั้งหมดประมาณ 60 สาขา ล่าสุดกำลังมุ่งตลาดในกลุ่มเออีซีด้วย” นายปณชัย กล่าว
ขณะที่จังหวัดเชียงรายปัจจุบันมี 3 สาขา และอยู่ระหว่างการขยายไปยังท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ส่วนจังหวัดเชียงใหม่ จากเดิมมี 2 สาขา เตรียมเพิ่มเป็น 3-4 สาขาในอนาคต

โคมีชีวิต-เนื้อโคชำแหละลดลง 10-20% หวั่นย่ำรอยสินค้าเกษตรตกต่ำ เหตุตลาดส่งออกหลัก “จีน เวียดนาม” ชะลอซื้อ พร้อมคุมเข้มตรวจโรคปากเท้าเปื่อยและสารเร่งเนื้อแดง คาดปีนี้

มูลค่าส่งออกวูบแน่ 50% ขณะที่กำลังซื้อในประเทศยังซบเซา คนแห่บริโภคหมู ไก่ราคาถูกกว่าทดแทน ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาประเทศจีนและเวียดนามมีการกว้านซื้อและนำเข้าโคเนื้อมีชีวิตจากประเทศไทย ประกอบกับปริมาณการเลี้ยงโคไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคในประเทศด้วย ส่งผลให้ราคาโคเนื้อมีชีวิตปรับตัวสูงขึ้นมาก โดยราคาขายปลีกเนื้อโค/วัวทั่วไปอยู่ที่ 300 กว่าบาท/กิโลกรัม (กก.) ส่วนเนื้อโคเกรดพรีเมี่ยมจะมีราคาสูงกว่านี้ จึงสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาเลี้ยงโคเนื้อกันมากขึ้น แต่สถานการณ์ล่าสุดราคาเริ่มปรับตัวลดลง ทั้งโคมีชีวิตและเนื้อวัวชำแหละ

นายสุรชัย เปี่ยมคล้า ผู้จัดการสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน จำกัด simpleweightlossplans.com และเลขานุการสมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นับตั้งแต่มีการปิดด่านสิบสองปันนาและงดการส่งออกโคเนื้อไปจีนตอนใต้เมื่อปลายปี 2559 เนื่องจากรัฐบาลจีนตรวจพบสารเร่งเนื้อแดงและโรคปากและเท้าเปื่อยในโคเนื้อของไทย ส่งผลให้ในปี 2560 โคเนื้อของไทยมียอดการส่งออกและราคาปรับตัวลง

สำหรับโรคปากและเท้าเปื่อยถูกกำหนดให้เป็นโรคในองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) หากประเทศใดที่มีการระบาดของโรคนี้ จะไม่สามารถส่งออกเนื้อโคหรือโคมีชีวิตไปยังต่างประเทศได้ ซึ่งประเทศไทยเป็นสมาชิกอยู่ด้วย ทำให้ไม่สามารถส่งออกได้มากนักในปัจจุบัน

นายสุรชัย กล่าวต่อว่า ปัจจุบันโคเนื้อมีชีวิตที่ไทยส่งออกราคาลดลงจากปี 2559 ราคาเฉลี่ยน้ำหนักประมาณ 500 กิโลกรัม ตัวละประมาณ 95-100 บาท/กิโลกรัม หรือตัวละ 47,500-50,000 บาท ราคาเครื่องใน 85-90 บาท/กิโลกรัม ราคาหนัง 25-26 บาท/กิโลกรัม เนื้อชำแหละแล้วประมาณ 240 บาท/กิโลกรัม ส่วนปี 2560 โคเนื้อมีชีวิตราคาลดลงอยู่ที่ 90-95 บาท/กิโลกรัม เครื่องใน 65-70 บาท/กิโลกรัม หนังราคา 19 บาท/กิโลกรัม แต่ราคาเนื้อที่ชำแหละแล้วยังอยู่เท่าเดิม

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตลาดส่งออกหลักคือจีนและเวียดนาม แต่โคเนื้อจากไทยมีราคาถูกกว่าประเทศในอาเซียน 20-25 บาท/กิโลกรัม ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์บราห์มันนำเข้าจากเมียนมาแล้วมาขุนในประเทศไทย และวัวลูกผสมชาร์โรเลย์กับบราห์มัน ส่วนใหญ่นิยมซื้อโคเนื้อมีชีวิต เพราะจีนและเวียดนามนิยมเนื้อร้อนที่เชือดสดๆ มากกว่าเนื้อที่ชำแหละแล้ว และตอนนี้เมียนมาเริ่มส่งออกโคเนื้อไปยังตลาดจีนโดยตรง

ปัจจุบัน จีนและเวียดนามได้หันไปนำเข้าเนื้อวัวจากออสเตรเลียและอเมริกามากขึ้น เพราะราคานำเข้าใกล้เคียงกับของไทย ต่างกันเพียง 3-5 บาท/กิโลกรัม ส่วนตลาดมาเลเซียยังคงนำเข้าโคเนื้อจากไทยแต่มีปริมาณไม่มากนัก
ขณะที่โคเนื้อเกรดพรีเมี่ยมของประเทศไทยยังไม่ได้รับการยอมรับ เพราะสู้โคเนื้อจากออสเตรเลียและอเมริกาไม่ได้

ขณะเดียวกันส่วนแบ่งตลาดภายในประเทศอยู่ที่ 1-2% เท่านั้น คาดว่าจะส่งผลให้ปีนี้การส่งออกโคเนื้อของไทยลดลงจากปีที่แล้วกว่า 50%

ด้านข้อมูลจากสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตรปี 2559 มีการส่งออกโคมีชีวิต 251,960 ตัว มูลค่า 1,040 ล้านบาท และกรมศุลกากรมีรายงานเกี่ยวกับการลักลอบสินค้าปศุสัตว์ ประเภทเนื้อโคเนื้อ-กระบือ จำนวน 27,000 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าของกลางประมาณ 4 ล้านบาท

ราคาโคเนื้อสารคามตกลง 20%
ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดมหาสารคามได้ลงพื้นที่สำรวจการซื้อขายโค-กระบือมีชีวิตในตลาดนัดโค กระบือ บ้านหัน ตำบลเขวา อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2560 พบว่าการซื้อขายลดน้อยในช่วงนี้ อีกทั้งราคาโค-กระบือก็ลดลงประมาณ 20% โดยมีหลายสาเหตุ เช่น อยู่ในช่วงฤดูฝนและการที่โรงเชือดไม่ออกใบอนุญาตฆ่าโคเพศเมีย ทำให้พ่อค้าที่หาซื้อโคเพศเมียหายหน้าไปจากตลาด รวมทั้งพ่อค้าจาก จ.นครสวรรค์ ลพบุรี เพชรบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ที่เคยมาซื้อโคจำนวนมากเพื่อนำไปเลี้ยงขุนส่งออกตลาดต่างประเทศช่วงนี้ก็หายไปจากตลาดมากกว่าครึ่ง เพราะมีปัญหาการส่งออก

นอกจากนั้นยังถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา จากเดิมที่เคยรับซื้อไม่ต่ำกว่า 110 บาท/กิโลกรัม ขณะนี้รับซื้อ 80-90 บาท/กิโลกรัม แต่ช่วงนี้แม้ว่าแรงซื้อจากพ่อค้าต่างจังหวัดอาจลดลงบ้าง แต่กลับมีกำลังซื้อจากชาวบ้านในพื้นที่แทรกเข้ามาตามโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาไม่เหมาะสม ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาเลี้ยงโค-กระบือ สร้างรายได้เข้าครัวเรือน