สำหรับการประเมินพื้นที่อุทยานธรณีสตูล “สตูล จีโอ ปาร์ค”

เข้าสู่ความเป็นอุทยานธรณีโลกจากยูเนสโก เนื่องจากอุทยานธรณีสตูลเป็นพื้นที่ที่มีขอบเขตชัดเจน มีพื้นที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติและเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าและพันธุ์พืช มีการคุ้มครองตามกฎหมาย มีสิ่งบ่งชี้ มีความเชื่อมโยงทางธรณีวิทยา และเป็นมรดกในมิติต่างๆ

จังหวัดสตูลได้คาดการณ์ไว้ว่า ยูเนสโกจะประกาศให้จังหวัดสตูล เป็นอุทยานธรณีโลกอย่างเป็นทางการ ในช่วงปลายเดือน เม.ย. 61 ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม จังหวัดสตูลจะต้องสร้างมาตรการด้านต่างๆ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในวิสาหกิจชุมชน และวางแผนการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างอุทยานธรณีสตูล ต่อหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ทั้งด้านการให้ความรู้ ความเข้าใจการจัดอบรม หรืองานวิจัย ทั้งภายในและภายนอกประเทศ การสร้างและพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ให้กับเยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ให้มีความรู้ด้านอุทยานธรณีสตูล มากยิ่งขึ้น

การจัดตั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยวในเขตพื้นที่อุทยานธรณีสตูล และกระจายไปในทุกอำเภอเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มมากขึ้น พัฒนาผลิตภัณฑ์ในชุมชนสินค้า โอท็อป เพื่อสร้างชื่อเสียง สร้างเอกลักษณ์ และมูลค่าเพิ่ม โดยจะต้องมีมาตรการในการควบคุมดูแลแหล่งธรณีที่มีความสำคัญ สร้างความตระหนักให้แก่ชุมชน มีความหวงแหนและร่วมกันรักษาแหล่งธรณีวิทยาที่มีอยู่ให้มีความสมบูรณ์ยั่งยืนตลอดไป

นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ม.รังสิตปฏิรูปการศึกษาใหม่ทั้งระบบ เน้นการสร้างผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลงและความเป็นมืออาชีพ โดยสิ่งสำคัญของการศึกษาแบบใหม่ ผู้เรียนต้องเรียนด้วยความเข้าใจจนเชี่ยวชาญทักษะ มีวิธีคิด การศึกษาทุกอย่างต้องมีทางเลือก หรือใช้แนวทางการศึกษาที่มุ่งผลิตบัณฑิตให้เป็นผู้ประกอบการที่มีความคิดสร้างสรรค์ กล้าลงมือทำ

ด้าน นพ.ศุภชัย คุณารัตนพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันการศึกษาพื้นฐาน ม.รังสิต กล่าวว่า ยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาของมหาวิทยาลัย ประกอบด้วย 1. การปฏิรูปการศึกษาทั่วไป เพื่อผลิตบัณฑิตที่คิดวิเคราะห์ได้อย่างบูรณาการ สามารถเป็นผู้นำหรือผู้ประกอบการด้วยนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ 2. ปฏิรูปหลักสูตร ให้ทุกสาขาวิชาชีพมีความเป็นเลิศในระดับสากล และส่งเสริมความร่วมมือจัดการศึกษาร่วมกับสถาบันการศึกษาโดยเฉพาะสถาบันอาชีวศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ 3. ปฏิรูประบบประกันคุณภาพ 4. ปฏิรูปเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการเป็นอี-ยูนิเวอร์ซิตี้ 5. ปฏิรูประบบสนับสนุนการจัดการศึกษา มุ่งเน้นนักศึกษาเป็นศูนย์กลาง และ 6. พัฒนาทักษะการเป็นโค้ชในกระบวนการศึกษาและพัฒนาทักษะในเทคโนโลยีการเรียนการสอนสมัยใหม่ให้กับอาจารย์

ผศ.ดร.ภัทร อัยรักษ์ รองอธิการบดีฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และสารสนเทศ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า จากการวิจัยความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยจากคนทุกกลุ่มทุกภาคของประเทศ ทำให้ได้ทราบว่า ความสนใจและการรับรู้ในบทบาทของมหาวิทยาลัย ทั้งในเชิงวิชาการและบทบาทเพื่อชุมชน ส่วนใหญ่จำกัดอยู่เพียงภูมิภาคภาคใต้ ทั้งที่ในความเป็นจริง ม.อ.มีผลงานด้านต่างๆ ทั้งการผลิตบัณฑิต การวิจัยและนวัตกรรมในระดับนานาชาติเป็นจำนวนมาก

รองอธิการบดี ม.อ.กล่าวต่อไปว่า ความรับรู้ดังกล่าว แม้ไม่มีผลกระทบกับจำนวนนักศึกษาต่างชาติ แต่เป็นผลให้มีสัดส่วนเยาวชนไทยจากภาคอื่นมาเรียนน้อย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะการมองภาพมหาวิทยาลัยเป็นเพียงสถาบันการศึกษาระดับภูมิภาค จึงต้องมีการสร้างระบบอัตลักษณ์ หรือแบรนด์ ของมหาวิทยาลัยขึ้นใหม่ เพื่อสร้างการรับรู้ภาพลักษณ์ขององค์กรในระดับสากล การรับรู้ความเข้มแข็งในภาพรวมของมหาวิทยาลัย และให้ประชาคมมหาวิทยาลัยคิด มองและพูดถึงสถาบันแห่งนี้ไปในทิศทางเดียวกัน โดยเริ่มจากสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย

ผศ.ดร.ภัทรกล่าวว่า ทั้งนี้ ได้ออกแบบสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยในอีกรูปแบบหนึ่ง นอกเหนือจากตราสัญลักษณ์เดิม มีความเป็นสากลและทันสมัยเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยในระดับนานาชาติ โดยเน้นที่ตัวย่อภาษาอังกฤษ PSU (พีเอสยู) เป็นหลัก และสีของมหาวิทยาลัย คือเนวี่ บลู สัญลักษณ์ดังกล่าวแสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวของมหาวิทยาลัยทั้ง 5 วิทยาเขต และแสดงถึงความเป็นมหาวิทยาลัยที่น่าค้นหา น่าเรียนรู้ ภายใต้ความหลากหลาย เมื่อเข้ามาศึกษาจะเกิดความมุ่งมั่น สร้างความสำเร็จเพื่อสังคมและตนเอง ได้มีโอกาสค้นพบศักยภาพของตนเองในการทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่ยังคงยึดมั่นในพระราชปณิธาน “ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง” โดยแบบสัญลักษณ์ดังกล่าวจะนำไปประกอบในสื่อต่างๆ ของมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของภาพองค์กร

“สัญลักษณ์ใหม่ดังกล่าว เป็นก้าวแรกของการสร้างแบรนด์มหาวิทยาลัย ต่อไปจะเป็นหน้าที่ของประชาคมมหาวิทยาลัยที่จะร่วมกันสร้างกิจกรรมเพื่อประกาศความเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้ตามแนวคิดของสงขลานครินทร์ ที่ไม่จำกัดแค่รั้วมหาวิทยาลัย แต่จะเรียนรู้สังคมกับผู้คนหลากหลายวัฒนธรรม เรียนความรู้ของอนาคต เพื่อนำไปสร้างเป็นงานวิจัย นวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาสังคม รวมทั้งสร้างศักยภาพให้นำไปสร้างประโยชน์ต่างๆ ให้กับโลก” รองอธิการบดี ม.อ.กล่าว

งานวันเกษตรแห่งชาติ ปี 2561 ณ บริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ ผ่านไปแล้ว ในงานมีเรื่องราวของต้นไม้ ไม้ดอกไม้ประดับแปลกใหม่สวยงาม และยังมีผลงานวิชาการดีเด่นหลายสาขา ที่ได้รับความสนใจจากประชาชน

ผลงานวิจัยเด่นสามารถใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ของ ดร. ณัตฐาวุฒิ ฐิติปราโมทย์ ที่นำสารสกัดสำคัญจากข้าวสังข์หยดมาใช้เสริมสร้างเส้นผมให้แข็งแรงและหนา เป็นหนึ่งเรื่องราวที่น่าสนใจที่จะนำไปทำในเชิงการค้าเพื่อการยังชีพที่มั่นคงแบบวิถีพอเพียง

คุณอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เล่าให้ฟังว่า ทุกภูมิภาคของประเทศไทยมีสภาพพื้นที่เหมาะสมต่อการปลูกข้าวได้คุณภาพดีหลายชนิด ในขั้นตอนการปลูกข้าวเกษตรกรหรือชาวนาจะมีการเตรียมแปลงนาที่ดี มีการเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีจากแหล่งพันธุ์ที่น่าเชื่อถือมาปลูก จัดการใช้ปุ๋ยถูกสูตร ถูกเวลา และตามอัตราส่วนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต มีการปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาที่ดีเพื่อให้ได้ผลผลิตข้าวคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาดผู้บริโภค

ข้าวพันธุ์สังข์หยด เป็นข้าวพื้นเมืองของจังหวัดพัทลุงที่นิยมบริโภคกันแพร่หลาย เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2546 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมโครงการฟาร์มตัวอย่าง อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงได้ถวายข้าวซ้อมมือพันธุ์สังข์หยดพัทลุง ต่อมาได้ทราบว่า พระองค์รับสั่งว่า “ข้าวสังข์หยดกินอร่อยและมีประโยชน์” จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้ฟื้นฟู กรมการข้าวจึงได้นำพันธุ์ข้าวสังข์หยดมาคัดเลือกและพัฒนาพันธุ์จนได้พันธุ์บริสุทธิ์ และได้ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าข้าวตามสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ GI (Geographica lndication) พันธุ์แรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2549 โดยใช้ชื่อว่า “ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง” ที่ผ่านการรับรองพันธุ์ จากกรมการข้าว เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2550 ปัจจุบันมีเกษตรกรหรือชาวนาปลูกและผลิตข้าวสังข์หยดกระจายในทุกภูมิภาคของประเทศไทย

ลักษณะเด่น…พันธุ์ข้าวสังข์หยด เป็นพันธุ์ข้าวที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง ถ้าเป็นข้าวซ้อมมือหรือข้าวกล้องเมื่อหุงสุกจะนุ่ม ข้าวกล้องพันธุ์สังข์หยดมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าพันธุ์เล็บนกปัตตานี มีปริมาณไนอะซิน (Niacin) 6.46 มิลลิกรัม ใยอาหาร 4.8 กรัม และธาตุเหล็ก 0.52 มิลลิกรัม เป็นตัวอย่างจากข้าวกล้องปริมาณ 100 กรัม

ลักษณะประจำพันธุ์…พันธุ์ข้าวสังข์หยดมีคุณสมบัติพิเศษคือ มีลักษณะของเมล็ดเรียวยาว สีข้าวกล้องมีสีแดง ปริมาณอะมิโลสต่ำ ที่โดดเด่นคือมี ไนอะซิน ใยอาหาร หรือธาตุเหล็ก เมื่อสีเป็นข้าวซ้อมมือมีสีแดงปนขาว เมื่อหุงสุกมีความนุ่มให้คุณค่าทางโภชนาการสูง และในเชิงการค้ายังมีการนำไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตข้าวด้วย

งานวิจัยเด่นที่ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ผลิตภัณฑ์ป้องกันผมร่วง จากสารสกัดข้าวสังข์หยด (Anti-hair Loss products containing Sangyod rice extract from Thailand)

ที่ในงานวันเกษตรแห่งชาติ ปี 2561 บริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ คุณณัฐพิสิษฐ์ จารุพงศ์ นักประชาสัมพันธ์ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร เล่าให้ฟังว่า งานวิจัยเด่นผลิตภัณฑ์ป้องกันผมร่วงจากสารสกัดข้าวสังข์หยด ผลงานของ ดร. ณัตฐาวุฒิ ฐิติปราโมทย์ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง หัวหน้าโครงการงานวิจัยเด่นที่ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ได้เป็นหนึ่งทางเลือกการเพิ่มมูลค่าผลผลิตข้าวสังข์หยด

ข้าวสังข์หยด เป็นข้าวพื้นเมืองของไทยที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างแพร่หลาย เพราะให้คุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าพันธุ์ข้าวชนิดอื่น อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีกรดโฟลิก โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส กาบา มีสารต้านอนุมูลอิสระและใยอาหารชนิดละลายน้ำได้สูง ที่ช่วยบำรุงร่างกายและป้องกันโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงหรือมะเร็ง

สารสกัดข้าวสังข์หยด มีฤทธิ์กระตุ้นการเจริญของเซลล์รากเส้นผม ซึ่งพบว่าสารสกัดจากข้าวสังข์หยดมีฤทธิ์สูงสุดเมื่อเทียบกับข้าวสายพันธุ์อื่น การพัฒนาเทคโนโลยีจึงนำสารสกัดจากข้าวสังข์หยดมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ป้องกันผมร่วง 3 รูปแบบ ได้แก่ แชมพู ครีมนวดผม และแฮร์โทนิก และได้นำไปทดสอบกับอาสาสมัคร พบว่า ลดการหลุดร่วงเส้นผมได้ 70 เปอร์เซ็นต์ ภายในระยะเวลา 12-15 วัน จะทำให้เส้นผมแข็งแรง หนาขึ้น และยังกระตุ้นการงอกใหม่ของเส้นผมบริเวณศีรษะล้านได้ภายใน 55-60 วัน โดยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวและปลอดภัยต่อผู้บริโภคด้วย

จุดเด่นผลิตภัณฑ์ 1. ช่วยลดการหลุดร่วงของเส้นผมได้มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ภายในระยะเวลา 12-15 วัน 2. ทำให้เส้นผมแข็งแรงและหนาขึ้น 3. ช่วยกระตุ้นการงอกใหม่ของเส้นผมบริเวณศีรษะล้านได้ภายใน 55-60 วัน 4. เป็นสารสกัดที่ได้จากธรรมชาติทำให้ปลอดภัย ไม่เกิดการระคายเคืองต่อผิว

วิธีการใช้ผลิตภัณฑ์ สารสกัดจากข้าวสังข์หยดนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ป้องกันเส้นผมร่วง ทำให้เส้นผมแข็งแรง หนาขึ้นทั้ง 3 รูปแบบ ควรใช้ควบคู่กันจึงจะได้ผลดี วิธีใช้ให้นำแชมพูชโลมบนเส้นผมที่เปียก นวดให้ทั่วศีรษะและล้างออกด้วยน้ำสะอาด จากนั้นบำรุงเส้นผมด้วยการนำคอนดิชันเนอร์มาบีบลงบนฝ่ามือนวดเส้นผมให้ทั่วศีรษะ ทิ้งไว้ 3 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด สุดท้ายบำรุงเส้นผมด้วยการฉีดแฮร์โทนิกบริเวณหนังศีรษะที่แห้งหรือหมาด คลึงนวดเบาๆ ทิ้งไว้ให้แห้งโดยไม่ต้องล้างออก เป็นอันเสร็จตามขั้นตอนกระตุ้นการเจริญของเซลล์รากเส้นผมให้แข็งแรง หนาขึ้นและกระตุ้นการงอกของเส้นผมใหม่ได้อีกด้วย

สิ่งที่ได้จากท่องเที่ยวเชิงเกษตรวันนี้ เชื่อว่าท่านที่อ่านนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน จะได้แนวคิดนำไปสู่อาชีพเชิงการค้าเพื่อก้าวสู่วิถีพอเพียงและสร้างความมั่นคงในครอบครัว สอบถามเพิ่มได้ที่ คุณณัฐพิสิษฐ์ จารุพงศ์ สำนักส่งเสริมการใช้ประโยชน์ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร ถนนพหลโยธิน กรุงเทพฯ โทร. (02) 579-7435 ต่อ 3305-3309 หรือโทร. (095) 517-4381 ก็ได้เช่นกันครับ

วันที่ 27 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบคุณยายสะหรี่ ทิพย์ทอง ชาวไทยมุสลิม ชาวบ้าน หมู่ที่ 4 ต.เขาไม้แก้ว อ.สิเกา จ.ตรัง ซึ่งแม้ปีนี้จะมีอายุถึง 72 ปีแล้ว แต่ยังคงปีนต้นมะขามยักษ์ ที่มีความสูงกว่า 6 เมตร โดยใช้แรงขย่มให้ฝักมะขามสุกร่วงหล่นลงมาบนพื้น ก่อนนำไปแกะเมล็ดทำเป็นมะขามเปียก ส่งขายในราคากิโลกรัมละ 100 บาท

ซึ่งคุณยายจะทำแบบนี้ทุกปีในยามหน้าร้อน ซึ่งตรงกับช่วงที่มะขามสุก จนชาวบ้านแถวนั้นเห็นเป็นภาพชินตา และต่างพากันชื่นชมที่คุณยายยังแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว แถมยังเป็นผู้สูงอายุที่ปีนต้นไม้ได้เก่งที่สุดเพียงคนเดียวในต.เขาไม้แก้ว เนื่องจากเป็นสิ่งที่คุณยายชื่นชอบมาตั้งแต่เด็ก กระทั่งเมื่ออายุประมาณ 20 ปี จึงได้หันไปรับจ้างขึ้นต้นมะพร้าว และขึ้นต้นไม้อื่นๆ เรื่อยมา

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้คุณยายได้ปลดระวางแล้ว เพราะความชรา เหลือเพียงขึ้นต้นมะขามข้างบ้านเพียงต้นเดียว เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่มีกิ่งก้านเยอะ ยึดเกาะได้ง่าย และมีความเหนียวกว่ากิ่งไม้ชนิดอื่น ซึ่งลูกหลานก็ไม่ได้ห้ามปรามอะไร โดยคุณยายบอกว่า จะขึ้นต้นมะขามต้นนี้ต่อไป จนกว่าจะขึ้นไม่ไหว

โดยมีคุณตาสันต์ ทิพย์ทอง อายุ 81 ปี ซึ่งเป็นสามีที่ตาบอดทั้งสองข้าง ช่วยแกะเปลือก และเมล็ดมะขาม ส่งผลให้ทั้งคู่มีรายได้ในช่วงมะขามสุก วันละ 300-500 บาท จนทำไม่ทันต่อความต้องการของลูกค้า ซึ่งมะขามยักษ์ต้นดังกล่าว เป็นผลงานของลูกชายสองตายาย ที่ปลูกไว้เล่นๆ ข้างบ้านเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว แต่ไม่นึกว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้กับทั้งคู่ปีละนับหมื่นบาท มาเป็นระยะเวลาหลายสิบปีแล้ว

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ต่อยอดผู้ประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark ให้ขายสินค้าออนไลน์ไปต่างประเทศผ่านเว็บไซต์ Thaitrade.com โดยคาดว่าจะสามารถเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยและเพิ่มช่องทางในการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะช่องทางการค้าออนไลน์ระหว่างประเทศ

นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมฯ ให้ความสำคัญกับการขยายโอกาสทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่องทาง e-Commerce รวมถึงสนับสนุนการสร้างภาพลักษณ์ประเทศในฐานะผู้ผลิตและส่งออกสินค้าและบริการที่มีคุณภาพมาตรฐานและมีความน่าเชื่อถือ จึงได้จัดแคมเปญ Thaitrade.com X Thailand Trust Mark เพื่อส่งเสริมสินค้าและบริการของผู้ประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark หรือ T-Mark ให้สามารถขยายฐานลูกค้า รวมไปถึงการเพิ่มยอดขายสินค้าให้กับผู้ประกอบการผ่านช่องทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ Thaitrade.com ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภายใต้แคมเปญดังกล่าว มีการรวบรวมสินค้าผู้ประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark มาไว้บนเว็บไซต์ Thaitrade.com เพื่อนำเสนอสินค้าคุณภาพสู่สายตาชาวต่างชาติทั่วโลก พร้อมมอบสิทธิประโยชน์พิเศษให้กับสมาชิกที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark ไม่ว่าจะเป็นการสมัครเพื่อเป็นสมาชิกผู้ขายบนเว็บไซต์ Thaitrade.com ได้ภายใน 24 ชั่วโมง การสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าผ่านตราสัญลักษณ์ T-Mark บนเว็บไซต์ Thaitrade.com รวมถึงการร่วมออกบูธประชาสัมพันธ์เพื่อรับสมัครสมาชิกผู้ซื้อ-ผู้ขาย ในงาน “T Mark Festival 2018” ณ ลาน Outdoor Multi-Purpose Area คิงเพาเวอร์ รางน้ำ เมื่อวันที่ 14-18 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา

สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark รายใดที่สนใจจะติดปีกให้กับแบรนด์สินค้า เพื่อส่งออกสู่ตลาดระดับโลก สามารถติดต่อเข้าร่วมโครงการ Thaitrade.com X Thailand Trust Mark ได้ทาง

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีอุบัติเหตุเด็กนักเรียนได้รับบาดเจ็บบ่อยครั้งจากไม้เสียบลูกชิ้นหรือไม้สินค้าประเภทหน้าไม้จิ๋วที่ทิ้งตามพื้นถนน หรือสถานที่เด็กเล่น หรือพื้นที่ทั่วไป ที่ไม่เป็นระเบียบ ทำให้เด็กหรือผู้ที่เดินเล่น ถูกไม้เสียบลูกชิ้น ไม้หน้าจิ๋วอื่นๆ ทิ่มแทงขณะเดิน หรือวิ่งเล่น และเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิต สำนักงานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัดสระแก้ว จึงขอความร่วมมือประชาสัมพันธ์ ความเป็นอันตราย หรือความไม่ปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นจากสินค้าประเภทหน้าไม้จิ๋ว

นายภูสิต สมจิตต์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า จังหวัดสระแก้วได้รับแจ้งจาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคว่า คณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรอง สินค้าและบริการที่อาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค ได้มีมติในการประชุม ครั้งที่ 3/2560 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2560 ให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ประสานมายังจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อขอความร่วมมือให้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ความเป็นอันตรายหรือความไม่ปลอดภัย ที่อาจเกิดจากสินค้าประเภทหน้าไม้จิ๋ว โดยเฉพาะเด็กที่อาจนำไปเล่นหรือใช้งานผิดวิธี จึงขอความร่วมมือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบด้วย

ที่กระทรวงการคลัง นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ด้วยกระทรวงการคลัง ได้รับพระราชทานพระราชานุญาตรูปแบบเหรียญกษาปณ์ ให้จัดทำเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เพื่อใช้ในระบบเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2560 โดยผลิตเป็นเหรียญกษาปณ์หมุนเวียน รวม 9 ชนิดราคา ประกอบด้วยเหรียญชนิดราคา 10 บาท 5 บาท 2 บาท 1 บาท 50 สตางค์ 25 สตางค์ 10 สตางค์ 5 สตางค์ และ 1 สตางค์ พร้อมทั้งได้รับพระราชทานพระราชานุญาตให้ออกจ่ายแลกในระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่ วันที่ 6 เมษายน 2561 เป็นต้นไป

ทั้งนี้เหรียญกษาปณ์หมุนเวียนสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ที่จะนำออกจ่ายแลกในระบบเศรษฐกิจ โดยรูปแบบลักษณะของเหรียญกษาปณ์หมุนเวียน ทั้ง 9 ชนิดราคา กรมธนารักษ์ ได้ออกแบบเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

นายอภิศักดิ์ กล่าวต่อว่า ด้านหน้าเหรียญทุกชนิดราคา กลางเหรียญมีพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ผินพระพักตร์ทางเบื้องขวา ทรงฉลองพระองค์เต็มยศทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉลองพระองค์ครุยมหาจักรีบรมราชวงศ์ ทรงเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์และสายสร้อยจุลจอมเกล้า เบื้องขวามีข้อความว่า “มหาวชิราลงกรณ” เบื้องซ้ายมีข้อความว่า “รัชกาลที่ 10” ด้านหลังเหรียญทุกชนิดราคา กลางเหรียญมีอักษรพระปรมาภิไธย วปร ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ เบื้องบนมีข้อความว่า “ประเทศไทย” และ คำว่า “พ.ศ.” และเลขของปี พ.ศ. ที่จัดทำเหรียญ เบื้องล่างมีข้อความบอกชนิดราคาของเหรียญ
สำหรับเหรียญชนิดราคา 5 บาท และ 50 สตางค์ ลวดลายด้านหน้าและด้านหลังของเหรียญวงในเป็นรูปสิบเหลี่ยม

นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า กรมธนารักษ์ พร้อมออกใช้และจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์หมุนเวียน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ประกอบด้วยเหรียญชนิดราคา 10 บาท 5 บาท 2 บาท 1 บาท 50 สตางค์ และ 25 สตางค์ ตั้งแต่ วันที่ 6 เมษายน 2561 เป็นต้นไป เวลา 08.30-15.30 น. แม้เป็นหยุกราชการเปิดให้แลกเป็นพิเศษ ณ หน่วยรับและจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ กรมธนารักษ์ ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพมหานคร โทร. 0 2618 6340, 0 2273 0899-902 ต่อ 5115 หน่วยรับและจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ สำนักบริหารเงินตรา ถนนจักรพงษ์ กรุงเทพฯ โทร. 0 2282 4109-10 หน่วยรับและจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ สำนักบริหารเงินตรา ถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โทร. 0 2565 7943-49 และศูนย์บริหารจัดการเหรียญกษาปณ์ของกรมธนารักษ์ (HUB) 6 แห่ง ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น อุบลราชธานี เชียงใหม่ นครสวรรค์ สงขลา และสุราษฎร์ธานี

ทั้งนี้ เหรียญกษาปณ์หมุนเวียน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร จะใช้ควบคู่กับเหรียญกษาปณ์หมุนเวียน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในล็อตแรกเตรียมเหรียญไว้ประมาณชนิดละ 100 ล้านเหรียญ จากเหรียญหมุนเวียนในตลาดทั้งหมด ประมาณ 3 หมื่นล้านเหรียญ คิดเป็นมูลค่า 6 หมื่นล้านบาท ในแต่ละปีจะมีการผลิตเหรียญเพื่อทดแทนของเดิมประมาณ 2,345 ล้านเหรียญ

วันที่ 28 มีนาคม ความคืบหน้ากรณีชาวนา จ.ชัยนาท เดินทางมาชุมนุมที่บริเวณหน้าสำนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) บนถนนวงษ์โต ตัวเมืองชัยนาท เพื่อประท้วงการทำงานของเจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส. ชัยนาท ที่ไม่ทำตามข้อตกลงที่เกษตรกรได้ทำไว้กับ ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2561 จำนวน 3 ข้อ คือ ธ.ก.ส. จะชะลอการฟ้องร้องเกษตรกรออกไปก่อน ส่วนของคดีที่ถึงที่สุดจะชะลอการบังคับคดีออกไปก่อน และส่วนของคดีที่มีผลบังคับยึดทรัพย์ไปแล้ว ให้ชะลอการขายทอดตลาดออกไปก่อนนั้น แต่มีเจ้าหน้าที่ของ ธ.ก.ส. ชัยนาท ไม่เคารพข้อตกลงดังกล่าว ยังคงเดินหน้านำเอกสารบังคับยึดทรัพย์ไปบังคับให้ชาวนาเซ็นยินยอม จนมีผู้สูงอายุถึงกับช็อกและล้มป่วย เพราะถูกบังคับให้เซ็นเอกสารยอมให้ยึดที่ดินทำกินนั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางตัวแทน ธ.ก.ส. จากสำนักงานใหญ่ ได้เดินทางมาเจรจากับตัวแทนผู้ชุมนุม ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง ยังหาข้อสรุปไม่ได้ โดย ธ.ก.ส. อ้างถึงระเบียบและข้อกฎหมายที่จะต้องดำเนินการบังคับหนี้ และต้องหารือในรายละเอียดกับผู้จัดการสาขาแต่ละสาขาในการดำเนินการหากจะมีการประนอมหนี้ แต่คณะอ้างว่ายังติดต่อกับผู้จัดการสาขาทั้งหมดใน จ.ชัยนาท ไม่ได้ แต่บังเอิญชาวนาเห็นว่าผู้จัดการสาขาทุกคนได้มานั่งหารือกันอยู่ในห้องข้างๆ จึงไม่พอใจ โดยบอกว่าทาง ธ.ก.ส. ขาดความจริงใจในการพูดคุย จึงพากันเดินออกจากห้องประชุมทันที โดยแกนนำบอกกับผู้ร่วมชุมนุมว่า จะยังไม่มีการเจรจาใดๆ กับ ธ.ก.ส. อีก ยื่นคำขาดว่า ขอพูดคุยกับผู้มีอำนาจตัดสินใจระดับกระทรวงเท่านั้น จากนั้นผู้ชุมนุมจึงได้เตรียมอาหารและปักหลักนอนประท้วงต่อ เป็นวันที่ 3 ขณะที่ ธ.ก.ส. เองได้นำเอากล้องวิดีโอมาตั้งจับภาพความเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมไว้ตลอดเวลา