สำหรับการปลูกหน้าวัวฤดูถัดไปเลือกใช้หน้าวัวพันธุ์ต้านทานโรค

คุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค จากนั้นก่อนปลูกควรแช่ต้นพันธุ์ด้วยสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรและเลือกใช้วัสดุปลูกที่ไม่อุ้มน้ำจนชื้นแฉะมากเกินไป หลีกเลี่ยงการให้น้ำจนวัสดุปลูกชื้นแฉะ หมั่นเก็บวัสดุปลูกที่เสียหรือเน่าเปื่อยออกไปทิ้งนอกแปลงปลูก อีกทั้งควรปรับสภาพโรงเรือนให้มีอากาศถ่ายเทสะดวก ไม่ปลูกพืชหนาแน่นเกินไป และควรรักษาความสะอาดภายในโรงเรือนอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ เกษตรกรควรทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรเมื่อใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ หมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดแหล่งสะสมเชื้อรา

หากพบต้นเป็นโรคให้ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคแล้วนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อรา และให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเมทาแลกซิล+แมนโคเซบ 4% + 64% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดเมโทมอร์ฟ+แมนโคเซบ 9%+60% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

ปัจจุบัน กระแสความนิยมบริโภค เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สมุนไพรไทยเป็นวัตถุดิบในการผลิต ว่านหางจระเข้เป็นสมุนไพรไทยอีกชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณในทางยา ช่วยบำรุงร่างกาย

เพื่อเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องดื่มของประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสมุนไพรไทย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร วว. จึงได้พัฒนา “น้ำว่านหางจระเข้พร้อมดื่ม” เครื่องดื่มเสริมสุขภาพที่มีว่านหางจระเข้เป็นส่วนประกอบหลัก และเสริมรสชาติผลิตภัณฑ์ด้วยน้ำผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามิน เช่น ส้ม ฝรั่ง สับปะรด โดยผลิตภัณฑ์ยังคงคุณค่าของว่านหางจระเข้อย่างครบครัน ช่วยบำรุงร่างกายเนื่องจากการอ่อนเพลีย พักผ่อนน้อย และยังเป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายของร่างกายเป็นปกติ อีกทั้งยังช่วยบรรเทาโรคกระเพาะอาหารอักเสบอีกด้วย

วว. ได้ศึกษาวิจัย พบว่า ว่านหางจระเข้ พันธุ์อะโล บาร์บาเดนซีส (Aloe barbadensis) เป็นพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับนำมาแปรรูป เนื่องจากมีโปรตีน ไฟเบอร์ และคาร์โบไฮเดรต ในปริมาณที่เหมาะสมสำหรับพัฒนาเป็นเครื่องดื่มเสริมสุขภาพ เมื่อคัดเลือกวัตถุดิบได้แล้วจึงนำว่านหางจระเข้มาแปรรูป โดยล้างทำความสะอาดเปลือกเพื่อชะล้างเศษดิน จากนั้นนำมาปอกเปลือกและหั่นเป็นทรงสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาด 1×1 เซนติเมตร แล้วนำมาล้างยางเมือกออก จากนั้นนำมาลวกน้ำร้อน เพื่อยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ กลิ่นเหม็นเขียวและลดความขม

น้ำว่านหางจระเข้พร้อมดื่มที่พัฒนา มีอายุการเก็บรักษาไม่น้อยกว่า 3 เดือน ที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ วว. ยังได้พัฒนาสูตรเครื่องดื่มว่านหางจระเข้ในรูปแบบผงชนิดพร้อมดื่ม โดยใช้วิธี Freezedry เพื่อคงคุณประโยชน์ โดยพัฒนา 2 สูตร ได้แก่ เครื่องดื่มชนิดผงกลิ่นมะตูมและกลิ่นเก๊กฮวย เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้แก่ผู้บริโภค สะดวกต่อการขนส่ง รวมทั้งส่งออกไปยังต่างประเทศ

วว.พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตน้ำว่านหางจระเข้พร้อมดื่มและชนิดผง ให้แก่ผู้ประกอบการที่สนใจนำไปผลิตในเชิงพาณิชย์ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการข้อมูล วว. (Call Center) โทร 02-5779300 เว็บไซต์ http://www.tistr.or.th/callcenter/

ว่านหางจระเข้ (Aloe barbadensis)

ว่านหางจระเข้ นับเป็นพืชสมุนไพรสารพัดประโยชน์ ที่ใช้งานได้อเนกประสงค์ เช่น หากถูกไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ฝานก้านใบว่านบางๆ ปิดบริเวณที่ถูกไฟไหม้ น้ำร้อนลวก จะหายจากการปวดแสบปวดร้อน ถ้ามีอาการปวดศีรษะใช้ใบว่านตัดตามขวางเป็นแว่นบางๆ ทาปูนที่กินกับหมากด้านหนึ่ง แล้วนำไปปิดขมับ ถ้าเป็นโรคหนองในให้ใช้ต้น-ใบ-ราก ต้มกิน

หากเป็นโรคกระเพาะอาหาร นิยมกินวุ้นของใบว่านโดยฝานเลาะเปลือกออกจะเห็นวุ้นใสๆ ล้างน้ำยางเหลืองๆ ออกก่อนเพราะมีรสขมเกินไปก่อนกินแก้โรคกระเพาะ นอกจากนี้ เด็กๆ ที่มีอายุไม่เกิน 4 ปี เป็นโรคหอบหืดให้ทำวุ้นหางจระเข้กินครั้งละ 1 ช้อนแกง โดยเลาะเปลือกล้างยางสีเหลืองๆ ซึ่งทำให้ขมออกก่อนเหมือนพวกโรคกระเพาะทำกินดังที่กล่าวมา เอาช้อนขูดเอาเนื้อวุ้นใสๆ 1 ช้อน แล้วผสมน้ำตาลทรายให้มีรสหวานตามใจชอบ แล้วป้อนให้เด็กกินวันละครั้ง 3-4 วัน มีผู้นำวิธีการไปใช้ได้ผลหลายราย

ลักษณะทั่วไป

ว่านหางจระเข้ เป็นว่านที่พบเห็นได้ง่าย ปลูกกันตามครัวเรือนมีหลายสายพันธุ์ คุณภาพใกล้เคียงกัน จากภาพที่เห็นเป็นสายพันธุ์ต้นใหญ่ ก้านใบให้เนื้อวุ้นเยอะ ใบหนาอวบอ้วน มีหยักเป็นฟันตะเข้บ้างตามขอบใบ โคนใบอ้วนปลายใบเรียวแหลมคล้ายกระบี่ในหนังจีน ใบมีสีเขียวใส ถ้าปลูกเลี้ยงกลางแจ้งใบจะสีเขียวอมแดง เลี้ยงในร่มรำไรจะเหมาะกว่า

การปลูกเลี้ยงและบำรุงรักษา

ขยายพันธุ์โดยการใช้หน่อ แยกหน่อนำไปชำในถุงดำ ดินผสมขี้เถ้าแกลบดำและทราย รดน้ำให้ชุ่มเก็บไว้ในร่มรำไร จนต้นเจริญแข็งแรงจึงย้ายปลูกในกระถาง เลือกกระถางโตพอควร รองก้นกระถางด้วยเศษอิฐหักๆ ใส่พอควรแก่การระบายน้ำที่ดี ดินปลูกเป็นดินร่วนผสมปุ๋ยคอกและใบไม้ผุ นำว่านลงปลูกอาจมีไม้ค้ำพยุงบ้างเพราะก้านอวบหนักพอดู พักไว้ในร่มรำไร รดน้ำให้ชุ่มวันละครั้ง เมื่อต้นเจริญเติบโตแข็งแรงใส่ปุ๋ยคอกเดือนละครั้ง พร้อมกับพรวนดินก็จะได้ก้านว่านหางจระเข้อวบๆ ไว้ใช้งานได้ต่อไป

สหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2546 สำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 363 หมู่ 4 ตำบลหนองจ๊อม อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ สมาชิกแรกตั้ง 202 คน ทุนแรกตั้ง 1,138,774.00 บาท มีรายได้กว่าปีละ 4ล้านบาท

ปัจจุบัน สหกรณ์แห่งนี้ ดำเนินธุรกิจ 6 ธุรกิจ ประกอบด้วย ธุรกิจรวบรวมผลิตผล (รวบรวมข้าวเปลือก) ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจแปรูปผลผลิตทางการเกษตรและการผลิตสินค้าสหกรณ์รวบรวมข้าวเปลือกเพื่อแปรรูปเป็นข้าวกล้องเพื่อจำหน่าย ธุรกิจให้บริการและส่งเสริมการเกษตร

สหกรณ์ดำเนินการจัดหาตลาดเพื่อจำหน่ายสินค้าการเกษตรอินทรีย์ให้สมาชิก มีรายได้ค่าบริหารตลาดนัด มีรายได้กว่าปีละ 4 ล้านบาทโดยรายได้หลักมาจากธุรกิจแปรรูปผลผลิตและผลิตสินค้ามากที่สุด รองลงมาเป็น ธุรกิจรวบรวมผลิตผล

ช่องทางการตลาดของสมาชิกสหกรณ์ ประกอบไปด้วย ตลาดในโรงเรียนดาราวิทยาลัย ตลาดในโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย ตลาดนัดเจเจมาร์เก็ต จำหน่ายวันเสาร์ ตลาดในมหาวิทยาลัยแม่โจ้ หมู่บ้าน Land and House แม่โจ้

และช่องทางการจำหน่ายข้าวอินทรีย์ ได้แก่ ร้านค้าสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด, เพิ่มช่องทางการจำหน่ายทาง website / Face book / Line, ตลาดนัดเกษตรอินทรีย์ และเครือข่ายร้านค้าสหกรณ์ในจังหวัดและต่างจังหวัด สำหรับกิจกรรมทางการตลาดที่น่าสนใจของสหกรณ์ คือ ตลาดเกษตรอินทรีย์ ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ (สสส.) ณ บริเวณโครงการจริงใจมาร์เก็ด และตลาดต้องชม ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์

ในปี 2560 ที่ผ่านมา สหกรณ์ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือ ส่งเสริม หรือให้บริการสมาชิกในด้านการประกอบอาชีพเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน PGS ซึ่งเป็นจังหวัดนำร่องการรับรองร่วมกับมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย 1. หลักสูตรการเรียนรู้เรื่องการผลิตในระบบอินทรีย์ 2. การลดต้นทุนการผลิตพืชด้วยการผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือนในครัวเรือนและการผลิตจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

3.การนำผลผลิตทางการเกษตรของสมาชิกมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม4. พัฒนาผลิตภัณฑ์/บรรจุภัณฑ์เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับกลุ่มสมาชิก 5. ประชาสัมพันธ์ตลาด โดยเน้นสร้างความเข้าใจในระบบเกษตรอินทรีย์ให้กับผู้บริโภค เช่น ผู้บริโภคสัญจรไร่นา

โครงการที่สหกรณ์ได้ดำเนินการร่วมกับกรมฯ และหน่วยงานต่าง ๆ ในกระทรวงฯ ได้แก่ ศูนย์การเรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต PGS , เกษตรอินทรีย์ เป็นต้น โดยสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด เข้าร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการผักปลอดภัย/อินทรีย์ในสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

โครงการระบบการตรวจสอบย้อนกลับ ร่วมกับ กรมส่งเสริมสหกรณ์ โครงการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม PGS กับกรมพัฒนาที่ดินและมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย และเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการรับรอง โครงการเฝ้าระวังมาตรฐานสินค้าเกษตรของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)

และการกระจายสินค้าเกษตรอินทรีย์ร่วมกับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตร ซึ่งแต่ละโครงการ ก่อให้เกิดความสำเร็จแก่สหกรณ์ สร้างความเข้มแข็งของสหกรณ์และการร่วมกลุ่มของเกษตรกร จนส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระดับชุมชนให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น

รุกตลาดผักอินทรีย์

นางจันทร์ทอน เสาร์แก้ว ผู้จัดการสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์แห่งนี้มีการรวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการผลิตสินค้าเกษตร เริ่มแรกสมาชิกได้ทำการปลูกผักปลอดสารพิษ ซึ่งในตอนนั้นเรายังไม่รู้จักคำว่า “อินทรีย์” ส่วนหน้าที่หลักๆ ของสหกรณ์ก็จะมีการส่งเสริมสมาชิกในเรื่องของการผลิต การแปรรูป การตลาด การตรวจสารพิษตกค้าง การผลิตสินค้าตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และมาตรฐานอื่นๆ ที่สามารถส่งออกได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค โดยทางสหกรณ์ฯ จะเข้าไปแนะนำสมาชิกให้ปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นดินในแต่ละพื้นที่

นอกจากนี้ ทางสหกรณ์ฯ ยังได้เซ็นสัญญากับห้างสรรพสินค้าต่างๆ ในการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ ซึ่งในปัจจุบันเรามีสมาชิก 300 ราย โดยจะมีการอบรมเพิ่มความรู้ การปรับปรุงดิน การปลูกพืช การเก็บเมล็ดพันธุ์ เพื่อความยั่งยืนของเกษตรกร ตลอดจนการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าชนิดต่างๆ เช่น แยมหม่อน แชมพู น้ำยาล้างจาน ฯลฯ

“อยากจะบอกว่าการทำเกษตรอินทรีย์ในช่วงแรกๆ จะมีต้นทุนการผลิตสูงหน่อย ส่วนปีต่อๆ ไปต้นทุนก็จะลดลง ส่วนใหญ่จะใช้แรงงานภายในครัวเรือน เพราะจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากทีเดียว โดยจะเน้นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและได้รับมาตรฐานเป็นหลัก สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมสวนเกษตรอินทรีย์ของสมาชิกสหกรณ์ฯ ได้ตลอดเวลา” นางจันทร์ทอน กล่าว

ด้านสมาชิกสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด คือ นางผ่องพรรณ สะหลี เจ้าของสวนฮ่มสะหลี อยู่บ้านเลขที่ 112/2 หมู่ 1 ต.ป่าไผ่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ เล่าว่า เดิมพื้นที่ตรงนี้เป็นนาข้าว จำนวน 2 ไร่ 70 ตารางวา ต่อมาได้มีการขุดบ่อ และขุดร่องทำสวน โดยเริ่มทำสวนมาตั้งแต่ปี 2556 ตอนแรกก็ปลูกไว้กินเอง ต่อมาก็เริ่มก็ปลูกเยอะขึ้นๆ โดยจะปลูกผักประเภทผักสวนครัว หรือผักที่ครอบครัวชอบกิน เช่น ผักกาด คะน้า กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ถั่วพู ถั่วลันเตา พริกขี้หนู จิงจูฉ่าย ผักบุ้ง ผักตามฤดูกาล หรือผักเมืองหนาว เป็นต้น

นอกจากนี้ เรายังปลูกไม้ผลชนิดต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น มะม่วง ลำไย กล้วย มะพร้าว หม่อน อัญชัน เสาวรส อย่างละไม่กี่ต้น โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงเป็นแบบอย่าง เริ่มจากการขุดร่อง ปลูกหญ้าแฝก และปลูกพืชผักอินทรีย์มาจนถึงปัจจุบัน

ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ ได้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือในเรื่องของการรับซื้อผลผลิต เมล็ดพันธุ์ พร้อมทั้งจัดหาตลาดให้ด้วย จนกระทั่งทุกวันนี้ทำให้เรามีพืชผักไปวางขายที่กาดแม่โจ้ ตลาดเจเจ เฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ มีรายได้ 8,000 กว่าบาทต่อสัปดาห์

“รู้สึกภูมิใจที่ได้มีอาชีพเกษตรกร มีชีวิตอย่างพอเพียง และยังเป็นเกษตรกรต้นแบบให้แก่เกษตรกรรายอื่นๆ อีก ซึ่งในอนาคตมีโครงการจะขยายพื้นที่ปลูกพืชผักอินทรีย์เพิ่มขึ้นอีกด้วย เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคมีมากขึ้น จึงอยากจะเชิญชวนให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชอินทรีย์กันมากขึ้น เพราะจะช่วยให้ผู้บริโภคมีความปลอดภัย และส่งผลดีต่อสุขภาพ รายได้ก็ดีกว่าการปลูกพืชด้วยสารเคมีอีกด้วย ” นางผ่องพรรณ กล่าวในที่สุด

ในช่วงฝนตกและมีความชื้นในอากาศสูงแบบนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกผักกวางตุ้งให้เฝ้าระวังสังเกตการเข้าทำลายของด้วงหมัดผัก สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของผักกวางตุ้ง

โดยจะพบตัวอ่อนด้วงหมัดผักเจาะชอนไชเข้าไปกัดกินอยู่บริเวณโคนต้นหรือรากของผักกวางตุ้ง ทำให้ต้นผักเหี่ยวเฉา ไม่เจริญเติบโต หากรากถูกทำลายมาก จะส่งผลทำให้ต้นผักตายได้

ตัวเต็มวัยของด้วงหมัดผักจะชอบกัดกินผิวใบด้านล่าง ทำให้ใบเป็นรูพรุน อาจกัดกินผิวลำต้นและกลีบดอกด้วย ด้วงหมัดผักชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆ ตัวเต็มวัยของด้วงหมัดผักเมื่อถูกกระทบกระเทือนจะกระโดดหนี และสามารถบินได้ไกล

สำหรับแนวทางในการป้องกันและแก้ไข หากพบการระบาดที่ไม่รุนแรงของด้วงหมัดผักในแหล่งปลูกผักใหม่ ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรไทโอฟอส 50% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร จะให้ผลในการกำจัดด้วงหมัดผักได้ดี

ส่วนในแหล่งที่ปลูกผักเป็นประจำ เกษตรกรควรใช้สารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 50 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอะซีทามิพริด 20% เอสพี อัตรา 20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโทลเฟนไพแร็ด 16% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร จะให้ผลที่ดีกว่า

นอกจากนี้ ให้เกษตรกรใช้วิธีเขตกรรมในการป้องกันและลดการระบาดของด้วงหมัดผัก โดยใช้การไถตากหน้าดินไว้เป็นเวลานานพอสมควร เพื่อทำลายตัวอ่อนและดักแด้ที่อาศัยอยู่ในดิน

และควรเปลี่ยนมาปลูกพืชที่ด้วงหมัดผักไม่ชอบ วิธีนี้จะช่วยลดการระบาดได้ดีอีกทางหนึ่ง รวมถึงให้เกษตรกรพ่นหรือราดด้วยไส้เดือนฝอย (Steinernema carpocapsae) อัตรา 4 ล้านตัว ต่อพื้นที่ 20 ตารางเมตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 7 วัน เพื่อฆ่าตัวอ่อนด้วงหมัดผักในดิน

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากในบริเวณภาคใต้ ฉบับที่ 1 ระบุว่า หย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมทะเลจีนใต้ตอนล่าง มีแนวโน้มจะเคลื่อนตัวเข้ามาบริเวณอ่าวไทยและภาคใต้ แล้วผ่านไปยังทะเลอันดามัน ในช่วง วันที่ 24-26 ตุลาคม 2561

โดยจะส่งผลให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่เกิดขึ้นได้ ในบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก

สำหรับคลื่นลมในบริเวณอ่าวไทยจะมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองทะเลมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ด้วย

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และติดตามข้อมูลบนเว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th/ หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ประกาศ ณ วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เวลา 11.00 น.
กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศครั้งต่อไปในวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เวลา 23.00 น. (ลงชื่อ) ภูเวียง ประคำมินทร์
(นายภูเวียง ประคำมินทร์)
รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา

รักษาราชการแทน อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ชาวนาเฮ! ราคาข้าวหอมมะลิราคาพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ แตะตัน 17,700 บาท อานิสงส์จากการส่งออกที่สูงกว่าเป้าหมาย ในขณะที่ผลผลิตฤดูกาลใหม่อาจมีปริมาณลดลงจากภาวะภัยแล้งในแหล่งผลิตสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นปีทองของชาวนา
ข้าวหอมมะลิราคาพุ่ง – นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกันกับสมาคมโรงสีข้าว ผู้แทนเกษตรกร ชาวนาหลายพื้นที่ พบว่า ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เช่น จ.ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ สุรินทร์ ชัยภูมิ นครราชสีมา ขอนแก่น ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวหอมมะลิที่สำคัญได้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำ ส่งผลให้ผลผลิตข้าวลดลงจากปีที่ผ่านมา ไม่น้อยกว่า 20% ขณะนี้มีข้าวเปลือกหอมมะลิต้นฤดูออกสู่ตลาด ราคาที่ชาวนาขายได้สูงขึ้นเป็นลำดับ จนอยู่ในระดับกว่าตันละ 15,000 บาท และยังมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกจะทำได้สูงกว่าเป้าหมาย ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้สูงขึ้น

โดยข้าวหอมมะลิความชื้น 15% มีราคาเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เป็นตันละ 14,750-17,700 บาท ในขณะที่ปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับ ตันละ 11,550-14,500 บาท ข้าวเหนียวเมล็ดยาว ความชื้น 15% ตันละ 9,000-10,800 บาท ปีที่ผ่านมา ตันละ 7,200-12,000 บาท ข้าวเจ้า 5% ความชื้น 15% ราคาเพิ่มสูงขึ้นเป็น 7,500-7,900 บาท ปีที่ผ่านมา ตันละ 7,300-7,800 บาท

และยังมีข่าวดีเกี่ยวกับกำหนดการส่งมอบข้าวที่ได้ตกลงขายให้ประเทศจีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อีกกว่า 900,000 ตัน ในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค. จึงมั่นใจได้ว่า ปี 2561 การส่งออกข้าวของไทยจะสูงกว่า 11 ล้านตัน อย่างแน่นอน ซึ่งจะส่งผลให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้นจนอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

สำหรับมาตรการที่จะนำมาใช้รองรับข้าวในฤดูกาลผลิต 2561/62 ที่กำลังจะออกสู่ตลาด รัฐบาลได้เตรียมการรองรับไว้รวม 3 มาตรการหลักๆ ที่สำคัญคือ 1. การชะลอจำหน่ายข้าวเปลือกนาปี เพื่อจูงใจให้เกษตรกรเก็บสต๊อกโดยรัฐบาลจ่ายค่าฝากเก็บให้เกษตรกรที่เก็บข้าวในยุ้งฉางของตนเอง ตันละ 1,500 บาท หากฝากเก็บในยุ้งฉางของสหกรณ์หรือกลุ่มวิสาหกิจ จะได้รับค่าฝากเก็บตันละ 1,000 บาท

นอกจากนั้น ยังมีการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวอีกไร่ละ 1,500 บาท รายละไม่เกิน 12 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 18,000 บาท เป็นอัตราการจ่ายที่เพิ่มขึ้นจากครัวเรือนละ 6,000 บาท ในปีที่ผ่านมา

2. ส่งเสริมสถาบันเกษตรกรให้เป็นผู้เก็บสต๊อกข้าวแทนสมาชิกโดยรัฐบาลสนับสนุนทุนในการจัดเก็บอัตราดอกเบี้ยต่ำ 1% ต่อปี 3. จูงใจให้โรงสีดูดซับผลผลิตข้าวในช่วงต้นฤดูซึ่งผลผลิตออกมาก โดยช่วยเหลือค่าดอกเบี้ยจากเงินกู้ที่ใช้ในการจัดเก็บ 3% ระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน นอกจากนั้น กระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับจังหวัดแหล่งผลิต ประสานให้มีการพบปะเจรจาซื้อขาย ระหว่างกลุ่มชาวนากับผู้ซื้อ ซึ่งมีทั้งลานข้าว โรงสี ผู้ส่งออก ตลอดจนกลุ่มเกษตรกร และสหกรณ์การเกษตร เพื่อให้ชาวนามีความมั่นใจว่ามีช่องทางการในการจำหน่ายที่แน่นอน ได้ราคาที่น่าพอใจ อีกทั้งมีความเที่ยงตรงในเรื่องการชั่งน้ำหนัก การวัดความชื้น สิ่งเจือปน และเปอร์เซ็นต์ต้นข้าว

หากพบว่ามีการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย มีการเอารัดเอาเปรียบในการซื้อข้าวเปลือก ทั้งในด้านการชั่งน้ำหนัก การวัดความชื้น หรือกดราคารับซื้อข้าวเปลือก สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ซึ่งหากพบการกระทำความผิด กรมการค้าภายใน จะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ฝ่าฝืนอย่างเคร่งครัดและจริงจังต่อไป

ตัวอย่างอาชีพเกษตรกรรมที่ทำได้ง่าย เพียงแค่มีที่หลังบ้าน โดยการปลูกสะละและเพาะพันธุ์กล้าขาย สร้างรายได้หลักแสนบาทต่อปี แม้จะอายุมากก็ทำได้ เกษตรกรรายนี้ชื่อ คุณสุนทร เนตรโสภา อายุ 64 ปี ชาวบ้านฮ่องสิม ต.หลุบเลา อ.ภูพาน จ.สกลนคร ซึ่งทุกวันจะมีกิจวัตรประจำวัน โดยการหมั่นดูแล กำจัดวัชพืชและให้น้ำ สะละอินโดสายน้ำผึ้ง และสายพันธุ์มาเลเซีย ที่ปลูกไว้หลังบ้าน เพื่อเร่งผลผลิตให้ทันส่งขาย

คุณสุนทร เล่าว่า เดิมพื้นที่ 14 ไร่ หลังบ้าน ปลูกมะขามหวานมานานถึง 13 ปี แต่เพราะสภาพอากาศร้อนชื้นไม่เอื้ออำนวย ทำให้มะขามหวานมีผลผลิตน้อย ขาดทุนเป็นหนี้สิน ต่อมาลูกสาวทำงานที่ภาคใต้ เห็นเพื่อนบ้านนิยมปลูกสะละในพื้นที่ไม่กี่ไร่ กลับมีรายได้ดี จึงโค่นต้นมะขามทิ้งนำสะละอินโดสายน้ำผึ้ง และสายพันธุ์มาเลเซียมาให้ปลูกทดแทน ใช้เวลาดูแลเพียง 3 ปี สะละทั้ง 2 สายพันธุ์ เริ่มให้ผลผลิต ออกลูกดก จากนั้นจึงหันมาดูแลปลูกสะละขายอย่างจริงจัง สะละเก็บผลผลิตได้ตลอดปี ปลูก 14 ไร่ หรือ กว่า 2 พันต้น เก็บขายได้เฉลี่ยวันละ 100-200 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 80-100 บาท

ยอมรับว่าแรกเริ่มที่ปลูกสะละชาวบ้านต่างหัวเราะเยาะ ปลูกสะละในอีสานจะได้หรือ พอทำแล้วปรากฏว่าทำกำไร ตกไร่ละ 1 แสนบาท ต่อปี นอกจากขายผลสะละเป็นรายได้หลัก ตนเพาะพันธุ์กล้าสะละอินโดสายน้ำผึ้ง และสายพันธุ์มาเลเซีย ขายต้นละ 50 บาท มีผู้โทร.สั่งจองเกือบทุกวัน สะละสามารถปลูกได้ในภาคอีสาน ดูแลง่าย สะละจะให้ผลผลิตได้นานถึง 20 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแล