สำหรับการเกษตรกรรมที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ มุ่งเน้น 3

เสาหลักที่สำคัญ ได้แก่ 1) การเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร เพื่อให้มีอาหารเพียงพอต่อปริมาณประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น และมีรายได้ภาคเกษตรอย่างยั่งยืน 2) การเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงและความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเกษตรกรต้องปรับตัวให้พร้อมรับกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสามารถที่จะฟื้นตัวจากผลกระทบที่เกิดจากภาวะฝนแล้งและน้ำท่วมในด้านการดำรงชีวิตและระบบนิเวศ และ 3) การลดก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมทางการเกษตร และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางการเกษตร รวมถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้พลังงานสะอาดและการกักเก็บคาร์บอน ซึ่งเป็นส่วนช่วยเพิ่มความสำเร็จให้บรรลุเป้าหมายความมั่นคงทางด้านอาหาร สะท้อนความเป็นจริงในระดับท้องถิ่นและระดับฟาร์มได้ดี

ด้านแนวคิดของ CSA ดำเนินการภายใต้แนวคิดเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากระดับล่าง สู่บน (Bottom up) ซึ่งพิจารณาควบคู่ไปกับความมั่นคงทางด้านอาหารและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยจะขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายและกระบวนการระหว่างประเทศที่สำคัญ เช่น การบรรลุความมั่นคงทางด้านอาหาร ซึ่งเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC)

การประชุมครั้งนี้ ผู้แทนยังได้เข้าพบเจ้าหน้าที่เพื่อศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนความรู้จากผู้มีประสบการณ์ในกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา ณ กรมบริการเกษตรต่างประเทศ (USDA Foreign Agricultural Service : FAS) สถาบันอาหารและการเกษตรแห่งชาติ (National Institute of Food and Agriculture: NIFA) สถาบันพลังงานชีวภาพสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (Institute of Bioenergy, Climate and Environment :IBCE) ศูนย์บริการวิจัยการเกษตร (Agricultural Research Service: ARS) ศูนย์กลางสภาพภูมิอากาศแห่งแคลิฟอร์เนีย (USDA California Climate Hub) และศูนย์วิจัยการเกษตรแห่งลุ่มน้ำแปซิฟิค (USDA-ARS U.S. Pacific Basin Agriculture Research Center) นอกจากนี้ ยังได้ลงพื้นที่ ศึกษาการทำเกษตรของเกษตรกรในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ ฟาร์มทดลองที่อยู่ในสถานีวิจัย Waimanlo ของมหาวิทยาลัยฮาวาย ฟาร์มกุ้ง ณ Hawaii Aquamarine Farm และ ไร่มันเทศสีม่วงหรือมันเทศโอกินา และขิง ณ Hawaii Xinglong Farm

ทั้งนี้ โครงการ Cochran Fellowship Program มีเป้าหมายที่จะเชื่อมต่อระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย ด้านความร่วมมือในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภาคเกษตร เตรียมพร้อมในด้านความมั่นคงอาหารต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งการร่วมประชุมนับเป็นประโยชน์สำคัญในการนำมาประกอบการกำหนดทิศทาง นโยบาย และเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงและความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศของเกษตรกร ซึ่งจะพิจารณาควบคู่ไปกับความมั่นคงทางด้านอาหาร และประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ภาคเกษตรของไทยในการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป ท่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตร สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนวิจัยเศรษฐกิจทรัพยากรการเกษตร สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร โทร.0 2579 0627 0 2579 6580

นับตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งเป็นปีแห่งการเริ่มต้นนโยบายการยกระดับความเข้มแข็งสหกรณ์ ภายหลังจากที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งดำเนินการพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นองค์กรที่ช่วยขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาล เพื่อช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ และนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานรากของประเทศ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มอบหมายกรมส่งเสริมสหกรณ์วิเคราะห์และกำหนดเกณฑ์การจัดระดับมาตรฐานสหกรณ์ และประเมินสถานภาพสหกรณ์เพื่อจัดทำแผนพัฒนาสหกรณ์ตามสถานภาพ โดยแบ่งสหกรณ์ออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่

สหกรณ์ระดับชั้นที่ 1 การมีส่วนร่วมของสมาชิกทำธุรกิจกับสหกรณ์ต้องเกิน 70% มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ มีความมั่นคงเข้มแข็งและมีระบบการควบคุมภายในระดับดีถึงดีมาก ข้อบกพร่องไม่มีหรือมีแต่แก้ไขเรียบร้อยแล้ว

สหกรณ์ชั้นที่ 2 การมีส่วนร่วมของสมาชิกทำธุรกิจกับสหกรณ์ 60-69 % ประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ ระดับยังต่ำกว่ามาตรฐาน การควบคุมภายในระดับพอใช้ ข้อบกพร่องอยู่ระหว่างการแก้ไขแต่ยังไม่แล้วเสร็จ

สหกรณ์ระดับชั้นที่ 3 เรื่องการมีส่วนร่วมของสมาชิกที่ทำธุรกิจกับสหกรณ์ยังต่ำกว่า 60 % ประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ อยู่ในระดับต้องปรับปรุงและแก้ไขอย่างเร่งด่วน ระบบการควบคุมภายในต้องมีปรับปรุงและไม่มีระบบการควบคุมภายในเลย มีข้อบกพร่องและยังไม่ได้รับการแก้ไข

สหกรณ์ชั้นที่ 4 เป็นสหกรณ์ที่นายทะเบียนสั่งยกเลิกกิจการแล้ว และอยู่ระหว่างการชำระบัญชี ปี 2560 กรมส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปส่งเสริมให้สหกรณ์ทุกระดับชั้นมีการพัฒนาในแต่ละด้านทีละขั้น เพื่อก้าวสู่การเป็นสหกรณ์ระดับชั้นที่ 1 โดยการเข้าไปแนะนำให้พัฒนาในด้านการบริหารจัดการ การสร้างการมีส่วนร่วมของสมาชิกและการแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ให้ลดลงจนหมดไปในที่สุด

ในช่วงเวลาที่มีการพัฒนาและยกระดับความเข้มแข็งของระบบสหกรณ์ทั้งประเทศ เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ริเริ่มแนวทางในการปฏิรูปภาคการเกษตร และเพิ่มบทบาทของสหกรณ์ภาคการเกษตรให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ลงสู่ตัวเกษตรกรซึ่งเป็นสมาชิก โดยในปี 2559 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดให้เป็นปีแห่งการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันสินค้าเกษตร โดยมีการพัฒนาภาคเกษตรกรให้ก้าวหน้าตามลำดับ

จนถึงในปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน ด้วยนโยบายยกกระดาษ A4 โดยมีเป้าหมายคือ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้น เกษตรกรมีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรและมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีหนี้สินลดลง โดยมีนโยบายที่ต้องดำเนินการ 9 เรื่อง 13 แผนงาน อาทิ ศพก. การส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ Zoning by Agri-Map มาตรฐานสินค้าเกษตร/GAP เกษตรทฤษฎีใหม่ผสมผสาน ธนาคารสินค้าเกษตร แผนผลิตข้าวครบวงจร การจัดที่ดินทํากินของ ส.ป.ก. เปนตน ทั้งหมดนี้ จะขับเคลื่อนโดยบูรณาการงานตาม Agenda และ Area Based นําปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใชและอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเขามาชวยเพื่อใหบรรลุเปาหมายดังกลาว

ดังนั้น ปี 2561 จึงเป็นช่วงเวลาของการผลักดันให้สหกรณ์ที่มีศักยภาพในการดำเนินงานและผ่านการยกระดับความเข้มแข็งแล้ว เตรียมพร้อมสำหรับการทำหน้าที่เป็นกลไกในการขับเคลื่อนโยบายพัฒนาภาคการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลที่มุ่งหวังที่จะส่งเสริมการรวมกลุ่มประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ สร้างความกินดีอยู่ดีและความเข้มแข็ง ซึ่งนับจากนี้สหกรณ์จะบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ในการเสริมสร้างความเจริญทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

ปี 2561 กำหนดให้ปีแห่งการพัฒนาคนและยกระดับการบริหารจัดการ กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงกำหนดนโยบายการพัฒนาระบบสหกรณ์ในปี 2561 ใน 4 ด้าน ได้แก่

1.การยกระดับความเข้มแข็งสหกรณ์

การดำเนินงานตามมาตรการยกระดับความเข้มแข็งสหกรณ์ ส่งผลทำให้สหกรณ์ทุกแห่งมีข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อใช้ในการบริหารกิจการและการตัดสินใจ ทำให้เกิดความโปร่งใสในการดำเนินงาน ซึ่งกรมส่งสหกรณ์ยังคงเดินหน้ายกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เน้นการพัฒนาระบบการบริหารจัดการภายในสหกรณ์ ซึ่งแบ่งเป็นแนวทางการพัฒนาทั้งสหกรณ์นอกภาคการเกษตร และสหกรณ์ในภาคการเกษตร

ดำเนินการตาม 5 มาตรการหลัก ประกอบด้วย การสร้างความเข้มแข็งของสมาชิกให้เป็นรากฐานที่มั่นคงของสหกรณ์ การเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจแบบสหกรณ์ การพัฒนาการบริหารจัดการและเสริมสร้าง ธรรมาภิบาล มาตรการในการกำกับและตรวจสอบและมาตรการสนับสนุน เช่น การพัฒนาบุคลากร การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลของสหกรณ์
การกำกับดูแลสหกรณ์ตามเกณฑ์กำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน
ปฏิรูปการบริหารจัดการและการกำกับดูแลกิจการสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ออกหลักเกณฑ์ให้ครอบคลุมความเสี่ยงที่เกิดจากการประกอบกิจการทางการเงินของสหกรณ์ 4 ด้าน คือ ด้านธรรมาภิบาล ด้านสภาพคล่อง ด้านเครดิตและด้านการปฏิบัติการ และให้มีการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานกำกับดูแล รวมทั้งพัฒนาระบบสารสนเทศระบบการเงินของสหกรณ์ให้ทันสมัย

การส่งเสริมธรรมาภิบาลในสหกรณ์ ภายใต้โครงการสหกรณ์สีขาวด้วยธรรมาภิบาล
ในเบื้องต้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดทำโครงการสหกรณ์สีขาวด้วยธรรมาภิบาล โดยส่งเสริมให้สหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีทุนดำเนินงานเกินกว่า 1,000 ล้านบาท นำหลักธรรมาภิบาลเข้ามาใช้ในการบริหารงานสหกรณ์ โดยได้กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินสหกรณ์สีขาวด้วยธรรมาภิบาลนั้น ประกอบด้วยหลักสำคัญ 9 ประการด้วยกัน 1.หลักประสิทธิผล 2.หลักประสิทธิภาพ 3.หลักการตอบสนอง 4.หลักภาระรับผิดชอบ 5.หลักความโปร่งใส 6.หลักการมีส่วนร่วม 7.หลักการมอบอำนาจ 8.หลักนิติธรรม และ 9.หลักความเสมอภาค

การดูแลและบรรเทาปัญหาหนี้สินของสมาชิก
ปัจจุบันอัตราหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น สหกรณ์จำเป็นต้องจัดสมดุลระหว่างหนี้สินกับเงินออมของสมาชิกให้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน โดยจะต้องส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์ ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนให้ความสำคัญและมีการออมเงินกับสหกรณ์เพิ่มมากขึ้น เป็นการเพิ่มสัดส่วนการออม และช่วยลดปัญหาหนี้สินให้กับสมาชิก และเป็นการช่วยวางแผนทางการเงินให้กับสมาชิกสหกรณ์ได้มีเงินออมเหลือไว้ใช้จ่ายในช่วงวัยเกษียน ขณะเดียวกันเงินออมของสมาชิกยังเป็นเงินทุนที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับสหกรณ์ ที่จะช่วยป้องกันวิกฤติทางการเงินที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

1.5 การพัฒนาบุคลากรสหกรณ์ภาคออมทรัพย์

จะมีการยกร่างหลักสูตรฝึกอบรมต่าง ๆให้เนื้อหามีความทันสมัย อบรมอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการอบรมให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ มุ่งเน้นที่จะพัฒนาบุคลากรของสหกรณ์ออมทรัพย์ให้ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความรู้ความชำนาญทางด้านการเงินการบัญชี สามารถวิเคราะห์วางแผนการดำเนินธุรกิจทางการเงินของสหกรณ์ รวมถึงรู้จักป้องกันปัญหาความเสี่ยงต่าง ๆ ไมให้เกิดขึ้นกับสหกรณ์ของตนเองได้

สหกรณ์ภาคการเกษตร

ส่งเสริมการสร้างรายได้เกษตรกรและบรรเทาปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตร เนื่องจากในปัจจุบัน สมาชิกสหกรณ์การเกษตรส่วนใหญ่มีหนี้ค้างชำระกับสหกรณ์จำนวนมาก แต่ที่ผ่านมา สหกรณ์สามารถช่วยเหลือสมาชิกได้เพียงการปรับโครงสร้างหนี้ โดยขยายเวลาชำระหนี้ให้แก่สมาชิก ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุส่งผลทำให้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรยังไม่ลดลงเท่าที่ควร

ดังนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์จะสนับสนุนให้สหกรณ์ภาคการเกษตรดูแลทุกข์สุขและมีความใกล้ชิดกับสมาชิกมากยิ่งขึ้น มีการดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่จะช่วยการส่งเสริมรายได้ให้กับสมาชิก เน้นการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายการทำการเกษตรให้กับสมาชิก เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์มีรายได้เหลือเพียงพอที่จะชำระหนี้คืนสหกรณ์ได้เพิ่มมากขึ้น

2.ส่งเสริมให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็งมีบทบาทในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐ

สนับสนุนให้สหกรณ์ภาคการเกษตรที่มีศักยภาพมีบทบาทรองรับการขับเคลื่อนงานพัฒนาภาคการเกษตร

2.1 การขับเคลื่อนงานนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

คัดเลือกสหกรณ์ที่มีศักยภาพพร้อมในการทำหน้าที่ขับเคลื่อนงานพัฒนาภาคการเกษตร โดยการนำนโยบายที่สำคัญและเร่งด่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าไปส่งเสริมให้สหกรณ์เหล่านี้ดำเนินการ ทั้งนโยบายด้านการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ศพก. การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมด้วย Agri Map ธนาคารสินค้าเกษตร โครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินในพื้นที่สปก. แผนการผลิตข้าวครบวงจร โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ตลาดสินค้าเกษตรและโครงการยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ รวมถึงงานริเริ่มใหม่ของ กรมส่งเสริมสหกรณ์อีก 12 โครงการและงานตามภารกิจทั่วไป เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายในการปฏิรูปภาคการเกษตรทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูปไปจนถึงการตลาด และนำไปสู่เป้าหมายของการลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร อันจะนำมาซึ่งความกินดีอยู่ดี มีความมั่นคง ยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

2.2 การขับเคลื่อนงานนโยบายรัฐบาล

2.2.1 การจัดสรรที่ดินทำกินให้กับชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.) เป็นนโยบายที่มีเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาบุกรุกที่ป่าสงวนหวงห้ามของรัฐ เพื่อนำที่ดินดังกล่าวมาจัดสรรให้กับเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยและไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเองได้เข้าอยู่อาศัย พร้อมทั้งนำระบบสหกรณ์เข้ามาพัฒนาพื้นที่ การจัดการเรื่องสาธารณูปโภค ดูแลความเป็นอยู่ พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมด้านอาชีพให้กับชาวบ้านที่เข้าไปอยู่อาศัยในที่ดินที่ได้รับการจัดสรรจากคทช. ตามแนวทางที่คณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน และอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นเลขานุการ

2.2.2 นโยบายประชารัฐ ภายใต้โครงการ 1 สหกรณ์การเกษตร 1 หอการค้า

มีเป้าหมายในการสนับสนุนให้สหกรณ์ภาคการเกษตรได้รับการพัฒนาด้วยกลไกประชารัฐ โดยสร้างความร่วมมือระหว่างสหกรณ์การเกษตรกับหอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาพัฒนาในด้านการบริหารจัดการและการทำตลาดสินค้าให้กับสหกรณ์ โดยยึดหลัก “การตลาดนำการผลิต”

หอการค้านำองค์ความรู้และประสบการณ์ในด้านการบริหารจัดการของภาคธุรกิจ เข้าไปสนับสนุนและพัฒนาด้านต่าง ๆ ให้กับสหกรณ์การเกษตร โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ทำการวิจัย และนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร และทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งหากสหกรณ์มีความเข้มแข็งและสามารถดูแลชีวิตความเป็นอยู่ให้กับสมาชิกของตนเองได้แล้ว สหกรณ์จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานรากของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

สนับสนุนให้สหกรณ์ที่มีศักยภาพทำหน้าที่ในการยกระดับคุณภาพสินค้าการเกษตร
สนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรที่มีศักยภาพในการบริหารจัดการสินค้าเกษตรที่สำคัญแบบครบวงจร โดยนำเทคโนโลยีนวัตกรรมและองค์ความรู้ต่าง ๆ เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการในรูปแบบธุรกิจเกษตรที่สมบูรณ์แบบ โดยกรมฯจะคัดเลือกสหกรณ์ที่มีศักยภาพ พร้อมสำหรับการทำหน้าที่เป็นองค์กรที่จะช่วยยกระดับคุณภาพสินค้าการเกษตรให้แก่เกษตรกรสมาชิก

ส่งเสริมให้สมาชิกผลิตสินค้าการเกษตรที่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ทั้งผลผลิตประเภท พืชผัก ผลไม้ ข้าว นม ไข่ไก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และสินค้าเกษตรแปรรูป เมื่อการผลิตสินค้าเหล่านี้ได้มาตรฐานแล้ว จะต้องสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีหลากหลาย ตรงกับความต้องการของตลาด และมีการพัฒนาเรื่องบรรจุภัณฑ์ให้สวยงามและมีความทันสมัย ซึ่งบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามจะช่วยดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคแล้ว ยังต้องช่วยรักษาคุณภาพของสินค้าให้คงทนไม่เกิดความเสียหายระหว่างการขนส่งด้วย

เมื่อสมาชิกสหกรณ์ผลิตสินค้าดีมีคุณภาพและผ่านการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานต่าง ๆ แล้ว สหกรณ์จะทำหน้าที่ในการหาช่องทางตลาดในการจำหน่ายสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภคอย่างทั่วถึงและสะดวกรวดเร็ว รู้จักวิธีการบริหารการตลาด ด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในการประชาสัมพันธ์สินค้าสหกรณ์ให้เป็นที่รู้จัก มีการโปรโมทสินค้าด้วยช่องทางสื่อต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง เป็นการเข้าสู่ยุคการค้าสมัยใหม่ และสามารถเชื่อมโยงสินค้าสหกรณ์ไทยไปสู่ตลาดโลก

พัฒนาข้าราชการ ระบบการทำงานของกรมฯให้รองรับการยกระดับงานด้านสหกรณ์
พัฒนาเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ให้เป็น Smart Officer เพื่อทำหน้าที่ทั้งด้านการส่งเสริมสหกรณ์ และการติดตามกำกับดูแลสหกรณ์ โดยจะนำองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรมต่าง ๆ เข้ามาถ่ายทอดเพื่อเตรียมความพร้อมและพัฒนาศักยภาพให้แก่ข้าราชการ ให้มีความรู้ที่จำเป็นสำหรับการทำหน้าที่ดูแลและสนับสนุนการดำเนินงานสหกรณ์ในด้านต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้สหกรณ์มีการดำเนินงานที่เข้มแข็งและสามารถพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด

เป้าหมายของการพัฒนาระบบสหกรณ์ในภาพรวมทั้งประเทศ

กรมส่งเสริมสหกรณ์คาดหวังว่าเมื่อมีการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ควบคู่กันแล้ว จะส่งผลต่อการพัฒนาระบบสหกรณ์ในภาพรวมทั้งประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้า ดังนี้
1. ข้อบกพร่องของสหกรณ์ที่มีอยู่เดิมมีจำนวนลดลง ปัญหาในการดำเนินงานของสหกรณ์ลดลง

ป้องกันปัญหาข้อบกพร่องของสหกรณ์ไม่ให้เกิดขึ้นใหม่
สามารถการแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ภาคออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนลดลงได้โดยการจัดความสมดุลระหว่างการออมกับหนี้สินให้มีความใกล้เคียงกัน
การบริหารงานของสหกรณ์จะต้องยึดหลักธรรมาภิบาล มีความเป็นมืออาชีพในการบริหารงาน คำนึงถึงหลักการสหกรณ์เพื่อประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์เป็นหลัก
สหกรณ์ภาคการเกษตรทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการช่วยดูแลเกษตรกรที่เป็นสมาชิกในการพัฒนาอาชีพการเกษตร ดูแลตั้งแต่เริ่มจากการผลิตสินค้าการเกษตรให้ได้มาตรฐาน การรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า

จนถึงการจัดหาตลาดทั้งในและต่างประเทศมารองรับผลผลิตของสมาชิกสหกรณ์
สินค้าสหกรณ์ในอนาคตจะต้องเป็นสินค้าที่มีคุณภาพผ่านผลิตที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งสหกรณ์ยังเป็นองค์กรหลักในการผลิตสินค้าการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ผัก ผลไม้ ข้าว นม ไข่ไก่ ยางพารา ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน และอาหารทะเล
เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์จะต้องได้รับการพัฒนาความรู้ที่จำเป็นสำหรับการนำไปกำกับดูแลและให้คำแนะนำแก่สหกรณ์ต่าง ๆ มีมาตรฐานในการปฏิบัติงาน สร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับจากขบวนการสหกรณ์

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนต รีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 10 ตุลาคม จะถือโอกาสสอบถามความชัดเจนเกี่ยวกับการนำเข้าหมูจากอเมริกา กับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เนื่องจากเห็นว่าหากมีการนำเข้าจะส่งผลกระทบโดยตรงกับเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูในประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯจะแสดงจุดยืนที่จะดูแลเกษตรกร และได้ตั้งข้อสังเกตในเรื่องนี้ไปยังกระทรวงพาณิชย์แล้วว่าให้กระทรวงพาณิชย์คิดให้ดีๆ เรื่องการนำเข้าหมู เพราะกระทรวงเกษตรฯกังวลถึงผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูที่มีจำนวนมากในประเทศไทย

สำหรับเรื่องของการบริโภคต้องให้ สธ.เป็นผู้พิจารณา เพราะในแง่ของการบริโภคหมูที่ผ่านมาไทยไม่ให้มีการใช้สารเร่งเนื้อแดง แต่ในสหรัฐยังคงใช้สารเร่งเนื้อแดงอยู่ แตกต่างจากไทย หากมีการนำเข้ามาจริงต้องมีป้ายบอกให้รู้ว่า หมูหรือเครื่องในมาจากประเทศที่ใช้สารเร่งเนื้อแดง แต่ขณะนี้ยังไม่มีถึงขั้นตอนที่จะนำเข้าหรือไม่ ยังต้องขอความชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือกระทรวงพาณิชย์ก่อน

“ยืนยันกับกระทรวงพาณิชย์ไปแล้วว่า กระทรวงพาณิชย์ต้องคิดให้มากเกี่ยวกับการนำเข้าหมูของสหรัฐ หากนำเข้ามาจริงจะกระทบมหาศาลต่อเกษตรกร ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯยืนยันเอาเกษตรกรเป็นที่ตั้ง แต่กฎหมายที่ต้องแก้คือกฎหมายเกี่ยวกับการกินที่ สธ.ดูแล หากมีการแก้ไขเพื่อให้มีการนำเข้าต้องใช้เวลา 1-2 ปี เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และหากมีการนำเข้ามาต้องติดป้ายเตือนว่า หมูได้จากวิธีการเลี้ยงโดยมีสารเร่งเนื้อแดง คนซื้อเลือกเอง แต่ขณะนี้ยอมรับยังไม่ถึงขั้นตอนการนำเข้า” พล.อ.ฉัตรชัยกล่าว

นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ขณะนี้รอความชัดเจนผลการเจรจาการนำเข้าหมูจากสหรัฐ จากกรมเจรจาการค้า กระทรวงพาณิชย์ เนื่องจากในชุดเจรจาที่ไปพร้อมทีม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเยือนสหรัฐต้นเดือนตุลาคมนั้น กรมปศุสัตว์ไม่ได้เข้าร่วมด้วย จึงรอผลการเจรจากระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงพาณิชย์ยังไม่มีการแจ้งอย่างเป็นทางการในเรื่องนี้ สำหรับกรมปศุสัตว์ยอมรับว่าไม่อยากให้มีการนำเข้า เพราะหวั่นกระทบต่อผู้เลี้ยงหมูในประเทศไทย

“ในกฎหมายของ สธ.ไม่ให้พบสารเร่งเนื้อแดงในอาหาร หากกระทรวงพาณิชย์จะนำเข้าต้องมีการแก้กฎหมาย แต่เรื่องทางการค้า ไทยมีการแจ้งสหรัฐไว้นานแล้วว่า หากจะให้ไทยนำเข้าหมูจากสหรัฐทุกฟาร์มมีการใช้สารเร่งเนื้อแดงนั้น ทางไทยต้องตั้งคณะทำงานหารือเรื่องเทคนิค วิชาการ ผลกระทบทั้ง 2 ฝ่ายก่อน จึงจะสรุปได้ มันไม่ใช่เรื่องที่จะทำวันสองวันเสร็จ ต้องใช้เวลานานพอสมควร” นายอภัยกล่าว

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลกล่าวว่า เรื่องของการเจรจานำเข้าหมูจากสหรัฐ ที่๋่ผ่านมาทั้งกระทรวงเกษตรฯ และ สธ. ถือว่าค้านการนำเข้า โดยกระทรวงเกษตรฯยืนยันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูอาจไม่คุ้มกับการนำเข้า ขณะที่ สธ.กังวลเรื่องสารเร่งเนื้อแดงที่กฎหมายกำหนดไม่ให้พบในอาหารประเทศไทยและเลี้ยงหมูโดยปราศจากสารเร่งเนื้อแดงมานานและเป็นมาตรฐานกำหนด

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดตาก ว่า จากการที่มีฝนตกลงมา และมีน้ำท่วมหลายพื้นที่ในภาคเหนือ เช่นที่ อ.เถิน จ.ลำปาง ส่งผลต่อน้ำในแม่น้ำวัง อำเภอสามเงา เอ่อล้น มาท่วมถนน และสวนกล้วย นับ 1,000 ไร่ ใกล้จมน้ำ ขณะทีชาวสวนต่างเก็บข้าวขอ และผลผลิตทางการเกษตร หนีน้ำไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ยังเป็นห่วงสวนกล้ายที่มีระดับน้ำสูงขึ้น เนื่องจากพื้นที่ อ.สามเงา จ.ตาก ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกกล้วยไข่ที่มุ่งส่งออกจีน ฮ่องกง และไต้หวัน มากที่สุดในภาคเหนือ กว่า 7,000 ไร่

โลกยุคปัจจุบัน การบริหารทรัพยากรธรรมชาติเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ แต่ต้องช่วยกันกอบกู้ในส่วนที่เสื่อมโทรม และเยียวยาให้กลับคืนมาด้วย ดังนั้น จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเพิ่มความตระหนักในด้านการฟื้นฟู ดูแล และแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ โดยไม่ผลักภาระเป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่จะต้องร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม โดยผ่านการเห็นพ้องต้องกันอย่างรอบด้าน

ยิ่งเฉพาะทรัพยากรทางทะเล ต้องมีความร่วมมือร่วมใจกันตั้งแต่ระดับชุมชน ไปจนถึงระดับนโยบาย เช่นเดียวกับเครือเจริญโภคภัณฑ์, กรมประมง, กองทัพเรือ และชาวบ้านในพื้นที่ ในการวางปะการังเทียมเพื่อเพิ่มแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำในพื้นที่ริมชายฝั่งอ่าวไทย

“ศุภชัย เจียรวนนท์” ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานคณะกรรมการบริหารบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์มีการวางแผนนโยบายความยั่งยืนเป็นระยะยาว 5-10 ปี ซึ่งเน้นด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ทั้งยังเน้นเรื่องการทำธุรกิจอย่างโปร่งใส โดยมีแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแกนหลักในการดำเนินธุรกิจ ที่พร้อมจะคำนึงถึงทุกฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสีย

“สำหรับนโยบายซีเอสอาร์ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ nancyajramonline.com มีความสอดคล้องในการทำงาน 3 ด้านด้วยกัน คือ heart, health และ home แต่สำหรับโครงการวางปะการังเทียมเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ด้านชีวภาพ ความสมดุลทางทะเล และการปกป้องระบบนิเวศ เนื่องจากผ่านมาท้องทะเลไทยมีการทำประมงเกินขีดความสามารถการผลิตของทรัพยากร (over fishing) จึงทำให้ทรัพยากรทางธรรมชาติเสียสมดุลไป การวางปะการังเทียมเป็นการเพิ่มพื้นที่วางไข่ ทั้งยังเป็นแหล่งอาศัยอนุบาลของสัตว์น้ำขนาดเล็ก เพื่อให้ปลอดภัยจากการทำประมงพาณิชย์ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาสังคมในท้องที่ เพื่อผสมผสานไอเดียจากความต้องการของท้องถิ่นอย่างแท้จริง”

“แม้ผ่านมาเครือเจริญโภคภัณฑ์จะผันไปซื้อเศษปลาจากโรงงาน ซึ่งเป็นผลิตผลพลอยได้ (by product) โดยมิได้รับซื้อปลาป่นจากผู้ประกอบการประมง แต่ในแง่การรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมทางภาคพื้นทะเล เรามีส่วนที่ขับเคลื่อนมาก ดังนั้น หากเราบอกว่าไปซื้อปลาป่น by product ที่มีการรับรองตามกฎหมายแล้วจบ ก็จะเป็นการตัดช่องน้อยแต่พอตัว และไม่เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง”

“ในแง่สิ่งแวดล้อม ทุกคนมีส่วนร่วมหมด ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะเป็นหนึ่งในห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้น เครือเจริญโภคภัณฑ์แม้จะมีส่วนน้อย แต่ถือว่ามีส่วนสำคัญในการช่วยรณรงค์ สร้างความตระหนักรู้ และการลงมือทำ เพื่อให้เกิดความรู้แก่ทุกภาคฝ่าย เราทราบดีว่าไม่มีฝ่ายใดที่ต้องการทำลายธรรมชาติ แต่ด้วยภาวะจำเป็นทางภาคเศรษฐกิจ การดำรงชีวิต ทำให้ทุกคนต้องทำ ผลกระทบเหล่านี้เราจึงต้องร่วมกันเรียนรู้ และแก้ไข”

สำหรับการวางปะการังเทียม ดำเนินการไปแล้วในพื้นที่ อ.ระโนด จ.สงขลา จำนวน 500 แท่ง และถัดไปจะดำเนินการอีก 3 แห่ง ที่ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี, อ.สทิงพระ จ.สงขลา และ อ.เมือง จ.นราธิวาส รวมทั้งสิ้น 2,000 แท่ง ระยะเวลาการดำเนินงาน 1 ปี

นอกเหนือจากการวางปะการังเทียม จะมีการทำวิจัย ดูปริมาณปลาว่าเพิ่มจำนวนขึ้นหรือไม่ ประชาชนในพื้นที่มีรายได้สามารถต่อยอดสร้างรายได้ รวมทั้งระบบนิเวศในพื้นที่มีความสมบูรณ์ หรือส่งผลกระทบหรือไม่ พร้อมกันนั้น ยังจะนำนวัตกรรมเข้ามาช่วยวิถีชาวประมงด้วย เช่น นวัตกรรมปะการังเทียม การใช้สัญญาณมือถือเพื่อตรวจสอบการเข้าฝั่งที่โปร่งใส เป็นต้น

“นพพร นิลพงศ์” ประธานกลุ่มธนาคารสัตว์น้ำชุมชน ประมงพื้นบ้าน (ธนาคารปู) บ้านเลค่าย ตำบลระวะ อำเภอระโนด จ.สงขลา บอกว่าชาวประมงพื้นบ้านมีวิถีชีวิตที่พึ่งพาทะเล 100% แต่วันทำงานไม่ถึง 150 วัน/ปี ทำให้ตระหนักว่า หากไม่มีทรัพยากรทางทะเล วิถีชีวิต หรือแม้แต่อนาคตของลูกหลานก็จะดับสูญไปด้วย พวกเราจึงรวมกลุ่มกันก่อตั้งธนาคารปู ดำเนินการร่วมกันกับทีมกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน)

“ตลอดช่วง 10 ปีผ่านมา ปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้ลดลงไปถึง 90% จากจำนวน 500 ตัว/ครั้ง เหลือเพียง 50 ตัว/ครั้ง เท่านั้น ที่ผ่านมาเราขาดความรู้ในด้านการอนุรักษ์ เพราะใช้แต่ภูมิปัญญาในการล่าเท่านั้น แม้จะมีหน่วยงานจากภาครัฐเข้ามาพูดคุยอยู่บ้าง แต่ขาดความต่อเนื่อง จนกระทั่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ นำโดยทีมกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) เข้ามาพูดคุยถึงแนวทางด้านการอนุรักษ์ และทำธนาคารปู ซึ่งเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในพื้นที่ชุมชนเกาะเพชร อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช”