สำหรับการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในปีงบประมาณ 2561 เชื่อว่าจะไม่ต่ำ

กว่าเป้าหมายเหมือนปีงบประมาณ 2560 ที่เก็บต่ำกว่าเป้าหมายกว่า 6 หมื่นล้านบาท เนื่องจากประมาณราคาการนำเข้าสินค้า และราคาน้ำมัน สูงกว่าความเป็นจริง อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มปีงบประมาณ 2560 ก็ยังสูงกว่าปีงบประมาณก่อนหน้า แสดงให้เห็นว่าการบริโภคและเศรษฐกิจของประเทศยังขยายตัว

ก่อนหน้านี้ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมสรรพสามิต ออกมายืนยันว่าการเก็บภาษีของกรมปีงบประมาณ 2561 จะได้ไม่น้อยกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 6 แสนล้านบาท เนื่องจากปีงบประมาณก่อนหน้าเก็บได้เกินเป้าหมาย 1.2 หมื่นล้านบาท และการบังคับใช้กฎหมายของกรมสรรพสามิตเชื่อว่าไม่กระทบทำให้ผู้ประกอบการชะลอการเสียภาษี

ด้านนายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร ก็เปิดเผยว่า การเก็บภาษีของกรมปีงบประมาณ 2561 อยู่ที่ 1.1 แสนล้านบาท อาจจะมีปัญหาไม่ได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากในวันที่ 1 มกราคม 2561 จะมีสินค้าของจีนอีกกว่า 700 รายการ มีภาษีลดลงเป็น 0% ตามข้อตกลงเอฟทีเอได้ทำไว้ก่อนหน้านี้

นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2561 ครม.เห็นชอบการบริหารหนี้สาธารณะปีงบ 2561 วงเงิน 1.5 ล้านล้านบาท เป็นการบริหารก่อหนี้ใหม่ 5.82 แสนล้านบาท และการบริหารหนี้เดิม 9.2 แสนล้านบาท คาดว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะจะอยู่ที่ 42.7% และภาระชำระหนี้อยู่ที่ 9.0% ของงบประมาณรายจ่าย ซึ่งยังอยู่ต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60% ของจีดีพี และ 15% ของงบประมาณรายจ่าย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ข่าวสด รายวัน ฉบับวันพฤหัสดีที่ 12 ตุลาคม 2560 นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า ตามที่สมาคมประกันวินาศภัยไทย โดยบริษัทประกันภัย จำนวน 24 บริษัท ได้ให้ความร่วมมือกับภาครัฐ เป็นผู้บริหารจัดการความเสี่ยงภัยธรรมชาติด้านการเพาะปลูกให้กับเกษตรกร ในโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2560 ขณะนี้ สมาคมได้รับรายงานข้อมูลการรับประกันภัยในโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปี 2560 ของทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ที่จะสิ้นสุดการรับประกันภัย ในวันที่ 15 ธันวาคม 2560

ปรากฏว่า มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 1.58 ล้านราย พื้นที่เอาประกันภัย 23.7 ล้านไร่ มีเบื้อประกันภัยรับสุทธิ 2,137 ล้านบาท จากฝนตกหนักปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ สร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเป็นจำนวนมาก

การจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้เกษตรกรจากภัยน้ำท่วม ครั้งที่ 1 นี้ ยอดค่าสินไหมทดแทน รวม 224,863,816 บาท พื้นที่เสียหายรวม 178,463 ไร่ มีเกษตรกรได้รับความเสียหาย 22,423 ราย พื้นที่เสียหายสูงสุด 5 จังหวัดแรก 1. มหาสารคาม 44,665 ไร่ ค่าสินไหมทดแทน 56.27 ล้านบาท (25%) ร้อยเอ็ด 36,973 ไร่ ค่าสินไหม 46.58 ล้านบาท (21%) 3. สกลนคร 34,671 ไร่ ค่าสินไหม 43.68 ล้านบาท (19%) 4. นครพนม 19,545 ไร่ ค่าสินไหม 24.62 ล้านบาท (11%) 5. นครราชสีมา 18,433 ไร่ ค่าสินไหม 23.22 ล้านบาท (10%) และพื้นที่ อื่นๆ 24,176 ไร่ ค่าสินไหม 30.46 ล้านบาท (14%)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ข่าวสด รายวัน ฉบับวันพฤหัสดีที่ 12 ตุลาคม 2560 เกิดเหตุไฟป่าขึ้นหลายจุดในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐเมื่อคืนวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา ตามเวลาในสหรัฐ โดยเฉพาะในพื้นที่นาปาวัลเลย์ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกองุ่นและไวน์ที่มีชื่อเสียง ก่อนที่ไฟจะลุกลามไปอย่างรวดเร็วเนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย เพราะความร้อน ความแห้งแล้ง รวมถึงลมที่พัดแรงถึง 80 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง จนทำให้บ้านเรือนและอาคารสิ่งก่อสร้างกว่า 1,500 หลัง ถูกเพลิงเผาวอดวาย ขณะที่ต้องมีการอพยพผู้คนกว่า 20,000 คน ออกจากพื้นที่ซึ่งมีผู้อาศัยอยู่หนาแน่น โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10 ราย พร้อมกับรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บและสูญหายอีกเป็นจำนวนมาก

ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ขณะที่หน่วยงานดับเพลิงของรัฐแคลิฟอร์เนียระบุว่า มีพื้นที่ซึ่งถูกไฟป่าเผาทำลายแล้วถึงกว่า 185,000 ไร่ นับเป็นไฟป่าที่สร้างความเสียหายมากที่สุดของรัฐแคลิฟอร์เนีย เพราะแม้จะมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ดับเพลิงหลายร้อยนายเข้าไปยังพื้นที่แต่ก็ไม่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ ขณะที่มีประชากรอย่างน้อย 196,000 หลังคาเรือน ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ มีรายงานว่าในช่วงเช้าวันที่ 9 ตุลาคม ตามเวลาท้องถิ่น ผู้คนที่อาศัยอยู่ในนครซานฟรานซิสโก ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุถึงกว่า 60 กิโลเมตร ก็ยังได้กลิ่นไหม้จากไฟป่าครั้งนี้ (เอเอฟพี)

นายโกวิท ไชยเมือง ประธานชมรมพ่อค้าอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา และที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดพะเยา กล่าวว่า แหล่งข่าวจากบุคคลที่ติดตามเรื่องการผลักดัน ด่านบ้านฮวก ตำบลภูซาง อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา แจ้งว่า ขณะนี้ความคืบหน้าของการยกระดับด่านบ้านฮวกเป็นด่านถาวรและเตรียมจะเปิดเป็นด่านถาวรนั้น อยู่ในขั้นการพิจารณาของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) หากทาง สมช.ได้รับข้อมูลครบถ้วนและพิจารณาเห็นควรให้มีการเปิดเป็นด่านถาวรก็จะสามารถเปิดได้ทันที เรื่องนี้ทางชมรมเห็นว่าเบื้องต้นเพื่อช่วยเป็นแรงขับเคลื่อนการเปิดด่านบ้าน ฮวกให้เร็วขึ้น ทางชมรมจะทำหนังสือถึง สมช. เพื่อขอความอนุเคราะห์พิจารณายกระดับด่านบ้านฮวกเป็นด่านถาวรโดยเร็ว

“อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มผู้ประกอบการ นักธุรกิจในประเทศลาว รวมถึงธุรกิจด้านสินค้าการเกษตร ต้องการให้เกิดความร่วมมือระหว่างธุรกิจทั้งสองประเทศในเมืองชายแดน ดังนั้น กลุ่มนักธุรกิจของประเทศลาวจึงต้องการให้ฝั่งไทยเปิดด่าน บ้านฮวกโดยเร็ว เพื่อความเจริญทางการค้า การท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ของสองประเทศที่จะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก” นายโกวิท กล่าว

กรมโรงงานอุตฯกางตัวเลขยื่นขอใบ ร.ง.4 ในเขตอีอีซี ช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ ลดลง 11.33% เงินทุนหาย 55% กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์/ยานยนต์/แปรรูปอาหาร แชมป์เปิดกิจการใหม่ รัฐมนตรีอุตฯ มั่นใจโค้งสุดท้ายหลังออก พ.ร.บ.อีอีซี ช่วยกระตุ้นต่างชาติแห่ลงทุน โดยเฉพาะธุรกิจญี่ปุ่น

แหล่งข่าวจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า การขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) และขยายกิจการในพื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ช่วง 9 เดือน ของปี 2560 พบว่า จำนวนโรงงานลดลงเล็กน้อย ขณะที่มูลค่าลงทุนลดลงค่อนข้างมาก โดยจำนวนโรงงานอยู่ที่ 133 โรงงาน ลดลง 11.33% จากช่วงเดียวกัน

ปี 2559 อยู่ที่ 150 โรงงาน ขณะที่มูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 2.15 หมื่นล้านบาท ลดลง 54.44% จากช่วงเดียวกันของปี 2559 อยู่ที่ 4.72 หมื่นล้านบาท และการจ้างงานรวม 6.79 พันคน ลดลง 44.79% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1.23 หมื่นคน ทั้งนี้ การลงทุนแบ่งเป็นการเปิดกิจการใหม่ 99 โรงงาน ลดลง 13.91 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 115 โรงงาน มูลค่าลงทุน 1.04 หมื่นล้านบาท ลดลง 73 % จากปีก่อนอยู่ที่ 3.87 หมื่นล้านบาท ส่วนการขยายกิจการ 34 โรงงาน ลดลง 2.85% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 35 โรงงาน ขณะที่มูลค่าการลงทุน 1.11 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.58% เทียบกับปีก่อนอยู่ที่ 8.5 หมื่นล้านบาท โดยอุตสาหกรรมเปิดกิจการใหม่และขยายกิจการมากที่สุด คือ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ 9.28 พันล้านบาท อุตสาหกรรมยานยนต์ 6.25 พันล้านบาท อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร 4.8 พันล้านบาท ตามลำดับ

แหล่งข่าวกล่าวว่า พื้นที่อีอีซี จังหวัดชลบุรีมีการขอใบอนุญาตประกอบกิจการ ร.ง.4 และขยายกิจการมากที่สุด จำนวน 75 โรงงาน มูลค่าการลงทุน 1.02 หมื่นล้านบาท มีการจ้างงาน 4.4 พันคน จังหวัดระยอง จำนวน 31 โรงงาน มูลค่าการลงทุน 6.52 พันล้านบาท มีการจ้างงาน 908 คน และ จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 27 โรงงาน มูลค่าการลงทุน 4.81 พันล้านบาท มีการจ้างงาน 1.48 พันคน

นายสมชาย หาญหิรัญ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ตัวเลขโรงงานและมูลค่าการลงทุนใน 3 จังหวัดอีอีซี ช่วง 9 เดือน ที่ลดลง อยากให้ดูทั้งปีมากกว่า เพราะขณะนี้การขับเคลื่อนอีอีซีเดินหน้าไปมากแล้ว และสำรวจอยู่ มั่นใจว่าไตรมาสสุดท้ายของปี 2560 การลงทุนจะคึกคัก โดยเฉพาะโครงการหลักด้านโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นเมืองการบินภาคตะวันออก การก่อสร้างท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 การก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 2 รถไฟความเร็วสูง และมอเตอร์เวย์ ที่มีความคืบหน้า เพราะเตรียมออกร่างหลักเกณฑ์ประกวดราคา (ทีโออาร์) ตามกระบวนการในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน (พีพีพี) ได้ก่อนสิ้นปีนี้เร็วขึ้น

“พ.ร.บ.อีอีซีมีส่วนสำคัญทำให้นักลงทุนตัดสินใจลงทุนในพื้นที่ ถือเป็นคำมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันของส่วนราชการทุกฝ่ายเพื่อให้เกิดการลงทุน มีการสร้างเมืองใหม่ คาดว่าเร็วๆ นี้น่ามีการประกาศใช้ รวมทั้งที่ผ่านมานักธุรกิจญี่ปุ่นกว่า 500 คน เข้ามาศึกษาพื้นที่และบางส่วนมีการตอบรับจะเข้ามาลงทุนแล้ว” นายสมชาย กล่าว

นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทยและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยช่วงที่เหลือของปีนี้ มีแนวโน้มปรับดีขึ้น โดยที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มีมติปรับเพิ่มประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) เป็น 3.7% จากเดิม 3.5% แต่ยังเป็นการขยายตัวแบบกระจุกตัวเฉพาะในภาคส่งออกและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ส่วนความจำเป็นในการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐนั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาความเหมาะสมของภาครัฐ ทั้งนี้ เศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นส่งผลดีต่อการขยายตัวสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจ และประเมินว่าสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ปี 2560 จะโต 4% ส่วนสินเชื่อของธนาคารกสิกรไทย มั่นใจโต 4-6% และสินเชื่อขยายตัวดีต่อเนื่องในปีหน้า โดยเฉพาะเมื่อมีความชัดเจนของโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ทำให้เอกชนเชื่อมั่นและลงทุนจริง รวมทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรองรับ เช่น รถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง เป็นต้น จะทำให้สินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อรายย่อยฟื้นตัวดีขึ้น

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ปีนี้สินเชื่อของธนาคารโตได้ตามเป้า 3-5% เพราะรัฐบาลได้ปรับปรุงกฎหมาย และมีนโยบายหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอีอีซี ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ขณะนี้นักลงทุนสนใจในโครงการอีอีซีมากขึ้น ซึ่งจะนำมาสู่การลงทุนและขอสินเชื่อลงทุนของนักลงทุน

นายเชิดชัย สนั่นศรีสาคร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยในการประชุมกลุ่มย่อย (โฟกัส กรุ๊ป) ครั้งที่ 1 โครงการศึกษาและจัดทำแผนแม่บทในการดำเนินการและการพัฒนาสถานีขนส่งคนโดยสาร ว่า โครงการดังกล่าวเป็นการจัดทำแผนแม่บทพัฒนาสถานีขนส่งผู้โดยสารระยะ 20 ปี โดยเบื้องต้นจะจัดทำแผนปฏิบัติการระยะเร่งด่วนภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า เพื่อให้ดำเนินการนำร่องในกลุ่มสถานีขนส่งที่มีความสำคัญสูง 5 แห่งก่อน คือ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดสงขลา สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดระยอง สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดนครราชสีมา และสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดเชียงใหม่ โดยแผนดังกล่าวจะดำเนินการได้แล้วเสร็จเดือนมีนาคม 2561 จากนั้นจะเสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณาต่อไป

“การรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้เพื่อพิจารณาว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า สถานีขนส่งทั้ง 5 แห่งจะพัฒนาในรูปแบบใด เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาระบบราง รวมถึงการเชื่อมโยงกับการขนส่งทางอากาศ เนื่องจากได้พิจารณาแล้วเห็นว่าถึงแม้ในอนาคตจะมีการเดินทางด้วยระบบราง หรือทางเครื่องบินมากขึ้น แต่การเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางระหว่างจังหวัดหรือรถทัวร์ยังสำคัญอยู่ เนื่องจากจะช่วยในการเชื่อมโยงการเดินทางด้วยระบบราง หรือเครื่องบินไปยังพื้นที่ต่างๆ ได้” นายเชิดชัย กล่าว

นายเชิดชัย กล่าวว่า สำหรับการย้ายสถานีขนส่งหมอชิต 2 กลับไปยังพื้นที่สถานีขนส่งหมอชิตเก่านั้น มีความชัดเจนแล้วว่าจะต้องย้ายกลับไปที่เดิมแน่นอน เนื่องจากกระทรวงคมนาคม มีแผนงานที่ชัดเจนแล้ว โดยจะใช้พื้นที่ประมาณ 1 แสนตารางเมตร ของบริษัท บางกอกเทอร์มินอล จำกัด หรือบีเคที ที่ได้รับสัมปทานให้พัฒนาเชิงพาณิชย์ในพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่จอดรถรับส่งรถที่วิ่งระยะยาว ส่วนพื้นที่บริเวณสถานีกลางบางซื่อจะใช้เป็นที่จอดรถรับส่งผู้โดยสารระยะทางสั้น

“ตอนนี้กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างเจรจากับทางบีเคทีเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ เพราะจะต้องมีการแก้ไขปัญหาจราจรด้วย โดยเบื้องต้นจะก่อสร้างทางเชื่อมจากสถานีขนส่งแห่งใหม่ไปยังทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ด้วย” นายเชิดชัยกล่าว และว่า ในส่วนของการพัฒนาพื้นที่ย่านหมอชิตเก่า คาดว่าทางบีเคทีจะเริ่มก่อสร้างได้ในต้นปี 2561 โดยจะใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี จึงจะแล้วเสร็จ จากนั้นจึงจะสามารถย้ายสถานีขนส่งแห่งใหม่เข้าไปได้

เผยแพร่ วันพุธที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2560
“ปูเจ้าพ่อหลวง” เป็นปูน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งค้นพบโดย ศ. ไพบูลย์ นัยเนตร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อปี 2519 ที่ลำธารบนภูหลวง จังหวัดเลย โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับพระบรมราชานุญาตอัญเชิญพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นนามปูน้ำจืดชนิดใหม่ของโลก เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2543 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ศ. ไพบูลย์ นัยเนตร ผู้ค้นพบปูเจ้าพ่อหลวง เปิดเผยว่า “ปูเจ้าพ่อหลวง” มีชื่อสามัญว่า Giant Mountain Crab มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Potamon bhumibol ชาวบ้านเรียกว่า ปูหิน

มีลักษณะเด่นคือ มี 3 สี ได้แก่ สีน้ำตาลเข้ม สีม่วง และสีส้ม โดยกระดองจะเป็นสีน้ำตาลเข้ม ขาเดิน 4 คู่ และขาก้ามทั้งสองข้างเป็นสีน้ำตาลเข้ม ยกเว้นด้านในของก้ามหนีบอันล่างเป็นสีม่วง และปลายก้ามหนีบทั้งสองข้างเป็นสีส้ม จัดเป็นปูน้ำจืดตัวใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ปูเจ้าพ่อหลวงอาศัยอยู่ตามลำธารที่ค่อนข้างสะอาดในป่า ตามใต้ก้อนหิน หรือขุดรูอยู่ตามรากไม้ ลำธารสาขาของแม่น้ำเลยในเขตป่าภูหลวง เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยที่สำคัญของปูชนิดนี้ การค้นพบ “ปูเจ้าพ่อหลวง” และได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตอัญเชิญพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นนามปูน้ำจืดชนิดใหม่ของโลก ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งในชีวิตที่ได้ทำงานถวายพระองค์ท่าน นอกจากนี้การค้นพบปูชนิดนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทยที่มีความหลากหลายทางชีวภาพอีกด้วย

อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ประสบความสำเร็จในการวิจัยกระบวนการหมักปลาร้าปลอดภัย โดยใช้เวลาเพียง 3 เดือน จากเวลาปกติ 6 เดือน ถึง 2 ปี รูป รส กลิ่น หอม อร่อยเหมือนเดิม ลดต้นทุน เพิ่มปริมาณการผลิต ยื่นจดสิทธิบัตรแล้ว พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม รศ. ชื่นจิต ประกิตชัยวัฒนา อาจารย์ภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า กระบวนการผลิตปลาร้าโดยทั่วไปต้องใช้ระยะเวลาในการหมักยาวนาน โดยอาศัยการทำงานของจุลินทรีย์ภายใต้สภาวะที่เหมาะสม ปัจจุบันการผลิตปลาร้าได้ขยายตัวจากการผลิตระดับครัวเรือนไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์

ที่มีอัตราการผลิตสูงถึงปีละ 40,000 ตัน ต่อปี รวมมูลค่าสูงกว่า 1,000 ล้านบาท มีการจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศ เมื่อตลาดปลาร้าขยายตัวมากขึ้น การพัฒนายกระดับประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็น

รศ. ชื่นจิต กล่าวว่า ได้ศึกษาวิจัยกระบวนการหมักปลาร้าปลอดภัยใช้เวลาน้อยลง ซึ่งเป็นโครงการต่อยอดของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ที่ได้เข้าร่วมโครงการสระบุรีชุมชนเข้มแข็ง โดยได้รับทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งสามารถยกระดับกระบวนการผลิตปลาร้าที่ลดระยะเวลาในการหมักปลาร้าจากเดิมใช้เวลานาน 6 เดือน ถึง 2 ปี เหลือเพียง 3 เดือน ช่วยลดต้นทุนในการผลิต แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณภาพและอัตลักษณ์ด้านกลิ่นและรสดั้งเดิม

“ผลที่ได้รับจากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ ทำให้ได้องค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับจุลินทรีย์ในระบบนิเวศของกระบวนการหมักปลาร้า กลไกการแสดงออกของสารพันธุกรรมในระหว่างกระบวนการหมัก ชนิดและปริมาณของสารระเหยที่ให้กลิ่น รสและสารที่สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่สัมพันธ์กับอัตลักษณ์ด้านกลิ่นและรสจากกระบวนการผลิตในเขตพื้นที่เฉพาะ ทำให้ได้กล้าเชื้อปลาร้าพร้อมใช้งาน 3 รูปแบบที่จำเพาะตามรูปแบบการผลิตสำหรับหมักปลาร้าในแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ยังสามารถลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการได้มากกว่า 50% ทั้งนี้ เมื่อนำปลาร้าจากกระบวนการผลิตแบบใหม่ไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ยังสามารถเพิ่มปริมาณผลผลิตได้มากถึง 20% ปัจจุบันได้ดำเนินการยื่นขอจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว จากนั้นจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีความสนใจมารับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนำไปผลิตต่อไป” รศ. ชื่นจิต กล่าว

นางอินทรา วุฒิสมบูรณ์ magiuropa.com การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสมุทรสงคราม (สมุทรสงคราม สมุทรสาคร) เปิดเผยว่า จังหวัดสมุทรสาคร โดยเทศบาลนครสมุทรสาคร ร่วม ททท. สำนักงานสมุทรสงคราม หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในสมุทรสาคร กำหนดจัดกิจกรรมร่วมสืบสานงานประเพณีประจำปี 2560 น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 “ไหว้เจ้า 9 ศาล เทศกาลกินเจสมุทรสาคร” ประจำปี 2560 ร่วมสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของเทศกาลไหว้เจ้าและการถือศีลกินเจส่งเสริมสุขภาพประชาชนจากการบริโภคอาหารเจที่สะอาด ปลอดภัย ตลอดจนเผยแพร่และแนะนำศาสนสถานสำคัญ ที่ยังรักษาขนบธรรมเนียมดั้งเดิมของการถือศีลกินเจ ณ ศาลเจ้าทั้ง 9 แห่ง รวมถึงเป็นการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ที่สำคัญของจังหวัดสมุทรสาครให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

นางอินทรากล่าวต่อว่า ปีนี้ กำหนดจัดงานดังกล่าวขึ้นในระหว่างวันที่ 19-28 ตุลาคม 2560 ณ ศาลเจ้าทั้ง 9 แห่ง ในจังหวัดสมุทรสาคร และการจัดงานของทุกปีจะตรงกับช่วงเทศกาลถือศีลกินเจ ซึ่งเป็นประเพณีสำคัญของชาวไทยเชื้อสายจีน รวมทั้งชาวสมุทรสาครด้วย เนื่องจากในอดีตพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครเป็นเมืองท่าที่มีชาวจีนอพยพมาตั้งถิ่นฐานทำมาหากิน จึงมีชาวไทยเชื้อสายจีนที่ยังคงอนุรักษ์ประเพณีที่ดีงามนี้และสืบทอดกันต่อมา

สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจ ททท. สำนักงานสมุทรสงคราม ได้ร่วมกับคณะผู้จัดงาน สนับสนุนการประชาสัมพันธ์ โดยจัดทำ “Passport ไหว้เจ้า 9 ศาล เทศกาลกินเจสมุทรสาคร” เมื่อสักการะศาลเจ้าครบทั้ง 9 ศาลแล้ว ให้ประทับตราลงใน Passport สามารถนำไปขอรับ “เหรียญมงคล” ประจำปี 2560 ได้ฟรีที่ศาลเจ้าแม่กวนอิมพันมือ คลองจาก ตำบลมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร มีจำนวนจำกัด เพียง 10,000 เหรียญเท่านั้น โดยสามารถขอรับ Passport ได้ที่เทศบาลนครสมุทรสาคร ททท. สำนักงานสมุทรสงคราม และศาลเจ้าทั้ง 9 แห่ง

นอกจากนี้ บริเวณลานข้างศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรสาคร ยังมีการจำหน่ายอาหารเจกว่า 100 เมนู จากร้านค้ากว่า 50 ร้าน ที่มีการควบคุมคุณภาพ ความสะอาด ปลอดภัย จากสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมทั้งจัดรถรางเป็นยานพาหนะบริการนักท่องเที่ยวและประชาชนในการเที่ยวชมศาลเจ้าตามเส้นทาง Passport ท่องเที่ยวฟรีตลอดงาน จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาไหว้เจ้า 9 ศาล เทศกาลกินเจสมุทรสาคร ให้สุขกาย สุขใจ อิ่มบุญ และอิ่มท้องตลอดการจัดงาน

รศ.ดร.สัมพันธ์ สิงหราชวราพันธ์ รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เปิดเผยว่า มช. เน้นใช้ความเป็นเลิศทางวิชาการและจุดแข็งด้านงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเพื่อตอบโจทย์ของประเทศในเชิงเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์ด้านการวิจัยที่สอดคล้องกับนโยบายประเทศไทย 4.0 ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 เชิงรุกนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ยุทธศาสตร์ที่ 2 เชิงรุก นวัตกรรมด้านอาหารและสุขภาพและผู้สูงอายุ ยุทธศาสตร์ที่ 3 เชิงรุก นวัตกรรมล้านนาสร้างสรรค์ และยุทธศาสตร์ที่ 4 ตามพันธกิจ วิจัยที่เป็นเลิศและสร้างนวัตกรรม

รศ.ดร.สัมพันธ์กล่าวอีกว่า ยุทธศาสตร์นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานมีเป้าหมายสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยนำองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานไปใช้ประโยชน์ในเชิงประจักษ์ รวมถึงสร้างวัฒนธรรม พัฒนาสมรรถนะด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืนให้แก่สังคมภายใน คือนักศึกษาและบุคลากร และสังคมภายนอก ส่วนยุทธศาสตร์นวัตกรรมด้านอาหารและสุขภาพและผู้สูงอายุ มีเป้าหมายเพื่อสร้างนวัตกรรมทั้งด้านผลิตภัณฑ์และบริการ ด้านอาหาร สุขภาพและผู้สูงอายุ ที่สร้างรายได้หรือมีผลกระทบต่อสังคม โดยการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน กลุ่มอุตสาหกรรม เครือข่ายและภาคสังคม ในการนำนวัตกรรมไปขับเคลื่อนการแก้ปัญหาด้านอาหาร สุขภาพและผู้สูงอายุ ซึ่งมหาวิทยาลัยจะบริการข้อมูลและคลังความรู้ รวมทั้งทำงานวิจัยเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงการบริโภคอาหารของตลาดในประเทศและตลาดโลกด้วยการบูรณาการและเทคโนโลยีอื่นๆ