สำหรับการเบิกจ่ายงบลงทุนปีงบฯ 2561 ให้เร่งทยอย เบิกจ่ายงบฯ

ตั้งแต่ต้นปี ไม่ให้ไปเบิกจ่ายในช่วงท้ายปี รัฐวิสาหกิจที่เบิกจ่ายล่าช้า เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เมื่อแก้ไขปัญหาได้แล้วให้เร่งเบิกจ่ายงบลงทุนให้เร็วขึ้น ส่วนรัฐวิสาหกิจที่เข้มแข็ง เช่น บริษัทท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ก็ให้เร่งลงทุนเพราะมีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการขนส่งของไทยมาก

ส่วนการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น (อปท.) 1.7 แสนล้านบาท คลังหารือกับกระทรวงมหาดไทยเรียบร้อยแล้ว กรมบัญชีกลางจะออกระเบียบการใช้เงิน ผ่อนผันให้ลงทุนโครงการต่างๆ เพิ่มมากขึ้น น่าจะเบิกจ่ายให้ได้ภายใน 4 เดือน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผอ.สำนักงาน คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า นายสมคิด ให้นโยบายสำคัญ 3 ข้อ 1. ให้รัฐวิสาหกิจปรับแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนสอดคล้องการเบิกจ่ายจริง 2. ให้รัฐวิสาหกิจเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนตามมติครม.ให้ได้ 95% ของงบลงทุน 3. ผลงานการเบิกจ่ายเป็นตัวชี้วัดประเมินผลงานของผู้บริหาร

นายศรพล ตุนยะเสถียร ผอ.สำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 มีโอกาสโตมากกว่า 4% หากทำได้ เศรษฐกิจไทยทั้งปีก็จะขยายตัวตามเป้าหมายที่ สศค.ตั้งไว้ 3.8% แต่ถ้าขยายตัวช่วง 4% ปลายๆ ก็มีโอกาสที่ทั้งปีจะขยายตัวได้ 4% เติบโตได้ดีกว่าที่คาดไว้ แต่ต้องติดตามช่วง 2 เดือนที่เหลือของปี

สำหรับเศรษฐกิจไทยในเดือนตุลาคมยังขยายตัวต่อเนื่อง ด้านอุปสงค์ส่งออกยังขยายตัวได้ดี 13.1% ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เข้าไทยขยายตัวต่อเนื่อง เดือนต.ค. นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 2.72 ล้านคน ขยายตัว 20.9% สูงสุดในรอบ 26 เดือน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม2558

ที่วิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด นายรังสิต วงษ์แก้ว ประธานกรรมการอาชีวศึกษาจังหวัดร้อยเอ็ด ประธานกรรมการอาชีวศึกษาภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นประธานเปิดโครงการสุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา การประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับอาชีวศึกษาจังหวัดร้อยเอ็ด ประจำปี 2560 ขึ้น โดยมีผู้บริหารสถานศึกษาคณะครูบุคลากรที่เกี่ยวข้องนักเรียนนักศึกษา จากสถานศึกษาสังกัดอาชีวศึกษา 9 สถานศึกษา ทั้งภาครัฐและเอกชนในจังหวัดร้อยเอ็ดเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก
นางยุพิน พิมพ์สอน ผอ.วิทยาลัยอาชีวศึกษาร้อยเอ็ด กล่าวว่า

ตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) มีนโยบายส่งเสริมสนับสนุนพัฒนาผู้เรียนด้านวิชาชีพ มุ่งเน้นการพัฒนาให้มีความเจริญงอกงามทางด้านสติปัญญา ร่างกายและจิตใจควบคู่กับด้านคุณธรรมจริยธรรม ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะระดับฝีมือ ระดับเทคนิค และเทคโนโลยีที่มีคุณภาพ ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ เป็นนักคิด นักประดิษฐ์ นักวิเคราะห์ ที่สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ สามารถทำงานเป็นทีมได้อย่างเป็นระบบ ไปสู่คุณภาพของการปฏิบัติงาน มีจิตอาสาบริการต่อสังคม ชุมชน และตนเอง อีกทั้งยังเป็นการคัดเลือก เพื่อเป็นตัวแทนเข้าร่วมงานสุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา การประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 23-27 ธันวาคม 2560 ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาจังหวัดหนองคาย

“อโรคยา ปรมาลาภา” ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ หากใครอยากมีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว ไม่เจ็บป่วยง่าย ขอแนะนำให้บริโภค สุดยอดอาหารสำหรับคุณ.คือ “ผัก -ผลไม้ 5 สี” เพื่อให้ได้รับวิตามินแร่ธาตุสำคัญ ที่จำเป็นต่อร่างกาย

นักโภชนาการ ได้ทำการวิจัยพืช ผักต่างๆ ไว้อย่างละเอียดและลึกซึ้ง โดยแบ่งตามสีของผัก ผลไม้ ได้ 5 กลุ่มใหญ่ ประกอบด้วย สีแดง สีส้มหรือเหลือง สีเขียว สีม่วง และสีขาวหรือสีน้ำตาลอ่อน การบริโภคพืชผัก 5 สีนี้ ในต่างประเทศมีการรณรงค์กันอย่างจริงจังมาแล้วหลายปี ตัวอย่างในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย ได้ผลักดันเข้าไปในโรงเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลเป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยของเราก็เริ่มตื่นตัวกันมากขึ้นตามลำดับ จากผลการวิจัยสีแต่ละชนิดมีประโยชน์ต่อร่างกายแตกต่างกันไปดังนี้

สีแดง เกิดจากเม็ดสีไลโคพีน ที่มี แอนโทไซยานิน ซึ่งมีบทบาทในการลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก นอกจากนั้นแล้ว ยังช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และชะลอการเสื่อมของเซลล์ร่างกาย ลดอัตราเสี่ยงจากการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตันในสมอง ที่สำคัญช่วยบำรุงสายตาได้ดีอีกด้วย ไลโคพีนพบมากในมะเขือเทศ พริกแดง ทับทิม สตรอเบอรี่ ปัจจุบันวิจัยพบว่า สารชนิดนี้มีสูงมากในเปลือกหุ้มเมล็ดของฟักข้าว คนเวียดนามนิยมบริโภคกันมาเป็นเวลาช้านาน

สีส้มหรือสีเหลือง เกิดจากเม็ดสีในกลุ่มของ คาโรทีนอยด์ เช่น สารเบต้าแคโรทีน ฟลาโวนอยด์ วิตามินเอ และวิตามินซี สารสำคัญเหล่านี้มีมากในฟักทอง แครอต มะละกอ มะม่วงสุก และส้ม โดยมีคุณสมบัติในการรักษาสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือด บำรุงสายตา ลดความเสี่ยงจากการเป็นต้อกระจก และช่วยกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น

สีเขียว ได้จากใบพืชผักต่างๆ เรียกว่า คลอโรฟิลล์ มีสารสำคัญคือ ลูทีน อินโดล และโฟเลท ลูทีนพบมากในผักคะน้า ผักบุ้ง ผักโขม ผักปวยเล้ง ผักกาดหอม แตงกวา ถั่วแขก ถั่วลันเตา อะโวกาโด และมัสตาร์ด นอกจากนี้ ลูทีนยังเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ และช่วยป้องกันศูนย์จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ อินโดล พบมากในบร็อกโคลี่ กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี และผักในตระกูลกะหล่ำอื่นๆ ช่วยกระตุ้นการทำงานของตับให้สร้างเอ็นไซม์ในการต้านมะเร็ง และช่วยจำกัดฮอร์โมนเอสโตเจนส่วนเกินออกจากร่างกาย ป้องกันการเกิดมะเร็งที่มดลูกและที่เต้านม ส่วนโฟเลท มีมากในผักโขม ตำลึง และใบยอ สารโฟเลทช่วยลดความเสี่ยงของความบกพร่องของหัวใจมาแต่กำเนิด นอกจากนี้ ในผักและผลไม้สีเขียวยังอุดมไปด้วยแคลเซียม แมกนีเซียม และซีลีเนียม ซึ่งล้วนมีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น

สีน้ำเงินหรือสีม่วง เกิดจากเม็ดสีแอนโทไซยานิน ช่วยขยายหลอดเลือด ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและการเป็นอัมพาต พบมากในมะเขือม่วง กะหล่ำปลีม่วง หอมแดง หอมหัวใหญ่ เผือก ดอกอัญชัน ชมพู่มะเหมี่ยว ชมพู่แดง ลูกหว้า ลูกไหน ลูกพรุน ลูกเกด บลูเบอร์รี่ และเชอร์รี่ เป็นต้น และ

สีขาวหรือสีน้ำตาลอ่อน เกิดจากเม็ดสี แอนโทไซยานิน แอนโทแซนทินส์ ซึ่งประกอบด้วย อัลลิซิน ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด ลดความดันโลหิตและโรคหัวใจ ซึ่งมีมากใน กระเทียม หัวหอม กุยช่าย เซเลอลี่ เห็ด กล้วย และมันฝรั่ง และฟลาโวนอยด์ ช่วยลดการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง สารแซนโทน ได้จากเปลือกมังคุด มีบทบาทในการลดการอักเสบ ลดอาการปวดเข่า และรักษาระบบภูมิคุ้มกันให้อยู่ในสภาพที่ดี สาร 6-จิงเจอรอล พบมากในขิง มีบทบาทในการต้านการอักเสบ ลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันหลอดเลือดหัวใจอุดตัน และสารกาลานอล เอและบี พบมากในหัวข่า มีฤทธิ์ในการทำลายมะเร็งเม็ดเลือดขาว และต้านการหลั่งฮิสตามีน ทำให้ช่วยบรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้

นอกจากนี้ ยังมีผลไม้อีกหลายชนิด เช่น แอปเปิ้ล ฝรั่ง แก้วมังกร และผลไม้อื่นๆ ที่ใช้ทำแยมได้นั้น จะมีสารเพคตินอยู่จำนวนมาก ซึ่งเป็นเส้นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ มีความสามารถในการจับและปลดปล่อยโมเลกุลของน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดอย่างช้าๆ มีผลทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดคงที่ จึงช่วยลดความอยากกินอาหารลงได้

มักมีคำถามอยู่เสมอว่า ควรบริโภคผักและผลไม้ 5 สี ในปริมาณวันละเท่าใด คำตอบคือ ต้องบริโภคให้ได้วันละ 400 กรัม ขึ้นไป จึงจะทำให้ร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ และปราศจากโรคภัยเบียดเบียน ….คุณล่ะเริ่มแล้วหรือยัง

ช่วงปลายปีแบบนี้เป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่จะมีการส่งมอบบ้านให้ลูกค้า ซึ่งผู้บริโภคอย่างเราๆ ต้องรู้ทั้งสัญญาที่เกี่ยวข้องและการตรวจรับโอนบ้าน มันนี่ทิปมีข้อมูลจากธนาคารกสิกรไทยมาฝากกันค่ะ

สำหรับการซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม ผู้ซื้ออาจต้องทำสัญญาถึง 3 สัญญา ได้แก่ 1. สัญญาจองซื้อ เป็นสัญญาแรกที่เกิดขึ้น แต่อาจไม่ได้เกิดกับผู้ซื้อทุกคน สัญญาประเภทนี้ คือ เมื่อผู้ซื้อตกลงใจที่จะซื้อบ้านก็ต้องวางเงินจองเอาไว้ก่อน กรณีที่ซื้อบ้านที่ก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมโอนไม่ต้องทำสัญญานี้ ซึ่งสัญญาจองซื้อนี้ระบุเงื่อนไขให้ผู้ซื้อต้องผ่อนเงินดาวน์ตามรายการแนบท้ายสัญญา แต่สัญญาจองซื้อนี้จะมีข้อเสียเปรียบตรงที่ หากผู้ขายได้รับใบอนุญาตให้ปลูกสร้างจากหน่วยงานราชการแล้ว ผู้ซื้อต้องเข้ามาทำสัญญาจะซื้อจะขายอีกครั้ง และมักมีเงื่อนไขระบุว่า หากไม่มาทำสัญญาจะซื้อจะขาย จะถือเป็นการยกเลิกสัญญาและจะริบเงินมัดจำทั้งหมด แต่หากครบกำหนดผ่อนชำระแล้ว

ผู้ขายไม่สามารถขออนุญาตก่อสร้างได้ก็จะคืนเงินให้แต่ไม่มีดอกเบี้ย2. สัญญาจะซื้อจะขาย เป็นสัญญาที่กฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะต้องทำ แต่เพื่อความมั่นใจของทั้ง 2 ฝ่าย จึงเกิดสัญญาจะซื้อจะขายขึ้น เมื่อครบกำหนดผู้ขายมีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์บ้านโดยทำสัญญาซื้อขาย หากผู้ซื้อผิดสัญญา ผู้ขายสามารถยกเลิกสัญญาและริบเงินมัดจำหรือเงินดาวน์ที่ผ่อนมาได้ตามกฎหมาย หากผู้ขายผิดสัญญา ผู้ซื้อสามารถฟ้องให้โอนกรรมสิทธิ์ได้ หรือยกเลิกสัญญาและให้คืนเงินพร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ผิดนัดและ

3. สัญญาซื้อขาย หรือ หนังสือสัญญาขายที่ดิน เป็นสัญญาที่กฎหมายบังคับให้ทำ โดยวันที่เซ็นสัญญาเป็นวันที่กรรมสิทธิ์ในตัวบ้านจะโอนมาเป็นของคนซื้อ ดังนั้น ผู้ขายต้องแจ้งผู้ซื้อล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนวันทำสัญญาซื้อขาย สำหรับผู้ซื้อในวันทำสัญญาซื้อขายจะเป็นวันที่พร้อมชำระเงินหรือได้รับสินเชื่อจากธนาคารพร้อมที่จะจ่ายเงินให้กับผู้ขาย และเป็นวันที่ผู้ซื้อต้องเซ็นสัญญาซื้อขายที่สำนักงานที่ดิน จดทะเบียนการโอน และจ่ายค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแต่ก่อนที่จะทำสัญญาซื้อขายผู้ประกอบการจะให้ผู้ซื้อตรวจบ้านและจะทำการแก้ไขให้ก่อน ส่วนผู้ซื้อจะมีข้อสังเกตอย่างไรบ้างนั้น ติดตามต่อในสัปดาห์หน้าค่ะขอบคุณข้อมูลจาก กระปุกหมู

ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ ศ.ดร.หยาง เต่า Division Head Of Asia ของ National Natural Science Foundation of China หรือ NSFC หน่วยงานหลัก ที่สนับสนุนทุนวิจัยแก่สถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยของจีน ร่วมกันเป็นประธานในการเปิดงาน The 5th China – Thailand Joint Conference on Climate Change อย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติ คุ้มคำ จ.เชียงใหม่ โดยเวทีประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ในการอธิบายและแลกเปลี่ยนข้อค้นพบที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือด้านการวิจัย ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อันเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาองค์ความรู้และพัฒนานักวิจัยของทั้งไทยและจีนติดต่อกันเป็นครั้งที่ 5

โอกาสนี้ ผอ.สกว. กล่าวต้อนรับคณะนักวิจัยจากประเทศจีนและไทยที่เข้าร่วมประชุมว่า สกว. มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติจาก NSFC มาร่วมมือสนับสนุนทุนผลิตนักวิจัยและผลิตองค์ความรู้ และจัดเวทีประชุมในลักษณะนี้ติดต่อกันมาเป็นครั้งที่ 5 หลังจากที่ สกว. และ NSFC เห็นพ้องต้องกันว่า ควรมีการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการวิจัย เพื่อความเข้มแข็งในการแก้ปัญหาและตั้งรับกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยมีความร่วมมือกันสนับสนุนการวิจัยและวิจัยผ่านการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างทั้ง 2 องค์กร มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 – 2561 ที่มีการแบ่งเป็นความร่วมมือ 2 ระยะ และในการประชุมครั้งนี้ มีนักวิจัยทั้งไทยและจีนกว่า 60 คน โดยมีนักวิจัยไทยร่วมแลกเปลี่ยน­ข้อมูลจากผลการวิจัยจำนวน 6 โครงการ

ด้าน ศ.ดร.หยาง เต่า กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดี ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นประเด็นที่หลายภาคส่วนต่างให้ความสำคัญและเห็นควรให้มีการแก้ไขเพื่อยังผลให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการแก้ปัญหาด้านการเกิดภัยพิบัติที่มีแน้วโน้มจะเกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดจนเพื่อบรรเทาและจัดการกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่าง เพราะเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องสร้างความเข้าใจถึงขอบเขตและขนาดของผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ด้วยเหตุนี้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้า จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการพัฒนาแนวทางการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

เกษตรเกาะยาว แนะเกษตรกรเก็บเกี่ยวข้าวระยะที่เหมาะสมและจัดการผลผลิตถูกวิธี เพื่อให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพและจำหน่ายได้ราคาดี สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว แนะเกษตรกรเก็บเกี่ยวข้าวระยะที่เหมาะสมและจัดการผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวถูกวิธี เพื่อให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพและขายได้ราคาดี

นางอุษณี เจียมรา เกษตรอำเภอเกาะยาว กล่าวว่า ด้วยขณะนี้พื้นที่อำเภอเกาะยาวกำลังเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าว หากเกษตรกรมีการเก็บเกี่ยวข้าวในระยะที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม จะส่งผลต่อคุณภาพข้าว การเก็บเกี่ยวข้าวในระยะเวลาที่ถูกต้องและเหมาะสม คือ ระยะพลับพลึง จะทำให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพและขายได้ราคาดี

ระยะพลับพลึง คือระยะการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวที่นับจากวันออกดอกไปแล้ว 28 – 30 วัน และเก็บเกี่ยวในสภาพที่นาแห้ง หรือไม่มีน้ำขังในนา วันที่ข้าวออกดอก พิจารณาจากวันที่รวงข้าวมีดอกบานเกือบเต็มพื้นที่

คือ 80% ของพื้นที่ จึงบันทึกวันนั้นเป็นวันที่ข้าวออกดอก และก่อนเก็บเกี่ยว 10 วัน ถ้ามีน้ำอยู่ในนา ให้ระบายน้ำออกจากนาให้หมด เพื่อให้เข้าสุกสม่ำเสมอ แปลงนาที่แห้งจะทำให้สะดวกในการเก็บเกี่ยว การลดความชื้นผลผลิตข้าว

หลังการเก็บเกี่ยว การนวดและการทำความสะอาดโดยการฝัดแล้ว ยังไม่สามารถเก็บรักษาเมล็ดข้าว

ที่มีความชื้นสูงไว้ในโรงเก็บได้ เพราะเมล็ดมีการหายใจทำให้เกิดความร้อน จะทำให้เกิดเชื้อราเข้าทำลาย ควรลดความชื้นในเมล็ดก่อนเก็บโดย

t การตากข้าวบนลานตาก

t ตากเมล็ดข้าวบนลานที่ทำความสะอาดแล้ว

t ไม่ควรตากบนพื้นซีเมนต์หรือพื้นถนนโดยตรง เพราะเมล็ดอาจได้รับความร้อนสูงเกินไป t ควรปูพื้นด้วยผ้าใบหรือเสื่อที่ทำจากพืช

t ความหนาของกองที่ตาก ประมาณ 5 – 10 เซนติเมตร ไม่ควรหนาหรือบางเกินไป

t ควรมีวัสดุคลุมกองข้าวเพื่อป้องกันน้ำค้างหรือฝน

t ระยะเวลาการตาก ประมาณ 2 – 3 แดด ไม่ควรตากนานเกินไป

หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อสอบถามได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว ซีพีแอลขึ้น 2 โรงงาน “ฟอกหนังวัว-หนังหมู” แห่งใหม่ รับออร์เดอร์รองเท้า-กระเป๋าแบรนด์ดังระดับโลก เผยอนาคตความต้องการหนังหมูในตลาดโลกพุ่ง แนะรัฐบาลหนุนเกษตรกรไทยป้อน

นายสุวัชชัย วงษ์เจริญสิน ประธานกรรมการ บริษัท ซีพีแอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CPL ผู้ผลิตอุตสาหกรรมฟอกหนังสำเร็จรูปรายใหญ่ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ป้อนให้กับผู้ผลิตรองเท้าแบรนด์ดัง เช่นทิมเบอร์แลนด์ อาดิดาส ลาคอส เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้บริษัทมีแผนขยายการลงทุนใหม่ใน3 ส่วนแบ่งเป็น 1.บริษัทลูกในเครือจะลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตหนังวัวฟอก (Wet blue) ประมาณ 115,000 ตัวต่อเดือน ตามแผนคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปี 2.บริษัทแม่ซีพีแอลขยายกำลังการผลิตหนังวัวสำเร็จรูป จากปัจจุบันที่มีกำลังการผลิต 45,000 ตัวต่อเดือน หรือเท่ากับ 2.5 ล้านตารางฟุตต่อเดือน เพิ่มเป็นเท่าตัวประมาณ 90,000 ตัวต่อเดือน รองรับลูกค้าใหม่ และสายผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น กระเป๋า

และ 3.บริษัทแม่ซีพีแอลลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตหนังหมูฟอกสำเร็จรูป และซื้อเครื่องจักรใหม่ มูลค่า 120 ล้านบาท จะมีกำลังผลิต 120,000 ตัวต่อเดือน มีออร์เดอร์ชัดเจนแล้ว ถือเป็นการแตกไลน์ผลิตจากเดิมฟอกแต่หนังวัว ตามแผนคาดว่าจะแล้วเสร็จช่วงต้นปี 2561 ซึ่งคาดว่าจะสร้างยอดขายให้กับ CPL เพิ่มขึ้นได้อีกประมาณ 400 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ หากก่อสร้างโรงงานผลิตหนังหมูเสร็จ สัดส่วนการผลิตของบริษัทจะแบ่งเป็นฟอกหนังวัว 70% หนังหมู 30% และคาดการณ์ว่าจะทำให้รายได้รวมของซีพีแอลเพิ่มขึ้น จากผลประกอบการปี 2559 มียอดรายได้รวม 1,769 ล้านบาท

“แผนการตั้งโรงงานแห่งใหม่จะแยกส่วนกับการขยายกำลังการผลิตของบริษัทแม่ซีพีแอล เนื่องจากปัจจุบันสินค้าที่บริษัทแม่ผลิตจะเป็นการฟอกและย้อมสีสำเร็จรูปตามที่ลูกค้าต้องการ รวมถึงการพ่นสีใส่ลูกเล่นต่าง ๆ ด้วย แต่ปัจจุบันได้มีลูกค้าจำนวนมากแสดงความต้องการสินค้า แค่การฟอกหนังวัวดิบผ่านเพียงขั้นตอนแรกเรียกว่าเวสบลู ไม่ต้องการให้ย้อมสี บริษัทจึงมีแผนลงทุนตั้งโรงงานใหม่ขึ้นมาตอบสนองลูกค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะ แต่โรงงานแห่งใหม่ยังอยู่ระหว่างหารือกับพันธมิตรจึงยังไม่สามารถบอกรายละเอียดที่ชัดเจนได้มากกว่านี้”

สำหรับธุรกิจการฟอกหนังหมูเพิ่งเข้ามาในประเทศไทยเมื่อช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา iocco-uk.info แต่ยังไม่มีโรงงานรับฟอกเฉพาะ โรงงานแห่งใหม่ของซีพีแอลจึงถือเป็นโรงงานฟอกหนังหมูสำเร็จรูปที่แยกออกมาชัดเจนเฉพาะ เรามีแผนผลิตป้อนให้กับอุตสาหกรรมรองเท้าแบรนด์ชั้นนำของออสเตรเลีย โดยจะนำเข้าหนังหมูดิบจากประเทศเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น แคนาดา และสหรัฐอเมริกา

“ภาพรวมอุตสาหกรรมฟอกหนังของไทยมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 20,000 ล้านบาท หากคิดเป็นสัดส่วนเฉพาะหนังหมูฟอกสำเร็จส่งออก คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท หนังหมูสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนหนังวัว สามารถนำไปทำรองเท้ากีฬา รองเท้าแตะ นำไปทำแบล็กกิ้งหลังเบาะรถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ เพียงแต่หนังหมูผิวไม่ละเอียดสู้หนังวัวไม่ได้

ธุรกิจฟอกหนังหมูในต่างประเทศมีมานานแล้ว ในอนาคตความต้องการตลาดหนังหมูฟอกสำเร็จมีมากขึ้น ปัจจุบันแหล่งผลิตหนังหมูรายใหญ่นำเข้าจาก 3 ประเทศ ได้แก่ อเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น ภาษี 0% แต่หากย้อนกลับมาดูศักยภาพการผลิตหมูของประเทศไทยน่าจะทำได้ หากในอนาคตรัฐบาลไทยจะสนับสนุนให้เกษตรกรผู้เลี้ยงนำหนังหมูมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ทางโรงงานพร้อมจะรับซื้อ แต่คงต้องเตรียมความพร้อมในการเรียนรู้ในเรื่องเทคโนโลยีในการถลกหนังหมู เพื่อให้ได้คุณภาพตามที่ตลาดต้องการ ปัจจุบันรองเท้าแบรนด์ดังซื้อหนังหมูฟอกสำเร็จรูปราคา 1.8 เหรียญต่อตารางฟุต หรือประมาณ 55 บาท/ตารางฟุต

“โรงงานซีพีแอลแห่งเดียว มีความต้องการใช้หนังหมู 120,000 ตัวต่อเดือน ต่อปีใช้หลายสิบล้านตัวต่อปี ผู้เลี้ยงหมูจะมีรายได้เพิ่ม ไม่ต้องกังวลเรื่องความผันผวนของราคาหมูในตลาด”

วันที่ 30 พ.ย. ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายการจัดทำโครงการประชารัฐ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนผู้มีรายได้น้อยโดยรวมพลัง ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน ช่วยกันแก้ไขปัญหา ผ่านโครงสร้าง การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยกลไก “ประชารัฐ” โดยให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐในการแก้ไขปัญหา และคิดหาแนวทางสร้างอนาคตให้กับประชาชนชาวไทย

พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด จึงได้ให้หน่วยทหารในพื้นที่จัดทำโครงการประชารัฐ เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาล (นทพ.) กองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งมีหน่วยขึ้นตรงอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย และมีพันธกิจสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ในการเสริมสร้างพัฒนาศักยภาพของคน ชุมชนและพื้นที่โดยสามารถดำเนินการได้ทันที เนื่องจากมีข้อมูลในพื้นที่รับผิดชอบอยู่แล้ว

ด้วยการน้อมนำศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน มาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนชาวไทย พล.อ.ธงชัย สาระสุข ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา จึงให้หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ทั้ง 30 หน่วยทั่วประเทศ จัดทำโครงการประชารัฐ ด้วยการสำรวจความต้องการของประชาชนในพื้นที่ โดยเน้นด้านการเสริมสร้างความสามัคคีปรองดองและร่วมกันแก้ไขปัญหาระหว่าง ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน ให้เกิดประโยชน์สูงสุด หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 53 สำนักงานพัฒนาภาค 5 จึงได้จัดทำโครงการ

“ประชารัฐ ตุ้มโฮม สามัคคี ประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว” ขึ้นในพื้นที่ ต.โนนสูง และ ต.บักดอง อ.ขุนหาญ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปลุกจิตสำนึกให้กับเยาวชนและประชาชนได้ตระหนักถึงการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมของการทำนาให้เกษตรกรหันมาทำนาด้วยวิธีลงแขกเกี่ยวข้าวเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูล ซึ่งกันและกันพัฒนาไปสู่ ความรักความสามัคคีในชุมชน รวมทั้งยังเป็นการลดต้นทุนในการผลิตตามวิถีแห่งความพอเพียงให้กับเกษตรกร จนถึงขณะนี้มีสมาชิกที่รวมกลุ่มเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 183 คน มีพื้นที่แปลงนารวมแล้วกว่า 1,300 ไร่ การจัดทำโครงการฯ”

โดยพล.อ.ธงชัย ได้เป็นประธานในการเปิดโครงการฯ และเรียนเชิญ นายธวัช สุระบาล ผวจ.ศรีสะเกษ และส่วนราชการ รวมทั้งประชาชนจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ตำบลบักดองและเทศบาลตำบลโนนสูง กว่า 1,500 คน มาร่วมงาน โดยมีแผนที่จะดำเนินงานโครงการฯ ลักษณะนี้ในปีต่อไป ได้แก่การชุมนุมลงแขกดำนาในเดือนสิงหาคม 2561 และการลงแขกเกี่ยวข้าวในเดือนพฤศจิกายน 2561