สำหรับการเปิดตลาดสินค้าดังกล่าว อยู่ระหว่างการเสนอคณะรัฐมนตรี

เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไปนอกจากนี้ สศก.ได้ร่วมกับกรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้ากระเทียม หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง จากต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากกรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่พ่อค้าและผู้ประกอบการในการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในราคาที่สูงขึ้น รวมถึงมีมาตรการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้แก่สหกรณ์เพื่อชะลอการจำหน่ายผลผลิต

ทั้งนี้ ปี 2561 สศก.คาดว่าผลผลิตกระเทียมจะมีประมาณ 76,000 ตัน และหอมหัวใหญ่ ประมาณ 41,000 ตัน โดยจะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม อย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้กระเทียมในประเทศอยู่ที่ 100,000 – 130,000 ตัน และหอมหัวใหญ่อยู่ที่ 80,000 ตัน ซึ่งมากกว่าผลผลิตที่ผลิตได้ในประเทศ ดังนั้น หากเกษตรกรสามารถรวมกลุ่มกันหรือร่วมกับสหกรณ์ เพื่อชะลอการจำหน่ายผลผลิตในช่วงเวลาดังกล่าว ก็จะเป็นการช่วยลดปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำได้อีกทางหนึ่ง

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ นายทรงชัย สวนอินทร์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลควนโพธิ์ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง นำผู้สื่อข่าวไปเยี่ยมชมต้นตะลิงปลิง 500 ต้น ที่ปลูกไว้สองข้างทางถนนนาหม่อม-ประปายาว ไปจนถึง ถนนย่านตาขาว-พิกุลทอง ม.4 และ ม.5 ต.ย่านตาขาว อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ระยะทางกว่า 2-3 กิโลเมตร และขณะนี้กำลังออกผลสวยงามเพื่อให้ประชาชนเก็บกินได้ฟรี

นายทรงชัย เปิดเผยว่า มีความตั้งใจที่จะปลูกต้นตะลิงปลิงไว้ริมถนนเพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้เก็บกิน แต่ห้ามนำไปขายต่อ ทั้งนี้ต้นตะลิงปลิง ปลูกง่า รักษาง่าย เมื่อต้นโตสวยงามจะให้ร่มเงาและเก็บกินได้ โดยปลูกมาประมาณ 6 ปี ขณะนี้มีกว่า 500 ต้น และขณะนี้ก็ยังปลูกเพิ่มเรื่อยๆ

“ต้นตะลิงปลิงดูแลง่ายเป็นพุ่มเล็กๆ และชาวบ้านยังสามารถเก็บผลของมันไปทำอาหารได้หลายอย่าง เราไม่ขายและห้ามนำไปขายต่อด้วย เพราะมีความตั้งใจอย่างน้อยก็ช่วยประหยัดไม่ต้องไปซื้อเพราะในตลาดขายกิโลกรัมละ 40 บาท” นายทรงชัย กล่าว ด้านนายจรูญ พลสังข์ อายุ 70 ปี อยู่บ้านเลขที่ 108 ม.3 ต.ในควน อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ชาวบ้านตำบลควนโพธิ์ กล่าวว่า การปลูกต้นตะลิงปลิงริมถนน เป็นเรื่องที่ดี พี่น้องประชาชนที่ใช้เส้นทางสายนี้สัญจร ก็เก็บไปกินได้ สามารถนำไปประกอบอาหารได้

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการประทรวงพาณิชย์ กล่าวในการบรรยายพิเศษ งานสัมมนา “ ไทยจะเป็นศูนย์กลางผลไม้เขตร้อนของโลกได้อย่างไร” เมื่อวันพุธที่ 31 มกราคม 2561 ณ อาคารศูนย์เรียนรวม 3 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ว่า ไม่มีเหตุผลอะไรที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางผลไม้เขตร้อนของโลกไม่ได้ ทั้งนี้เพราะไทยมีผลไม้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเงาะ ทุเรียน มังคุด ผลผลิตมีปริมาณเพียงพอ มีภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมานานในหลายๆด้าน

นายสนธิรัตน์กล่าวว่า มีองค์ประกอบ 4 อย่างที่จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางผลไม้เขตร้อนของโลกหรือเป็นมหาอำนาจผลไม้เขตร้อนของโลกคือ หนึ่ง.ต้องพัฒนาอุตสาหกรรมผลไม้ในรูปผลสดและแปรรูป เรื่องผลสดที่ผ่านมาทุเรียนเราไม่มีแบรนด์ ทุเรียนต้องทำพรีเมี่ยมเกรด หากทำได้ 10-20 เปอร์เซนต์จากของที่มีอยู่มูลค่าจะมหาศาล ต้องทำให้เขาเชื่อมั่น สามารถขายแพงได้ เรื่องการแปรรูปผลผลิตต้องหานวัตกรรมที่เหมาะสมให้ได้ อย่างลำไยแทนที่จะขายผลสดราคาตกต่ำมาก ปัจจุบันเขาแปรรูปเป็นไซรัป หากตลาดไปได้ดี จะดูดวัตถุดิบไปมาก

“สอง.ต้องมีการสนับสนุนสมรรถนการเงินของผู้ค้าให้มีความเข้มแข็ง สามารถกำหนดราคาได้ สาม.พัฒนาช่องทางการจำหน่าย สี่.ต้องสร้างแบรนด์ให้ได้ ให้ผลผลิตของไทยมีความแตกต่างจากประเทศอื่น ตัวอย่างที่ชัดเจนมาก เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมาไต้ไหวันผลิตอย่างเดียว ทุกวันนี้เริ่มทำแบรนด์แล้ว”นายสนธิรัตน์กล่าว

กรมการแพทย์แผนไทยทุ่มงบฯ 32 ล้าน นำร่องเชียงใหม่ เปิดฉากศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจรภาคเหนือ จับมือคณะเภสัชฯ มช.-STeP เร่งยกระดับมาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องสำอาง อาหารเสริม เครื่องดื่มสมุนไพร และยาจากสมุนไพร มุ่งพัฒนานวัตกรรมสมุนไพรไทยสู่การส่งออก หนุนผู้ประกอบการต่อยอดเชิงธุรกิจ ตั้งเป้าระยะ 4 ปี เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 7 พันล้านบาท

นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในปีนี้ (2561) กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เร่งขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ด้านสมุนไพร ด้านบริการและด้านการส่งเสริมภูมิปัญญาไทย เพื่อต่อยอดในเชิงธุรกิจสู่การส่งออกตลาดโลก โดยได้สนับสนุนงบประมาณ 32 ล้านบาท เพื่อจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจรภาคเหนือ (northern herb innovation-total solu-tion center : N-HITSC) โดยมอบหมายให้คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้ดำเนินโครงการ

สำหรับการจัดตั้งศูนย์ N-HITSC ดังกล่าว จะมุ่งยกระดับมาตรฐาน คุณภาพ และรูปแบบของผลิตภัณฑ์ด้านสมุนไพรทั้งหมด อาทิ กลุ่มเครื่องสำอาง อาหารเสริม เครื่องดื่มสมุนไพร และยา ภายใต้การผลิตที่ครบวงจร โดยเน้นการพัฒนาเชิงนวัตกรรมและเทคโนโลยี ที่จะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการด้านสมุนไพรมีโอกาสพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานในเชิงธุรกิจเพื่อต่อยอดสู่การส่งออก

นายแพทย์เกียรติภูมิกล่าวว่า ในปี 2558 พบว่าตลาดสมุนไพรในประเทศไทยมีมูลค่าราว 180,000 ล้านบาท และในปี 2560 เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 40% จากปี 2558 มีมูลค่าถึง 250,000 ล้านบาท ทั้งนี้ จากตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้ แสดงให้เห็นว่าธุรกิจสมุนไพรมีโอกาสที่จะเติบโตได้เพิ่มขึ้นอีกในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศกลุ่ม CLMV ซึ่งจะเป็นกลุ่มประเทศนำร่องที่จะผลักดันสมุนไพรไทยไปบุกตลาด และอีกกลุ่มประเทศที่มีโอกาสทางการตลาดคือยุโรป

ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) กล่าวว่า อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) ในฐานะแม่ข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ ได้รับมอบหมายจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้เป็นผู้ดำเนินงานการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจรภาคเหนือ (N-HITSC) โดยเป็นการเตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากร นักวิจัย การรับโจทย์ความต้องการจากผู้ประกอบการสมุนไพรให้เป็นกลไกและส่วนขับเคลื่อนสำคัญให้ศูนย์ N-HITSC ได้อย่างเข้มแข็งและบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ โดยพบว่ามูลค่าทางการตลาดสมุนไพรของภาคเหนืออยู่ที่ราว 10,000 ล้านบาท

เป้าหมายสำคัญของศูนย์ N-HITSC จะเน้นการพัฒนานวัตกรรมด้านสมุนไพรและใช้เทคโนโลยีในการพัฒนา ทั้งในการวิจัยและการพัฒนาผู้ประกอบการให้มีโอกาสเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีได้มากขึ้นและมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับมาตรฐานสมุนไพรไปสู่เชิงธุรกิจได้อย่างเต็มรูปแบบ โดยแบ่งกลุ่มธุรกิจสมุนไพรที่จะพัฒนาออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มยา กลุ่มอาหารเสริม กลุ่มเครื่องสำอาง และกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจบริการ โดยคาดว่าในอนาคตศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจรภาคเหนือ (N-HITSC) จะเข้ามาอยู่ภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่) ที่มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่า 20,000 ตารางเมตร และเตรียมเปิดบริการอย่างเป็นทางการภายในเดือนพฤษภาคม 2561 นี้

ทั้งนี้ คาดว่าการพัฒนาของศูนย์ N-HITSC จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางด้านเศรษฐกิจสมุนไพรได้ 15-20% ต่อปี และตั้งเป้าว่าภายในระยะ 4 ปีของการดำเนินโครงการของศูนย์ N-HITSC จะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจของตลาดสมุนไพรภาคเหนือเพิ่มขึ้นกว่า 7,000 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 1 กุาภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณจุดชมวิวภูผาสวรรค์ ต.ตับเต่า อ.เทิง จ.เชียงราย ซึ่งเป็นจุดชมวิวทะเลหมอกที่มีความสูง 1,462 เมตร จากระดับน้ำทะเล และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกจุดหนึ่งของ จ.เชียงราย ในเช้าวันนี้อากาศเริ่มหนาวเย็นอีกครั้ง โดยอุณหภูมิลดลงต่ำสุดเฉลี่ย 10-18 องศาเซลเซียส ประกอบกับท้องฟ้าเปิด ทำให้เห็นพระอาทิตย์ทอแสงขึ้นยามเช้า และเกิดปรากฎการณ์ทะเลหมอกอย่างสวยสดงดงาม สร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวที่ไปเยือนเป็นอย่างมาก

นายหาญศักดิ์ หาญบุญศรี สมาชิก อบต.ตับเต่า อ.เทิง จ.เชียงราย กล่าวว่า ภูผาสวรรค์ตั้งอยู่ไม่ไกลจากภูชี้ฟ้ามากนัก มีระยะทางห่างเพียง 11 กิโลเมตร อยู่แนวเทือกเขาเดียวกัน จุดนี้ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมมากว่า 20 ปี แต่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก ทั้งๆ ที่เป็นจุดชมวิวที่มีความสวยงาม การเดินทางขึ้นลงก็สะดวก ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบธรรมชาติและต้องหาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ สามารถไปเที่ยวชมกันได้ เพราะในช่วงนี้อากาศที่จะหนาวเย็นลงอีก จะทำให้ยังคงมีทะเลหมอกที่สวยงามยาวต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากรายงานอุณหภูมิของอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนอีกระลอกหนึ่งจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ทำให้บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนมีอากาศหนาวเย็นลงอย่างต่อเนื่อง และมีอากาศหนาวในหลายพื้นที่ กับมีลมแรง และอุณหภูมิจะลดลง 4-8 องศาเซลเซียส โดยมีผลกระทบถึงวันที่ 1-6 กุมภาพันธ์ 2561 ขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากอากาศที่หนาวเย็น

เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 1 กุมภาพันธ์ จังหวัดเลยมีอากาศหนาว และมีหมอกมากในตอนเช้า ตามยอดอุทยานฯโดยเฉพาะที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง หลังจากร้อนมาหลายวัน ที่ยอดอุทยานแห่งชาติภูกระดึงอากาศลดฮวบ อุณหภูมิ 10.5 องศาเซลเซียส และมีหมอกทั่วลานกางเต้นท์ ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จุดวังกวาง ขาวโผลนทั้งสนามหญ้า ส่วนอุทยานแห่งชาติภูเรือ 10 องศาเซลเซียส ขณะที่ทุกพื้นที่ทั้ง 14 อำเภอในจังหวัดเลย มีหมอกหนาหนา และมีอากาศเย็นลง

รายงานอุณหภูมิต่ำสุดตามอำเภอต่าง ๆ เมื่อเช้าวันนี้ อ.เมืองเลย 17.5 องศาเซลเซียส อ.วังสะพุง 17.2 องศาเซลเซียส อ.ท่าลี่ 19 องศาเซลเซียส อ.เชียงคาน 18 องศาเซลเซียส อ.ด่านซ้าย 18 องศาเซลเซียส อ.ภูกระดึง 15 องศาเซลเซียส อ.ปากชม 19 องศาเซลเซียส อ.นาแห้ว 16 องศาเซลเซียส อ.ภูเรือ 15.5 องศาเซลเซียส อ.ภูหลวง 18 องศาเซลเซียส อ.นาด้วง 18 องศาเซลเซียส อ.ผาขาว 19 องศาเซลเซียส อ.เอราวัณ 17 องศาเซลเซียส อ.หนองหิน 19 องศาเซลเซียส

ส่วนอุทยานแห่งชาติภูกระดึง 10.5 องศาเซลเซียส อุทยานแห่งชาติภูเรือ 10 องศาเซลเซียส เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง 12 องศาเซลเซียส ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเลย 15.5, องศาเซลเซียส อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย 14.0 องศาเซลเซียส

รัฐมนตรีขอควบรวมท้องฟ้าจำลอง หว้ากอมาอยู่กับ สดร. เพื่อให้งานดาราศาสตร์เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมีพลัง ‘หมอธีระเกียรติ’ ตอบรับแล้ว ไม่ขัดข้อง หลังจากนี้เตรียมดำเนินการส่งมอบกันเลย

เมื่อวันที่ 31 มกราคม นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ตนจะขอหารือกับ นพ. ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อบูรณาการงานระหว่างสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) สังกัด วท.กับศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาหรือท้องฟ้าจำลอง กรุงเทพฯ และอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่สังกัด ศธ.เข้าด้วยกัน เพื่อพัฒนางานด้านดาราศาสตร์ของประเทศไทยให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมีพลัง

เพราะที่ผ่านมาท้องฟ้าจำลอง และ หว้ากอ ถูกปล่อยปละละเลย โดยเฉพาะหว้ากอ ถือเป็นสถานที่ ที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของวงการวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ไทย เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงคำนวณไว้ล่วงหน้าถึง 2 ปี ว่าจะมองเห็นสุริยุปราคาเต็มดวงที่หว้ากอแห่งนี้ และได้เสด็จมาทอดพระเนตร พร้อมด้วยนักวิทยาศาสตร์ และทูตานุทูตชาวต่างประเทศ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2411 จนมาถึงครบรอบ 150 ปี ของการเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงที่หว้ากอ

ซึ่งปีนี้จะมีกิจกรรมเพื่อรำลึกถึงความสำคัญของเหตุการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงครั้งประวัติศาสตร์ ณ หว้ากอ เพื่อเทิดพระเกียรติพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังนั้นถ้าสามารถบูรณาการงานด้านดาราศาสตร์ระหว่าง วท.กับ ศธ.ได้ จะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กไทยสนใจด้านวิทยาศาสตร์มากขึ้น เพราะเรื่องของดาราศาสตร์ จะนำไปสู่เรื่องของสเต็มศึกษา ทั้งนี้ เนื่องจากดาราศาสตร์ เป็นศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับ 4 สาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ รวมทั้งก่อให้เกิดจินตนาการมากมาย

รัฐมนตรี วท.กล่าวต่อว่า ตนเชื่อว่า นพ.ธีระเกียรติ จะเห็นดีด้วยและไม่ใช่เรื่องยาก เพราะดาราศาสตร์เป็นอนาคตของประเทศ ที่ต่อไปจะต้องมีเรื่องธุรกิจอวกาศและอีกหลายเรื่องที่เกี่ยวกับดาราศาสตร์

ด้าน นพ. ธีระเกียรติ กล่าวว่า ที่ประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ.เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ได้แจ้งที่ประชุมองค์กรหลักรับทราบกรณีที่ วท.ได้ประสานขอเข้าไปดูแล ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ และอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่ง ศธ.ไม่ขัดข้อง จากนี้จะต้องไปดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย และระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

นางอุมาพร สุขม่วง อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) พร้อมด้วยผู้บริหาร อดีตผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมกันทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมวิทยาศาสตร์บริการ ครบรอบ 127 ปี ณ ห้องประชุมวิทยวิถี ชั้น 6 อาคาร ดร. ตั้ว ลพานุกรม กรมวิทยาศาสตร์บริการ พร้อมตั้งเป้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศไทย ให้มีความเข้มแข็งในการตรวจสอบและรับรองตามมาตรฐานสากล สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าด้วยนวัตกรรม และสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายสู่ตลาดโลก

นางอุมาพร กล่าวว่า 127 ปี ที่ผ่านมา วศ.ได้วางรากฐานงานบริการด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ให้กับประเทศไทย สร้างความเข้มแข็งด้านห้องปฏิบัติการทดสอบ สอบเทียบ สู่มาตรฐานสากล ผ่านงานบริการต่างๆ ได้แก่ การทดสอบคุณภาพสินค้า การสอบเทียบเครื่องมือวัดระดับทุติยภูมิ การรับรองผลิตภัณฑ์ การพัฒนาและรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการ การพัฒนาและการรับรองบุคลากร ตลอดจนการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านการทดสอบ และการกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์นวัตกรรม การเผยแพร่องค์ความรู้ในรูปแบบการฝึกอบรม

การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการสร้างศูนย์ข้อมูลสารสนเทศทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีผู้รับบริการทั้งภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงวิสาหกิจชุมชน และวิสาหกิจรายย่อย ซึ่งจากผลงานที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่ากรมวิทยาศาสตร์บริการมีความตั้งใจที่จะส่งมอบบริการที่ดี มีคุณภาพ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง และพร้อมที่จะดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาใช้สนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

นางอุมาพร กล่าวว่า วศ.ได้ปรับบทบาทขององค์กรให้มีความพร้อมและกำหนดเป้าหมายการให้บริการที่ชัดเจนมุ่งเป้ากลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ฯลฯ ในขณะเดียวกันกรมวิทยาศาสตร์บริการยังจะต้องขยายผลการดำเนินงานที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำของเศรษฐกิจฐานรากให้มีผลกระทบมากขึ้น ผ่านการยกระดับศักยภาพ SMEs วิสาหกิจชุมชน และวิสาหกิจรายย่อยด้วย วทน. โดยสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐทั้งหน่วยงานภายในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และหน่วยงานต่างกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และสุดท้าย ต้องพัฒนานวัตกรรมการให้บริการเพื่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็วและมั่นใจแก่ผู้ใช้บริการ สอดคล้องกับเทคโนโลยีดิจิทัลและประเทศไทย 4.0 เช่น การยกระดับ One Stop Service ให้สามารถใช้งานได้ในรูปแบบ Mobile Application อย่างเต็มรูปแบบในทุกบริการเพื่อรองรับการเข้าถึงบริการตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ซึ่งทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท. ร่วมหารือแนวทางการปรับเปลี่ยนการผลิตเพื่อลดความเสี่ยง เพื่อสอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยสู่ความยั่งยืนในด้านเมืองไทยน่าอยู่ ภายใต้โครงการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมใหม่เพื่อทดแทนการปลูกยาง เป้าหมาย 3 แสนไร่

โดยเตรียมเสนอ 2 ทางเลือกให้ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้สรุปว่าจะดำเนินการด้วยแนวทางไหน ในวันที่ 2 ก.พ. 2561 โดยแนวทางแรก คือ ชดเชยเงินให้ชาวสวนยางที่ต้องการปรับเปลี่ยนอาชีพรายละ 1.6 หมื่นบาท/ไร่ ไม่เกินรายละ 10 ไร่ งบประมาณที่จะต้องจ่ายจะใช้ 4,874.2970 ล้านบาท

ส่วนแนวทางที่ 2 คือ ชดเชยเงินให้ชาวสวนยางที่ต้องการปรับเปลี่ยนอาชีพรายละ 1 หมื่นบาท/ไร่ ไม่เกินรายละ 10 ไร่ งบประมาณที่จะต้องจ่ายจะใช้ 3,000 ล้านบาท

“หลังจากที่ชาวสวนสนใจเข้าร่วมโครงการกับ กยท.แล้ว กรมประมง กรมปศุสัตว์ และกรมส่งเสริมการเกษตร ก็จะรับไม้ต่อส่งเสริมอาชีพ เพื่อเสริมรายได้ ซึ่งผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการต้องไม่ซ้ำซ้อนกับ กลุ่มชาวสวนที่โค่นยาง ตามพ.ร.บ.กยท. ที่ได้รับ การชดเชยปัจจัยการผลิต เช่น พันธุ์พืช ปุ๋ย ค่าแรง รวมระยะเวลา 7 ปี มูลค่า 16,000 บาท/ไร่”

ด้านนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังการเข้าพบของ ผู้แทนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ว่า ได้หารือถึงการส่งออกไม้ยางพารา ที่ปัจจุบันตลาดต่างประเทศต้องการจำนวนมาก โดยเฉพาะเพื่อป้อนตลาดอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ อย่างไรก็ตาม ประเทศผู้นำเข้าไม้เริ่มนำกฎเกณฑ์มาตรฐานรับรองไม้ยางมาใช้ คาดว่าจะมีผลอย่างเป็นทางการในอีก 2 ปีข้างหน้า

ดังนั้น ส.อ.ท. จึงต้องการให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งรัดรับรองมาตฐานไม้เศรษฐกิจ ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกในอนาคต

การรับรองมาตรฐานไม้เศรษฐกิจ ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับของประเทศผู้นำเข้าอยู่ 2 มาตรฐาน คือ FSC (Forest Stewardship Council) ที่การยางแห่งประเทศไทย (ก.ย.ท.) เป็นตัวแทนออกใบรับรอง และมาตรฐาน ในขณะที่ ส.อ.ท. พร้อมที่จะให้การรับรองมาตรฐาน PEFC ที่ส.อ.ท. เป็นตัวแทนรับรอง โดย ส.อ.ท. ระบุว่าการรับรอง มาตรฐาน PEFC นั้นดำเนินการได้รวดเร็ว และค่าใช้จ่ายถูกกว่าถึง 80% เมื่อเทียบกับมาตรฐาน FSC ดังนั้นจึงอยากให้กระทรวงเกษตรฯ ช่วยประสานกับเกษตรกรที่ต้องการโค่นไม้ยางและรับรองมาตรฐานดังกล่าว

นอกจากนี้ ส.อ.ท. แจ้งว่าปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่พัฒนาเทคโนโลยีผลิต ผลิตภัณฑ์ยางพาราเพื่อใช้ปูพื้นสนามกีฬา สนามเด็กเล่น ลานเอนกประสงค์ และอื่นๆ ได้อย่างหลายรูปแบบ แต่การนำเอาไปใช้ยังมีน้อย จึงต้องการให้กระทรวงเกษตรฯ ประสานกับหน่วยงานภาครัฐ ให้บรรจุการเงื่อนไขใช้ผลิตภัณฑ์ยางของผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิก ส.อ.ท. ดังกล่าวในโครงการส่งเสริมการใช้ยางในประเทศด้วย ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงเกษตรฯ จะเสนอผ่านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า พล.อ. สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรี ทส.มอบให้ ทช.ดำเนินโครงการป่าในเมือง “สวนป่าประชารัฐ เพื่อความสุขของคนไทย” ที่ต้องการให้คนอยู่ร่วมกับป่า สร้างป่า ดูแลป่า ปลูกป่า สร้างป่าชุมชน ทำป่าในเมือง ปลูกไม้ยืนต้นในเขตเมืองให้มากขึ้น โดยเลือกพื้นที่มีความเหมาะสมอยู่ใกล้ชุมชน โดยแต่ละพื้นที่จะมีรูปแบบกิจกรรมที่ประชาชนสามารถเข้าไปดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้ เช่น ชมวิวทิวทัศน์ เส้นทางเดินระยะใกล้เส้นทางปั่นจักรยาน ทางเดินศึกษาธรรมชาติ เป็นสถานที่พักผ่อน มีลานกางเต็นท์ และสามารถออกกำลังกายได้ด้วย ทั้งนี้ ทส.ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายในปี 2561 จะเพิ่มพื้นที่ป่าในเมือง ทั่วประเทศกว่า 246,000 ไร่