สำหรับการแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มนั้น รศ.ดร.

หัวหน้าโครงการแปรรูปผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์สู่อุตสาหกรรมอาหารเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ประจำปีงบประมาณ 2561 เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการแปรรูปมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์สู่อุตสาหกรรมอาหารเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรชุมชน ในปี 2559 โดยในปีนั้นมีโจทย์คือให้พัฒนา 4 ผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ละ 3 รสชาติ และให้อบรมให้ความรู้กับเกษตรกร รวมอย่างน้อย 1,200 ราย ให้สามารถแปรรูปมันสำปะหลังพันธุ์กินได้ เพื่อจัดจำหน่ายภายในชุมชนหรือขยายวงตลาด และเพื่อพยุงราคาของมันสำปะหลังให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม

อาจเพราะคนไทยไม่คุ้นเคยกับการรับประทานมันสำปะหลัง ทำให้เกิดโครงการต่อเนื่องที่มีเป้าหมายเพื่อยกระดับมันสำปะหลังให้มีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายมากขึ้น พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพและเข้าถึงเทคโนโลยีในการแปรรูป พัฒนาศักยภาพทางการตลาดเพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่าย โดยหนึ่งในเป้าหมายนั้น รศ.ดร. ปรารถนา บอกว่า เพราะต้องการนำผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาแล้วมาวางขายจริงในท้องตลาด มี 2 ผลิตภัณฑ์ คือ “วาฟเฟิลกรอบ” และ “มันอบกรอบ”

“สำหรับตัวแรกที่พัฒนาขึ้นภายใต้แบรนด์ CASSA SWEET คือ ‘วาฟเฟิลอบกรอบจากฟลาวมันสำปะหลัง’ ซึ่งฟลาวมันสำปะหลังคือ แป้งดิบที่ไม่ได้มีการสกัดเยื่อและใยออก นอกจากนี้ ยังปรับขนาดวาฟเฟิลให้เป็นแบบพอดีคำ เหมาะแก่การทานคู่เครื่องดื่ม”

จากนั้น รศ.ดร. กมลวรรณ แจ้งชัด ผู้ดูแลโครงการวาฟเฟิลกรอบจากฟลาวมันสำปะหลัง กล่าวเสริมว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีส่วนผสมของฟลาวมันสำปะหลัง ประมาณ 30% และมี 2 รสชาติ ที่พัฒนาขึ้น คือ รสบลูเบอร์รี่ และรสชาเขียว ทั้งยังพัฒนาสูตรและกระบวนการผลิต โดยใช้เทคโนโลยีส่วนผสมเพื่อออกแบบเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งศึกษากระบวนการอบให้ได้ระยะเวลาและอุณหภูมิที่เหมาะสม จนได้เนื้อผลิตภัณฑ์ที่กรอบ ไม่แข็งกระด้าง ที่สำคัญคือ ปราศจากกลูเตน

“งานวิจัยนี้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่หัวมันสำปะหลังสด จากราคากิโลกรัมละ 2-3 บาท ให้สามารถผลิตเป็นฟลาวมันสำปะหลังที่มีราคา กก.ละ 25-30 บาท จากนั้นนำฟลาวมันสำปะหลังนี้ไปเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เพื่อผลิตเป็นวาฟเฟิลอบกรอบ สามารถขายได้ในราคา กก.ละ 1,000 บาท หรือ 3 ชิ้น 20 บาท นอกจากจะได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ทำจากฟลาวมันสำปะหลังมีรสชาติอร่อย กรอบแล้ว ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่มันสำปะหลังสด ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย”

ส่วน “มันอบกรอบ” ของแบรนด์ Amade (Cassava Chips) นั้น ได้พัฒนาจากเวอร์ชั่นก่อนหน้าที่เป็นแผ่นสี่เหลี่ยม มีซอสราด ทั้งรสช็อกโกแลต ชาเขียว และสตรอเบอรี่ เป็นรูปแบบใหม่คือ แผ่นกลมที่ผสมรสชาติเข้าไปในเนื้อผลิตภัณฑ์ งานนี้ได้มือดีอย่าง ผศ.ดร. ศศิธร ตรงจิตรภักดี จากภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร และ ดร. พิสมัย ศรีชาเยช จากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ผนวกกำลังให้มันสำปะหลังอบกรอบเป็นขนมขบเคี้ยวสำหรับผู้ที่รักสุขภาพ เพื่อทดแทนหรือเป็นทางเลือกสำหรับคนที่เคยชอบมันฝรั่งทอด ให้หันมารับประทานมันสำปะหลังแผ่นอบกรอบที่ใช้กระบวนการอบแทนการทอด มีน้ำมันต่ำกว่า แถมยังปราศจากกลูเตน และเหมาะสำหรับผู้บริโภคที่แพ้แป้งสาลี

“มันสำปะหลังแผ่นอบกรอบของเราสามารถใช้มันสำปะหลังสด หรือแป้งฟลาวมันสำปะหลังในการผลิตก็ได้ โดยพัฒนา 3 รสชาติ คือ รสดั้งเดิม รสช็อกโกแลต และสตรอเบอรี่ อย่างรสช็อกโกแลตกับสตรอเบอรี่เหมาะสำหรับเด็กที่ชอบรสหวาน รสดั้งเดิมเหมาะสำหรับผู้ใหญ่ที่ชอบรับประทานเป็นสแน็ก อาจรับประทานกับเครื่องดื่มหรือเครื่องจิ้มอย่างอื่นก็ได้ ทั้งนี้ เราได้พัฒนากระบวนการผลิต ปรับสัดส่วน โดยครั้งนี้ยังได้ร่วมกับ บริษัท พลวรรธน์ ฟู้ดส์ จำกัด ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สามารถผลิตได้ด้วยกระบวนการอุตสาหกรรมตามมาตรฐานสากล” ผศ.ดร. ศศิธร กล่าว

อีกหนึ่งแบรนด์ที่โดดเด่นเรื่อง “มันทอดกรอบ” คือ CASSY CHIPS ผลผลิตจาก “ศูนย์เรียนรู้เพื่อประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร” หรือ ศพก. อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ประกอบด้วย 3 รสชาติ คือ รสดั้งเดิม รสสมุนไพร และรสน้ำพริกเผา

โดย CASSY CHIPS มี ผศ.ดร. เทพกัญญา ศรีวรรณ จากภาควิชาพัฒนาผลิตภัณฑ์ เป็นผู้ให้คำปรึกษาเนื่องจากปัญหาสำคัญของ ศพก. บ้านฉาง คือผลิตภัณฑ์ของชาวบ้านมีคุณภาพไม่สม่ำเสมอ อันเป็นผลจากวัตถุดิบที่ใช้ในพื้นที่ จนไม่สามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมหรือแข่งขันกับอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้

“เราใช้สารบางอย่างช่วย เป็นสารทั่วไปที่ใช้ในอาหารอยู่แล้ว และได้ปรับเรื่องอุณหภูมิและเวลาในกระบวนการทอดเพื่อให้คุณภาพสม่ำเสมอมากขึ้น จากโครงการนี้เกษตรกรจะได้องค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้ทันที เพราะเป็นรูปแบบง่าย คนที่ไม่มีพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีก็สามารถเข้าใจและนำไปใช้ได้ ซึ่งเราจะนำองค์ความรู้นี้ไปถ่ายทอดต่อไป”

นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก นั่นคือ “เฟรนช์ฟรายจากมันสำปะหลัง” ซึ่งมีหน่วยงานหลายรายให้ความสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ศพก. บ้านฉาง จ.ระยอง กลุ่มของ จ.กำแพงเพชร และผู้ประกอบการรายอื่นๆ โดยผลิตภัณฑ์นี้ได้ ผศ.ดร. ศศิธร ผู้พัฒนาแบรนด์ Amade ร่วมศึกษาทดลอง ทำการพัฒนาต่อไป

ในส่วนของบรรจุภัณฑ์ยังได้ ผศ.ดร. เลอพงศ์ จารุพันธุ์ จากภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุและพัสดุ ที่ออกแบบ 2 ผลิตภัณฑ์ ที่ต่อยอดจากปี 2559 ได้แก่ วาฟเฟิลและมันอบกรอบ โดย ผศ.ดร. เลอพงศ์อธิบายว่า จากเดิมบรรจุภัณฑ์จะมีลักษณะเป็นถุงตั้งได้ในหลายแบบ ธีมของการออกแบบคือเพื่อเพิ่มมูลค่า ในส่วนของกราฟิกได้แยกตามประเภทของผลิตภัณฑ์ แต่ยังคงรูปร่างของ Raw Material อยู่ ซึ่งคือมันสำปะหลัง และ บริษัท พลวรรธน์ ฟู้ดส์ ก็ได้พัฒนาเป็นรูปการ์ตูน โดยมีคอนเซ็ปต์คือ “ชิปส์” ที่ให้ความรู้สึกว่าเมื่อรับประทานแล้วสนุกสนาน ส่วนสีก็แยกตามรสชาติต่างๆ

ผู้สนใจ 4 ผลิตภัณฑ์ 3 แบรนด์ ทั้ง CASSA SWEET, Amade, CASSY CHIPS และเฟรนช์ฟรายทอด มาอุดหนุนกันได้ที่งานเกษตรแฟร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งแต่ วันที่ 25 มกราคม-2 กุมภาพันธ์ 2562 หรือสั่งซื้อได้ทาง www.cassaaweet.com Facebook CassaSweet.KU และไลน์ @cassasweet

บิ๊กตู่ ประกาศใช้ ม.44 เบรกจดสิทธิบัตร กัญชา ผ่านเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา
กัญชา – วันที่ 28 ม.ค. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 1/2562 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยสิทธิบัตรและมาตรการด้านสิทธิบัตรเป็นกรณีพิเศษ

เสนอกำหนดมาตราด้านสิทธิบัตรเป็นกรณีพิเศษ เพื่อสนับสนุนและรองรับการอนุญาต ให้นำกัญชามาวิจัยด้านการแพทย์ ประกอบกับ มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 หัวหน้า คสช. โดยความเห็นชอบจอง คสช. จึงมีคำสั่ง ดังนี้

ข้อ 1 การประดิษฐ์ดังต่อไปนี้ หากนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ให้ถือเป็นการประดิษฐ์ ที่ไม่ได้รับความคุ้มครองตาม มาตรา 9 (5) แห่ง พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. สิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

1.1 การประดิษฐ์ที่มีกัญชา หรือสารสกัดธรรมชาติจากกัญชาเป็นองค์ประกอบ
1.2 สารที่มีโครงสร้างทางเคมีอย่างเดียวกันกับการประดิษฐ์ตาม 1.1
1.3 เกลือ เอสเทอร์ และอีเทอร์ใดๆ ของสารตาม 1.2

ข้อ 2 สำหรับการประดิษฐ์ตาม ข้อ 1 แต่ผู้ขอรับสิทธิบัตรไม่ได้ยื่นคำขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบการประดิษฐ์ ตามมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ให้อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา สั่งยกคำขอรับสิทธิบัตร หรือสั่งให้ผู้ขอรับสิทธิบัตร ตัดข้อถือสิทธิที่เป็นการประดิษฐ์ดังกล่าวภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา

ข้อ 3 การควบคุม ผลิต ใช้ จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือครอบครองซึ่งกัญชา หรือกรรมวิธีใดไว้เป็นการเฉพาะ ต้องได้รับการอนุมัติ หรืออนุญาตตามกฎหมาย

ข้อ 4 กรณีที่กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ มีการแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้นำกัญชาไปทำการศึกษาวิจัยเพื่อประโยชน์ทำงกำรแพทย์ได้ ให้ ข้อ 1 และ ข้อ 2 ของคำสั่งนี้เป็นอันยกเลิก นับแต่วันที่กฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ทั้งนี้ ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรที่ได้ยื่นไว้แล้วตามหลักเกณฑ์ และขั้นตอนตาม ข้อ 1 และ 2 จนกว่าจะเสร็จ

ข้อ 5 ถ้าปรากฏคำขอรับสิทธิบัตร ไม่ชอบด้วย มาตรา 5 มาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 11 หรือ มาตรา 14 ให้อธิบดีสั่งยกคำขอรับสิทธิบัตร

ข้อ 6 คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับกับคำขอรับสิทธิบัตร ที่ได้ยื่นไว้ก่อนวันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ และยังอยู่ระหว่างการพิจารณาตามสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติมด้วย

ข้อ 7 ในกรณีที่เห็นสมควร นายกรัฐมนตรี อาจเสนอให้ คสช. แก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ได้

ข้อ 8 คำสั่งนี้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป สั่งวันที่ 28 ม.ค. 2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. “ลูกใต้ใบ” เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นมากมายในฤดูฝน และพบทั่วทุกภาคของเมืองไทย เดินไปในเขตเมืองหรือท้องไร่ท้องนาก็หาลูกใต้ใบมาทำยาได้ง่าย ขอให้เหลียวมองหาในที่ว่างรกร้างหรือในสนามก็จะพบได้แน่นอน

ลูกใต้ใบเคยเป็นสมุนไพรที่นิยมใช้ในหมู่ประชาชน เป็นชาสมุนไพรที่พระธุดงค์มักจะพกติดกายยามเดินธุดงค์เพราะมีสรรพคุณ แก้ไข้ แก้ท้องเสียได้ดีนัก คนจีนเชื่อว่าถ้ากินลูกใต้ใบติดต่อกัน 1 สัปดาห์ จะช่วยกำจัดพิษออกจากตับ มีผลทำให้สายตาดี แต่กาลเวลาผ่านไปไม่ถึง 20 ปี ลูกใต้ใบที่เคยส่งเสริมให้ความรู้ในการใช้ประโยชน์กลับไม่ค่อยมีใครรู้จักเสียแล้ว ทั้งๆ ที่สรรพคุณมิได้เจือจางไปตามกาลเวลา มีแต่ความนิยมที่เลือนหายไปตามกระแสแฟชั่นของสมุนไพรที่มักเชื่อกันตามแรงมาร์เก็ตติ้ง

ลูกใต้ใบมีรสขมจัด สรรพคุณในตำรายาไทยบอกว่ามีสรรพคุณในการช่วยลดไข้ทุกชนิด (ไข้หวัด ไข้ทับระดู ไข้จับสั่น) ช่วยแก้หวัด แก้ไอ แก้ร้อนในกระหายน้ำได้ด้วย และใช้ขับระดูขาว แก้น้ำดีพิการ แก้ดีซ่าน แก้ขัดเบา ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว แก้บวม แก้กามโรค แก้ปวดฝี แก้ท้องเสีย บำรุงธาตุ

ผู้ที่นิยมเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ และสนใจดูพืชพันธุ์ต่างๆ จะพบเห็นลูกใต้ใบแพร่กระจายในหลายประเทศ ซึ่งการใช้ประโยชน์ของแต่ละประเทศก็คล้ายๆ กับบ้านเรา เช่น ประเทศบราซิล เปรูและในกลุ่มประเทศในแถบป่าอะเมซอนและทะเลแคริบเบียน รักษาอาการมีไข่ขาวในปัสสาวะ ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ขับนิ่ว ทางเดินปัสสาวะอักเสบใช้ขับปัสสาวะ ลดบวม กระเพาะอาหารอักเสบ ลดปัญหาในระบบทางเดินอาหาร เช่น อาหารไม่ย่อย ท้องผูก ช่วยขับน้ำดี ขับยูริก แก้โรคเกาต์ แก้ปวดข้อ แก้อักเสบ แก้ปวด รักษาตับอักเสบ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน บำรุงตับ ปกป้องตับ กำจัดพิษในตับ รักษาอาการดีซ่าน รักษามาลาเรีย ลดความอ้วน รักษาการติดเชื้อจากไวรัส คลายกล้ามเนื้อ ขับเหงื่อ แก้ไข้ แก้หวัด

ในประเทศอินเดีย ต้นกำเนิดวิชาอายุรเวทก็มีการใช้ลูกใต้ใบอยู่เสมอ โดยใช้ส่วนรากต้มกินเป็นยาแก้ดีซ่านที่ดีมาก ส่วนสรรพคุณอื่นๆ ก็คล้ายกับที่กล่าวมา แต่ยังมีที่แตกต่างอีกประการหนึ่งคือ ในอินเดียจะใช้ลูกใต้ใบในการรักษาโลหิตจาง หอบหืด หลอดลมอักเสบ การติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์ หนองใน น้ำนมไม่มี ประจำเดือนไม่ปกติ กลากเกลื้อน หิด วัณโรค เนื้องอกในระบบทางเดินอาหาร

สำหรับการศึกษาทางเภสัชวิทยาพบว่า ต้นลูกใต้ใบมีสรรพคุณในการแก้ปวด รักษาแผล ต้านแบคทีเรีย ต้านการเป็นพิษต่อตับ ป้องกันและกำจัดนิ่ว ต้านมาลาเรีย ป้องกันการก่อกลายพันธุ์ ต้านการปวดเกร็ง ต้านไวรัส ขับปัสสาวะ ขับลม ป้องกันไม่ให้ตับถูกทำลายและบำรุงตับ ลดคอเลสเตอรอล ลดน้ำตาลในเลือด ลดความดัน

หากเปรียบเทียบข้อมูลการใช้ประโยชน์แต่โบราณและการศึกษาวิจัยสมัยใหม่แล้ว ลูกใต้ใบเป็นสมุนไพรต้นหนึ่งที่มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะต่อตับซึ่งถือว่าเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ในการกำจัดสารพิษ สมุนไพรชนิดนี้มีฤทธิ์ทั้งป้องกันไม่ให้ตับถูกทำลาย ต้านการอักเสบของตับทั้งยังเคยมีรายงานว่าสมุนไพรตัวนี้สามารถกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีออกจากร่างกายของผู้ป่วยและผู้ที่เป็นพาหะได้ในบางราย

นอกจากนี้ ยังมีประโยชน์ต่อระบบทางเดินปัสสาวะอย่างมาก เพราะลูกใต้ใบช่วยทั้งการขับนิ่ว ขับปัสสาวะ ลดการอักเสบ ช่วยรักษาการติดเชื้อ จึงกล่าวได้ว่าลูกใต้ใบเป็นสมุนไพรเพื่อตับและไตอย่างแท้จริง หากนับรวมประโยชน์ที่มากมายต่อหลายระบบดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ลูกใต้ใบที่ขึ้นในที่รกร้างก็คล้ายเพชรที่ซ่อนอยู่ในตมนั่นเอง

หากผู้อ่านสนใจใช้ลูกใต้ใบ สามารถใช้ต้นสดๆ ปรุงเป็นยาได้เลย วิธีง่ายๆ เพียงนำมาทั้งต้นล้างน้ำให้สะอาด นำมาต้มหรือชงกิน ถ้าปรุงยากันตามตำราแล้ว การใช้เพื่อรักษาโรคจะใช้ลูกใต้ใบสดๆ ทั้งห้า (คือใช้ทั้งต้น รวมใบ ดอก ลูก ลำต้น และรากนั่นเอง) หนึ่งกำมือ (ถ้าต้นแห้งก็กะประมาณเหลือครึ่งหนึ่ง) ผสมน้ำ 3 แก้ว นำมาต้มเคี่ยวไปเรื่อยๆ ให้เหลือ 1 แก้ว

มีสรรพคุณใช้ในการแก้ไข้ แก้ดีซ่าน กินละครั้งละ 1/2-1 แก้ว วันละ 3-4 เวลาก่อนอาหาร แต่ถ้าคนที่รู้จักสรรพคุณลูกใต้ใบอย่างดีก็จะรู้ว่าใช้เพื่อบำรุงร่างกาย แก้ปวดเมื่อยปวดหลัง ปวดเอวได้ด้วย ดังนั้น ให้นำมาชงน้ำกินแบบน้ำชา

ลูกใต้ใบเป็นพืชที่หาง่าย ใช้ง่าย แต่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่นักส่งเสริมสมุนไพรไม่นำมาทำเป็นธุรกิจ หรือคิดว่าทำได้ยากไม่เป็นที่ต้องการของตลาด แม้งานทางวิชาการในส่วนของงานวิจัยให้ลงลึกหนักแน่นก็มีจำนวนน้อย ทั้งๆ ที่การลงทุนในด้านการวิจัยเพื่อประโยชน์ของชาวบ้านเป็นสิ่งที่ต้องลงทุน แต่ในความเป็นจริงมักจะคิดถึงประโยชน์ทางการค้าว่าจะขายได้หรือไม่ก่อน ทุกวันนี้จึงต้องรอข่าวฮือฮาจากห้องปฏิบัติการของบริษัท เพื่อมากระตุ้นการใช้

แต่ในโลกความเป็นจริงอีกมุมหนึ่ง ซึ่งเป็นมุมติดดินใกล้ชิดชีวิตอย่างยิ่งนั้น สมุนไพรไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่ต้องออกจากห้องทดลอง อยู่ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปเสมอไป สมุนไพรเป็นเรื่องราวที่อยู่ใกล้ตัว ทำเองได้ พึ่งตนเองได้ ซึ่งบรรพชนของเราได้สั่งสมประสบการณ์ไว้มากมาย แล้วส่งต่อมรดกการทำเองใช้เองให้ลูกหลาน

ลูกใต้ใบอาจหมายถึง “ลูก” ซึ่งเป็นผลผลิตของการสืบทอดภูมิปัญญาอย่างเป็นรูปธรรมที่คนรุ่นใหม่น่าศึกษานำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่เดิมชาวลื้อ หรือไทลื้อ มีถิ่นฐานที่อยู่บริเวณ เมืองลื้อหลวง จีนเรียกว่า “ลือแจง” ต่อมาได้เคลื่อนย้ายลงมาอยู่ บริเวณเมืองหนองแส หรือที่เรียกว่า คุนหมิง ในปัจจุบัน แล้วย้ายลงมาสู่ลุ่มน้ำน้ำโขง สิบสองปันนาปัจจุบัน ประมาณศตวรรษที่ 12 จึงเกิดมีวีรบุรุษชาวไทลื้อชื่อ เจ้าเจื๋องหาญ ได้รวบรวมหัวเมืองต่างๆ ในสิบสองปันนา ปัจจุบันตั้งเป็นอาณาจักรแจ่ลื้อ (เซอลี่)

ชาวไทลื้อบางส่วนได้อพยพ หรือ ถูกกวาดต้อน ออกจากเมืองเหล่านี้เมื่อประมาณหนึ่งร้อยถึงสองร้อยปีที่ผ่านมา แล้วลงมาตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศตอนล่าง เช่น พม่า ลาว และไทย

ส่วนในต่างประเทศนั้น มีการกระจายตัวกันเกือบทุกประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เช่นในรัฐฉาน ประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศเวียดนาม (เมืองแถน และ เมืองเดียนเบียนฟู ก็มีการบันทึกไว้ว่ามีชาวไทลื้อ อยู่ที่นั่นด้วย)

ในชุมชนไทลื้อมีการปลูกเครือหมาน้อยเพื่อทำวุ้นเครือหมาน้อย โดยชาวไทลื้อเรียกว่า แองแทะ เพื่อนำไปทำเป็นอาหารหวานและอาหารคาว มีสรรพคุณเป็นยาเย็น แก้ร้อนใน ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ส่วนคนไทยเลยยังใช้น้ำคั้นจากรากและใบของเครือหมาน้อยใส่ในแกงหน่อไม้แทนใบย่านาง

ปัจจุบัน กลุ่มอินแปง จังหวัดสกลนคร มีการเพาะกล้าเครือหมาน้อยจำหน่าย และยังพบว่าในตลาดมหาชัยเมืองใหม่ พระราม 2 มีใบสดของเครือหมาน้อยวางขายอยู่ในตลาดด้วย เครือหมาน้อยทำเป็นวุ้นได้ เพราะในใบมีสารเพคตินธรรมชาติถึงร้อยละ 30 สารเพคตินนี้ จะเป็นพวกเดียวกับวุ้นพุงทะลายหรือวุ้นในเม็ดแมงลัก เพคตินมีคุณสมบัติในการพองตัวอุ้มน้ำเป็นการเพิ่มกากอาหารให้ลำไส้ ช่วยในการขับถ่าย ลดระยะเวลาของอุจจาระที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ ช่วยดูดซับสารพิษที่เกิดขึ้นจากการย่อยกากอาหารของเชื้อจุลินทรีย์ หรือสารพิษตกค้างอื่นๆ เป็นการลดปัจจัยหรือความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ทั้งยังลดการดูดซึมของน้ำตาลและไขมัน จึงเหมาะที่จะใช้เป็นอาหารของผู้ป่วยเบาหวานและคอเลสเตอรอลในเลือดสูงได้ดี

เครือหมาน้อย หมอยาพื้นบ้านทุกภาคนิยมใช้รากเครือหมาน้อย เป็นยาแก้ปวดเมื่อยตามตัว แก้ปวดหลัง ปวดเอว แก้ไข้ แก้เจ็บคอ ไข้ออกตุ่ม โดยจะฝนกินหรือต้มกินก็ได้ จะใช้เดี่ยวๆ หรือใช้ร่วมกับสมุนไพรตัวอื่นหรือใส่ในยาชุม (ยาตำรับที่มีสมุนไพรหลายชนิดผสมกัน) ที่รักษาโรคและอาการเหล่านั้นได้ เช่นเดียวกับหมอยาพื้นบ้านชาวบราซิลที่ใช้เครือหมาน้อยในการแก้ไข้ แก้ปวด และหมอยาพื้นบ้านชาวอินเดียนแดงก็ใช้การต้มใบและเถาของเครือหมาน้อยกินเพื่อแก้ปวด การศึกษาสมัยใหม่พบว่าเครือหมาน้อยมีฤทธิ์แก้ปวด แก้อักเสบได้ดี ซึ่งสนับสนุนการใช้ของหมอยาพื้นบ้านเหล่านั้น ส่วนพ่อหมอประกาศ ใจทัศน์ ที่บ้านน้อมเกล้า อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ใช้รากเครือหมาน้อยฝนกับน้ำมะพร้าวให้กินแทนน้ำไปเรื่อยๆ เพื่อรักษาประดงไฟ ซึ่งมีลักษณะอาการออกร้อนตามตัว ซึ่งภาษาทางการแพทย์เรียกว่า burning sensation

เครือหมาน้อย ยาของผู้หญิง หมอยาไทยพวนใช้หัวของเครือหมาน้อยฝนกินกับน้ำแก้ปวดประจำเดือน แก้ไข้ทับระดู ปรับสมดุลของประจำเดือนให้เป็นปกติทั้งอาการที่มีประจำเดือนมากหรือน้อย ซึ่งคล้ายกับการใช้ของหมอยาพื้นบ้านประเทศในแถบอเมริกาใต้และอเมริกาเหนือ โดยหมอยาเหล่านั้นใช้เถา ราก ใบ เปลือก ของเครือหมาน้อยระงับอาการปวดทั้งก่อนคลอดและหลังคลอด ทั้งใช้รักษาอาการตกเลือดหลังคลอด โดยให้ฉายาเครือหมาน้อยว่า สมุนไพรของหมอตำแย (Midwives’s herb) ทั้งยังใช้ในการแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับระบบประจำเดือนของผู้หญิง เช่น อาการปวดประจำเดือน มีประจำเดือนออกมามากเกินไป อาการไม่สบายก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual syndrome, PMS) รวมทั้งรักษาสิวที่เกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมน โดยมีความเชื่อร่วมกันว่า เครือหมาน้อยเป็นยาปรับสมดุลฮอร์โมนของผู้หญิง การใช้เครือหมาน้อยในสรรพคุณนี้มีการใช้อย่างต่อเนื่องกันมาเป็นพันๆ ปี จนถึงปัจจุบัน

การใช้เครือหมาน้อยเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิงนั้น หมอยาไทยใหญ่ก็มีการใช้เหมือนกัน โดยหมอยาไทยใหญ่บางท่านเรียกเครือหมาน้อยว่า “ยาไม่มีลูก” โดยใช้รากของเครือหมาน้อยต้มกินไปเรื่อยๆ แทนยาคุมกำเนิด (แต่ปัจจุบัน ไม่แนะนำให้ใช้เพราะมียาคุมกำเนิดที่ดีอยู่แล้ว)

เครือหมาน้อย ช่วยย่อย หมอยาสมุนไพรไทยใช้เครือหมาน้อยเป็นยารักษาระบบทางเดินอาหารในหลายๆ อาการ เช่น ใช้เป็นยาช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ จุกท้อง แก้กินผิด (อาการวิงเวียนศีรษะ มืนหัวหลังกินอาหารบางชนิด) แก้ท้องบิด แก้ท้องเสีย แก้เจ็บท้อง (อาการปวดเกร็งที่ท้อง) แก้ถ่ายเป็นเลือด โดยใช้รากต้มกิน หมอยาพื้นบ้านในอเมริกาใต้ก็ใช้เครือหมาน้อยในสรรพคุณเดียวกัน คือใช้ต้านอาการปวดเกร็งทั่วไป และใช้รักษาโรคลำไส้แปรปรวน (Irritable bowel syndrome, IBS) โรคลำไส้อักเสบ เป็นต้น การศึกษาสมัยใหม่พบว่า เครือหมาน้อยมีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อและต้านเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด รวมทั้งเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดท้องเสีย

เครือหมาน้อย ยาเย็น ข้อมูลจากการสัมมนาหมอยาพื้นบ้านเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว หมอยาในจังหวัดปราจีนบุรีแนะนำให้ขยี้ใบเครือหมาน้อยให้เป็นวุ้นพอกรักษาฝี อาการปวดบวมตามข้อ หรืออาการอักเสบของผิวหนัง ผดผื่น คัน รวมทั้งจากแมลงสัตว์กัดต่อย นอกจากนั้นยังใช้พอกหน้าสำหรับผู้หญิงที่เป็นสิวผิวพรรณไม่ดีอีกด้วย

เครือหมาน้อย ลดความดัน เครือหมาน้อยยังใช้เป็นยาลดความดันในกลุ่มหมอยาไทยใหญ่ โดยใช้ทั้งต้นต้มน้ำกิน หมอยาพื้นบ้านบราซิลก็ใช้เครือหมาน้อยในสรรพคุณนี้เช่นกัน โดยใช้ราก ต้น เปลือก ใบ ของเครือหมาน้อยต้มกิน เพื่อใช้ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง นิ่ว ทางเดินปัสสาวะอักเสบ การศึกษาสมัยใหม่พบว่า สารสกัดจากเครือหมาน้อยสามารถลดความดันโลหิตในสัตว์ทดลองได้

เครือหมาน้อย ยาอายุวัฒนะ หมอยาไทยเลยจะใช้รากเครือหมาน้อยทำเป็นผงละลายกินกับน้ำผึ้ง หรือขยี้กับน้ำดื่มเป็นยาอายุวัฒนะ รวมทั้งใช้รากเครือหมาน้อยไปเป็นส่วนประกอบในแป้งเหล้า โดยเชื่อว่าจะช่วยบำรุงร่างกาย ซึ่งชนเผ่า Creoles ใน Guyana จะแช่ใบ เปลือก ราก ในเหล้ารัมเพื่อบำรุงสมรรถภาพทางเพศ ไม่ควรใช้ในคนท้อง