สำหรับกิจกรรมภายในงาน มีการจัดนิทรรศการและกิจกรรม

ที่น่าสนใจมากมาย เช่น นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ, นิทรรศการความรู้เกี่ยวกับตราสัญลักษณ์นกยูงพระราชทาน 4 ชนิด ประกอบด้วย ตรานกยูงพระราชทาน สีทอง สีเงิน สีน้ำเงิน และสีเขียว ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระราชทานให้เป็นสัญลักษณ์เพื่อรับรองคุณภาพผ้าไหมไทย, การจัดแสดงผลงานที่ชนะจากการประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ประจำปี 2562 จำนวน 26 ประเภท, ผลงานการประกวดผ้าไหมอาเซียน ผลงานทายาทหม่อนไหม ซึ่งผู้ชนะเลิศการประกวดทุกประเภทจะได้เข้ารับพระราชทานรางวัล ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2562

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงผลงานการประกวดออกแบบชุดเครื่องแต่งกาย โครงการ The old Siam Designer Award 2019 ซึ่งใช้ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานเป็นวัตถุดิบหลักในการออกแบบตัดเย็บจัดนิทรรศการความรู้เกี่ยวกับผ้าไหม เส้นไหม กระบวนการย้อมสีธรรมชาติ กระบวนการผลิตผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน การตรวจสอบผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน ด้วยการ Scan QR CODE การจัดแสดงผ้า เช่น ผ้ากลุ่มชาติพันธุ์ ผ้าโบราณราชสำนัก ผ้าทอมัดหมี่ภูไท ผ้าแพรวา และการจัดแสดงชุด Miss Belgium (พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จฯ)

การจัดแสดงผลงานวิจัยด้านหม่อนไหม ผลงานการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกรมหม่อนไหม และหน่วยงานอื่นๆ รวมถึงออกร้านจำหน่ายผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพกว่า 200 ร้าน จากทั่วประเทศที่ผ่านการประกวดตรานกยูงพระราชทานทั้ง 4 ชนิด และกิจกรรมการแสดง การสาธิตที่น่าสนใจตลอดงาน โดยผู้เข้าชมงานสามารถร่วมสนุกถ่ายภาพ และ Check In พร้อมรับของที่ระลึกภายในงานอีกด้วย

สำหรับงาน“ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 14 ประจำปี 2562” ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ไหมไทย มรดกของแผ่นดิน” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม- 4 สิงหาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ณ ฮอลล์ 6-7 ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมชม ช็อปผ้าไหมที่ได้รับมาตรฐานตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหมจากฝีมือเกษตรกร กว่า 200 ร้าน ทั่วประเทศ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 1275

กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ 1,000 ล้านบาท ให้สหกรณ์การเกษตรกู้ยืมไปช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้สมาชิกที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง ใช้เป็นทุนขุดเจาะบ่อบาดาลหาแหล่งน้ำพร้อมอุปกรณ์สูบน้ำเพื่อลดความเสี่ยงขาดแคลนน้ำทำการเกษตร พร้อมป้องกันผลกระทบจากภัยแล้งระยะยาวที่อาจส่งผลทำให้พืชผลการเกษตรเสียหาย ขณะเดียวกัน ยังจัดสรรเงินกู้ให้สมาชิกนำไปลงทุนประกอบอาชีพปลูกพืชที่ให้ผลผลิตระยะสั้น เพื่อสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ 1,000 ล้านบาทให้สหกรณ์การเกษตรกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี เพื่อนำไปปล่อยกู้ให้สมาชิกสหกรณ์ รายละ 30,000-50,000 บาท ระยะเวลาผ่อนชำระคืน 3-5 ปี ซึ่งเป็นมาตรการหนึ่งที่จะช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งที่กำลังลุกลามในหลายจังหวัด ทั้งในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง โดยเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ที่จะช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ในระยะเร่งด่วนนี้

แบ่งออกเป็น 2 โครงการ ได้แก่ เงินกู้วงเงิน 400 ล้านบาท ให้สมาชิกสหกรณ์กู้ยืมไปขุดสระน้ำและเจาะบ่อบาดาล พร้อมอุปกรณ์สูบน้ำ เพื่อจะได้มีแหล่งน้ำไว้ใช้สำหรับฤดูแล้งปีนี้ ซึ่งสหกรณ์แต่ละแห่งจะขอกู้ได้ไม่เกิน 5 ล้านบาท และนำไปปล่อยกู้ให้สมาชิกรายละไม่เกิน 50,000 บาท ส่วนวงเงินกู้อีก 600 ล้านบาท นำไปให้สมาชิกกู้ยืมไปลงทุนเพื่อประกอบอาชีพเสริม เช่น การปลูกพืชระยะสั้นและใช้น้ำน้อย ที่จะสามารถสร้างรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ในช่วงฤดูแล้งนี้ หรือสหกรณ์กู้ยืมไปเพื่อจัดหาปัจจัยการผลิตหรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นมาจำหน่ายในราคายุติธรรม เพื่อช่วยลดต้นทุนในการประกอบอาชีพให้กับสมาชิก

เบื้องต้นมีการสำรวจความต้องการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์จากปัญหาภัยแล้ง มีสหกรณ์ที่ต้องการขอกู้เงินเพื่อนำไปให้สมาชิกขุดบ่อบาดาลและขุดสระเก็บน้ำในไร่นา จำนวน 213 แห่งใน 46 จังหวัด จำนวนสมาชิก 8,000 ราย และสหกรณ์ที่ต้องการขอกู้เงินไปพัฒนาธุรกิจ จัดหาปัจจัยการผลิตและสินค้าอุปโภคบริโภคจำหน่ายให้กับสมาชิก รวมถึงนำไปให้สมาชิกกู้ยืมไปเป็นทุนประกอบอาชีพสร้างรายได้ในช่วงฤดูแล้ง จำนวน 340 สหกรณ์ ในพื้นที่ 56 จังหวัด จำนวนสมาชิก 20,000 ราย ขณะนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สั่งการให้ทุกจังหวัดเร่งดำเนินการจัดสรรเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ เพื่อช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์อย่างเร่งด่วน โดยคาดหวังว่ามาตรการนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนให้กับสมาชิกสหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งอยู่ในขณะนี้ ได้มีเงินทุนสำหรับจัดหาแหล่งน้ำในพื้นที่การเกษตรของตนเอง และส่วนหนึ่งจะนำไปใช้สำหรับการส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างรายได้ในช่วงระหว่างรอให้กลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ

“ขณะนี้มีสมาชิกสหกรณ์ให้ความสนใจเข้าร่วมทั้ง 2 โครงการนี้จำนวนมาก ซึ่งในช่วงต้นปี 2562 กรมได้เคยจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์กู้ยืมนำไปขุดสระน้ำไว้ใช้ในไร่นา และได้ผลตอบรับค่อนข้างดี ทำให้มีน้ำใช้ในช่วงหน้าแล้ง และเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งได้อย่างดี สำหรับสหกรณ์ใดที่มีความประสงค์จะขอกู้เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์เพื่อนำไปช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับสมาชิกจากปัญหาภัยแล้งในขณะนี้ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและแจ้งความประสงค์ได้ที่ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า โรคเนื้อเน่า หรือเรียกว่า เนคโครไทซิ่ง แฟสไซติส (Necrotizing fasciitis) เป็นโรคติดเชื้อที่ผิวหนังและเนื้อเยื่ออ่อนใต้ผิวหนัง รวมถึงชั้นไขมันและอาจลึกถึงระดับชั้นผังพืด หรือกล้ามเนื้อ ส่วนใหญ่เกิดจากแผลเล็กๆ จึงไม่ได้ให้ความสนใจทำความสะอาด โดยมักพบในกลุ่มเกษตรกร ที่ทำไร่ ทำนา ที่มีโอกาสเกิดบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ และสัมผัสกับเชื้อโรคที่อยู่ในดินหรือในน้ำได้ง่าย

นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีระบบเฝ้าระวังที่จำเพาะต่อโรคเนื้อเน่า จึงมีข้อมูลเฉพาะจากรายงานเฝ้าระวังเหตุการณ์ผิดปกติ (event based surveillance) ซึ่งที่ผ่านมาจะได้รับรายงานผู้ป่วยโดยเฉลี่ยปีละ 100-200 ราย อย่างไรก็ตาม เมื่อสืบค้นไปยังฐานข้อมูล Health data center (HDC) ของกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัด สธ. พบว่า ในปีที่ผ่านมามีการลงรหัสโรควินิจฉัยโรคเนื้อเน่าทั่วประเทศ ประมาณ 19,000 ราย ทั้งนี้ ได้สั่งการให้กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม และกองระบาดวิทยา ได้ทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงในระบบเฝ้าระวังโรคต่อไป

“ส่วนกรณีสงสัยการระบาดที่ จ.น่าน นั้น ได้สั่งการให้สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 จ.เชียงใหม่ ซึ่งดูแลพื้นที่ จ.น่าน ลงพื้นที่ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) น่าน เพื่อดำเนินการสอบสวนโรคและให้ความรู้กับประชาชนในพื้นที่” นพ.สุวรรณชัย กล่าวและว่า โรคนี้พบผู้ป่วยมากในช่วงฤดูฝน พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ตำแหน่งที่เกิดส่วนใหญ่คือที่บริเวณขาและเท้า

สาเหตุที่มักพบผู้ป่วยในกลุ่มเกษตรกร เนื่องจากต้องเดินลุยน้ำ หญ้า นาข้าว เหยียบย่ำโคลนระหว่างทำนา เมื่อเชื้อโรคที่พบในดินในน้ำทั่วๆ ไป เข้าไปในแผล จะทำให้เกิดการอักเสบ ลุกลามได้ง่าย รายที่รุนแรงอาจเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด ภาวะไตวาย ช็อก อาจเสียชีวิตได้ ที่สำคัญหากมาพบแพทย์ช้า เมื่อมีอาการรุนแรงถึงขั้นช็อกแล้ว จะทำให้อัตราการเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและความรุนแรงด้วย

นพ.สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า ประชาชนที่มีความเสี่ยงเกิดโรคเนื้อเน่า ได้แก่ ผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำหรือเป็นโรคเกี่ยวกับเส้นเลือด เช่น เบาหวาน ไตวาย มะเร็งที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัด ผู้สูงอายุ คนอ้วน ผู้ที่กินยาสเตียรอยด์หรือยาชุด ผู้ที่ดื่มเหล้าเป็นประจำ เป็นต้น ต้องระวังอย่าให้มีบาดแผล หลังลุยน้ำย่ำโคลน ให้ล้างทำความสะอาดร่างกายโดยเร็ว หากเกิดบาดแผล ล้างให้สะอาดแล้วใส่ยาฆ่าเชื้อ และหลีกเลี่ยงให้แผลโดนน้ำหรือดิน เพื่อไม่ให้แผลติดเชื้อลุกลามเป็นโรคเนื้อเน่า

“ในการป้องกันโรค ขอให้ประชาชนระมัดระวังอย่าเกิดบาดแผลขึ้น โดยเฉพาะบริเวณขาหรือเท้า แต่หากมีบาดแผลขอให้หลีกเลี่ยงการลุยน้ำ และทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาด ฟอกสบู่ และใส่ยาฆ่าเชื้อ ระวังอย่าให้มีสิ่งสกปรกเข้าไปในบาดแผล โดยเฉพาะบาดแผลที่เกิดจากวัสดุที่สกปรก เช่น ตะปู หนาม ไม้ที่อยู่ในน้ำ ทิ่มแทง ควรไปพบแพทย์หรือสถานพยาบาลใกล้บ้าน ทั้งนี้ ถ้าปวดบริเวณแผล บวม ร้อน แดงมากขึ้น หรือมีไข้ร่วมด้วย อาจเกิดการติดเชื้อได้ ให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อรับการวินิจฉัย ซึ่งโรคนี้มียารักษาให้หายได้” นพ.สุวรรณชัย กล่าว กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับ สมาคมช่างภาพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย จัดงานมอบรางวัลให้กับผู้ชนะการประกวดภาพถ่ายในโครงการประกวดภาพถ่าย ปลุกความคิด…สำนึกรักษ์ธรรมชาติ ภายใต้หัวข้อ “Memory Si Lanna” ปีที่ 2 : ซึ่งสนับสนุนโดยโครงการธรรมชาติปลอดภัย

นายสมหวัง เรืองนิวัติศัย ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่า “โครงการประกวดภาพถ่าย ปลุกความคิด…สำนึกรักษ์ธรรมชาติ ภายใต้หัวข้อ “Memory Si Lanna” ปีที่ 2 มีผลการดำเนินกิจกรรมเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง ได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไป ร่วมส่งผลงานภาพถ่ายเข้ามาร่วมประกวดในโครงการครั้งนี้จำนวนมาก และในวันนี้เป็นการจัดงานมอบรางวัล ถือเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อร่วมแสดงความยินดี และมอบรางวัลให้กับผู้ชนะการประกวดภาพถ่าย ทั้ง 28 ท่าน

รางวัลในการประกวดมอบโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สำหรับผลงานประกวดภาพถ่ายที่เข้ารอบในครั้งนี้ ผู้ส่งภาพร่วมประกวดล้วนมุ่งนำเสนอ ความงดงาม ผ่านมุมมองของแต่ละท่านถ่ายทอดเป็นภาพถ่ายที่สวยงาม โครงการนี้ถือได้ว่ามีส่วนช่วยในการปลุกความคิด…สำนึกรักษ์ธรรมชาติ และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ให้กับประชาชนทั่วไป ได้หันมาตระหนัก

และเล็งเห็นถึงความสำคัญของการปกปักรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ โดยเฉพาะแหล่งต้นน้ำลำธาร ให้คงความสมบูรณ์อยู่คู่ประเทศไทยต่อไป และยังเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์สถานที่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีลานนา ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เข้ามาท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ส่งผลโดยตรงในการสร้างรายได้เกิดให้กับชุมชนในพื้นที่” นายสมหวัง กล่าว

นายแสนไชย เค้าภูไทย ที่ปรึกษาสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย กล่าวถึง “หลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกผลงานภาพถ่ายส่งเข้าประกวด โดยเลือกมุมมองภาพถ่ายผ่านกล้องของแต่ละคน ที่ตั้งใจสื่อสารความหมายของภาพออกมาได้อย่างประทับใจ ถ่ายทอดแนวคิด วิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมออกมาได้งดงาม รวมถึงองค์ประกอบความสวยงามของภาพ เทคนิคการถ่ายภาพ และความคิดสร้างสรรค์ ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ จนมีภาพที่ได้ผ่านการคัดเลือกชนะการประกวด ทั้งหมด 28 ภาพ” นายแสนไชย กล่าว

โครงการประกวดภาพถ่ายฯ เปิดรับส่งผลงานภาพถ่ายประกวด ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2561 ถึง 30 เมษายน 2562 มีผู้สนใจส่งภาพถ่ายเข้าประกวด รวมทั้งสิ้น 397 ภาพ ได้ผู้ชนะการประกวด ทั้งสิ้น จำนวน 28 รางวัล แบ่งผลงานเป็น 3 ประเภท ได้แก่ กลุ่มบุคคลทั่วไป, กลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา และกลุ่มผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอแม่แตง อำเภอเชียงดาว อำเภอพร้าว โดยแบ่งรางวัลออกเป็น รางวัลที่ 1, 2, 3 รางวัลชมเชย 1, 2, 3 (ทั้ง 3 ประเภทผลงาน) และรางวัลมหาชน จำนวน 10 รางวัล ผลงานในปีที่ 2 นี้ ถือได้ว่าทำให้กรรมการตัดสินใจยากมาก เพราะแต่ละภาพมีความสวยงาม มีเอกลักษณ์ และถ่ายทอดเรื่องราว และแนวคิดออกมาได้น่าสนใจแตกต่างกันไป ถือว่าเป็นผลงานคุณภาพที่ผ่านความตั้งใจอย่างมากในการส่งภาพเข้าประกวด

นายสุเมธ ภิญโญสนิท ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส กล่าวว่า “โครงการธรรมชาติปลอดภัย ขอขอบคุณ คุณสมหวัง เรืองนิวัติศัย ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่ให้เกียรติมาเป็นประธานงานในวันนี้, ขอบคุณกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่อนุญาตให้ใช้สถานที่ภายในเขตอุทยานแห่งชาติศรีลานนา จัดงาน, ขอบคุณสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย, ขอบคุณ ร.ต.ท. นคร ปัญญาทิพย์ ที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติศรีลานนาและประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน

อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ และคณะกรรมการกิตติมศักดิ์ทุกท่าน, ขอบคุณผู้ร่วมการประกวดภาพถ่ายทุกท่าน และขอบคุณสื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน และหวังว่าโครงการนี้จะช่วยสร้างการตระหนักรู้ หวงแหน และปกปักรักษา ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้กับทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วม ในการช่วยประชาสัมพันธ์ สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามในเขตอุทยานแห่งชาติศรีลานนา สู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ และคาดว่าจะมีกิจกรรมดีๆ แบบนี้ต่อไปในอนาคต โครงการธรรมชาติปลอดภัย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด เครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมในการสนับสนุนกิจกรรมที่ดีและมีประโยชน์อย่างนี้ต่อไป” นายสุเมธ กล่าว

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เดินหน้าจัดงาน “ตลาดนัดโชห่วยภูมิภาค” ครั้งที่ 5 โซนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชูนโยบาย “เพิ่มศักยภาพร้านค้าปลีกไทย คือเป้าหมายของเรา” พร้อมระดมทีมงาน มิตรแท้โชห่วยให้ความรู้ผู้ประกอบการ และการออกร้านจำหน่ายสินค้าพันธมิตร เพื่อตอกย้ำศูนย์ค้าส่งครบวงจรที่พร้อมสนับสนุน และอยู่เคียงข้างผู้ประกอบการ โชห่วยทั่วประเทศให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-28 กรกฎาคมนี้ ณ แม็คโคร สาขาอุบลราชธานี

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แม็คโครตระหนักดีว่า ผู้ประกอบการโชห่วยเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและเป็นพลังขับเคลื่อนการกระจายรายได้ในท้องถิ่นให้ควบคู่ไปกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค แม็คโครจึงได้จัดงาน “ตลาดนัดโชห่วย” ขึ้นเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา ภายใต้นโยบาย “เพิ่มศักยภาพร้านค้าปลีกไทย คือเป้าหมายของเรา” เพื่อให้องค์ความรู้ ทั้งในเรื่องการบริหารร้านค้าอย่างมืออาชีพ นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการร้านโชห่วยสร้างแรงบันดาลใจจนเกิดการต่อยอดทางธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน สู่การกระจายรายได้ไปทั่วประเทศ

“และในปีนี้ เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 30 ปีแม็คโคร จึงได้มีการจัดงาน “ตลาดนัดโชห่วยภูมิภาค” ขึ้นเป็นปีแรก ใน 6 ภูมิภาค โดยได้เลือกจังหวัดอุบลราชธานี เป็นหนึ่งในพื้นที่จัดงาน เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ดี โดยเฉพาะภาคการค้าและบริการ และยังเป็นเมืองรองที่สำคัญจึงสามารถดึงดูดเม็ดเงินจากประชาชนและนักท่องเที่ยวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านได้อีกด้วย” นางศิริพร กล่าว

นางสาวอรวรรณ ลาภอำนวยผล ประธานการจัดงาน “ตลาดนัดโชห่วย ครั้งที่ 11 กล่าวว่า งาน“ตลาดนัดโชห่วยภูมิภาค” จัดขึ้นใน 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ ได้แก่ สาขาเชียงใหม่ สาขาแจ้งวัฒนะ สาขาพิษณุโลก สาขาระยอง สาขาอุบลราชธานี และสาขาหาดใหญ่ เพื่อมอบความรู้และความคิดสร้างสรรค์ที่รวบรวมไว้ และเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการร้านโชห่วยประยุกต์ใช้กับนวัตกรรมให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในท้องถิ่น และมาปรับใช้กับกิจการร้านค้าของตนเอง

สำหรับงาน “ตลาดนัดโชห่วยภูมิภาค” ครั้งนี้ เป็นการจัดงานครั้งที่ 5 โดยจัดงานระหว่างวันที่ 25-28 กรกฎาคมนี้ ครอบคลุมแม็คโครทั้ง 8 สาขา ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ แม็คโคร สาขาอุบลราชธานี สาขาสุรินทร์ สาขาร้อยเอ็ด สาขาบุรีรัมย์ สาขาศรีษะเกษ สาขายโสธร สาขามหาสารคาม สาขาวารินชำราบ ภายในงานจะได้พบกับสาระและความรู้ พร้อมกิจกรรมอบรมให้ความรู้ในเรื่องการบริหารร้านค้าปลีกแบบมืออาชีพจากทีมงานแม็คโครมิตรแท้โชห่วย ตลอดจนการให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการร้านโชห่วยทั่วไป นอกจากนี้ ยังมีการออกร้านของพันธมิตรและร้านค้าโอท็อปในท้องถิ่นกว่า 60 ราย และเตรียมพบกับงานใหญ่ประจำปีในงาน “ตลาดนัดโชห่วย ครั้งที่ 11” ภายใต้แนวคิด “มุ่งมั่น สร้างสรรค์ โชห่วยไทยสู่ความยั่งยืน” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-25 สิงหาคม 2562 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติขอนแก่น KICE จังหวัดขอนแก่น

ทั้งนี้ งาน “ตลาดนัดโชห่วยภูมิภาค” ยังมีการจัดงานอีก 1 ภูมิภาค ระหว่างวันที่ 19-22 กันยายน 2562 ณ แม็คโคร สาขาหาดใหญ่ สำหรับผู้สนใจร่วมงานสามารถสอบถาม รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (02) 335-5300 หรือ

นายสมมาตร ยิ่งยวด ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา (สศท.5) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงตัวอย่างผลสำเร็จของการรวมกลุ่มเกษตรกรในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ (Mega Farm Enterprise) ของจังหวัดชัยภูมิ ที่ได้มีการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่กล้วยหอมทอง ตำบลถ้ำวัวแดง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ จำหน่ายผลผลิตในประเทศและส่งออกตลาดต่างประเทศ สามารถสร้างมูลค่าทางการค้าเข้าสู่จังหวัดได้เป็นอย่างมาก ยกระดับและต่อยอดจนเป็นที่ยอมรับของตลาด ช่วยให้ผู้บริโภคมีทางเลือกสินค้าที่ปลอดจากสารเคมีมากขึ้น

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่กล้วยหอมทองตำบลถ้ำวัวแดง เกิดขึ้นจากเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอมทองรวมกลุ่มกันผลิตและจำหน่ายในรูปแบบแปลงใหญ่ ในปี 2560 ปัจจุบันมีสมาชิกเกษตรกรประมาณ 34 ราย พื้นที่รวม 220 ไร่ ได้รับมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice) และมีโรงงานคัดแยกแปรรูปที่ได้มาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) ซึ่งการผลิตกล้วยหอมทอง ทางกลุ่มฯ มีการดำเนินงานในรูปแบบคณะกรรมการ และวางแผนการผลิตและการตลาดอย่างเป็นระบบ

ซึ่งในแต่ละปีจะจัดสรรพื้นที่เพื่อผลิตกล้วยประมาณ 6 รุ่น แต่ละรุ่นห่างกัน 2-3 เดือน เพื่อให้ได้ผลผลิตออกมาอย่างสม่ำเสมอ แต่ละรุ่นใช้ระยะเวลาตั้งแต่ปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยวประมาณ 8-10 เดือน โดยทางกลุ่มฯ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 770,000-880,000 กิโลกรัม/รุ่น หรือประมาณ 4,000 กิโลกรัม/ไร่ ทั้งนี้ เกษตรกรแต่ละรายมีต้นทุน การผลิตเฉลี่ย 11 บาท/กิโลกรัม ราคากล้วยหอมทองส่งออกที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 22 บาท/กิโลกรัม ทำให้เกษตรกรรายได้สุทธิ (กำไร) ประมาณ 30,000-40,000 บาท/ไร่ และมีการนำเศษวัสดุกลับมาหมุนเวียนผลิตเป็นปุ๋ยหมักให้เหมาะสมกับพื้นที่ เลือกใช้หน่อพันธุ์ดี ซึ่งนอกจากได้ผลผลิตคุณภาพแล้วยังสามารถจำหน่ายหน่อเพื่อเป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง

สำหรับผลผลิตของทางกลุ่มฯ จำหน่ายกล้วยหอมทองสดแบบบรรจุกล่อง กล่องละ 12.5 กิโลกรัม มีตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยตลาดในประเทศจำหน่ายประมาณ 1,000-2,000 กิโลกรัม/สัปดาห์ เช่น บริษัท คิงฟรุ้ต ที่ทำกล้วยส่ง เซเว่นอิเลเว่นทั่วประเทศ และ บริษัท บานาน่า เจ จังหวัดนครราชสีมา ส่วนตลาดต่างประเทศ คือ บริษัท พีพีเอฟซี เพื่อส่งไปยังประเทศญี่ปุ่น ประมาณ 3,000-5,000 กิโลกรัม/สัปดาห์ ผ่านทางเรือขนส่งสินค้า นอกจากนี้ ยังมีการแปรรูปผลผลิต อาทิ กล้วยตาก ภายใต้แบรนด์ ไทยดง (Thaidong) อีกด้วย

ปัจจุบัน ปริมาณความต้องการซื้อกล้วยหอมทองของทางกลุ่มฯ มีอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ประกอบการ อาทิ บริษัท แพนแปซิฟิค ฟู้ด คอร์ปอเรชั่น จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด บานาน่า เจ และ บริษัท คิงส์ฟู้ด เอ็นเทอไพรซ จำกัด ได้ติดต่อ เข้ามาเพื่อขอรับซื้อผลผลิตแล้ว นอกจากนี้ ทางกลุ่มฯ ยังได้จัดทำแผนธุรกิจเพื่อขอรับสินเชื่อพัฒนาการเกษตรแบบแปลงใหญ่ สำหรับ ส่งเสริมการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มต่อไป

ทั้งนี้ กล้วยหอมทอง ถือได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจ ให้ผลตอบแทนดี ขยายพันธุ์ได้ง่าย การเพาะปลูกและดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก รวมทั้งสามารถแปรรูปได้ด้วย โดยเกษตรกรสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง จึงเป็นอีกสินค้าทางเลือกที่น่าสนใจให้แก่เกษตรกรอีกชนิดหนึ่ง โดยนำแนวคิดตลาดนำการผลิตมาปรับใช้ อีกทั้งยังสอดรับกับแผนพัฒนาจังหวัดชัยภูมิที่มุ่งเน้นการพัฒนาจังหวัดชัยภูมิให้เป็นเมืองแห่งเกษตรอินทรีย์ในอนาคตได้อีกด้วย สำหรับเกษตรกรที่สนใจข้อมูลการผลิต กล้วยหอมทองของทางกลุ่ม หรือท่านที่ต้องการรับซื้อผลผลิต

สามารถสอบถามได้ที่ นายอุดมศักดิ์ เพิงจันดา ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่กล้วยหอมทองตำบลถ้ำวัวแดง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ โทร. (086) 878-1467

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมด้วยคณะข้าราชการกองส่งเสริมโครงการพระราชดำริ การจัดการพื้นที่และวิศวกรรมเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมถ่ายภาพกับต้นรวงผึ้งพรรณไม้มงคลประจำรัชกาลที่ 10 ซึ่งออกดอกเป็นต้นแรกและครั้งแรก ณ บริเวณอาคารสืบสานงานโครงการพระราชดำริด้านการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร นับเป็นความอัศจรรย์ในช่วงใกล้วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว วันที่ 28 กรกฎาคม 2562

สำหรับต้นรวงผึ้งดังกล่าว นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ปลูกไว้เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2560 และจากสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม ทำให้ต้นไม้มงคลดังกล่าวออกดอกสีเหลืองบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณอาคารกรมส่งเสริมการเกษตร ถือเป็นนิมิตหมายอันดีและเป็นสิริมงคลแก่เหล่าข้าราชการกรมส่งเสริมการเกษตร ที่ได้ชื่นชมดอกรวงผึ้งต้นแรกแย้มบานในช่วงโอกาสมหามงคลครั้งนี้

ต้นรวงผึ้ง มีลักษณะโดดเด่นคือ ดอกสีเหลือง เป็นสีซึ่งตรงกับวันพระบรมราชสมภพ นั่นคือวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 และมักผลิดอกในช่วงวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพอดี เมื่อพระองค์ท่านได้เสด็จไปประกอบพระราชกรณียกิจตามสถานที่ต่างๆ ได้ทรงปลูกต้นรวงผึ้งพระราชทานไว้ เพื่อให้เป็นตัวแทนแห่งพระองค์ท่านและเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ราษฎร ในช่วงผลิดอกคือราวเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม จะออกดอกสีเหลืองเปล่งปลั่งบานสะพรั่ง สร้างความสวยงามและเจริญตามาก

ต้นรวงผึ้ง หรือ Yellow Star ในบางภูมิภาคเรียกว่า น้ำผึ้ง หรือสายน้ำผึ้ง พบมากทางภาคเหนือ นิยมเรียกกันว่าดอกน้ำผึ้ง ลักษณะโดยทั่วไป เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ ถ้าหากรับแสงแดดเต็มอยู่ในทุ่งกลางแจ้ง จะเห็นเด่นชัดเป็นพุ่มกลมขนาดใหญ่ สวยงามมาก ลำต้นนั้น แตกกิ่งค่อนข้างเล็ก เรือนยอดเป็นพุ่มมน ใบ เป็นแบบใบเดี่ยวเรียงสลับ ผิวใบด้านบนเป็นสีเขียว ด้านล่างเป็นสีน้ำตาลอมนวล ดอก ให้กลิ่นหอมได้ตลอดทั้งวัน บานได้นาน 7-10 วัน ช่อดอกดก ส่วนปลายแยกออกเป็นห้าแฉกรูปดาวและไม่มีกลีบดอก พร้อมเชิญชวนข้าราชการในสังกัดและประชาชนร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับพรรณไม้มงคลนี้