สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง

โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 15-18 ก.ย. 60 จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดในระยะนี้ ผศ.ไพศาล บุรินทร์วัฒนา อธิการบดี มทร.สุวรรณภูมิ พร้อมด้วยผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่และนักศึกษาร่วมถวายพระพรชัยมงคลและถวายสังฆทานเนื่องในวันคล้ายวันที่ได้รับพระราชทานนาม “ราชมงคล” จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช บรมนาถบพิตร เพื่อเป็นการแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อมหาวิทยาลัยและอุทิศถวายพระราชกุศล ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น ๒ อาคารเทคโนโลยีสารสนเทศ ศูนย์พระนครศรีอยุธยา หันตรา

รัฐมนตรีไทย-มาเลย์-อินโด แถลงผลประชุมสภาไตรภาคียางพารา เตรียมร่วมมือพัฒนาการวิจัยและอุตสาหกรรมยาง เน้นนำยางธรรมชาติไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ตั้งเป้าพัฒนายางพาราให้ยั่งยืนและมั่นคง

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2560 ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีสภาไตรภาคียางพารา ประจำปี 2560 ภายใต้สภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ (ITRC) นำโดย พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเทศไทย ร่วมกับ MR. MAH SIEW KEONG (ดาตุ๊ก เสอรี มะ ซีอีว เขี่ยว) รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมการเพาะปลูกและสินค้าโภคภัณฑ์ ประเทศมาเลเซีย และ Drs. Enggartiasto Lukita (ดอกเตอร์ รัน ดุช แองการ์ตีอาสโต้ ลูกีตา) รัฐมนตรีกระทรวงการค้า ประเทศอินโดนีเซีย เผยความร่วมมือในฐานะประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติของโลก มุ่งพัฒนายางพาราสู่ความยั่งยืน เน้นแปรรูปโดยแต่ละประเทศสมาชิกส่งเสริมแปรรูปใช้ยางในประเทศ ชูถนนยางพารา ณ โรงแรมแชงกรีลา กรุงเทพฯ

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วงปีพ.ศ. 2559- 2560 อุตสาหกรรมยางธรรมชาติยังคงได้รับอิทธิพลจากตลาดต่างประเทศและสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อตลาดและราคายางของโลก ทำให้ราคายางยังคงมีความผันผวน ซึ่งที่ผ่านมาปริมาณผลผลิตลดลงจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ประกอบกับเกษตรกรรายย่อยหันไปประกอบอาชีพเกษตรอื่นๆ เป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ ITRC และ IRCo ได้มีความพยายามในการแก้ปัญหาดังกล่าว ด้วยวิธีการสำคัญ จากการร่วมประชุมสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศครั้งนี้ มีข้อสรุปแนวทางการพัฒนายางพาราทั้งระบบ 6 ประการ คือ

1.การส่งเสริมด้านอุปสงค์ เพิ่มปริมาณการใช้ยาง ในฐานะประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก ทั้งสามประเทศมีความพยายามที่จะส่งเสริมใช้ยางในประเทศของตนเองให้เพิ่มมากขึ้นปีละ 10% กับการพัฒนาและดำเนินงานต่างๆ ทั้งการขนส่ง โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ด้านกีฬาสุขภาพ ตลอดจนการแปรรูปเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค โดยทั้งสามประเทศสมาชิก จะให้ความสำคัญในการพัฒนางานวิจัยและส่งเสริมนวัตกรรมทั้งในส่วนภาครัฐและเอกชน และมีข้อตกลงร่วมกันในการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญในการใช้ยางธรรมชาติของแต่ละประเทศสำหรับก่อสร้างถนนและการปูผิวถนนใหม่

2.การจัดตั้งตลาดยางพาราระดับภูมิภาค (ITRC Regional Rubber Market : RRM) ปัจจุบันอยู่ในลักษณะตลาดรูปแบบ spot trading เป็นตลาดซื้อขายจริงและส่งมอบจริง ซึ่งมีสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง สามารถขายผลผลิต ในรูปแบบต่างๆ ไปยังผู้ใช้ยางได้โดยตรง และในอนาคตทั้งสามประเทศมีความเห็นร่วมกันว่าจะหาแนวทางในการพัฒนาตลาดยางพาราระดับภูมิภาคเป็นลักษณะการซื้อขายล่วงหน้า เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนและผู้สนใจได้เข้ามาซื้อขายผลผลิตจากสถาบันเกษตรกรโดยตรงมากยิ่งขึ้น

3.การบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบผ่านโครงการการจัดการอุปทาน (Supply Management Scheme: SMS) เป็นการลดปริมาณผลผลิตและพื้นที่ปลูก จะเป็นมาตรการระยะยาวในช่วงปี พ.ศ. 2560-2568 เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความต้องการใช้และปริมาณผลผลิต เป็นมาตรการเข้มข้นที่ประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติจะต้องร่วมมือกัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อราคายางพาราในระยะยาว จะทำให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้นอย่างยั่งยืน และจะสร้างความมั่นใจในการจัดหายางธรรมชาติให้กับผู้บริโภคอย่างยั่งยืนเช่นกัน
4.มาตรการจำกัดปริมาณการส่งออกยาง (Agreed Export Tonnage Scheme :AETS) ขณะนี้ ทั้งสามประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก มีการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ราคายางอย่างใกล้ชิด หากราคายางปรับตัวลดลงจนน่าเป็นห่วง อาจจำเป็นจะต้องนำมาตรการนี้มาใช้ เพื่อช่วยกระตุ้นราคายางให้ปรับตัวสูงขึ้น

5.การต้อนรับเวียดนามเข้าสู่สมาชิกสมทบ ITRC ทั้งสามประเทศต่างมีความเห็นร่วมกันในการรับประเทศเวียดนามเป็นสมาชิกสมทบภายใต้กรอบการทำงานของ ITRC โดยประเทศเวียดนาม ถือว่าเป็นประเทศผู้ผลิตยางรายใหม่ของโลกที่มีผลผลิตค่อนข้างสูง ฉะนั้น การมีส่วนร่วมของเวียดนามจะช่วยเพิ่มบทบาทของ ITRC ในการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมยาง

6.การหาแนวทางใหม่เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง ทั้งสามประเทศต่างมองร่วมกันว่า ในอนาคตจะปรับกลยุทธ์ในการหารือกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อหาแนวทางสร้างรายได้อย่างยั่งยืน และเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หลังจากการประชุมสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ ในครั้งนี้ ต่างฝ่ายต่างผลักดันให้เกิดความร่วมมือในการรักษาเสถียรภาพราคายางและพัฒนาอุตสาหกรรมยางได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงต่อไป

ไม่เคลียร์! กรมวิชาการเกษตรยืดเวลารวบข้อมูลแบน 3 สารวัตถุอันตราย จ่อชงบอร์ดแบนเฉพาะพาราควอต-ควอร์ไพริฟอส ไร้ไกลโฟเซต จี้ผู้ประกอบการรายงานแผนนำเข้าส่งออกพื้นที่ใช้ให้ครอบคลุม

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการพิจารณายกเลิก 3 วัตถุอันตราย ที่ประกอบไปด้วย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต หลังจัดประชุมรวบรวมและรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องรอบด้าน อิงข้อมูลวิชาการและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นหลัก ล่าสุด เห็นควรให้จำกัดการเฉพาะใช้ “ไกลโฟเซต” และไม่มีแนวทางยกเลิกตามข้อเสนอ แต่ให้ผู้ประกอบการรายงานการนำเข้า การผลิต การส่งออก การจำหน่าย พื้นที่การใช้ และปริมาณคงเหลือ และต้องระบุพื้นที่ห้ามใช้ในฉลากวัตถุอันตรายควบคุมการโฆษณา ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ส่วนอีก 2 ชนิด คือ พาราควอตและควอร์ไพริฟอส ต้องส่งเรื่องหารือไปยังคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้รวบรวมข้อมูลด้านพิษวิทยาของสาร ด้านประสิทธิภาพในการใช้ ด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงด้านการห้ามใช้ในต่างประเทศ และด้านการห้ามใช้ตามข้อตกลงของอนุสัญญาประกอบกับข้อมูลจากการรับฟังความคิดเห็น รวมทั้งข้อมูลด้านสุขภาพอนามัย ที่ได้รวบรวมจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขด้วย

ทั้งนี้ เนื่องจากกรมฯ ยังไม่มีความเชี่ยวชาญที่จะพิจารณานำข้อมูลด้านสุขภาพอนามัยมาวินิจฉัยได้อย่างชัดแจ้งว่าสารดังกล่าวมีอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ตามที่มีการกล่าวอ้างหรือไม่ จึงเห็นสมควรที่จะขอคำปรึกษาในเรื่องดังกล่าวจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งมีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ รวมไปถึงผู้แทนจากหน่วยงานด้านสาธารณสุข ตามอำนาจหน้าที่ในมาตรา 7 โดยกรมวิชาการเกษตรมีอำนาจหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับวัตถุอันตรายตามพ.ร.บ. วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 เท่านั้น

“กรมวิชาการจะนำเสนอข้อมูล 5 ด้าน ไม่ว่าจะเป็น 1.การทบทวนค่าพิษวิทยา 2.การห้ามใช้ในประเทศต่างๆด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ 3.การปฏิบัติภายใต้อนุสัญญาประชาคมโลก 4 ข้อ 4.ผลการรับฟังความเห็น และ 5.ผลกระทบสุขภาพอนามัย ซึ่งยอมรับว่ายังติดขัดในข้อที่ 5 เพราะกรมวิชาการเกษตรไม่มีผู้เชี่ยวชาญและต้องอ้างอิงข้อมูลจากหลายภาคส่วนซึ่งไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันจึงต้องใช้เวลา”

นายสุวิชย์กล่าวต่อไปว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสาคัญในการลดการใช้สารเคมี และมีนโยบายที่จะ ผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานปลอดภัยจากสารตกค้างทั้งในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม และพร้อมที่จะ สนับสนุนการลด ละ เลิก การใช้ เมื่อมีความจาเป็น โดยคำนึงถึงความเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ เป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม เพื่อรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น กระทรวงเกษตรฯ จะศึกษาและเร่งรัดหาวิธีการที่เหมาะสมเพื่อเป็นทางเลือกทดแทนการใช้สารดังกล่าวต่อไป กรมวิชาการเกษตรเองต้องพูดให้น้อยที่สุด เพื่อรับฟังความคิดเห็นทุกทางและจะหารือที่ประชุมเพื่อหาข้อสรุปอีกครั้งเร็วๆ นี้” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

ไม่เคลียร์! กรมวิชาการเกษตรยืดเวลารวบข้อมูลแบน 3 สารวัตถุอันตราย จ่อชงบอร์ดแบนเฉพาะพาราควอต-ควอร์ไพริฟอส ไร้ไกลโฟเซต จี้ผู้ประกอบการรายงานแผนนำเข้าส่งออกพื้นที่ใช้ให้ครอบคลุม

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการพิจารณายกเลิก 3 วัตถุอันตราย ที่ประกอบไปด้วย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต หลังจัดประชุมรวบรวมและรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องรอบด้าน อิงข้อมูลวิชาการและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นหลัก ล่าสุด เห็นควรให้จำกัดการเฉพาะใช้ “ไกลโฟเซต” และไม่มีแนวทางยกเลิกตามข้อเสนอ แต่ให้ผู้ประกอบการรายงานการนำเข้า การผลิต การส่งออก การจำหน่าย พื้นที่การใช้ และปริมาณคงเหลือ และต้องระบุพื้นที่ห้ามใช้ในฉลากวัตถุอันตรายควบคุมการโฆษณา ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ส่วนอีก 2 ชนิด คือ พาราควอตและควอร์ไพริฟอส ต้องส่งเรื่องหารือไปยังคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้รวบรวมข้อมูลด้านพิษวิทยาของสาร ด้านประสิทธิภาพในการใช้ ด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงด้านการห้ามใช้ในต่างประเทศ และด้านการห้ามใช้ตามข้อตกลงของอนุสัญญาประกอบกับข้อมูลจากการรับฟังความคิดเห็น รวมทั้งข้อมูลด้านสุขภาพอนามัย ที่ได้รวบรวมจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขด้วย

ทั้งนี้ เนื่องจากกรมฯ ยังไม่มีความเชี่ยวชาญที่จะพิจารณานำข้อมูลด้านสุขภาพอนามัยมาวินิจฉัยได้อย่างชัดแจ้งว่าสารดังกล่าวมีอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ตามที่มีการกล่าวอ้างหรือไม่ จึงเห็นสมควรที่จะขอคำปรึกษาในเรื่องดังกล่าวจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งมีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ รวมไปถึงผู้แทนจากหน่วยงานด้านสาธารณสุข ตามอำนาจหน้าที่ในมาตรา 7 โดยกรมวิชาการเกษตรมีอำนาจหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับวัตถุอันตรายตามพ.ร.บ. วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 เท่านั้น

“กรมวิชาการจะนำเสนอข้อมูล 5 ด้าน ไม่ว่าจะเป็น 1.การทบทวนค่าพิษวิทยา 2.การห้ามใช้ในประเทศต่างๆด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ 3.การปฏิบัติภายใต้อนุสัญญาประชาคมโลก 4 ข้อ 4.ผลการรับฟังความเห็น และ 5.ผลกระทบสุขภาพอนามัย ซึ่งยอมรับว่ายังติดขัดในข้อที่ 5 เพราะกรมวิชาการเกษตรไม่มีผู้เชี่ยวชาญและต้องอ้างอิงข้อมูลจากหลายภาคส่วนซึ่งไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันจึงต้องใช้เวลา”

นายสุวิชย์กล่าวต่อไปว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสาคัญในการลดการใช้สารเคมี และมีนโยบายที่จะ ผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานปลอดภัยจากสารตกค้างทั้งในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม และพร้อมที่จะ สนับสนุนการลด ละ เลิก การใช้ เมื่อมีความจาเป็น โดยคำนึงถึงความเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ เป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม เพื่อรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น กระทรวงเกษตรฯ จะศึกษาและเร่งรัดหาวิธีการที่เหมาะสมเพื่อเป็นทางเลือกทดแทนการใช้สารดังกล่าวต่อไป กรมวิชาการเกษตรเองต้องพูดให้น้อยที่สุด เพื่อรับฟังความคิดเห็นทุกทางและจะหารือที่ประชุมเพื่อหาข้อสรุปอีกครั้งเร็วๆ นี้” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวว่า มีกลุ่มมิจฉาชีพใช้โทรศัพท์ติดต่อกับประชาชน โดยแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของไปรษณีย์ไทย หลอกลวงประชาชนว่ามีพัสดุตกค้าง ณ ที่ทำการไปรษณีย์ โดยเรียกให้โอนเงินผ่านบัญชีธนาคารเพื่อนำพัสดุออกจากที่ทำการไปรษณีย์ รวมไปถึงมีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายขบวนการค้ายาเสพติดด้วยนั้น กรณีดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบ และร้องเรียนผ่านทาง THP Contact Center 1545 เป็นจำนวนกว่า 2,109 ครั้ง หรือ 13 เรื่องต่อวัน

นอกจากนี้ ยังมีผู้ใช้บริการแจ้งเหตุ เข้ามาทางสื่อออนไลน์ อาทิ เฟซบุ๊กแฟนเพจและทวิตเตอร์ของไปรษณีย์ไทย และข้อความส่งต่อการหลอกลวงของแก๊งมิจฉาชีพทางแอพพลิเคชัน Line อีกเป็นจำนวนมาก

นางสมร กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการการรับสิ่งของที่ฝากส่งทางไปรษณีย์นั้น หากพบว่าผู้รับปลายทางไม่อยู่บ้าน หรือสิ่งของที่ฝากส่งไม่สามารถนำจ่ายได้ เจ้าหน้าที่นำจ่ายจะออก “ใบแจ้งให้มารับสิ่งของ” ณ ที่ทำการไปรษณีย์ ซึ่งรองรับสำหรับผู้ใช้บริการที่ฝากส่งสิ่งของในไปรษณียภัณฑ์แบบมีหลักฐานเท่านั้น เช่น บริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษในประเทศ (EMS) บริการส่งด่วนทั่วโลก (EMS World) บริการไปรษณีย์ลงทะเบียน เป็นต้น

โดยเอกสารดังกล่าวจะระบุรายละเอียดการขอรับไปรษณียภัณฑ์ ดังนี้ สาเหตุที่ไม่สามารถนำจ่ายได้ หมายเลขสิ่งของจำนวน 13 หลัก ประเภทของไปรษณียภัณฑ์ วัน-เวลาที่เจ้าหน้าที่ไปนำจ่าย และวัน-เวลาที่ประชาชนสามารถไปติดต่อขอรับได้ ณ ที่ทำการฯ อย่างชัดเจน

“ขอยืนยันว่า ไปรษณีย์ไทย ไม่มีนโยบายการเรียกเก็บเงินผ่านบัญชีธนาคารเพื่อนำพัสดุออกจากที่ทำการไปรษณีย์ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น หากผู้ใช้บริการมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ THP Contact Center 1545 หรือที่ทำการไปรษณีย์ทุกแห่งทั่วประเทศ”

พสกนิกรล้นหลามกราบพระบรมศพ หลัง สนว.แจ้งปิดเข้ากราบ 30 ก.ย. – เกษตรกร จ.ชุมพร เผยได้มากราบแล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจ เมื่อวันที่ 16 ก.ย. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้ราชสกุล องคมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

อาทิ วิทยาลัยอาชีวศึกษาปทุมธานี, โรงเรียนอนุบาลวัดนางใน, บริษัท เค.พี.ที.กลอรี่ จำกัด, บริษัท เอื้ออมรสุข จำกัด, กลุ่มจันทรโรจน์วานิช, บริษัท อีเลฟเว่น สตรีท(ประเทศไทย) จำกัด,ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไอยเรศวัสดุก่อสร้าง, ปวงข้าฯ ขอเทิดไว้เหนือเกล้า, นางพุทธชาด รัตนบรรณกิจ และคณะ, สภาวัฒนธรรมจังหวัดพิจิตร, มูลนิธิศรีแก้วอริยะ, ศิษย์เก่า รุ่นที่ 11 โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ฯลฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันมีพสกนิกรเดินทางมากราบสักการะจำนวนมาก โดยหางแถวที่เข้าคิวรอกราบพระบรมศพ ล้นออกนอกสนามหลวงไปตลอดเส้นถนนราชดำเนินใน ไปยังเส้นถนนสนามไชย หลังเมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา สำนักพระราชวัง ประกาศเปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 30 กันยายน 2560 เป็นวันสุดท้าย เพื่อจัดเตรียมการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้เปิดให้เข้ากราบมาตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค. 2559 เป็นต้นมา

โดยในวันนี้ สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 15 ก.ย. หลังสำนักพระราชวัง ปิดไม่ให้ประชาชนเข้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อขึ้นกราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 23.20 น. จากกำหนดเดิมเวลา 21.00 น. เนื่องจากยังมีประชาชนเข้าแถวรอกราบสักการะพระบรมศพในมณฑลพิธีสนามหลวงเป็นจำนวนมาก ว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 52,378 คน รวม 317 วัน มี 10,654,552 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 3,618,704.50 บาท รวม 317 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 790,646,708.76 บาท

นางอำนวย ชังสัจจา อายุ 45 ปี อาชีพชาวสวน พสกนิกรจาก อ.สวี จ.ชุมพร เช่ารถตู้เดินทางมาพร้อมญาติพี่น้องและเพื่อนกว่า 10 คน มาถึงสนามหลวงเวลา 07.00 น. ก่อนจะได้เข้ากราบพระบรมศพในเวลา 10.00 น. เปิดเผยด้วยความตื้นตันใจว่า พวกเราทุกคนรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ร.9 มาตลอดชีวิต เท่าที่จำความได้ก็เห็นพระองค์ทรงงานตลอด ส่วนตัวประทับใจที่พระองค์ทรงช่วยเหลือเกษตรกรชาวไทย ซึ่งตนได้น้อมนำมาใช้ในการทำสวนซึ่งปลูกปาร์มน้ำมัน สวนยาง และสับปะรด ทำให้มีกินมีใช้ รวมทั้งการใช้จ่ายอย่างไม่ฟุ่มเฟือย ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วย

นางอัจฉรา กล่าวพร้อมน้ำตาด้วยว่า วันนี้ได้มาเห็นคนมาจำนวนมากรอคิวเพื่อเข้ากราบ ก็รู้สึกตื้นตันใจในความรักที่มีต่อพระองค์ท่าน แม้จะเป็นครั้งแรกที่ได้มากราบ แต่ตนก็รู้สึกตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก เป็นความอบอุ่นในหัวใจ ขณะที่ขึ้นกราบสักการะพระองค์บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท บอกกับพระองค์ว่าขอให้คุ้มครองคนไทยให้อยู่ดีมีสุข หากมีโอกาสก็อยากมากราบพระองค์อีกสักครั้ง

น.ส.ศศิธร เขียวชัย น.ส.พัสวี ธีรพงษ์ อายุ 22 ปี และน.ส.อรวรรณ แพงแก้ว อายุ 21 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะครุศาสตร์ โปรแกรมภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ที่เดินทางมาถึงตั้งแต่ 03.00 น. และเข้ากราบเวลา 08.00 น. กล่าวว่า ตั้งใจอยากจะมากราบพระบรมศพนานแล้ว แต่ไม่สามารถมาในวันธรรมดาได้ต้องหาโอกาสวันหยุดสุดสัปดาห์ ด้วยการเรียนและการเดินทางลำบากจากต่างจังหวัด แต่ด้วยความตั้งใจอย่างไรก็ต้องมาให้ได้สักครั้งในชีวิต แม้ตลอดชีวิตของตัวเองเกิดมาก็ไม่เคยได้เห็นพระพักตร์จริงๆ ของพระองค์ท่าน ได้เห็นแค่จากสารคดีหรือในทีวี

แต่ด้วยความรักที่มีต่อพระองค์จึงอยากมาตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพวกเรา ด้วยพวกเราเรียนมหาวิทยาลัยราชภัฏ ในหลวงรัชกาลที่9 ได้พระราชทานนาม ทรงจัดตั้งให้มีสถานศึกษาแก่เด็กในต่างจังหวัดได้มีการศึกษา อีกทั้งยังพระราชทานพระราชลัญจกรเป็นตราประจำมหาวิทยาลัย พวกเราก็เป็นเหมือนประชาชนของพระองค์ เป็นข้าของแผ่นดิน

น.ส.ศศิธร กล่าวด้วยว่า fuyibapro.com ตนได้น้อมนำคำสอนเรื่องความพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน แม้เป็นนักศึกษาแต่ก็มีค่าใช้จ่ายสูง รวมถึงค่าครองชีพแพง พวกเราจึงต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด ประกอบกับทำงานหารายได้เสริม ทั้งสอนพิเศษ ขายของ และพนักงานเสิร์ฟ โดยใช้จ่ายอย่างประหยัด อดออม และทำเพื่อผู้อื่น ซึ่งเราเรียนครู จำได้ขึ้นใจที่ท่านทรงมีรับสั่งกับครูชาวดอยว่า “เป็นครูใช่หรือไม่ ขอฝากเด็กๆ ด้วย” พวกเราก็จะทำหน้าที่ความเป็นครูให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเด็กคืออนาคตของชาติ ซึ่งตนตั้งใจจะทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด โดยมีพระองค์เป็นแรงบันดาลใจ

ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เผยปรับกลยุทธ์การปล่อยสินเชื่อกองทุนเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ มั่นใจภายใน ก.ย. นี้ เงินถึงมือ SMEs ไม่ต่ำกว่า 9,900 ล้านบาท แน่นอน

นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม ดำเนินการปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ ผ่านกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ วงเงิน 20,000 ล้านบาท โดยขณะนี้การดำเนินการพิจารณาสินเชื่อกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ณ วันที่ 14 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา มีจำนวนเอสเอ็มอียื่นคำขอรับสินเชื่อทั้งสิ้น 3,292 ราย วงเงิน 16,836 ล้านบาท

และเพื่อให้การดำเนินการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้ปรับกระบวนการดำเนินงานให้มีความกระชับและมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น รวมถึงปรับสัดส่วนวงเงินสินเชื่อใหม่ให้เหมาะสมกับความต้องการของเอสเอ็มอีในแต่ละพื้นที่
ทั้งนี้ การปรับกระบวนการดังกล่าว อยู่บนพื้นฐานไม่กระทบต่อเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อเดิม ประกอบด้วย 4 ประเด็นหลัก ดังนี้

1. ลดขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ เหลือเพียง 2 ขั้นตอนเท่านั้นพิจารณาจากด้านของคุณสมบัติ และวัตถุประสงค์ในการขอรับสินเชื่อเป็นสำคัญ จากนั้นจะส่งเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์สินเชื่อได้ทันที
2. กำหนดให้คณะอนุกรรมการวิเคราะห์เอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐประจำส่วนกลาง/ประจำจังหวัด รวมถึง คณะอนุกรรมการบริหารกองทุนฯ ประจำส่วนกลางและประจำจังหวัด เปิดการประชุมเพิ่มขึ้นอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง จากเดิมประชุมอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
3. ผ่อนปรนการเรียกตรวจเอกสาร โดยขอให้ส่งเฉพาะเอกสารที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วน เข้าสู่กระบวนการพิจารณาก่อน ส่วนเอกสารประกอบอื่นๆ สามารถส่งตามภายหลังได้
4. ปรับสัดส่วนวงเงินสินเชื่อ ซึ่งเดิมรายที่ขอสินเชื่อไม่เกิน 3 ล้านบาท จะอยู่ที่สัดส่วน 75% และรายที่ขอสินเชื่อไม่เกิน 10 ล้านบาท อยู่ที่สัดส่วน 25% มาเป็นสัดส่วน 50:50 เท่ากัน กล่าวคือ สินเชื่อไม่เกิน 3 ล้านบาท อยู่ในสัดส่วน 50% และรายที่ขอสินเชื่อไม่เกิน 10 ล้านบาท อยู่ในสัดส่วน 50% ของวงเงินสินเชื่อทั้งหมดของกองทุน ทั้งนี้ เพื่อเป็นไปตามความต้องการของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในแต่ละพื้นที่ ที่จำเป็นใช้วงเงินสูงขึ้นในการลงทุนและปรับปรุงกิจการ

ทั้งนี้ การปรับกระบวนการดำเนินงานดังกล่าว จะทำให้สามารถย่นระยะเวลาการทำงานให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังคงมีประสิทธิภาพในการพิจารณากระบวนการต่าง ๆ เท่าเดิม โดยคาดว่าภายในเดือนกันยายนนี้ จะสามารถอนุมัติสินเชื่อได้ไม่ต่ำกว่า 9,900 ล้านบาท และภายเดือนตุลาคมจะสามารถอนุมัติสินเชื่อได้ไม่ต่ำกว่า 16,000 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน

ด้านนายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ วงเงิน 20,000 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นทุนช่วยเหลือ สนับสนุนให้เอสเอ็มอีมีการพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงตามยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงช่วยเติมเต็มให้เอสเอ็มอีที่มีอุปสรรคไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนตามปกติไทย โดยการนำเงินทุนดังกล่าวนำไปลงทุนและปรับปรุงกิจการ ไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องทางการเงินให้แก่เอสเอ็มอี ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องใช้เวลาในการตัดสินใจในรายละเอียดของการลงทุน เช่น แบบก่อสร้าง spec เครื่องจักร จำเป็นต้องมีเอกสารข้อมูลประกอบการลงทุน ถึงแม้กองทุนจะผ่อนปรนเอกสารให้ตามกระบวนการดังกล่าว แต่ผู้กู้ก็ต้องใช้เวลาตัดสินใจลงทุนหรือปรับปรุงกิจการ ดังนั้น สินเชื่อกองทุนจึงมีกระบวนการแตกต่างจากสินเชื่อปกติทั่วไปที่เน้นให้เงินทุนหมุนเวียนเพียงอย่างเดียว