สำหรับความต้องการนกยูงในตลาดทั้งไทยและต่าง

ประเทศ คุณสันติศักดิ์ ยืนยันว่า การผลิตนกยูงเพื่อจำหน่ายยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้สนใจและคนรักนกยูง เพราะการพัฒนานกยูงไม่ได้หยุดนิ่ง ทั้งสีของนกยูงอินเดีย จะมีความแตกต่างและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา สนใจขอเข้าชมฟาร์ม ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยติดต่อสอบถามก่อนได้ที่ คุณสันติศักดิ์ ถนอมสิงห์ โทรศัพท์ (091) 514-5655

ผลไม้จันทบุรีวอดวาย ไร้สารพาราควอต เกษตรกรโอดสังคมตีตราบาป อาชญากรแผ่นดิน ล่าสุด อเมริกายืนยันพาราควอตไม่เกี่ยวกับพาร์กินสัน

กลุ่มแปลงใหญ่จันทบุรี และเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติปี พ.ศ. 2561 สถาบันทุเรียนไทย เกษตรกรชาวสวนจันทบุรี สมาคมชาวสวนลำไย กลุ่ม Young Smart Farmer จันทบุรี จัดเสวนา “รวมพลังเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนภาคตะวันออก” พบปัญหาเกษตรกรเดือดร้อนหนัก และเสียใจกับการถูกใส่ร้ายให้เป็น อาชญากรแผ่นดิน เหตุบิดเบือนข้อมูลและข้อเท็จจริงเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนใหม่ ล่าสุดเดือนตุลาคมนี้เอง ทางหน่วยงาน US EPA ของอเมริกา ได้ออกมาแจ้งว่า จากการประเมินข้อมูล และหลักฐานต่างๆ ที่มีอยู่ สรุปว่า พาราควอต ไม่ใช่สาเหตุ และไม่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคพาร์กินสัน

นายธีรภัทร อุ่นใจ ประธานกลุ่มแปลงใหญ่จันทบุรี และเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2561 เปิดเผยบทสรุปจากการเสวนาว่า “เกษตรกรเสียใจกับคำกล่าวโทษให้เกษตรเป็นประหนึ่งอาชญากรแผ่นดิน ต้นเหตุแผ่นดินอาบสารพิษ ด้วยการนำเสนอข่าวที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นผลวิจัย ผลการตรวจสารตกค้าง ส่งผลให้เกษตรกรเดือดร้อนมากในหลายด้านทั้งในการเพาะปลูก จนถึงการดำเนินชีวิตด้วยการสร้างความเกลียดชังไปยังกลุ่มเกษตรกร รวมทั้งการเดินหน้าแบนโดยไม่รับฟังเสียงเกษตรกร หรือแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือจากนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ แพทย์ที่ แม้กระทั่งข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรเอง ซึ่งมีผลการศึกษาชัดเจนว่า ไม่พบสารตกค้างจากพาราควอตจนทำให้เกิดผลต่อสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม จากการถูกบิดเบือนข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะด้านผลวิจัย หรือการปล่อยข่าว โดยเฉพาะการถูกตีตราว่าเกษตรกรเหมือนอาชญากร ทำแผ่นดินอาบสารพิษ และการเดินหน้าแบนโดยไม่เคยฟังเสียงเกษตรกร”

นายชรัตน์ เนรัญชร เกษตรกรจันทบุรี กล่าวเสริมว่า “การแบน สารกำจัดแมลง ยังพอมีสารอื่น หรือวิธีอื่นทดแทนได้ แต่สำหรับสารกำจัดวัชพืช พาราควอต และไกลโฟเซต ด้วยสภาพอากาศ ภูมิประเทศ หรือประเภทพืชผลที่ปลูก ยังจำเป็นต้องใช้ หากยกเลิก ทั้งสองสารนี้ เปรียบเสมือนการยกเลิกยาสามัญประจำบ้าน ส่งผลกระทบชัดเจนทั้งเรื่องต้นทุน แรงงาน เครื่องจักร และทรัพยากรเวลาด้วย ปัจจุบัน เกษตรกรไม่มีทุน หรือแรงที่จะทำได้เช่นนี้ทุกคน โครงสร้างต้นทุน สำคัญมากสำหรับภาคเกษตร โดยเฉพาะการเพาะปลูกผลผลิตในเชิงอุตสาหกรรม เพื่อการส่งออก ทำให้ต้องแข่งขันทั้งความปลอดภัยตามมาตรฐาน คุณภาพ และราคากับประเทศเพื่อนบ้าน ด้านความปลอดภัยตามมาตรฐาน จันทบุรี ไม่เคยประสบปัญหาดังกล่าว”

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการสารเคมี ไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย เพียงแต่ปรับตัว และนำสารใหม่มาจำหน่ายเท่านั้น รวมทั้ง สารทดแทนใหม่ กลูโฟซิเนต ที่รัฐแนะนำ ก็มีราคาสูง และเป็นสารที่อยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังของสหภาพยุโรป มีพิษร้ายอันตราย ในฐานะเกษตรกรที่มีบทบาททั้งในฐานะ เกษตกรผู้ผลิต และผู้บริโภค จะมั่นใจได้อย่างไร เพราะเกษตรกรก็ใส่ใจในความปลอดภัยและความถูกต้องในการใช้เป็นอย่างมาก และเป็นผู้บริโภคที่รักครอบครัว และรักแผ่นดินไทย เช่นกัน

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์นายแพทย์นิพนธ์ พวงวรินทร์ ราชบัณฑิตแห่งสำนักราชบัณฑิตยสภา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและหลอดเลือดสมอง อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคพาร์กินสันว่า ในตำราแพทย์ด้านประสาทวิทยา มีการกล่าวถึงว่า สารเคมีประเภทยาฆ่าแมลงและยาฆ่าหญ้าเป็นสารที่ทำให้เกิดโรคพาร์กินสันในสัตว์ทดลอง เพราะจากการศึกษาในสัตว์ทดลองพวกหนูพบว่า สารกลุ่มนี้ทำลายเซลล์สมองหนูได้และก่อให้เกิดอาการแบบโรคพาร์กินสันขึ้นในหนู แต่ข้อมูลในสัตว์ทดลองที่คล้ายคลึงกับมนุษย์เช่นในลิง ยังไม่มีการศึกษาที่ยืนยันว่าจะทำ เกิดโรคในลิงได้หรือไม่ แม้ว่าระยะหลังจะมีการศึกษาต่อเนื่อง ยังสรุปไม่ได้ว่าสารเคมีกลุ่มนี้จะทำให้เกิดโรคพาร์กินสันจริงหรือไม่ ประกอบกับสารเคมีพาราควอตในเลือดจะเข้าไปสู่สมองลำบากเพราะสารนี้ไม่ผ่านตัวกรองกั้นจากเลือดเข้าสู่สมอง (Blood Brain Barrier) และการจะเกิดการทำลายเซลล์สมองต้องมีปริมาณของสารเคมีในขนาดสูง การสรุปที่แน่ชัดในเรื่องนี้คงต้องอาศัยการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมอีกมากในอนาคต

ล่าสุดเดือนตุลาคมนี้เอง สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐ หรือ United States Environmental Protection Agency (US EPA) ได้ประกาศว่าจากการประเมินข้อมูลและหลักฐานต่าง ๆ ที่มีอยู่จากอดีตถึงปัจจุบัน สรุปว่า พาราควอต ไม่ใช่สาเหตุและไม่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคพาร์กินสัน

พันเอก นายแพทย์สุรจิต สุนทรธรรม แพทย์ผู้มีความรู้ความชำนาญสาขาเวชพิษวิทยา ผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดลแผนกแพทยศาสตร์ กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกในการจำแนกสารกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ตามระดับความอันตรายเฉียบพลันฉบับล่าสุด โดยคำนึงถึงขนาดที่ทำให้เสียชีวิตนั้นได้จำแนกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ (1) Ia อันตรายยิ่งยวด (2) Ib อันตรายสูง , (3) II อันตรายปานกลาง, (4) III อันตรายน้อย และ (5) U แทบไม่มีอันตรายเฉียบพลัน ส่วน สารพาราควอตได้รับการจัดอยู่ในกลุ่ม II “อันตรายปานกลาง”ซึ่งจัดว่าเป็นพิษน้อยกว่า “นิโคติน” ที่พบในยาสูบซึ่งได้รับการจัดอยู่ในกลุ่ม Ib อันตรายสูง

สอดคล้องกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ โดยคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตราย ว่า ประเด็นที่อ้างว่าพาราควอตก่อให้เกิดโรคพาร์กินสัน ระบบประสาท ผิวหนังอักเสบเนื้อเน่า หรือการถ่ายทอดจากแม่ไปสู่ลูกนั้น “ไม่เป็นความจริง” ไม่มีข้อมูลเชื่อมโยงได้อย่างชัดเจน

“การอ้างว่าตรวจพบ พาราควอต ในพืชผัก ผลไม้ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าหากฉีดพาราควอตโดนผัก ผักเหล่านั้นจะไม่มีทางไปถึงมือผู้บริโภค เพราะผักจะใบไหม้ เกษตรกรจะขายไม่ได้ จึงอยากเรียกร้องให้นักวิจัย เอารายละเอียดงานวิจัยมาแจ้งให้เกษตรกร และสาธารณชนรับรู้ด้วย เพราะเรามีความสงสัยในงานวิจัยนั้นว่าถูกต้องหรือไม่” เครือข่ายผลไม้จันทบุรีกล่าว

อย่าแปลกใจหากช่วงนี้จะเห็น เหล่าผู้บริหารระดับท็อปของแม็คโคร นำโดย “สุชาดา อิทธิจารุกุล” หญิงแกร่งแห่งวงการ ติดรองเท้าผ้าใบไว้ใกล้ตัว ว่างเมื่อไหร เป็นต้องซักซ้อมวอร์มร่างกาย เตรียมพร้อมสำหรับงาน“30 ปี แม็คโครวิ่งการกุศล : 30 th Anniversary Makro Run for Fund” วันที่ 23 ตุลาคมนี้ ที่สวนหลวง ร.9 ข่าวว่างานนี้ไม่ได้มีแค่นักวิ่งอาชีพหรือสมัครเล่นมาร่วมเท่านั้น แต่ยังมีพันธมิตรทางธุรกิจ ตอบรับจำนวนมาก หลายบริษัทยักษ์เล็ก ยักษ์ใหญ่ส่งผู้บริหาร พนักงานมารวมวิ่งกันเพียบ แถมยังออกบูทอาหารเครื่องดื่ม ให้คนมางานแม็คโครอิ่มหนำสำราญ หลังเสียเหงื่อ เป็นงานวิ่งการกุศลที่เห็นถึงความยิ่งใหญ่ในการโอกาสฉลอง 30 ปี และความเหนียวแน่นของครอบครัวแม็คโครจริงๆ พบกัน 05.00 น.ในวันที่ 23 ต.ค.ที่สวนหลวง ร.9

รัฐมนตรีเกษตรฯ ร่วมแสดงความยินดี กรมส่งเสริมการเกษตรจัดงานสถาปนาครบรอบ 52 ปี ประกาศนโยบายขับเคลื่อนงาน 6 ด้าน มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร เน้นใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมช่วยสร้างรายได้ พร้อมจัดกิจกรรมทางศาสนาและสาธารณกุศล

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2510 และได้ปฏิบัติงานอยู่เคียงคู่กับพี่น้องเกษตรกรมาด้วยความมุ่งมั่น เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตรครบรอบ 52 ปี จึงได้มีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ขึ้นในวันที่ 21 ตุลาคม 2562 ณ บริเวณอาคาร 1 กรมส่งเสริมการเกษตร

โดยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีและมอบนโยบายแก่เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร สำหรับกิจกรรมภายในงานได้มีการจัดพิธีสงฆ์ พิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พิธีวางพวงมาลาอนุสาวรีย์ศาสตราจารย์พิเศษ ทำนอง สิงคาลวณิช ผู้ก่อตั้งกรมส่งเสริมการเกษตร หน่วยงานต่าง ๆ ร่วมแสดงความยินดีและมอบเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์แก่มูลนิธิธรรมรักษ์ (วัดพระบาทน้ำพุ) การมอบรางวัลบุคคล หน่วยงานดีเด่น และผู้ทำคุณประโยชน์กับกรมส่งเสริมการเกษตร การมอบทุนการศึกษา และมอบแนวทางการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรแก่ข้าราชการและบุคลากรกรมส่งเสริมการเกษตร

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2563 กรมส่งเสริมการเกษตรได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานตามนโยบายของรัฐบาลและของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการช่วยเหลือดูแล และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยเฉพาะนโยบาย “การตลาดนำการเกษตร” ซึ่งต้องบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งของภาคการเกษตรในระดับฐานราก ด้วยการส่งเสริมการผลิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง และการพัฒนาเกษตรกรและองค์กรเกษตรกร มุ่งเน้นขับเคลื่อนการดำเนินงาน 6 ประเด็น คือ

1. ขยายผลโครงการพระราชดำริให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสืบสานศาสตร์พระราชา โดยการส่งเสริมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการหลวง เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง การส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงและสืบสานศาสตร์พระราชา ยึดแนวทางสืบสาน รักษา ต่อยอดศาสตร์พระราชา และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดปี มีภูมิคุ้มกัน และมีความมั่นคงในอาชีพ รวมทั้งการส่งเสริมการทำเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อสร้างสมดุลของระบบการผลิตทางการเกษตร ทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

2.บริหารจัดการสินค้าเกษตรโดยยึดหลักการตลาดนำการเกษตรและสร้างรายได้แก่เกษตรกร เน้นพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพมาตรฐานเพื่อเข้าสู่เกษตรอุตสาหกรรม โดยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตและการบริหารจัดการสินค้าเกษตร การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์และการผลิตสินค้าเกษตรที่มีโอกาสทางเศรษฐกิจ ใช้สารชีวภัณฑ์ลดการใช้สารเคมี การสนับสนุนการดำเนินงานตามนโยบายประกันรายได้เกษตรกร ปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน และการส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตร พัฒนาตลาดเกษตรกร ขยายความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพิ่มช่องทางการตลาดทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งการตลาดออนไลน์ และการพัฒนาโลจิสติกส์สินค้าเกษตร

3. พัฒนาองค์กรเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และงานเคหกิจเกษตร เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของครัวเรือนให้ดีขึ้น การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ประกอบการ สร้าง Young Smart Farmer ให้มีบทบาทสำคัญและเป็นผู้นำพัฒนาการเกษตรของชุมชน การส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรรวมทั้งสร้างความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนเกษตรและชุมชน

4. สร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายและบูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วน โดยสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายการทำงาน พัฒนาศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และศูนย์เครือข่าย ให้มีความเข้มแข็งทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เป็นศูนย์กลางด้านการเกษตรของชุมชนและเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ชุมชน และบูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่โดยพัฒนาต่อยอดจากฐานการพัฒนาที่มีอยู่แล้วและให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา

5. ช่วยเหลือดูแลและให้บริการแก่เกษตรกร ที่ประสบภัยพิบัติ (ภัยธรรมชาติ ศัตรูพืชและโรคพืช) และ

6. พัฒนาองค์กร ระบบการทำงาน และบุคลากรกรมส่งเสริมการเกษตร โดยพัฒนาระบบข้อมูล Big Data ระบบเทคโนโลยีและการสื่อสารต่าง ๆ ที่ทันสมัยเพื่อให้บริการเกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงยึดหลักการทำงานอย่างมีส่วนร่วม และการพัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมทำงานตามหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแนวทางการดำเนินงานกรมส่งเสริมการเกษตร ประจำปีงบประมาณ 2563 ดังกล่าว จะทำให้การทำงานส่งเสริมการเกษตรมีทิศทางที่ชัดเจน ส่งผลให้เกษตรกรได้รับการดูแลช่วยเหลือในการประกอบอาชีพการเกษตร และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรยังได้มีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานส่งเสริมการเกษตรเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร นำเสนอผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งเป็นเครื่องมือในการให้บริการเกษตรกร นิทรรศการกลไกขับเคลื่อนงานในพื้นที่ และตัวอย่างผลสำเร็จของงานส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่มะม่วงโชคอนันต์ ต.น้ำชุม อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย

การคัดเลือกบุคคลและหน่วยงานดีเด่นประจำปี 2562 ประกอบด้วย เกษตรตำบล เกษตรอำเภอ นักส่งเสริมการเกษตร ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานเกษตรอำเภอ และสำนักงานเกษตรจังหวัด ดีเด่น จำนวน 24 รางวัล รวมทั้งเกษตรกร บุคคลทางการเกษตร และสถาบันเกษตรกรดีเด่น จำนวน 57 รางวัล เพื่อสนับสนุนให้บุคคลและหน่วยงานสามารถทำงานตามบทบาทหน้าที่ บรรลุเป้าหมายของการพัฒนาเกษตรกร อีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานให้บุคคลและหน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นได้รับการยกย่อง เผยแพร่เกียรติคุณ ตลอดจนเกิดความภาคภูมิใจในการปฏิบัติงานส่งเสริมการเกษตรด้วย

ฝนตกชุกและอากาศชื้นในระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนฝรั่งให้เฝ้าระวังแมลงวันผลไม้ มักพบได้ในระยะที่ฝรั่งพัฒนาผล เริ่มแรกจะพบตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่เป็นกลุ่มๆ ละ 2-3 ฟอง อยู่ลึกจากผิวผลฝรั่งประมาณ 2-5 มิลลิเมตร หลังจากฝรั่งติดผลแล้ว 9 สัปดาห์ ตัวหนอนจะทำลายชอนไชกัดกินเนื้อฝรั่งอยู่ภายในผล ทำให้ผลเน่าและร่วงในที่สุด

ส่วนแนวทางในการป้องกันกำจัดแมลงวันผลไม้ เกษตรกรควรใช้วิธีป้องกันกำจัดแบบผสมผสาน โดยเกษตรกรควรหมั่นรักษาความสะอาดแปลงปลูก และเก็บผลที่ถูกแมลงวันผลไม้เข้าทำลายหรือผลที่เน่าออกจากแปลงปลูก แล้วนำไปฝังกลบให้หน้าดินหนาอย่างน้อย 15 เซนติเมตร เพื่อลดการสะสมและขยายพันธุ์ของแมลงวันผลไม้ในแปลงปลูก จากนั้น ให้เกษตรกรทำการตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง เพื่อลดการเกิดร่มเงาในทรงพุ่ม ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการแพร่ระบาดของแมลงวันผลไม้ และให้ศัตรูธรรมชาติมีบทบาทในการทำลายแมลงวันผลไม้ได้มากขึ้น

นอกจากนี้ เกษตรกรควรห่อผลด้วยถุงพลาสติกหูหิ้วสีขาวที่เจาะรูแบบซ่อนรูปสำเร็จมาจากโรงงาน ขนาด 6×14 นิ้ว โดยเริ่มห่อเมื่อผลมีอายุ 8 สัปดาห์หลังดอกบาน ห่อผล 1 ผลต่อถุง เพื่อป้องกันการเข้าทำลายของแมลงวันผลไม้และหนอนแดง แล้วให้หุ้มทับด้วยกระดาษสมุดโทรศัพท์ห่อเป็นรูปกรวย เพื่อป้องกันแสงแดด จะทำให้ผิวสวยและเจริญเติบโตเร็ว

จากนั้น ให้ใช้กับดักที่ภายในแขวนก้อนสำลีชุบสารล่อเมทธิลยูจินอลผสมสารฆ่าแมลงมาลาไทออน 83% อีซี ในอัตรา 4 :1 นำไปแขวนไว้ในทรงพุ่มที่ระดับความสูง 1 เมตร จำนวน 2 กับดักต่อพื้นที่ 1 ไร่ เพื่อกำจัดตัวเต็มวัยเพศผู้ และสำรวจการระบาดของแมลงวันผลไม้ในแปลงปลูก ถ้าพบปริมาณแมลงวันผลไม้เพิ่มมากขึ้นในกับดักโดยเฉพาะช่วงที่ใกล้เก็บเกี่ยวควรดำเนินการพ่นเหยื่อพิษโปรตีนต่อไป

หากพบระบาดมาก ให้เกษตรกรพ่นเหยื่อพิษโปรตีนที่ประกอบด้วยเหยื่อโปรตีน อัตรา 200 มิลลิลิตรผสมกับสารฆ่าแมลงมาลาไทออน 83% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ผสมในน้ำ 5 ลิตร โดยใช้วิธีเดินพ่นแบบเป็นจุดบริเวณใต้ใบ พ่นทุก 5 ก้าว และพ่นทุก 7 วันตั้งแต่ห่อผลเสร็จจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตหมด ซึ่งควรพ่นในเวลาเช้าตรู่ที่เป็นช่วงเวลาของแมลงวันผลไม้ออกมาหาอาหาร

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เผยแนวทางการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ราคายางพาราผันผวนเตรียมจ่อตั้งบริษัทลูกของ กยท. ดำเนินธุรกิจร่วมสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง เจาะตลาดสินค้า ISO พร้อมย้ำโครงการนโยบายประกันราคายางพารา ระยะที่ 1 พร้อมจ่ายส่วนต่างราคายาง 1 พ.ย. นี้ เป็นการช่วยเหลือพี่น้องชาวสวนยางในระยะสั้นให้ผ่านพ้นสถานการณ์ในช่วงนี้เท่านั้น

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านบริหาร รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กยท. เตรียมจัดตั้งบริษัทลูก เพื่อดำเนินธุรกิจร่วมกับสถาบันเกษตรกร ซึ่งขณะนี้ได้จัดทำ TOR เพื่อการจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมา และจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย เพื่อพิจารณาภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งหลังจากผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการแล้ว จะเร่งจดทะเบียนบริษัทให้เร็วที่สุด

ในส่วนของการจัดตั้งโรงงานจะเป็นขั้นตอนต่อไปที่จะเร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วเช่นกัน ซึ่งรวมไปถึงการพัฒนาโรงงานผลิตยางของ กยท. ที่มีอยู่ทั้ง 6 แห่ง ให้มีศักยภาพในการดำเนินงานเพื่อรองรับกำลังการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น โดยที่ผ่านมาโรงงานของ กยท. ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001:2015 ซึ่งจะสามารถรองรับความต้องการของตลาดที่ กยท. ได้เปิดตลาดไว้ได้มากขึ้น และโรงงานของ กยท. ก็สามารถรองรับผลผลิตของเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ในทุกชนิดยาง ไม่ว่าจะเป็นน้ำยางสด ยางแผ่น และยางก้อนถ้วย โดย กยท. ให้การส่งเสริมและสนับสนุนให้มีตลาดในการซื้อขาย

นายสุนันท์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ด้านนโยบายประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง (เจ้าของสวน ผู้เช่า ผู้ทำ และคนกรีดยาง) ที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่กับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 เบื้องต้นมีเกษตรกรชาวสวนยาง จำนวน 1,711,252 ราย (เจ้าของสวน ผู้เช่า ผู้ทำ 1,412,017 ราย และคนกรีดยาง 299,235 ราย) คิดเป็นพื้นที่ 17,201,391 ไร่

โดยให้มีการประกันรายได้ รายละไม่เกิน 25 ไร่ ที่ปริมาณผลผลิตยาง (ยางแห้ง) 240 กก./ไร่/ปี หรือ 20 กก./ไร่/เดือน กำหนดระยะเวลาประกันรายได้ 6 เดือน (เดือนตุลาคม 2562 – มีนาคม 2563) แบ่งตามประเภทยาง ดังนี้ ยางแผ่นดิบคุณภาพดี 60 บาท/กิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) 57 บาท/กิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 50%) 23 บาท/กิโลกรัม โดยอ้างอิงจากราคากลางที่ประกาศทุก 2 เดือน และจ่ายเงินประกันรายได้ให้กับผู้เข้าร่วมโครงการรอบแรก ในวันที่ 1-15 พฤศจิกายน 2562 โอนเงินเข้าบัญชีของเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรง งบประมาณในโครงการรวมทั้งสิ้น 24,278,626,534 บาท

นายธีรพงศ์ ตันติเพชราภรณ์ ประธานคณะกรรมการด้านยางพารา สภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า จากสถานการณ์พบการระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราพื้นที่จังหวัดนราธิวาส พาหะนำเชื้อราโรคนี้มาคือลมพัดมาอยู่ในสวนยางพาราของเกษตรกรทั้งในดิน กิ่งพันธุ์ หรือวัสดุที่ปลูก ฝังตัวอยู่ได้นานจนเมื่ออุณหภูมิเหมาะสมด้วยสภาพความชื้น เชื้อจึงฟักตัวและเกิดการระบาดขึ้น มีผลทำให้ผลผลิตลดลง 30-50% ทั้งนี้ ได้มีการประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือเกษตรกรในเรื่องของการเคลื่อนย้ายวัสดุปลูก ใบยาง กิ่งตายาง

อย่าเคลื่อนย้ายไปสู่จังหวัดหรือพื้นที่อื่น ด้วยว่าขณะนี้มีรายงานการเฝ้าระวังและตรวจเช็คอยู่ว่าในพื้นที่จังหวัดปัตตานีและจังหวัดยะลาอาจมีการติดเชื้อของโรคใบร่วงในยางพารา จึงเฝ้าระวังในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนซึ่งมีอาณาเขตติดกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม สภาเกษตรกรฯ ได้ประสานงานกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เพื่อเตรียมการใช้สารเคมีโดยจะใช้โดรนขึ้นบินและพ่นสารเคมีเพื่อทดสอบว่าวิธีนี้จะสามารถยับยั้งการระบาดเชื้อราของโรคใบร่วงในยางพาราได้หรือไม่

ทั้งนี้ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติได้ทำหนังสือถึงประธานสภาเกษตรกรจังหวัด 3 จังหวัด คือ จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา เพื่อขอให้สำรวจพื้นที่มีการระบาดและพื้นที่ที่ยังไม่ระบาดเพื่อควบคุมพร้อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรบำรุงต้นยางให้มีความสมบูรณ์เพื่อต้านทานโรคใบร่วงในยางพารา ส่วนความช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยจะเข้าปรึกษากับทาง กยท.เพื่อดูระเบียบในการใช้กองทุนพัฒนายางพาราโดยเฉพาะ (5) เรื่องสวัสดิการที่จะช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากอุทกภัย วาตภัย หรือภัยจากโรคระบาด กองทุนนี้จะไปเยียวยาให้เกษตรกรที่เกิดโรคระบาดนำไปดูแลยับยั้งเชื้อหรืออาจนำไปซื้อปุ๋ยเพื่อบำรุงต้นยางต่อไปได้หรือไม่

ด้าน นายประหยัด ลอแม ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดนราธิวาส เผยว่า โรคใบร่วงในยางพาราพื้นที่จังหวัดนราธิวาสเริ่มมีมา 2 ปีแล้ว แต่ไม่รุนแรงเหมือนกับปีนี้ การระบาดเกิดจากลมที่พัดมาจากประเทศมาเลเซียและประเทศอินโดนีเซีย ด้วยสภาพอากาศร้อนชื้นและฝนตกชุกเหมือนกับพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย จากการจัดเก็บข้อมูลการระบาดในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสพบที่ระบาดมากคือ อำเภอแว้ง 83,000 ไร่ อำเภอสุไหงปาดี 57,000 ไร่ อำเภอสุคิริน 34,250 ไร่ อำเภอสุไหงโกลก 12,000 ไร่

อำเภอระแงะคิดเป็น 70% ของพื้นที่ อำเภอรือเสาะคิดเป็น 90-100% ของพื้นที่ พื้นที่อำเภออื่นๆ พบการระบาดบ้าง แต่เกษตรกรเข้าใจว่าเมื่อฝนตกชุกใบยางก็ต้องร่วงเป็นเรื่องปกติธรรมดาของการผลัดใบต้นยาง จึงขอให้เกษตรกรสังเกตที่ใบยางว่ามีลักษณะวงกลมสีเหลืองเป็นจุดๆ เหมือนรอยไหม้ ร่วงจนเหลือแต่กิ่ง ก้าน คำแนะนำในเบื้องต้นให้เกษตรกรหยุดกรีดยางแล้วใส่ปุ๋ยบำรุงเพื่อให้ต้นยางมีความสมบูรณ์และต้านทานโรค ทั้งนี้ สภาเกษตรกรจังหวัดนราธิวาสได้ประสาน กยท.อำเภอสุไหงโกลก ได้ทำการทดลองใช้โดรนบรรจุน้ำยาฆ่าเชื้อราโปรยทางอากาศให้กับต้นยางพาราของเกษตรกรในพื้นที่ตำบลโละจูด หากได้ผลจะนำขยายไปยังพื้นที่ระบาดอำเภออื่นต่อไป

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เผยแนวทางการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ราคายางพาราผันผวนเตรียมจ่อตั้งบริษัทลูกของ กยท. ดำเนินธุรกิจร่วมสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง เจาะตลาดสินค้า ISO พร้อมย้ำโครงการนโยบายประกันราคายางพารา ระยะที่ 1 พร้อมจ่ายส่วนต่างราคายาง 1 พฤศจิกายน นี้ เป็นการช่วยเหลือพี่น้องชาวสวนยางในระยะสั้นให้ผ่านพ้นสถานการณ์ในช่วงนี้เท่านั้น

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านบริหาร รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กยท. เตรียมจัดตั้งบริษัทลูก เพื่อดำเนินธุรกิจร่วมกับสถาบันเกษตรกร ซึ่งขณะนี้ได้จัดทำ TOR เพื่อการจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมา และจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย เพื่อพิจารณาภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งหลังจากผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการแล้ว จะเร่งจดทะเบียนบริษัทให้เร็วที่สุด ในส่วนของการจัดตั้งโรงงานจะเป็นขั้นตอนต่อไปที่จะเร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วเช่นกัน

ซึ่งรวมไปถึงการพัฒนาโรงงานผลิตยางของ กยท. ที่มีอยู่ทั้ง 6 แห่ง ให้มีศักยภาพในการดำเนินงานเพื่อรองรับกำลังการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น โดยที่ผ่านมาโรงงานของ กยท. ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001:2015 ซึ่งจะสามารถรองรับความต้องการของตลาดที่ กยท. ได้เปิดตลาดไว้ได้มากขึ้น และโรงงานของ กยท. ก็สามารถรองรับผลผลิตของเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ในทุกชนิดยาง ไม่ว่าจะเป็นน้ำยางสด ยางแผ่น และยางก้อนถ้วย โดย กยท. ให้การส่งเสริมและสนับสนุนให้มีตลาดในการซื้อขาย

นายสุนันท์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ด้านนโยบายประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง (เจ้าของสวน ผู้เช่า ผู้ทำ และคนกรีดยาง) ที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่กับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 เบื้องต้นมีเกษตรกรชาวสวนยาง จำนวน 1,711,252 ราย (เจ้าของสวน ผู้เช่า ผู้ทำ 1,412,017 ราย และคนกรีดยาง 299,235 ราย) คิดเป็นพื้นที่ 17,201,391 ไร่ โดยให้มีการประกันรายได้ รายละไม่เกิน 25 ไร่ ที่ปริมาณผลผลิตยาง (ยางแห้ง) 240 กิโลกรัม/ไร่/ปี หรือ 20 โลกรัม/ไร่/เดือน กำหนดระยะเวลาประกันรายได้ 6 เดือน (เดือนตุลาคม 2562 – มีนาคม 2563)