สำหรับงบประมาณของกระทรวงคมนาคมในปี 2562 เฉพาะด้าน

การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอยู่ที่ประมาณ 1 แสนล้านบาท โดยงบประมาณลงทุนโครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ระบบรถไฟทางคู่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำ การพัฒนาสนามบินภูมิภาค 28 แห่ง ตลอดจนการพัฒนาศูนย์ขนส่งสินค้าภูมิภาคตลอดจนจุดพักรถบรรทุกตามถนนเส้นสำคัญ (Truck Terminal) ขณะที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในกรุงเทพมหานครจะเน้นไปที่การพัฒนาท่าเรือตามแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะท่าเรือที่เป็นจุดเชื่อมต่อระบบขนส่งรถไฟฟ้าและรถโดยสารสาธารณะอย่างท่าเรือสาทรและท่าเรือพระนั่งเกล้า ส่วนงบประมาณด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในปี 2563-2564 จะอยู่ที่ราว 2 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 1 แสนล้านบาท

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า การจัดทำงบประมาณปี 2562 ที่เน้นไปเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำนั้น จะมีการจัดทำแผนของแต่ละโครงการให้บูรณาการในภาพรวมกับระบบขนส่งอื่นมากขึ้น อาทิ การขอขุดร่องน้ำใหม่ทางภาคใต้และภาคตะวันออกของไทย เพื่อเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากทางบกมาเป็นทางน้ำ (Shift Mode) เนื่องจากปัจจุบันการก่อสร้างถนนไม่เพียงพอต่อการรองรับปริมาณการขนส่งทางบก อีกทั้งยังมีต้นทุนด้านการซ่อมบำรุงถนนจำนวนมากเพราะถนนอายุสั้นลงจากปริมาณจราจรในปัจจุบันที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้การขนส่งทางน้ำยังมีต้นทุนน้อยกว่าทางบกถึง 3 เท่าอีกด้วย ดังนั้น โครงการพัฒนาจะเน้นไปที่การพัฒนาร่องน้ำ การพัฒนาท่าเรือ และการสร้างถนนเชื่อมต่อเข้าไปยังท่าเรือทั่วประเทศ

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ที่กระทรวงอุตสาหกรรมว่า ที่ประชุมอยู่ระหว่างจัดทำแผนการประชาสัมพันธ์และการตลาดของทั้ง 10 เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ตามมติของการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ที่มี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานที่ผ่านมา โดยแผนดังกล่าวจะส่งให้ กนพ.พิจารณาในวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ สำหรับการประชุมครั้งนี้ ได้เชิญตัวแทนภาคเอกชนที่เชี่ยวชาญด้านการค้า การลงทุนชายแดน จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเข้าร่วมหารือด้วย

นายอุตตม กล่าวว่า สำหรับแนวทางดำเนินงานจะจัดทำแผนการตลาดของเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 10 แห่งอย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อชูจุดเด่นของแต่ละเขตเศรษฐกิจพิเศษให้นักลงทุนได้เห็นศักยภาพของพื้นที่อย่างชัดเจน และจะขยายขอบข่ายทางเศรษฐกิจในพื้นที่ ที่ไม่ได้มุ่งเน้นแต่เพียงการลงทุนกับการค้าชายแดน แต่รวมไปถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดการพัฒนาพื้นที่ อาทิ เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนมุกดาหารมีแนวคิดที่จะดึงมหาวิทยาลัยชั้นนำของต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เพื่อพัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรมใหม่ ขณะที่การดึงดูดนักลงทุนจะเจาะรายอุตสาหกรรมที่เหมาะสมกับเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ ตามฐานข้อมูลรายชื่อบริษัทที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มีอยู่ รวมทั้งจะสรรหาสถานประกอบการในภูมิภาคที่ต้องการร่วมลงทุนกับต่างชาติเพื่อขยายธุรกิจ โดยหลังจากนี้ไม่เพียงแต่จะดึงนักลงทุนเข้ามาดูพื้นที่ แต่จะมีกิจกรรมพบปะหารือกับผู้ประกอบการในพื้นที่ด้วย เพื่อให้เกิดผลเป็นการร่วมลงทุนอย่างชัดเจน

“ที่ผ่านมามีเพียงแผนการตลาดในภาพใหญ่ทั้ง 10 เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ทำให้นักลงทุนสับสนไม่รู้ว่าอุตสาหกรรมของตัวเองเหมาะสมที่จะลงทุนในพื้นที่ไหน แต่แผนใหม่จะจัดทำแผนการตลาดและประชาสัมพันธ์อย่างเจาะจงของแต่ละเขต เพื่อให้มีแผนชัดเจนในการโฟกัสนักลงทุนกลุ่มต่างๆ” นายอุตตม กล่าวและว่า สำหรับกลุ่มนักลงทุนเป้าหมายที่จะออกไปดึงดูดการลงทุน ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ ยุโรป และกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม

สตรอเบอรี่ ผลไม้ไทย (เชื้อสายฝรั่ง) รสชาติอร่อยชนิดหนึ่ง เป็นที่รู้จักกันมาหลายร้อยปี จนถึงสมัยปัจจุบัน ประเทศไทยปลูกสตรอเบอรี่กันมาก จนกลายเป็นสินค้าส่งออกทั้งภายในประเทศและประเทศใกล้เคียง

พื้นที่ที่เหมาะสำหรับการปลูกสตรอเบอรี่ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็นทางภาคเหนือ แถบจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน เป็นต้น และในพื้นที่บางจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น เลย และเพชรบูรณ์ และมีแนวโน้มที่สามารถปลูกได้พอสมควรในพื้นที่สูงของภาคกลาง เช่น แถบจังหวัดกาญจนบุรี สตรอเบอรี่ได้รับความนิยมอย่างสูงในฐานะผลไม้ที่มีผลการวิจัยรองรับว่ามีฤทธิ์ต้านมะเร็งได้ จนกลายเป็นพืชเศรษฐกิจ โดย โครงการหลวง คือจุดเริ่มต้นของ สตรอเบอรี่

สตรอเบอรี่ เป็นผลไม้ที่มีสีสันและรูปทรงสวยงามจนได้ชื่อว่าเป็น เทพีแห่งผลไม้ และยังเป็นผลไม้ที่มีความแปลก เพราะแทนที่เมล็ดจะอยู่ข้างใน แต่ดันไปแปะอยู่ที่เปลือกข้างนอกซะงั้น สำหรับรสชาติของสตรอเบอรี่นั้นจะมีทั้งหวาน และเปรี้ยวผสมหวาน นำไปใช้ปรุงและประกอบอาหารได้หลายๆ อย่าง หรือจะกินได้ทั้งผลสดๆ และนำมาแปรรูปเพื่อถนอมอาหารประเภท แยม ที่ใช้กินกับขนมปังก็อร่อย

ในบรรดาผลไม้นานาชนิด ผลไม้ที่ดึงดูดใจผู้คนทุกเพศทุกวัยตั้งแต่เด็กเล็ก หนุ่มสาว ตลอดจนผู้ใหญ่ ต้องยกให้ สตรอเบอรี่ ผลไม้สีแดงสดใส รสชาติหวานอมเปรี้ยวนี้นี่เอง!

สตรอเบอรี่ เป็นพืชตระกูลเดียวกับกุหลาบ เป็นไม้ล้มลุก พุ่มเตี้ยติดดิน สูงเพียง 6-8 นิ้ว มีใบประกอบ ขอบใบจัก ใบส่วนใหญ่มี 3 ใบย่อย มีขนสั้นปกคลุมผิวใบ ช่วงอากาศเย็นใบอาจจะมีสีม่วงหรือแดง หรือเขียวปนม่วง ในส่วนของดอกจะมีรูปร่างคล้ายระฆังหงายสีขาว มีกลิ่นหอม โดยทั่วไปมักจะบานในฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูหนาวของไทย ส่วนของผลจะเกิดจากการอัดรวมของผลย่อยๆ มากมายบนแกนเดียวกัน

ตามปกติ สตรอเบอรี่เจริญเติบโตได้ในที่ที่มีอากาศอบอุ่น ดินอุดมสมบรูณ์ค่อนข้างสูง ผลสตรอเบอรี่อ่อนจะมีสีเขียว แล้วเปลี่ยนเป็นสีขาว เมือสุกจัดจะมีสีแดง

สตรอเบอรี่ ถูกพบเมื่อราวศตวรรษที่ 10-15 โดยเริ่มที่ประเทศฝรั่งเศส พบภาพวาดเป็นภาพประสูติของพระเยซู มีภาพของพระบิดาโจเซฟ ยืนถือถาดสตรอเบอรี่ และอีกภาพเป็นภาพพระนางแมรี่ อุ้มพระเยซู และมีนางฟ้าถือถาดสตรอเบอรี่เช่นกัน ซึ่งจะเห็นว่าภาพเขียนศิลปะยุโรปสมัยกลางนั้น มีสตรอเบอรี่เป็นส่วนประกอบของภาพเกือบทุกภาพ

ในช่วง ค.ศ. 1500-1600 มีการปลูกสตรอเบอรี่กันอย่างกว้างขวางเนื่องจากมีลักษณะสวยงาม และสามารถนำผลมากินได้ มีการพัฒนาพันธุ์สตรอเบอรี่ให้มีคุณภาพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงศตวรรษที่ 17 มีการนำสตรอเบอรี่พันธุ์ เอฟ เวอจิเนียน่า จากสหรัฐอเมริกาเข้ามาในยุโรป และสตรอเบอรี่พันธุ์นี้ก็คือ บิดาของสตรอเบอรี่ในยุคปัจจุบัน

สตรอเบอรี่โครงการหลวง กำเนิดด้วยพระบารมีล้นเกล้าฯ

สตรอเบอรี่ ถูกนำเข้ามาสู่ประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2477 ซึ่งในสมัยนั้นพระช่วงเกษตรศิลปการ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนเกษตรกรรมแม่โจ้ (มหาวิทยาลัยแม่โจ้ในปัจจุบัน) ได้ต้นพันธุ์สตรอเบอรี่จากชาวอังกฤษชื่อ คาลิโฟล ซึ่งเข้ามาปฏิบัติงานด้านป่าไม้ในจังหวัดเชียงใหม่ แต่ในครั้งนั้นไม่มีใครสนใจเพราะกำลังให้ความสำคัญกับพันธุ์ยาสูบเวอร์จิเนีย และพันธุ์หอมหัวใหญ่มากกว่า

ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโครงการปลูกพืชทดแทนการปลูกฝิ่นแก่ชาวเขา สตรอเบอรี่จึงเป็นพืชที่ได้รับการส่งเสริมมาอย่างต่อเนื่อง และกลายมาเป็นพืชที่นิยมปลูกกันมากขึ้นจนถึงปัจจุบัน จนกลายสัญชาติมาเป็นไทยโดยปริยาย และยังพบว่าสตรอเบอรี่ที่มีรสอร่อยที่สุดนั้น อยู่ที่บ้านขุนกลาง ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่

พันธุ์สตรอเบอรี่เดิมเป็นพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งมีคุณภาพไม่ดีนัก สำหรับพันธุ์สตรอเบอรี่ของสถานีพืชผลเมืองหนาวในสมัยนั้นมีอยู่ 3 พันธุ์ คือ เบอร์ 13 (แคมบริจ เฟเวอริจ) เบอร์ 16 (ไตโอก้า) เบอร์ 20 (เซคเคียว) ต่อมาในปี พ.ศ. 2515 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานชื่อพันธุ์สตรอเบอรี่ทั้ง 3 พันธุ์ คือ พันธุ์พระราชทาน เบอร์ 13 เบอร์ 16 เบอร์ 20

คุณค่าทางอาหารของ สตรอเบอรี่

สตรอเบอรี่ สีแดงสด กลิ่นหอม หวาน อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารมากมายที่ได้รับการยกย่องให้เป็นผลไม้เพื่อสุขภาพและความงามเลยทีเดียว ในสตรอเบอรี่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ แอนโทไซยานิน เคอซิติน เคมเพอรอล ซึ่งสารเหล่านี้มีส่วนช่วยยับยั้งสารก่อโรคมะเร็งชนิดต่างๆ ได้ และเมื่อเปรียบเทียบสารต้านอนุมูลอิสระกับผลไม้ชนิดอื่นๆ สตรอเบอรี่นั้นจะมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่า ส้ม ถึง 1 เท่าครึ่ง มากกว่าองุ่นแดงอยู่ 2 เท่า มากกว่ากีวี 3 เท่า มากกว่ามะเขือเทศและกล้วยหอม 7 เท่า และมากกว่าลูกแพร 15 เท่า และยังเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง

สตรอเบอรี่ ปริมาณ 100 กรัม จะมีวิตามินซีมากถึง 58 มิลลิกรัม เลยทีเดียว นอกจากนี้ สตรอเบอรี่ยังเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานต่ำไม่มีคอเลสเตอรอล และมีไฟเบอร์ จึงเหมาะมากสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก

สตรอเบอรี่ ในอดีตปลูกเป็นพืชคลุมดินให้กับต้นไม้อื่น สตรอเบอรี่มีประโยชน์มากมาย ให้พลังงานต่ำ เหมาะกับคนลดน้ำหนัก และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ยับยั้งการเกิดโรคต่างๆ มากมาย เช่น ลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ บำรุงสายตา สมอง และระบบประสาท

สตรอเบอรี่ มีคุณค่าทางโภชนาการมากมาย ทั้งให้พลังงาน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน เหล็ก และอุดมไปด้วยวิตามินซี รวมทั้งเป็นสมุนไพรที่มีคุณสมบัติในการรักษาโรคได้ตั้งแต่รากเลยทีเดียว เช่น

รากและผล ใช้ทำยารักษาโรคหลอดลมอักเสบ โรคนิ่ว อาการปวดหัว ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น และช่วยให้ระบบทางเดินอาหารทำงานสะดวก

ใบ มีสารแอนติเจนที่มีคุณสมบัติเป็นยาฝาดสมาน โดยนำใบ 30 กรัม มาชงกับน้ำร้อนๆ ประมาณ 500 มิลลิลิตร ช่วยแก้อาการท้องร่วงได้

ผล ซึ่งอุดมด้วยวิตามินซี กรดอินทรีย์ และธาตุเหล็ก ใช้เป็นยาระบายและมีคุณสมบัติบำรุงเชื้ออสุจิให้แข็งแรงด้วย

น้ำคั้นจากสตรอเบอรี่ และสารสกัดจากผลที่อุดมด้วย ซูปเปอร์ไฟเบอร์ เพคติน สามารถลดปริมาณคอเลสเตอรอล ลดความดันโลหิตสูง และสามารถฆ่าเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสที่ทำให้เกิดเริมได้

สตรอเบอรี่ นำมาฝานเป็นแผ่นบางๆ ใช้ทาหน้า จะทำให้หน้าขาวขึ้น อีกทั้งยังช่วยสมานผิว และลบริ้วรอยที่ถูกแดดเผาได้ดี ผลการวิจัยของนักวิจัยชาวอิตาลี พบว่า สตรอเบอรี่สามารถยับยั้งสารก่อมะเร็งในกลุ่มไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งในลำไส้ และสำหรับสถาบันวิจัยรัฐนิวเจอซี่ พบว่าคนที่กินสตรอเบอรี่มากๆ จะปลอดจากโรคมะเร็งได้มากกว่าคนที่ไม่ค่อยกิน หรือไม่กินเลย 3 เท่า

สตรอเบอรี่สามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย เช่น แยม ไวน์ ไอศกรีม โยเกิร์ต ขนม ลูกอม นมเปรี้ยว สบู่ แชมพู ลิปสติก เป็นต้น

คุณค่าของสตรอเบอรี่มีมากมายเหลือคณานับอย่างนี้ ลองหันมากินสตรอเบอรี่กันเถอะ นายภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร ( KOFC) ได้ติดตามสถานการณ์อุทกภัย ปี 2560 ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน พบว่าจะสร้างความเสียหาย รวม 14,198.21 ล้านบาท กระทบกับมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) 3,648.01 ล้านบาท หรือ 0.04% ของมูลค่าจีดีพีรวมทั้งประเทศ และ 0.59% ของมูลค่าจีดีพีสาขาเกษตร โดยสาขาพืชมีมูลค่าความเสียหายมากที่สุด 3,593.17 ล้านบาท รองลงมาเป็นสาขาประมง 53.47 ล้านบาท และสาขาปศุสัตว์ 1.38 ล้านบาท

นายภูมิศักดิ์กล่าวว่า อุทกภัยที่เกิดขึ้น แบ่งได้ เป็น 3 ช่วง คือ 1.วันที่ 5 กรกฎาคม -15 สิงหาคม 2560 อิทธิพลพายุตาลัส-เซินกา สำรวจความเสียหายแล้ว จำนวน 43 จังหวัด เกษตรกรรวม 444,854 ราย เกิดความเสียหายคิดเป็นมูลค่า 11,959.65 ล้านบาท แบ่งเป็นด้านพืชเสียหาย 3.41 ล้านไร่ มูลค่า 11,817.04 ล้านบาท ประมงพื้นที่บ่อปลา 12,253 ไร่ มูลค่า 133.68 ล้านบาท และด้านปศุสัตว์ สัตว์ตายและสูญหาย 60,591 ตัว มูลค่า 8.93 ล้านบาท ปัจจุบันให้การช่วยเหลือแล้ว 3,869.39 ล้านบาท 2.ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม – 30 กันยายน 2560 อิทธิพลพายุทกซูรี พื้นที่ได้รับผลกระทบอยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย เกษตรกรรวม 51,565 ราย และ 3.วันที่ 1 ตุลาคม – ปัจจุบัน จากหย่อมความกดอากาศต่ำ ร่องมรสุม พื้นที่ได้รับผลกระทบอยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย เกษตรกรรวม 194,692 ราย ซึ่งพืชได้รับความเสียหายมากที่สุด 3.41 ล้านไร่ หรือ 27.90% ของพื้นที่เสียหายจากอุทกภัยในปี 2554

นายภูมิศักดิ์กล่าวว่า สำหรับผลกระทบจากอุทกภัยช่วงวันที่ 16 สิงหาคมจนถึงปัจจุบันที่อยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย ประมาณ 1.94 ล้านไร่ คาดการณ์ว่าจะเสียหายโดยสิ้นเชิงประมาณ 20% คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 2,238.57 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหายทั้ง 3 ช่วงภัยเป็น 14,198.21 ล้านบาท
นายภูมิศักดิ์กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ช่วยเหลือเยียวยาเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยแล้ว โดยให้ความช่วยเหลือระยะเร่งด่วน แจกจ่ายพืชอาหารสัตว์ 70,815 กิโลกรัม แร่ธาตุและเวชภัณฑ์ 1,758 ชุด

ในพื้นที่ 3 จังหวัดได้แก่ พิษณุโลก กาฬสินธุ์ พิจิตร ดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 168 เครื่อง ในพื้นที่ 12 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม นครสวรรค์ สุพรรณบุรี อ่างทอง ชัยนาท สิงห์บุรี อุทัยธานี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 30 เครื่อง ในพื้นที่ 2 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี และแจกจ่ายพืชอาหารสัตว์ 240,190 กิโลกรัม แร่ธาตุและเวชภัณฑ์ 22,492 ชุด รวมทั้งดูแลสุขภาพสัตว์ 6,948 ตัว ในพื้นที่ 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย สุโขทัย อุทัยธานี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยนาท สุพรรณบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา และร้อยเอ็ด เป็นต้น นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรี(ครม.) ยังเห็นชอบให้ช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเนื่องจากพายุตาลัส และพายุเซินกา ครัวเรือนละ 3,000บาท จำนวน 43 จังหวัด

นายภูมิศักดิ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม KOFC เห็นว่าเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้น ในระยะสั้นควรปรับปรุงและตกแต่งสภาพลำน้ำ การเร่งสำรวจท่อระบายน้ำ คู คลอง หนองบึง และระบบระบายน้ำ การก่อสร้างคันกั้นน้ำขนาดที่เหมาะสม ก่อสร้างทางผันน้ำ เพื่อผันน้ำทั้งหมดหรือบางส่วนที่ล้นตลิ่งออกไป ส่วนระยะยาว ศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำ และอ่างเก็บน้ำ เพื่อทำหน้าที่ควบคุมไม่ให้น้ำเข้าท่วมพื้นที่ที่ต้องการป้องกัน และสร้างฝายยกระดับเพื่อผันน้ำเข้าพื้นที่เก็บน้ำ การสร้างอ่างเก็บน้ำ เพื่อบรรเทาน้ำท่วมกระจายให้ครอบคลุมพื้นที่เพื่อเก็บน้ำใช้ในฤดูแล้งและยังสามารถช่วยควบคุมการไหลของน้ำไม่ให้ไหลลงสู่พื้นที่ท้ายน้ำมากเกินไป การปรับปรุงผังเมืองให้สอดคลองกับแนวทางการระบายน้ำในสภาพปัจจุบันและแผนในอนาคต ควรนำมาตรการทางด้านกฎหมายผังเมืองรวมมาบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการทำเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อลดความสูญเสีย โดยการปลูกพืชอายุสั้นทันเก็บเกี่ยวก่อนน้ำมา และส่งเสริมการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงในการทำการเกษตร

ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร morepoweracing.com (KU – OAE Foresight Center : KOFC) โดย ดร.ภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) พร้อมด้วย ผศ.ดร.กัมปนาท เพ็ญสุภา รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เปิดเผยว่า อุทกภัย ถือว่าเป็นภัยธรรมชาติอย่างหนึ่งที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยได้ทุก ๆ ปี เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ในเขตมรสุมตลอดทั้งปี อุทกภัยในปี 2554 ที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาลโดยเฉพาะภาคเกษตร ก่อให้เกิดการหยุดชะงักของกิจกรรมการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply-Chain Disruption) ในหลายอุตสาหกรรมของไทยและอาจรวมไปถึงผู้ผลิตรายอื่นของอีกหลายประเทศ แม้ที่ผ่านมาพื้นที่เสียหายทางการเกษตรในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะอยู่ต่ำกว่าระดับ 5 ล้านไร่ แต่ในบางปีก็มีระดับน้ำท่วมสูงและพื้นที่การเกษตรเสียหายมากกว่า 5 ล้านไร่ เช่นปี 2551, 2553 และ 2554 โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในปี 2554 ทำให้พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายมากถึง 12.22 ล้านไร่ เกษตรกรได้รับความเสียหาย 1.289 ล้านราย

สำหรับสถานการณ์อุทกภัย ปี 2560 ผลสำรวจเบื้องต้นจากการสำรวจพบว่ามีพื้นที่การเกษตร (ด้านพืช) เสียหายโดยสิ้นเชิงประมาณ 3.41 ล้านไร่ (เฉพาะช่วงที่ 1 ช่วงภัยวันที่ 5 ก.ค.-15 ส.ค.60) หรือคิดเป็นร้อยละ 27.90 ของพื้นที่เสียหายในปี 2554 โดยสถานการณ์อุทกภัย ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2560 – ปัจจุบัน แบ่งเป็น 3 ช่วง ได้แก่

ช่วงที่ 1 ช่วงภัยวันที่ 5 ก.ค.-15 ส.ค.60 (พายุตาลัส-เซินกา) สำรวจความเสียหายแล้ว จำนวน 43 จังหวัด เกษตรกรรวม 444,854 ราย วงเงินช่วยเหลือ 3,869.39 ล้านบาท ช่วงที่ 2 ช่วงภัยตั้งแต่ วันที่ 16 ส.ค. – 30 ก.ย.60 (พายุทกซูรี) พื้นที่ได้รับผลกระทบอยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย เกษตรกรรวม 51,565 ราย และช่วงที่ 3 ช่วงภัยตั้งแต่ วันที่ 1 ต.ค.- ปัจจุบัน (หย่อมความกดอากาศต่ำ ร่องมรสุม) พื้นที่ได้รับผลกระทบอยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย เกษตรกรรวม 194,692 ราย

จากการคำนวณเบื้องต้น โดยศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร (ข้อมูล ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2560) พบมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากพื้นที่เสียหายสิ้นเชิง (ช่วงที่ 1 ช่วงภัยวันที่ 5 ก.ค.-15 ส.ค.60) ด้านพืช 3.41 ล้านไร่ ประมงพื้นที่บ่อปลา 12,253 ไร่ และด้านปศุสัตว์ สัตว์ตายและสูญหาย 60,591 ตัว คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทั้งหมด 11,959.65 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าความเสียหายด้านพืช 11,817.04 ล้านบาท ประมง 133.68 ล้านบาท และปศุสัตว์ 8.93 ล้านบาท ตามลำดับ

อย่างไรก็ตามยังมีพื้นที่ได้รับผลกระทบอยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหายคือ อุทกภัยช่วงวันที่ 16 สิงหาคม 2560 ถึงปัจจุบัน อีกประมาณ 1.94 ล้านไร่ ซึ่งศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร คาดการณ์ว่าจะเสียหายโดยสิ้นเชิงประมาณ 20% จึงประมาณการว่าจะทำให้เกิดมูลค่าความเสียหายอีกประมาณ 2,238.57 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหายทั้ง 3 ช่วงภัยเป็น 14,198.21 ล้านบาท เมื่อประเมินผลกระทบจากมูลค่าความเสียหายของอุทกภัยที่มีต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) พบว่า ส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) มูลค่า 3,648.01 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 0.04 ของมูลค่า GDP รวมทั้งประเทศ และ 0.59 ของมูลค่า GDP สาขาเกษตร โดยผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มากที่สุดคือสาขาพืชโดยมีมูลค่าความเสียหาย 3,593.17 ล้านบาท รองลงมาเป็นสาขาประมง 53.47 ล้านบาท และสาขาปศุสัตว์ 1.38 ล้านบาท ตามลำดับ