สำหรับช่องทางจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากนมแพะขณะนี้ มีหลาย

หน่วยงานที่เชิญทางกลุ่มไปร่วมออกร้านในงานเทศกาลต่างๆ ทั้งงานเกษตรแฟร์ งานบางมดเฟส งานเกษตรสร้างชาติที่สวนลุมพินี และทุกเดือนจะเปิดบู๊ธจำหน่ายที่สหกรณ์ออมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯ มีลูกค้าที่ตามกลับมาซื้ออย่างต่อเนื่อง สินค้าขายดีคือ โลชั่นนมแพะ ขวดเล็ก ราคา 130 บาท ขวดใหญ่ 200 บาท และมีแบบหลอด ราคา 130 บาท สบู่มี 2 สี สีเขียวเป็นสบู่อาบน้ำที่ใส่น้ำมันฮับบาดุซเซาดะฮ์ล้วนๆ ส่วนสีแดงจะเป็นสบู่น้ำมันฮับบาดุซเซาดะฮ์ผสมนมแพะ ซึ่งผ่านการรับรองคุณภาพจาก อย. เรียบร้อยแล้ว ส่วนนมแพะพาสเจอไรซ์มีหลากหลายรสชาติ เช่น กาแฟ โกโก้ ซึ่งนมแพะเป็นนมที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหาร มีปริมาณโปรตีนสูง มีวิตามินและแร่ธาตุไม่ต่างจากนมวัว ทั้งแคลเซียม วิตามินเอ วิตามินบี 3 โพแทสเซียม และมีโปรตีนที่ง่ายต่อการย่อย

การแบ่งหน้าที่ของสมาชิกในกลุ่ม สมาชิกทุกคนสามารถทำได้ทุกผลิตภัณฑ์ จะใช้เวลาว่างจากงานประจำทำสวนเลี้ยงแพะแล้ว มารวมกันแปรรูปนมแพะ ซึ่งจะทำให้มีรายได้เสริมเดือนละประมาณ 1,500-2,000 บาท/คน และนอกเหนือจากนมแพะที่นำมาแปรรูปแล้ว ทางกลุ่มได้เริ่มทำปลาบูดูจำหน่ายควบคู่กับนมแพะแปรรูปด้วย เนื่องจากมีสมาชิกบางส่วนมีอาชีพเลี้ยงปลานิล ทางกลุ่มจึงรับซื้อปลาสดของสมาชิกมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ครั้งละประมาณ 100 กิโลกรัม ทุกๆ 2 เดือนจะมารวมตัวกันทำปลาบูดูจำหน่าย

กรรมวิธีคล้ายการทำปลาร้า นำปลามาล้างทำความสะอาด และหมักเกลือ ทิ้งไว้ 1 คืน ก่อนจะนำมาใส่ส่วนผสม กระเทียม ข้าวคั่ว ซึ่งระหว่างการทำปลาบูดูจะต้องทำให้สะอาด มีผ้าปิดให้มิดชิด ไม่ให้มีแมลงวันตอม จากนั้นนำไปหมักต่อในไห ประมาณ 15-21 วัน จึงจะนำมารับประทานได้ สามารถนำมาทอด หลนเต้าเจี้ยว หรือนำเข้าไมโครเวฟ ก็นำออกมารับประทานได้ทันที ทางกลุ่มจะนำปลาบูดูออกไปวางขายคู่กับผลิตภัณฑ์จากนมแพะ เป็นปลาบูดูบรรจุถุงแบบสุญญากาศ กิโลกรัมละ 120 บาท ใครสนใจจะสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ของทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนดารุ้ลอิบาดะห์ ติดต่อ คุณกุสุมา อินสะมะพันธ์ โทร. 083-024-8107, 086-936-8299 หรือ facebook

คุณจิรทีปต์ คงทอง อยู่บ้านเลขที่ 6/1 หมู่ที่ 4 ตำบลหนองตีนก อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่เพาะพันธุ์ปลานิลที่มีคุณภาพ ทำให้ลูกพันธุ์ปลาที่ได้เป็นที่ต้องการของตลาด เกิดเป็นรายได้ให้กับคุณจิรทีปต์มากว่า 20 ปีทีเดียว โดยมีการผลิตเป็นแบบปลานิลแปลงเพศและปลานิลแบบปกติที่ลูกค้าสามารถนำไปเลี้ยงเป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อไปได้

คุณจิรทีปต์ เล่าให้ฟังว่า ผู้ที่ริเริ่มมาดำเนินการประกอบอาชีพทางการประมงคือ คุณแม่ โดยในช่วงแรกนั้นยึดการเลี้ยงเป็นปลาเนื้อเพื่อส่งขายให้กับพ่อค้าแม่ค้า เมื่อเลี้ยงมาได้สักระยะปลาที่อยู่ภายในบ่อเลี้ยง เริ่มมีการขยายพันธุ์กันเองออกมาเต็มบ่อ จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้คุณแม่ของคุณจิรทีปต์นำลูกพันธุ์ปลาที่ได้นำมาใช้ทดแทน ไม่ต้องซื้อลูกพันธุ์ปลาจากที่อื่นเข้ามาใช้ภายในฟาร์ม และนำส่วนที่เหลือออกขายให้กับเกษตรกรรายอื่น จึงเกิดเป็นรายได้หลากหลายช่องทาง

“ช่วงนั้นที่บ้านก็เน้นเลี้ยงปลานิลเป็นหลัก มีปลาชนิดอื่นด้วย แต่พอคิดที่จะเพาะพันธุ์เพื่อเป็นการค้า ก็เลือกเป็นปลานิลที่จะเพาะพันธุ์ โดยรวมแล้วปลานิลนี่ถือว่าเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย ลูกค้าสมัยนั้นนิยมเลี้ยงปลานิล และนำปลาชนิดอื่นๆ เข้ามาเลี้ยงผสมกันไป จึงทำให้ที่บ้านจากเป็นผู้เลี้ยงปลาเนื้อส่งขาย ก็ปรับเปลี่ยนมาเพาะพันธุ์ปลานิลแทน ทำมาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้” คุณจิรทีปต์ เล่าถึงที่มา

ช่วงแรกก่อนที่จะลงมือทำให้เกิดความชำนาญ มีการศึกษาองค์ความรู้กับสำนักงานประมงในพื้นที่ และเรียนรู้ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง พร้อมทั้งทดลองทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เมื่อประสบผลสำเร็จและมีตลาดแน่นอนจึงขยับขยายไปเรื่อยๆ เพื่อให้จำนวนลูกพันธุ์ปลานิลที่ผลิตได้มีเพียงพอต่อความต้องการของตลาด

การเพาะพันธุ์ปลานิลให้ได้คุณภาพตามที่ตลาดต้องการนั้น คุณจิรทีปต์ บอกว่า ใช้พ่อแม่พันธุ์ที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยพ่อแม่พันธุ์เป็นปลาที่เลี้ยงไว้เดิมอยู่แล้ว เมื่อต้องการใช้สำหรับผสมพันธุ์ให้ได้ลูกปลาที่ดีมีคุณภาพออกขาย จะคัดเลือกปลานิลที่มีทรงสวยทรงดีมาเป็นพ่อแม่พันธุ์

ซึ่งบ่อสำหรับเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ เป็นบ่อขนาด 1 ไร่ โดยปล่อยแม่พันธุ์ อยู่ที่ 1,000 ตัว ต่อพ่อพันธุ์ 300 ตัว อาหารที่ให้กินเป็นรำข้าวส่วนใหญ่ และถ้าต้องการเสริมโปรตีนให้กับปลา จะมีการผสมปลาป่นเข้ามาเสริมด้วยอีกหนึ่งช่องทาง ให้กิน 2 เวลา ในช่วงเช้าและเย็น

“การเพาะพันธุ์ลูกปลาในฟาร์มเรามี 2 แบบ ถ้าเป็นลูกปลาธรรมดาไม่ได้ผ่านการแปลงเพศ ก็จะลากอวนหรือช้อนลูกปลาขึ้นมาทุก 15 วันครั้ง และนำลูกปลานิลที่ได้มาคัดไซซ์อีกครั้ง มีทั้งหมด 4 ขนาด คือ ไซซ์จิ๋ว ไซซ์เล็ก ไซซ์กลาง และไซซ์ใหญ่ ซึ่งลูกปลาชุดนี้คัดแล้วก็สามารถส่งขายได้ทันที ส่วนลูกปลาอีกแบบคือ การนำมาแปลงเพศ จะเก็บไข่ทุก 7 วัน จากนั้นนำไข่มาฟักให้เป็นตัว และให้กินอาหารที่ผสมฮอร์โมนเพื่อเป็นการแปลงเพศต่อไป” คุณจิรทีปต์ บอก

เมื่อลูกปลานิลฟักออกจากไข่แล้ว จะนำปลาทั้งหมดไปอนุบาลอยู่ในกระชัง ขนาด 2×4 เมตร ในอัตราส่วน 20,000 ตัวต่อกระชัง โดยใส่ฮอร์โมนแปลงเพศทุก 2 ชั่วโมงครั้ง พร้อมกับผสมฮอร์โมนกับอาหารให้กินตั้งแต่เช้าไปจนถึงเย็น เป็นเวลาทั้งหมดถึง 21 วัน เคล็ดลับในการแปลงเพศคือ ต้องมีความต่อเนื่องของฮอร์โมนและเวลาต้องตรงไม่คลาดเคลื่อน ลูกปลานิลก็จะเปลี่ยนเพศเป็นตัวผู้และได้ขนาดไซซ์ที่พร้อมส่งขายให้กับลูกค้าได้

ส่วนในเรื่องของโรคที่จะเกิดขึ้นกับลูกปลานั้น คุณจิรทีปต์ บอกว่า ยังไม่มีโรคที่เกิดขึ้นกับปลาจนเกิดความเสียหาย เพราะการอนุบาลลูกปลานิลทำเพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ส่วนในเรื่องของสภาพบ่อที่ใช้เลี้ยงมีการจัดการและดูแลเป็นอย่างดี จึงไม่มีเชื้อโรคสะสมบวกกับน้ำมีความสะอาดก็ทำให้ปลอดภัยจากโรคต่างๆ

ในเรื่องของการตลาดขายลูกพันธุ์ปลานิลนั้น คุณจิรทีปต์ เล่าว่า ด้วยประสบการณ์ของการเลี้ยงปลาเนื้อมาก่อน และช่วงที่เริ่มเพาะพันธุ์ปลานิลใหม่ๆ มีลูกค้าเข้ามาติดต่อซื้ออยู่เรื่อยๆ จึงทำให้การตลาดสามารถส่งขายได้อยู่ตลอดเวลา โดยราคาขายแตกต่างกันไปตามขนาดไซซ์ของลูกปลา ส่วนปลานิลแปลงเพศจะขายอยู่ราคาเดียว เพราะมีขนาดไซซ์อยู่เพียงไซซ์เดียว

“ราคาลูกปลาที่ไม่ได้ผ่านการแปลงเพศหรือทำหมัน ราคาก็จะลดหลั่นกันไปตามขนาดไซซ์ เริ่มจากไซซ์ใหญ่ ตัวละ 40 สตางค์ และไซซ์จิ๋วอยู่ที่ 10 สตางค์ ส่วนปลานิลที่ผ่านการแปลงเพศ ราคาก็ยืนพื้นอยู่ที่ ตัวละ 30 สตางค์ ซึ่งราคาขายสามารถขึ้นลงได้ตามกลไกตลาด โดยลูกค้าที่เข้ามาติดต่อซื้อ ก็เดินทางมาจากทั่วประเทศ มีติดต่อเข้ามาเรื่อยๆ เพื่อนำไปเลี้ยงเป็นการค้า บางช่วงที่ผลิตไม่ทันก็จะจองคิวกันไว้ ก็ถือว่ายังสามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่องตลอดปี” คุณจิรทีปต์ บอก

ซึ่งลูกค้าที่เป็นเกษตรกรมือใหม่ที่อยากจะนำปลานิลไปเลี้ยงเป็นการค้า คุณจิรทีปต์จะมีการสอบถามลูกค้าก่อนเสมอว่าต้องการเลี้ยงทางด้านใด จะเน้นให้ข้อมูลและสอบถามการเลี้ยงและพื้นที่ของลูกค้าก่อน โดยไม่คิดที่จะขายลูกพันธุ์ปลาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความใส่ใจในทุกรายละเอียดให้ลูกค้าเลี้ยงได้ประสบผลสำเร็จ เพื่อที่อาชีพการเลี้ยงปลานิลมีความยั่งยืนต่อไปด้วย

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากจะะเลี้ยงปลานิลเพื่อประกอบเป็นอาชีพสร้างรายได้ คุณจิรทีปต์ แนะนำว่า การเลี้ยงปลานิลไม่ใช่เรื่องที่ยาก เพราะปลานิลเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย กินอาหารง่าย แต่สิ่งที่ผู้เลี้ยงต้องมีความสนใจมากที่สุดคือ เรื่องการประหยัดต้นทุนการเลี้ยง โดยหาแหล่งของอาหารที่มีอยู่ภายในท้องถิ่น เพื่อให้การเลี้ยงสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ดี ก็จะทำให้การเลี้ยงปลานิลมีผลกำไรที่เพิ่มขึ้น และมีรายได้ไปพร้อมกับความสำเร็จอย่างแน่นอน

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณจิรทีปต์ คงทอง หมายเลขโทรศัพท์ (081) 374-6014, (081) 744-7946 วันนี้หนัก! กรมอุตุฯ เตือนพายุฤดูร้อนซัด 47 จังหวัด ฝนถล่ม-ลูกเห็บตก ระวังอันตรายจากฟ้าผ่า แนะประชาชนเลี่ยงอยู่ที่โล่งแจ้งและสิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรง เผยกรุงเทพฯ ตกหนักร้อยละ 40
กรมอุตุฯ / เมื่อวันที่ 26 มี.ค. กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางพื้นที่บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลางรวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

จึงขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้างและป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง รวมถึงระวังอันตรายจากฟ้าผ่า สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย ส่วนภาคใต้มีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้นกับมีลมกระโชกแรง

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา หย่อมความกดอากาศต่ำเนื่องจากความร้อนปกคลุมภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศร้อนโดยทั่วไป ในขณะที่บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทะเลจีนตอนใต้ ประกอบกับมีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมประเทศไทยตอนบน

ลักษณะเช่นนี้ทำให้เกิดพายุฤดูร้อนขึ้น โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางพื้นที่บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่วนลมตะวันออกที่พัดปกคลุมภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้นกับมีลมกระโชกแรง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวันนี้ ถึงเวลา 06.00 น. ของวันที่ 27 มี.ค. นี้ ภาคเหนือ อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง และมีลูกเห็บตกบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดพะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 18-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 36-39 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-20 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู ชัยภูมิ ขอนแก่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงและมีลูกเห็บตกบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี และกาญจนบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-39 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่งและมีลมกระโชกแรง ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง ประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่งและมีลมกระโชกแรง ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่งและมีลมกระโชกแรง ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่ อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-35 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 15-20 กม./ชม.

สนามบินท่าใหม่ ฐานการบินเพื่อทำฝนเทียมช่วยชาวสวนจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด

เมื่อเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการสำเร็จลุล่วง สภาพก็อย่างที่เห็นขับเคลื่อนเศรษฐกิจแนวใหม่ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

(25 มีนาคม 2562) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2562 (NSTDA Annual Conference : NAC2019) ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจแห่งอนาคตไทย ก้าวไกลด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (Moving Towards Thailand’s Future Economy with Science, Technology and Innovation)” ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 15 ระหว่าง วันที่ 25-28 มีนาคม 2562 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี

โดยภายในงานมีการแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยของ สวทช. และเครือข่ายพันธมิตร การเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัยและทดสอบ กิจกรรมวิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชน และการสัมมนาที่น่าสนใจจากผู้ทรงคุณวุฒิและอบรมเชิงปฏิบัติการ มุ่งเน้นนำเสนอความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ เพื่อสนองตอบยุทธศาสตร์ของประเทศที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้าน วทน. การวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจแนวใหม่ นำมาพัฒนาขีดความสามารถด้าน วทน. ของประเทศ พร้อมทั้งยกระดับศักยภาพ และสร้างความมั่นคง ยั่งยืนต่อไป

ดร. พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กราบบังคมทูลรายงานตอนหนึ่งว่า สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หน่วยงานในกำกับของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีเป้าหมายในการวิจัยและพัฒนาด้าน วทน. และพัฒนากลไกการส่งมอบ เพื่อผลักดันงานวิจัยและพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์ทั้งเชิงพาณิชย์ และสาธารณประโยชน์ ตอบโจทย์ประเทศไทย 4.0 มาอย่างต่อเนื่อง

โดยในปีที่ผ่านมา สวทช. ดำเนินงานร่วมกับพันธมิตรภาครัฐ การศึกษา และเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ ส่งมอบผลงานวิจัยที่เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ และสังคมใน 5 ประเด็น มุ่งเน้น ได้แก่ 1. สารให้ประโยชน์เชิงหน้าที่และนวัตกรรมอาหาร 2. ระบบขนส่งสมัยใหม่ 3. การสร้างเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทย 4. เคมีชีวภาพและเชื้อเพลิงชีวภาพ และ 5. นวัตกรรมเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน ผลงานวิจัยที่นำไปใช้ประโยชน์ได้สร้างมูลค่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเป็นเงิน มากกว่า 45,000 ล้านบาท หรือประมาณ 7 เท่า ของค่าใช้จ่ายของ สวทช.

ได้ผลงานที่เป็นองค์ความรู้ ได้แก่ สิ่งตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ 546 เรื่อง ทรัพย์สินทางปัญญาที่ขอจด 383 คำขอ และมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคการผลิตและบริการ 261 รายการ หน่วยงานรับมอบ 335 หน่วยงาน นอกจากนั้น สวทช. ได้สร้างเสริมขีดความ สามารถเกษตรชุมชน โดยถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกษตรกร 6,700 คน จาก 264 ชุมชน ใน 35 จังหวัด ครอบคลุมเทคโนโลยีหลัก 36 เรื่อง เช่น การแปรรูปมันสำปะหลัง ข้าว เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง การใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ

และการใช้สารชีวภัณฑ์เพื่อลดการใช้สารเคมี เป็นต้น รวมทั้งพัฒนาบุคลากรเข้าสู่อาชีพวิจัย ในรูปแบบการให้ทุนการศึกษาและการพัฒนาระบบนักวิจัยพี่เลี้ยง โดยมีนักวิจัย สวทช. เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาร่วม ในการทำโครงงานวิจัยตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาถึงบัณฑิตศึกษาในประเทศ จำนวน 790 ทุน นอกจากนี้ สวทช. ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดำเนินการบริหารจัดการโครงการที่มีความสำคัญและการลงทุนสูงมากของประเทศ เช่น การจัดตั้งเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EECi ซึ่งมีความก้าวหน้าในด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาแผนที่นำทางเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ในเขต EECi ตามลำดับ

สำหรับการประชุมวิชาการประจำปีครั้งนี้ สวทช. หน่วยงานวิจัยและพัฒนาของประเทศ ผ่านการทำงานของ 4 ศูนย์เทคโนโลยีแห่งชาติ และสนับสนุนให้มีการนำผลงานวิจัยไป ใช้ภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs สตาร์ทอัพ เกษตรกร และอุตสาหกรรม เพื่อสร้างขีดความสามารถด้าน วทน. ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางสู่ไทยแลนด์ 4.0 ในปีนี้เน้นการวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจแนวใหม่ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ จากยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ประเทศโดยมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพของประเทศไปสู่ประเทศที่มั่นคง มั่งคั่ง

และยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจแนวใหม่ 6 ด้าน ได้แก่ 1. เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) มุ่งเน้นใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และต้นทุนความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็นจุดแข็งของประเทศเป็นตัวขับเคลื่อน 2. เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มุ่งเน้นใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือทิ้งมาเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง 3. เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) มุ่งเน้นประหยัดพลังงาน ลดความเสี่ยงที่จะทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหาย ตอบสนองการพัฒนาที่ยั่งยืน 4. เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Intelligent Economy)

เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิต เพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าและบริการ โดยใช้เวลาน้อยลง 5. เศรษฐกิจร่วมใช้ประโยชน์ (Sharing Economy) เป็นรูปแบบเศรษฐกิจที่ใช้พื้นฐานแนวคิดความร่วมมือและแบ่งปัน ทำให้เกิดรูปแบบสินค้าและบริการใหม่ สร้างรายได้แบบพึ่งพากัน และ 6. เศรษฐกิจผู้สูงวัย (Silver Economy) เป็นระบบที่นำความรู้เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่รองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุพึ่งพาตนเองได้

ทั้งนี้ การประชุม NAC2019 เริ่มขึ้นในวันที่ 25-28 มีนาคม 2562 โดยมีกิจกรรมหลัก คือ การสัมมนาวิชาการเป็นเวทีนำเสนอความก้าวหน้าของการวิจัยและพัฒนา และการประชุมเชิงปฏิบัติการ รวม 49 หัวข้อ การแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยและพัฒนาของ สวทช. และพันธมิตร ได้จัดโซนนิทรรศการเป็น 6 โซน ได้แก่ โซนเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และโครงการตามพระราชดำริ โซนพัฒนาเด็กและเยาวชน โซนสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร โซนงานวิจัยและพัฒนา

โซนความร่วมมือภาคเอกชนและต่างประเทศ และโซนผลิตภัณฑ์จากชุมชนเครือข่ายสวทช. การเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัยและทดสอบของ สวทช. และบริษัทผู้เช่า รวม 24 ห้องปฏิบัติการ และกิจกรรมสำหรับครูและเยาวชนในโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย โครงการมหาวิทยาลัยเด็กประเทศไทย โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาของโรงเรียนในชนบท โครงการโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม หรือ Fabrication Lab เพื่อพัฒนาความเป็นนวัตกรสู่เด็กและเยาวชนไทย และโครงการ Coding at School Powered by KidBright รวม 11 กิจกรรม

นายณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กราบบังคมทูลรายงานและเบิกผู้เข้ารับพระราชทานรางวัลตามประเภทต่างๆ ในกิจกรรมพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการวิจัยที่ สวทช. ให้การสนับสนุนและส่งเสริม เพื่อให้เกิดบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ ที่จะนำทรัพยากรต่างๆ มาประยุกต์ให้เกิดนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี ที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ตลอดจนอาศัยการเชื่อมโยงการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปกับระบบการศึกษา ทั้งในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยแก่เด็ก เยาวชน และบุคคลทั่วไป ผ่านในหลากหลายกิจกรรมทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึก เพื่อสร้างเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีความตระหนัก รวมไปถึงสร้างให้เกิดนวัตกรรมด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระจายความรู้ออกสู่สังคมไทยให้ทั่วถึงและเท่าเทียม

สำหรับในปี 2561 สวทช. ดำเนินโครงการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการวิจัยที่สำคัญ 3 โครงการ ได้แก่ โครงการทุนนักวิจัยแกนนำ ประจำปี 2561 จำนวน 2 รางวัล โครงการการแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 21 (National Software Contest: NSC2019) จำนวน 6 รางวัล และโครงการการแข่งขันออกแบบและสร้างหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 11 (The 11th Thailand Robot Design Contest: RDC 2018) จำนวน 1 รางวัล