สำหรับปุ๋ยเม็ดที่คุณสำรวยใช้เป็นปุ๋ยสูตรจำนวน 2 ชนิด

เป็นหลัก คือสูตร 15-0-0 เพื่อเพิ่มแคลเซียมทางราก และสร้างความแข็งแรงให้กับต้น กับสูตร 25-7-7 เพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโต การสร้างยอด เพิ่มขนาดและน้ำหนัก

การปลูกถ้าเป็นผักใบจะใช้วิธีหว่านเมล็ดพันธุ์ในแปลงที่เตรียมพื้นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างกวางตุ้งหว่านเมล็ดพันธุ์จนเก็บผลผลิตเวลา 30 วัน หลังจาก 7 วัน ให้หว่านปุ๋ยสูตร 15-0-0 จำนวน 4-5 กิโลกรัม ต่อไร่ แล้วรดน้ำ จากนั้นอีก 7 วันให้หว่านปุ๋ยสูตร 25-7-7 จำนวน 10-15 กิโลกรัม ต่อไร่ แล้วรดน้ำ ในกรณีที่ผักไม่สวยถูกใจอาจจะหว่านปุ๋ยสูตร 15-0-0 อีกเล็กน้อย ในช่วงก่อนเก็บผลผลิต 7 วัน แล้วเมื่อครบ 30 วันจึงตัดผลผลิตเก็บขาย

ในกรณีที่ไม่ใช่ผักใบแล้วเป็นผักแบบเถาไม้เลื้อย อย่างมะระจีนหรือถั่วฝักยาว การปลูกต้องใช้วิธีเพาะเมล็ดต้นพันธุ์ในถาดหลุมก่อน แล้วใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน จึงย้ายไปปลูกในแปลงที่สร้างค้างเตรียมไว้ ทั้งนี้ จะต้องปรับปรุงดินพร้อมกับใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมแล้วโรยปูนขาวเสียก่อนนำต้นพันธุ์ลงปลูก ทั้งนี้ ไม้และอุปกรณ์บางอย่างที่นำมาทำเป็นค้างเมื่อเสร็จจากการเก็บผลผลิตแต่ละรุ่นแล้วอาจนำกลับมาใช้ได้อีกโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่ม

คุณสำรวย บอกว่า ผักแต่ละชนิดจะปลูกซ้ำแปลงเดิมต่อเนื่องกันไม่ได้ เพราะอาจจะมีการสะสมโรคในดิน ดังนั้น จึงต้องปลูกหมุนเวียน อีกทั้งแปลงที่เก็บผลผลิตไปแล้วจะกำจัดวัชพืชใบไม้ออก ก่อนตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 15-20 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรค แล้วจึงกลับมาเริ่มปรับปรุงดินเพื่อปลูกผักรอบต่อไป ขณะเดียวกัน จะต้องพิจารณาความเหมาะสมของผักแต่ละชนิดในเรื่องปัจจัยแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำ อากาศ รวมถึงความต้องการของตลาดเพื่อต้องการให้ผักมีราคาขายที่สูง

ผลผลิตที่เก็บได้แต่ละครั้ง อย่างคะน้าได้ประมาณ 1,000-1,200 กิโลกรัม ส่วนมะระจีนได้ผลผลิตสูงเป็นที่พอใจ แล้วต้นทุนไม่มาก เพียงมีต้นทุนค่าค้างและอุปกรณ์ซึ่งสามารถเก็บไว้ใช้งานได้อีก ทั้งนี้ ผลผลิตมะระจีนจะเก็บได้คราวละ 30-40 ครั้ง ต่อรอบ จะได้ผลผลิตกว่าพันกิโลกรัม

คุณสำรวย ชี้ว่า ต้นทุนการปลูกผักส่วนมากจะหนักไปในเรื่องการป้องกันโรค/แมลงมากกว่าอย่างอื่น เพราะผักอ่อนไหวต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนไปจนทำให้เกิดโรค/แมลงเข้ามาทำลาย

สำหรับการกำหนดราคาขายผักแต่ละชนิดจากสวน คุณสำรวย ชี้ว่า เมื่อคำนวณต้นทุนบวกกำไรแล้วถ้าพ่อค้ารับซื้อพอใจก็ตกลงซื้อ-ขายกัน เนื่องจากเห็นว่าทางผู้ผลิตไม่มีต้นทุนค่าขนส่ง โดยเฉลี่ยราคาขายทั่วไป อย่างถั่วฝักยาวกิโลกรัมละ 30 บาท คะน้ากิโลกรัมละ 20 บาท มะระจีนกิโลกรัมละ 20 บาท จะขายส่งให้กับพ่อค้าที่มารับในสวนเพื่อนำไปขายต่อที่ตลาดไทและสี่มุมเมือง

“ผักที่ปลูกแต่ละอย่างต้องดูจากความต้องการของตลาดก่อน เพื่อให้มีราคาสูง จะต้องตรวจสอบจากตลาดผักหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นที่กาญจนบุรี ตาก หรือสุพรรณบุรี หรือแม้แต่จะต้องดูจากศูนย์เมล็ดพันธุ์ก่อนว่ามีผักชนิดใดที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ออกมาขายมาก ซึ่งอาจมีการปลูกกันมาก หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่ควรปลูกเพราะจะทำให้ล้นตลาด ราคาตก” คุณสำรวย กล่าว

เบทาโกร จัดงาน “ไส้กรอกเบทาโกร ชีส ซีรีส์ ยืดให้สุด อร่อยไม่มีสะดุด” กอดคอ โป๊ป ธนวรรธน์ พรีเซ็นเตอร์ ส่งมอบความอร่อยใหม่อย่างมีคุณภาพแบบยืดสุดของไส้กรอกเชดด้าชีส 6 รสชาติ แฟนคลับแห่ร่วมสนุกสุดฟินกับกิจกรรม Meet & Greet พร้อมชวนลุ้นรับ iPhone XR 40 เครื่อง ใน 8 สัปดาห์

เครือเบทาโกร จัดงาน “ไส้กรอกเบทาโกร ชีส ซีรีส์ ยืดให้สุด อร่อยไม่มีสะดุด” โดยมี นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เป็นประธานเปิดตัวไส้กรอกเบทาโกร ชีส ซีรีส์ 2 รสชาติใหม่ ได้แก่ ไส้กรอกไก่รสฮอกไกโดมิลกี้ชีส และ ไส้กรอกไก่รสเฟรนช์กาลิคบัตเตอร์ชีส พร้อมเปิดแคมเปญ “ชีสยืดสุด อร่อยไม่มีสะดุด แจก iPhone” ต่อเนื่อง 8 สัปดาห์ รวม 40 เครื่อง เพื่อขอบคุณลูกค้าและแฟนคลับ โดยมี โป๊ป ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ พรีเซ็นเตอร์ ไส้กรอก BETAGRO ร่วมส่งมอบความอร่อยใหม่อย่างมีคุณภาพ พร้อมร่วมสนุกผ่านเกมลุ้นโชค และกิจกรรมสุดฟิน Meet & Greet ในงาน ณ สยามสแควร์ วัน กรุงเทพฯ

กิจกรรมเริ่มขึ้นด้วยเสียงกรี๊ด เมื่อ “โป๊ป” เดินออกมาพร้อมไส้กรอก BETAGRO ชีส ซีรีส์ ที่ส่งมอบให้แฟนคลับแบบถึงมือตลอดทางเดิน พร้อมทักทายและพูดคุยอัพเดทผลงาน จากนั้นเป็นไฮไลต์ของงาน โดยคุณวสิษฐ ผู้บริหารเบทาโกร เล่าถึงความสำเร็จของไส้กรอก BETAGRO ชีส ซีรีส์ และร่วมเปิดแคมเปญใหม่กับ โป๊ป โดยทั้ง 2 คนดึงไส้กรอกออกจากกัน และมีชีสยืดออกมายาวสุด ถือเป็นการ Kick Off แคมเปญ “ชีสยืดสุด อร่อยไม่มีสะดุด แจก iPhone” และปิดท้ายด้วยช่วงเวลา Meet & Greet ที่ทุกคนรอคอย ได้เล่นเกมสนุกสุดฟินและถ่ายรูปแบบ Exclusive ใกล้ชิดกับโป๊ปอย่างอบอุ่น

นายวสิษฐ กล่าวว่า “ปีที่ผ่านมาเครือเบทาโกร ออกแคมเปญไส้กรอกรมควัน โดยมี โป๊ป เป็นพรีเซ็นเตอร์ไส้กรอก BETAGRO คนแรก ชวนทุกคนมาเปิดสัมผัสความอร่อย ถือว่าได้รับการตอบรับอย่างดียิ่ง กิจกรรมในวันนี้เป็นความตั้งใจของเบทาโกรเพื่อส่งมอบความอร่อยใหม่ของไส้กรอกเบทาโกร ชีส ซีรีส์ ซึ่งคัดสรรวัตถุดิบ เนื้อหมู เนื้อไก่คุณภาพจากเบทาโกรและเชดด้าชีสชั้นเลิศ มาผลิตเป็นไส้กรอกคุณภาพดีและรสชาติอร่อย 6 รสชาติ พร้อมด้วยแคมเปญพิเศษ แจก iPhone XR เป็นการขอบคุณลูกค้าและแฟนคลับโป๊ป ที่ให้การสนับสนุนเบทาโกรมาโดยตลอด ซึ่งเบทาโกรจะยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพของสินค้าให้ดียิ่งขึ้น เพื่อส่งมอบอาหารคุณภาพให้ถึงมือผู้บริโภค และขยายสู่วงกว้างโดยเฉพาะช่องทางรถทอด ฝากทุกคนสนับสนุนไส้กรอกชีส BETAGRO และติดตามร่วมสนุกกับแคมเปญใหม่นี้กันด้วยนะครับ”

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย หรือ ซีพีเอฟ รายงานผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ปี 2562 ด้วยรายได้จากการขายจำนวน 125,286 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากงวดเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของกิจการต่างประเทศที่มีสัดส่วน 67% ของรายได้จากการขายรวม โดยอีก 33% มาจากกิจการในประเทศไทย

กำไรสุทธิของบริษัท สำหรับไตรมาส 1 ปี 2562 มีจำนวน 4,279 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% จากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากผลการดำเนินงานของธุรกิจสุกร ของกิจการในประเทศเวียดนาม ประเทศไทย และประเทศกัมพูชาที่ปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากภาวะราคาสุกรซึ่งลดต่ำลงอย่างมากจากภาวะล้นตลาดในงวดเดียวกันของปีก่อนได้กลับคืนสู่ภาวะปกติ รวมทั้งการบริหารจัดการด้านการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นจาก 9% ของงวดเดียวกันปีก่อน เป็น 14% ในไตรมาสที่ 1 ปีนี้

นายสุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม และกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) ซีพีเอฟ กล่าวถึงสถานการณ์โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ ASF (African Swine Fever) ที่เกิดขึ้นในประเทศเวียดนาม ว่าอาจมีผลกระทบต่อราคาสุกรในพื้นที่ที่เกิดโรคเป็นปัจจัยที่อาจทำให้เกษตรกรมีความกังวลและรีบขายสุกรที่ยังไม่เป็นโรคเข้าสู่ตลาดก่อนเวลาอันควร ทำให้เกิดภาวะล้นตลาดในระยะสั้น ขณะเดียวกัน ผลจากการเกิดโรค ASF จะทำให้สุกรในพื้นที่เกิดโรคมีจำนวนน้อยลง อาจส่งผลให้ระดับราคาสุกรสูงขึ้นจากภาวะเนื้อสุกรขาดตลาด

สำหรับผลการดำเนินงานในปีนี้ น่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่อาจมีความผันผวนบ้างจากผลกระทบของภาวะราคาสุกรในประเทศเวียดนามที่ยังไม่นิ่งจากการเกิดโรค ASF อย่างไรก็ดี ผลการดำเนินงานส่วนใหญ่ในกิจการอื่นๆ ดีขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อน ส่วนการลงทุนนั้นบริษัทได้ให้ความสำคัญในการต่อยอดธุรกิจหรือเพิ่มมูลค่าให้กับกิจการ เช่น การเข้าซื้อบริษัท Hylife ซึ่งดำเนินธุรกิจสุกรเกรดพรีเมี่ยมในประเทศแคนาดาส่งออกไปยังประเทศต่างๆ เช่น ประเทศญี่ปุ่นและประเทศจีน และมีอัตราการทำกำไรที่ดี ซึ่งผลการเข้าซื้อน่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

ในปีนี้ เมื่อรวมการเข้าลงทุนในประเทศแคนาดา ซีพีเอฟจะมีฐานการดำเนินกิจการใน 18 ประเทศ ซึ่งหลายประเทศนั้นยังมีโอกาสในการขยายธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารอีกมาก เช่น ในประเทศจีน เวียดนาม รัสเซีย สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ เป็นต้น ดังนั้น การเติบโตส่วนใหญ่จะมาจากกิจการในต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายยอดขายในอีก 5 ปีที่ 800,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโตเฉลี่ย 6-7% ต่อปี โดยมีสัดส่วนยอดขายมาจากกิจการในต่างประเทศประมาณ 75% ของยอดขายรวม

นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ในปีนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว ได้กำหนดจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวระดับประเทศ เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2562 ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2562 ขึ้น ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2562 ณ กรมการข้าว กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “ชาวนายุคใหม่ พัฒนาข้าวไทย ก้าวไกลสู่สากล”

โดยกรมการข้าวได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณี พีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับเชิญเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงาน ในวันพุธที่ 5 มิถุนายน 2562 ณ กรมการข้าว กรุงเทพมหานคร ซึ่งในวันนี้เป็นวันสำคัญของชาวนาไทย โดยเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2489 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 พร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการทำนา ที่อำเภอบางเขน และทอดพระเนตรกิจการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ทั้งได้ทรงหว่านข้าวด้วยพระองค์เอง ที่แปลงนาหลังตึกขาว เกษตรกลางบางเขน จึงถือเป็นวันที่เป็นสิริมงคลต่อวงการข้าวและชาวนาไทย และด้วยเหตุผลความสำคัญดังกล่าว คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552 เห็นชอบให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปีเป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทย และพระราชวงศ์ทุกพระองค์ที่ทรงให้ความสำคัญต่อกิจการด้านข้าวมาโดยตลอดและเป็นการให้ความสำคัญต่อข้าว ซึ่งเป็นพืชอาหารหลักของคนไทยทั้งประเทศ รวมทั้งให้เกียรติชาวนาไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารหลักให้กับประชาชนเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาติ

การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทั้งเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณในด้านข้าวและชาวนาของไทย รวมไปถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี องค์ความรู้ด้านข้าวให้เกษตรกรที่เข้าร่วมงานได้รับทราบและนำไปประยุกต์ใช้

นางสาวนนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว ในฐานะโฆษกกรมการข้าว เปิดเผยว่า กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วยนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดมบรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10, จัดแสดงพันธุ์ข้าวเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 5 พันธุ์, จัดแสดงพันธุ์ข้าว กข 43, ข้าวทนแล้ง, ผลงานทางด้านนวัตกรรมข้าวต่างๆ, การเชื่อมโยงตลาดและการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมการแข่งขันชิมข้าว “แฟนพันธุ์แท้ข้าว”, การแข่งขันปิ้งข้าวเกรียบว่าวโบราณ, การแข่งขันตีปี๊บในแปลงนา นอกจากนี้ ยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมด้านข้าวอีกด้วย

บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เตรียมจัดโครงการ KUBOTA Smart Farmer Camp 2019ภายใต้แนวคิด “FARMNOVATION นวัตกรรมทำได้จริง” แคมป์เกษตรยุคใหม่สาย INNO เรียนรู้การออกแบบและการจัดการฟาร์มด้วยแนวคิดเกษตรรายได้สูง การใช้เทคโนโลยีเพื่อการเกษตรสุดล้ำ จาก KUBOTA ประเทศญี่ปุ่น และทดลองใช้งานจริงบนพื้นที่จริง ระหว่างวันที่ 15-18 มิถุนายน 2562 ณ คูโบต้าฟาร์ม จังหวัดชลบุรี เชิญชวนนิสิต นักศึกษา อายุระหว่าง 18-22 ปี ที่มีความสนใจด้านการทำเกษตรกรรม สมัครเข้าร่วมโครงการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันนี้ถึง
23 พฤษภาคม 2562

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า โครงการ KUBOTA Smart Farmer Camp 2019 จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างทัศนคติที่ดีในเรื่องของการทำการเกษตร โดยใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม่ พร้อมทั้งกระตุ้นเยาวชนรุ่นใหม่ใส่ใจการทำอาชีพเกษตรกรรม และเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ การทำเกษตรด้วยกิจกรรมต่างๆ โดยตลอด 6 ปีที่ผ่านมามีเยาวชนที่ผ่านการเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 600 ราย ซึ่งมีจำนวนเยาวชนถึง 28 เปอร์เซ็นต์ ที่ประสบความสำเร็จในการนำความรู้จากการเข้าร่วมทำกิจกรรมในโครงการไปต่อยอดอาชีพด้านเกษตรกรรม

สำหรับ โครงการ KUBOTA Smart Farmer Camp 2019 ในปีนี้ได้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “FARMNOVATION นวัตกรรมทำได้จริง” ร่วมเปิดวาร์ปความมันส์กับกิจกรรมต่างๆ มากมาย จัดหนัก กับสุดยอดเทคโนโลยีจาก KUBOTA ประเทศญี่ปุ่น พบกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อการจัดการแปลงเกษตร โดยวิธีเกษตรปลอดการเผา เกษตรปลอดภัย และเกษตรทฤษฎีใหม่ เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อการทำเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) สัมผัสและใช้งานเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ ทั้งแอพพลิเคชั่นปฏิทินการเพาะปลูกข้าว เทคโนโลยีควบคุมทิศทางอัตโนมัติด้วยระบบ GPS เทคโนโลยีคูโบต้านวัตกรรมอัจฉริยะ เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับเพื่อการเกษตร และเทคโนโลยีการทำงานระหว่างแทรกเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง จัดจริง ให้ทุกคนทดลองเรียนรู้ได้ดูด้วยตาตัวเอง ออกแบบฟาร์ม สร้างมูลค่าเพิ่มให้พื้นที่เกษตร

ด้วยแนวคิดเกษตรรายได้สูง และจัดการฟาร์มด้วยวิธีการเกษตรครบวงจร หรือ KUBOTA (Agri) Solutions จัดไป ทดลองใช้งานเทคโนโลยีต่างๆ ได้ก่อนใครในพื้นที่จริง และการฝึกการจัดการฟาร์มแบบครบวงจร

นิสิต นักศึกษา ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ และมีอายุระหว่าง 18-22 ปี กำลังศึกษาอยู่ในระดับ ปวส. หรือมหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 1-4 คณะหรือสาขาใดก็ได้ มีความสนใจด้านการทำเกษตรกรรม โดยมีความพร้อมเข้าร่วมทำกิจกรรมตลอดทั้ง 4 วัน 3 คืน ระหว่างวันที่ 15-18 มิถุนายน 2562 ณ KUBOTA Farm
อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี

สหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด จังหวัดนครปฐม ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ปี 2562 ซึ่งจะเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในงานพระราชพิธีจรดพนังคัลแรกนาขวัญ ณ มณทลพิธีท้องสนามหลวง และครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 ที่สหกรณ์แห่งนี้ได้รับคัดเลือกให้เป็นสหกรณ์ดีเด่นระดับชาติ หลังจากที่เคยได้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลมาแล้วในงานพระราชพิธีพืชมงคลเมื่อปี 2554 ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าสหกรณ์แห่งนี้มีการดำเนินงานมั่นคง มีความเจริญก้าวหน้าและสามารถช่วยดูแลอาชีพให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในจังหวัดนครปฐมได้เป็นอย่างดี

สหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2514 แรกเริ่มจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ประเภทบริการด้วยสมาชิกแรกตั้งจำนวน 10 คน ต่อมาในปี 2539 ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงเป็นสหกรณ์ประเภทการเกษตร ปัจจุบัน มี นายนายวิโรจน์ แอ่นศรี เป็นประธานสหกรณ์ฯ พร้อมคณะกรรมการ 8 ราย ร่วมบริหารสหกรณ์ภายใต้วิสัยทัศน์ “ธุรกิจครบวงจร สหกรณ์มั่นคง ซื่อตรงโปร่งใส คืนกำไรสู่สังคม” โดยสหกรณ์ได้ดำเนินธุรกิจหลัก 6 ด้าน ได้แก่ ธุรกิจรวบรวมน้ำนมดิบ การแปรรูปผลิตภัณฑ์นม แปรรูปอาหารสัตว์ จัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจสินเชื่อ และธุรกิจส่งเสริมการเลี้ยงโคนม ซึ่งผลการดำเนินงาน 3 ปีที่ผ่านมา สหกรณ์มีความมั่นคงและมีฐานะทางเศรษฐกิจดี สามารถดำเนินงานได้ประสบผลสำเร็จ ส่งผลทำให้มีทุนการดำเนินงานและทุนสำรองที่เพิ่มขึ้นทุกปี ปัจจุบันสหกรณ์มีทุนดำเนินงาน 218,904,563.37 บาท และทุนสำรอง 67,575,496.26 บาท สมาชิก 248 คน จำนวนโคนม 8,300 ตัว ซึ่งสมาชิกจะมีรายได้จากการเลี้ยงโคนมเฉลี่ยรายละ 22,000 บาท ต่อเดือน

นางสาวสังวาลย์ ทิมหอม ผู้จัดการสหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์ดำเนินธุรกิจครบวงจร เพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกและดูแลส่งเสริมอาชีพเกษตกรรผู้เลี้ยงโคนมในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ซึ่งที่สหกรณ์มีศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ โรงงานแปรรูปนม ร้านจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องมือการเกษตรและอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับในฟาร์มโคนม มีโรงงานผลิตอาหารโคนม ซึ่งมีห้องตรวจวิเคราะห์คุณภาพอาหารสัตว์และวัตถุดิบ เพื่อให้อาหารโคนมได้มาตรฐานและมีคุณค่าทางโภชนาการ

โดยสหกรณ์ได้ผลิตอาหารสัตว์แบ่ฃออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ อาหารผง 3 สูตร สูตรโปรตีน 16% โปรตีน 18% และโปรตีน 21% และอาหารเม็ด 3 สูตร ได้แก่ อาหารเม็ดสำหรับโคอายุ 6 เดือนขึ้นไป สูตรโปรตีน 14% อาหารสำหรับโคระยะให้นม สูตรโปรตีน 16% และอาหารโคระยะให้นม สูตรโปรตีน 21% โดยสหกรณ์มีแนวคิดที่จะช่วยเหลือสมาชิกลดต้นทุนอาหารสัตว์ จึงได้จัดหาแหล่งวัตถุดิบ เช่น กากถั่วเหลือง กากมอลต์ มาผลิตเป็นอาหารโคนม เพื่อช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงโคนม ซึ่งได้รับการตอบรับจากสมาชิกเป็นอย่างดี

สมาชิกได้ซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพดี ราคายุติธรรม ส่งผลให้น้ำนมดิบในฟาร์มมีปริมาณเพิ่มขึ้น ช่วยเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย ซึ่งสหกรณ์ได้รับน้ำนมดิบที่มีคุณภาพของสมาชิกเพิ่มขึ้นปีละ 15% ส่งผลให้ธุรกิจการรวบรวมน้ำนมดิบของสหกรณ์ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และยังส่งผลช่วยสร้างงานให้คนในชุมชน มีอาชีพและมีรายได้จากการบรรจุวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่นกากถั่วเหลือง และกากมอลต์ด้วย

แต่ละวันสมาชิกจะรีดนมและนำมาส่งให้ที่ศูนย์รวบรวมน้ำนมดบของสหกรณ์ วันละสองช่วงเวลา ช่วงเช้าตั้งแต่ 06.30-08.20 น. และช่วงเย็นจะเริ่มรับเวลา 16.30-18.00 น. ปริมาณน้ำนมดิบเฉลี่ยวันละ 31 ตัน ซึ่งสหกรณ์จะนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่ม ซึ่งนมพาสเจอร์ไรส์มี 5 รส ได้แก่ รสจืด รสหวาน กาแฟ โกโก้ และสตรอรี่ ขนาดบรรจุ 200 มิลลิลิตร และ 150 มิลลิลิตร นอกจากนี้ยังมีเป็นแกลลอน 2 ลิตร และ 5 ลิตร มีนมผสมวุ้นมะพร้าว 3 รสชาติ ได้แก่ รสหวาน กาแฟ และสตรอเบอรี่ ซึ่งวุ้นมะพร้าวมีประโยชน์ต่อร่างกาย แคลลอรี่ต่ำ และช่วยในการขับถ่าย ป้องกันมะเร็งลำไส้ ซึ่งไฟของวุ้น Gel Form นั้น ร่างกายสมารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ง่ายกว่าไฟจากพืช นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์นมสด 6 รสชาติ ได้แก่ ชาเย็น กาแฟเย็น โกโก้เย็น เมล่อน และนมสดหวาน บรรจุแกลลอน ขนาด 2 ลิตร และ 5 ลิตร และยังมีไอศกรีมรสวนิลาและช็อกโกแลต ซึ่งผลิตภัณฑ์นมทุกชนิดของสหกรณ์ผลิตจากนมโคแท้ 100%

ผลิตภัณฑ์นมของสหกรณ์จะถูกจัดเก็บในห้องเย็นที่ได้มาตรฐาน อุณหภูมิไม่เกิน 8 องศาเซลเซียส ก่อนจะขนส่งโดยรถห้องเย็นเพื่อนำไปวางจำหน่ายในร้านค้าสหกรณ์ 4 แห่งในจังหวัดนครปฐม ส่วนหนึ่งได้จัดส่งให้กับตัวแทนจำหน่ายที่เป็นเอกชนที่ดำเนินธุรกิจนมพาณิชย์ 4 ราย ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม กาญจนบุรี และในเขตกรุงเทพมหานครบางพื้นที่ ซึ่งเป้าหมายในอนาคตของสหกรณ์ ได้วางแผนที่จะพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์นมให้มีความหลากหลาย การเพิ่มช่องการทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มให้เพิ่มมากขึ้น