สำหรับผลิตภัณฑ์บริษัทมีการควบคุมการผลิตและแปรรูปปลาร้า

ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้รับหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (Good Manufacturing Practice-GMP) ซึ่งถือเป็นระบบประกันคุณภาพความปลอดภัย และได้รับมาตรฐานการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤต (Hazards Analysis and Critical Control Points-HACCP) ดังนั้นผลิตภัณฑ์ของบริษัทจึงมีมาตรฐานความปลอดภัยตามหลักสากล

“อย. จะมาตรวจตั้งแต่สถานที่ตั้งของโรงงาน กระบวนการผลิต และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ได้มาตรฐานทุกขั้นตอน เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ปลาร้าที่จะไปวางจำหน่ายในท้องตลาดมีคุณภาพและความปลอดภัยถึงมือผู้บริโภค รวมถึงมาตรฐาน HACCP ที่เราได้รับจะเป็นเรื่องของระบบจัดการคุณภาพด้านความปลอดภัย ซึ่งใช้ในการควบคุมกระบวนการผลิตให้ได้อาหารที่ปราศจากอันตรายจากเชื้อจุลินทรีย์ สารเคมี และสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ดังนั้น สินค้าของบริษัทจึงเป็นที่เชื่อถือยอมรับจากผู้บริโภคมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

กรณีที่ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร : ปลาร้า ที่ออกมาไม่มีผลกระทบกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท และถือว่าเป็นผลดี เนื่องจากบริษัทมีการควบคุมการผลิตและแปรรูปปลาร้าที่ได้มาตรฐาน ตามที่ระบบ GMP และ HACCP กำหนดไว้ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทจึงมีความสะอาด ปลอดภัย ส่งจำหน่ายทั้งตลาดภายในประเทศและภูมิภาคเอเชีย

นายพิศาล พงศาพิชณ์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรณีที่คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร : ปลาร้า ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 ลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2561 นั้น วัตถุประสงค์ของประกาศดังกล่าวต้องการควบคุมในเชิงคุณภาพไม่ได้มีการกำหนดหรือบังคับว่าต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าวัตถุดิบที่นำมาผลิตปลาร้ามาจากแหล่งใด เพราะจะทำให้ยากเกินไปสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ได้ส่งออกไปสหภาพยุโรป (อียู) และสหรัฐอเมริกา

“ปลาร้า ที่ชาวบ้านผลิตส่วนใหญ่เป็นปลาจับจากธรรมชาติ ถ้าจะให้ไปตรวจสอบย้อนกลับคงลำบาก ถ้าเรากำหนดเยอะเกินไป ผู้ประกอบการจะบอกทำไม่ได้ สำหรับผู้บริโภคภายในประเทศเรื่องปลาร้า ความจำเป็นในการตรวจสอบย้อนกลับไม่ได้จำเป็นนัก เพราะในเรื่องความปลอดภัยไม่ค่อยมีปัญหานัก ไม่เหมือนการทำปลากระป๋องส่งออก เราจึงไม่เห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องให้ทุกคนทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ

ถ้าส่งออกไปบางประเทศจำเป็นต้องทำ โดยเฉพาะ อียู จะกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดในการส่งออก เช่น กำหนดว่าต้องมีข้อมูลตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าปลามาจากแหล่งผลิตไหน เป็นปลาเลี้ยงจากฟาร์มหรือปลาจับจากธรรมชาติ และถ้าปลาจับจากธรรมชาติ อียู บังคับว่า จะต้องจับอย่างถูกต้องตามข้อกำหนดของการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (IUU Fishing)

รวมถึงเรื่องผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกใช้บรรจุภัณฑ์อย่างไร บางประเทศอาจจะกำหนดลักษณะการบรรจุ หรืออเมริกากำหนดกฎเกณฑ์ว่า ผู้ที่จะส่งออกสินค้าต้องไปขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของประเทศสหรัฐอเมริกาก่อน หรือในด้านสุขอนามัยบางครั้งกำหนดว่า ผลิตภัณฑ์ต้องผ่านการฆ่าเชื้อให้ความร้อน กฎระเบียบแต่ละประเทศจะแตกต่างกันไป ต้องดูว่าบริษัทที่ส่งออกไม่ได้ ติดขัดปัญหาตรงไหน ถ้ามีปัญหาปรึกษากรมประมงได้”นายพิศาล กล่าว

โรคผลเน่าสับปะรด ทำความเสียหายในทางเศรษฐกิจมากมาย เกษตรกรผลผลิตเสียหาย คุณภาพลดลง รายได้ตกต่ำ ตลาดขาดความเชื่อถือ เกษตรอุตรดิตถ์เตือนให้ระวัง หมั่นตรวจสอบแปลงทุกระยะ จัดการกำจัดแมลงที่เป็นตัวนำโรคเข้าสู่แปลงสับปะรด และใช้พันธุ์ต้านทานปลูก เช่น สับปะรดห้วยมุ่น

นายอดุลย์ศักดิ์ ไชยราช หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ แจ้งเตือนเกษตรกรชาวไร่สับปะรดว่า ให้ระวังโรคผลเน่าสับปะรด ซึ่งมักจะพบระบาดช่วงเก็บเกี่ยว และสภาพแวดล้อม เช่น มีฝนตกบ้าง แดดจัดบ้าง อุณหภูมิเปลี่ยนแปลง เป็นโรคที่ติดมากับแมลงที่มาตอมน้ำหวานของดอก และกัดกินผลทำให้เกิดแผล แนะนำให้กำจัดแมลง ใช้พันธุ์ต้านทาน ถ้าหากจำเป็นจะต้องใช้สารเคมี ให้ใช้อย่างระมัดระวัง แต่ถ้าหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีได้ หรือใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทนได้ ให้ถือปฏิบัติทันที

โรคผลเน่าสับปะรด เกิดจากเชื้อรา Thielaviopsis paradoxa ระบาดได้ทั่วไป จะติดต่อมากับแมลงและติดต่อทางบาดแผล แมลงจะมาตอมน้ำหวานของดอกสับปะรดและกัดกินผลทำให้เกิดแผล จะระบาดมากในระยะ 7-10 วัน ก่อนสับปะรดแก่เก็บผลได้ และถ้าสภาพแวดล้อมที่มีฝนตกๆ หยุดๆ ยิ่งจะทำให้เกิดการระบาดมากและถ้ามีแมลงมากจะระบาดมาก

การป้องกันกำจัด ควรกำจัดแมลงศัตรูสับปะรดที่เป็นสาเหตุนำโรคมาระบาด โดยวิธีการตามความเหมาะสม ใช้พันธุ์ที่ต้านทานมาปลูก เช่น สับปะรดพันธุ์ห้วยมุ่น ใช้สารสกัดจากชีวภาพฉีดพ่น เช่น สารสกัดจากเมล็ดสะเดา เชื้อราบิวเวอเรีย (Beauveria bassiana) หากจำเป็นใช้สารเคมี ใช้ไทเบนดาโซล หรือ เบนโนมิล ตามอัตรา และวิธีการที่แนะนำอย่างเคร่งครัด

คุณปราณี ตั้งน้อย ประธานกลุ่มข้าวชุมชนบ้านแม่ระวาน เปิดเผยว่า ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านแม่ระวาน ต.ยกกระบัตร อ.สามเงา จ.ตาก เป็นศูนย์ ศพก. ขยายของ อ.สามเงา จ.ตาก ซึ่งทางกลุ่มดำเนินกิจกรรมการทำนาเป็นหลัก เพราะอาชีพหลักของคนในชุมชนคือ การทำนา มีพื้นที่โดยรวมกว่า 500 ไร่ แรกเริ่มจะปลูกข้าวพันธุ์เดิม ต่อมาในปี 2545 ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานเกษตรอำเภอสามเงา จึงมีการรวมตัวกันอย่างชัดเจน เพื่อจะรองรับการสนับสนุนปัจจัยการผลิต โดยมีการประชุม ครั้งแรกในวันที่ 11 มิถุนายน 2545 เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจ วัตถุประสงค์ ของโครงการ และรับสมัครสมาชิก โดยเริ่มต้นมีสมาชิก จำนวน 54 คน พันธุ์ข้าวที่ได้รับการสนับสนุนคือ พันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 และ ข้าวเหนียว กข 6 พร้อมปุ๋ย รวมมูลค่า 60,000 บาท จนปัจจุบันเรานำพันธุ์ข้าวที่ได้รับการสนับสนุนมาขยายให้กับสมาชิกในชุมชน ทำให้เรามีผลผลิตที่เพิ่มมากขึ้น และได้ราคาสูงกว่าท้องตลาด

ปัจจุบัน กลุ่มมีสมาชิกทั้งหมด 77 ราย มีการระดมหุ้น หุ้นละ 50 บาท รวมกว่า 3,600 หุ้น มีการจัดสรรหาข้าวพันธุ์ดีมาสู่ชุมชนรวมไปถึงเครือข่ายอื่นๆ ที่มีการประสานงานมาด้วย ซึ่งต่อมากลุ่มก็มาคิดว่าจะทำอย่างไรให้เติบโตขึ้นอีก จึงไปจดเป็นวิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวบ้านแม่ระวาน ดำเนินการกู้เงินจาก ธ.ก.ส. มาจัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรต่างๆ เช่น รถดำนา รถแทรกเตอร์ เครื่องอัดฟาง เป็นต้น เพื่อต้องการให้การผลิตของทางชุมชนเราดีขึ้น อีกทั้งนำมาทดแทนแรงงานที่ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และลดต้นทุนการผลิตจากแรงงานคนมาเป็นเครื่องจักร ลดระยะเวลาในการจัดการงาน

ปราณี ตั้งน้อย ประธานกลุ่มข้าวชุมชนบ้านแม่ระวาน

สำหรับผลผลิตที่ได้ ในช่วงแรกจะจำหน่ายให้กับพ่อค้าคนกลาง ต่อมาได้หันมาทำกันเองครบวงจร คือ แปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสารเพื่อบรรจุถุงจำหน่าย โดยมีเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอ เกษตรจังหวัด เข้ามาให้การสนับสนุน ประกอบกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีนโยบายเรื่องนาแปลงใหญ่ ซึ่งในตอนแรก ระบุว่า ต้องรวบรวมให้ได้ 2,000 ไร่ ถึงจะเข้าร่วมโครงการได้ ก็คิดว่าทางกลุ่มไม่สามารถร่วมโครงการได้แน่นอน เพราะเรามีแค่ 500 ไร่ แม้จะเคยมีความคิดว่าจะรวบรวมจากตำบลอื่นให้ได้ครบจำนวนตามที่กำหนด

แต่เมื่อคิดอีกที คิดว่าคงจะมีปัญหาด้านการประสานงานแน่นอน เพราะอยู่คนละพื้นที่กัน จึงไม่ได้รวบรวม จนกระทั่ง ทางรัฐบาลออกมากำหนดใหม่ว่า เกษตรกรที่เข้าร่วมแปลงใหญ่สามารถมีพื้นที่รวมเริ่มต้นที่ 300 ไร่ ขึ้นไป ทางกลุ่มจึงสามารถเข้าร่วมโครงโดยการสนับสนุนของกรมส่งเสริมการเกษตร ให้เป็นแปลงใหญ่ ตั้งแต่ ปี 2560 นอกจากนั้น เรายังกู้เงินเข้ามาพัฒนากลุ่มเราเพื่อจัดซื้อเครื่องจักรต่างๆ เข้ามาให้ทางกลุ่มได้เป็นศูนย์ข้าวแบบครบวงจร

ผลผลิตที่ได้จากสมาชิกนาแปลงใหญ่

“จากการดำเนินงานนาแปลงใหญ่ของกลุ่ม พบว่า สามารถลดต้นทุนในการผลิตได้ จากไร่ละ 6,250 บาท เหลือ 4,800 บาท (ค่าไถ่ แรงงานปลูก น้ำ เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย เก็บเกี่ยว) ผลผลิตที่ได้เฉลี่ย 600-750 กิโลกรัม ต่อไร่ สูงกว่าที่ปกติจะอยู่ ประมาณ 500-550 กิโลกรัม สามารถขายผลผลิตได้ราคาดีกว่าผ่านพ่อค้าคนกลาง กล่าวคือ ขั้นต่ำ 12.50 บาท ต่อกิโลกรัม และแพงกว่าท้องตลาด กิโลกรัมละ 0.50 บาท นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังสามารถกำหนดข้อตกลงในการใช้สารเคมีในแปลงนาได้เอง ซึ่งปัจจุบัน ได้ขอข้าวปลอดภัย โดยทำ GAP จำนวน 50 แปลง ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการออกใบรับรอง โดยเรามีเป้าหมายที่จะทำให้ครบทุกแปลงในโอกาสต่อไป” คุณปราณี กล่าวทิ้งท้าย

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน รายงานข่าวจากศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก จ.สงขลา เปิดเผยว่า ในช่วง วันที่ 19-20 มิ.ย. บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกยังคงมีฝนชุกและมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และ จ.สงขลา ขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว ระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง น้ำป่าไหลหลาก และปริมาณฝนสะสมไว้ด้วย

“คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนบนยังคงมีกำลังแรง ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยตอนบนควรงดออกจากฝั่ง ในวันที่ 19-20 มิ.ย. 61 ตั้งแต่ จ.นครศรีธรรมราช ขึ้นไป มีลมกระโชกแรงและฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่”

นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต รายงานถึงการสำรวจตลาดกระเทียมดำในเยอรมนี ว่า ปัจจุบัน กระเทียมดำ มีแนวโน้มเติบโตมาก ร้านจำหน่ายกระเทียมดำและผลิตภัณฑ์ที่ใช้กระเทียมดำเป็นส่วนประกอบเพิ่มรวดเร็ว จึงเป็นโอกาสดีของผู้ส่งออกไทย

ทั้งนี้ เป็นผลจากการเผยแพร่งานวิจัยของแพทย์ทางอายุรกรรม มหาวิทยาลัยไฟร์บวร์ก ที่ทำการวิจัยเกี่ยวกับกระเทียมดำในทางการแพทย์ธรรมชาติต่อการรักษาโรคหลายแขนงและการบำบัดรักษาอาการปวด โดยระบุว่า กระเทียมดำ อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ วิตามินซี ซีลีเนียม และโพแทสเซียม มีสารต้านอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติดีกว่ากระเทียมสด โดยสามารถลดไขมันในเลือด ลดความดันเลือด ต้านเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา รักษาโรคเบาหวาน โรคหัวใจ ต่อต้านโรคภูมิแพ้ ลดปริมาณคอเลสเตอรอล และความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง เป็นต้น

สำหรับโอกาสในการส่งออกของไทย ถ้าให้ดีควรเน้นกระเทียมดำที่เป็นออร์แกนิก เพื่อสร้างจุดขายและเพิ่มมูลค่าสินค้า เพราะตอนนี้ชาวเยอรมัน และกลุ่มที่อาศัยอยู่ในเยอรนีเป็นจำนวนมาก เช่น ชาวเกาหลี ญี่ปุ่น และจีน หันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น และหาซื้อสินค้าที่ปลอดสารพิษปลอดสารเคมีมากขึ้น

กระเทียมดำนั้น ทำมาจากกระเทียมสีขาวธรรมชาติ โดยผ่านกระบวนการหมักด้วยกรรมวิธีพิเศษ ในอุณหภูมิควบคุม 60-90 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณ 40-90 วัน ถือเป็นอาหารพิเศษราคาแพง เป็นที่รู้จักกันดีในครัวและวงการแพทย์ของเกาหลี ญี่ปุ่น และจีน ต่อมาสเปนได้นำเข้าเพื่อใช้ปรุงอาหารสเปน ทั้งรูปแบบอาหารหมักดอง น้ำซอส แกง เนื้อสัตว์เคี่ยว หรือผลิตภัณฑ์ทาขนมปัง จนขยายความนิยมไปทั่วยุโรป รวมถึงเยอรมนี

การขับเคลื่อนนโยบายเกษตรอินทรีย์อย่างเป็นทางการของไทยอาจยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่การวางวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคด้านการผลิต การค้า การบริโภค และการบริการเกษตรอินทรีย์ที่มีความยั่งยืน และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล” ทำให้หน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องเร่งแปรนโยบายดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560-2564

เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาตามแผน จะมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1.33 ล้านไร่ เกษตรกรเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 9.67 หมื่นราย ตั้งเป้าสัดส่วนตลาดภายในประเทศ 40% ตลาดต่างประเทศ 60% จากปัจจุบันสถานการณ์การผลิตเกษตรอินทรีย์ทั่วโลก มีพื้นที่ผลิตรวม 318 ล้านไร่ มูลค่าตลาด 3 ล้านล้านบาท

แยกเป็น โอเชียเนีย 143 ล้านไร่ มูลค่าตลาด 0.04 ล้านล้านบาท สหภาพยุโรป 79 ล้านไร่ มูลค่าตลาด 1.12 ล้านล้านบาท ละตินอเมริกา 42 ล้านไร่ มูลค่าตลาด 0.01 ล้านล้านบาท และอื่นๆ 54 ล้านไร่ มูลค่าตลาด 1.79 ล้านล้านบาท

ในส่วนของประเทศไทย มีพื้นที่ผลิตเกษตรอินทรีย์รวม 0.3 ล้านไร่ คิดเป็น อันดับที่ 8 ของเอเชีย และอันดับ 60 ของโลก มูลค่าการตลาดรวม 2,310 ล้านบาท แยกเป็นสินค้าประเภท กะทิ เครื่องแกง ซอส 1,200 ล้านบาท ข้าว 552 ล้านบาท และอื่นๆ 558 ล้านบาท โดยพื้นที่ที่ผลิตเกษตรอินทรีย์มากที่สุด ประกอบด้วย
1. จ. ศรีสะเกษ 12.7% 2. เชียงใหม่ 11.8% 3. สุรินทร์ 11.6% 4. ยโสธร 10.0% และอื่นๆ 45.1%

หากสามารถขับเคลื่อนนโยบายเกษตรอินทรีย์ให้บรรลุเป้าหมาย การก้าวขึ้นแท่นผู้นำตลาดอินทรีย์ในระดับภูมิภาคด้านการผลิต การค้า การบริโภค และการบริการ โดยอาศัยจุดแข็งและความได้เปรียบด้านสภาพภูมิอากาศ ทำเลที่ตั้ง บวกกับต้นทุนเดิมการเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตอาหารแหล่งใหญ่ของโลก คงไม่ใช่เรื่องยาก

ที่จะหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ เป็นข้อมูลที่สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป นำมาเผยแพร่ ตอกย้ำให้เห็นว่า ปัจจุบัน ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับเกษตรอินทรีย์ เพราะเทรนด์รักสุขภาพที่ขยายวงไปทั่วโลก ทำให้ตลาดเกษตรอินทรีย์ในสหภาพยุโรปกำลังฮอตฮิตไม่แตกต่างกัน

ล่าสุด สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป ได้จัดทำรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจาก The Soil Association”s 2018 Organic Market Report ว่า ปี 2560 ที่ผ่านมา ตลาดอาหารและเครื่องดื่มอินทรีย์ของสหราชอาณาจักรเติบโตเพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นการเติบโตต่อเนื่อง 6 ปีติดต่อกัน โดยมีมูลค่าสูงถึง 2,200 ล้านปอนด์ และมีส่วนแบ่งการตลาดถึง 1.5% เมื่อเทียบกับตลาดอาหารและเครื่องดื่มทั้งหมดของสหราชอาณาจักร ดังนี้

ปัจจัย ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภค ประกอบด้วย 1. ประโยชน์ต่อร่างกาย 2. รสชาติ 3. ความสมดุลระหว่างราคา ปริมาณ คุณภาพ เวลาที่ใช้ทำอาหาร และรสชาติที่ชื่นชอบ 4. ความพึงพอใจ 5. คุณค่าของสินค้า ขึ้นอยู่กับราคา คุณภาพ และความสะดวก 6. ความโดดเด่นของบรรจุภัณฑ์

นอกจากนี้ ผู้บริโภคชาวสหราชอาณาจักรให้ความนิยมกับอาหารที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศที่ผลิตอาหารที่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ในสัดส่วนเล็กน้อย อาหารมังสวิรัติ อาหารที่ใช้ส่วนผสมอื่นๆ ทดแทนนม และอาหารที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย

ช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่สำคัญที่สุด ได้แก่ 1. ซูเปอร์มาร์เก็ต มูลค่ารวม 1,500 ล้านปอนด์ ในปี 2560 เติบโตขึ้น 4.2% จาก ปีก่อนหน้า สูงกว่าอัตราการเติบโตของยอดจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มทั่วไป 2. ร้านค้าปลีกอิสระ มูลค่ารวม 359 ล้านปอนด์ 3. การส่งสินค้าตรงถึงบ้าน 286 ล้านปอนด์ 4. ธุรกิจให้บริการอาหารและเครื่องดื่ม ภัตตาคาร ธุรกิจจัดเลี้ยง 84.4 ล้านปอนด์

สำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ ที่ได้รับความนิยม 1. ผลิตภัณฑ์นม มีส่วนแบ่งการตลาด 29% เมื่อเทียบกับตลาดอาหารและเครื่องดื่มอินทรีย์ทั้งหมดในสหราชอาณาจักร 2. ผัก และผลไม้สด 24% 3. เนื้อสัตว์ ปลา สัตว์ปีก 10.2% ทั้งนี้ การจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ทั้ง 3 กลุ่ม ดังกล่าว มีการขยายตัวอย่างมากในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผักและผลไม้สด อัตราการเติบโตสูงถึง 6.5% คิดเป็นมูลค่ากว่า 20 ล้านปอนด์

โดย ปี 2560 ที่ผ่านมา ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ของสหราชอาณาจักร มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 2,200 ล้านปอนด์ มีขนาดใหญ่เป็น อันดับที่ 3 รองลงมาจากเยอรมนี และฝรั่งเศส

สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป ระบุว่า สำหรับปัจจัยที่จะส่งเสริมให้ตลาดสินค้าอินทรีย์ในสหภาพยุโรปขยายตัวต่อไปในอนาคต คือ การรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ด้านมาตรฐานการผลิต ที่มีการตรวจสอบควบคุมอย่างเข้มงวด สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน และมีการรับรองมาตรฐานจากองค์กรที่น่าเชื่อถือ

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการต้องสื่อสารข้อมูลด้านคุณค่าของสินค้าให้ผู้บริโภคทราบอย่างชัดเจน เช่น คุณภาพ จรรยาบรรณในการผลิต การส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ และการช่วยสนับสนุนผู้ผลิตซึ่งเป็นเกษตรกรในท้องถิ่น ฯลฯ จึงถือเป็นโอกาสดีของไทยที่จะขยายการส่งออกไปตลาดแห่งนี้เพิ่มขึ้น

เพียงแต่ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัยจากสารตกค้างต่างๆ การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งต้องพัฒนาการผลิตสินค้าให้มีความหลากหลาย โดยนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อาหาร และนวัตกรรมมาใช้ เพื่อพัฒนาอาหารให้มีคุณสมบัติที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

ศึกษาความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และปรับปรุงการผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค เช่น สินค้าเป็นธรรมชาติ ผ่านการปรุงแต่งน้อย นำไปประกอบอาหารได้ง่าย ไขมันต่ำ ลดการเติมเกลือหรือน้ำตาลลง เป็นต้น

ชี้เป้าให้ชัดเจนขนาดนี้แล้ว โจทย์ใหญ่จึงอยู่ที่ทำอย่างไร เกษตรกรไทย ผู้ส่งออกไทย จะก้าวไปให้ถึงได้ ไม่ง้อ งบรัฐ โรงเรียนในอำเภอชุมพวง ให้นักเรียนทำสวนเกษตร เลี้ยงสัตว์ และปลูกผักนานาชนิด ประกอบอาหารกลางวันรับประทานเอง

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน นายทรงศิลป์ ธรรมวิภารัตน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองหว้าตาดำ ตำบลสาหร่าย อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา ได้เปิดศูนย์เรียนรู้ภายในโรงเรียน นำพื้นที่ว่างเปล่าหลังโรงเรียน จำนวน 2 ไร่ ปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู เพาะเห็ด ปลูกกล้วยและผลไม้ชนิดต่างๆ มากมาย ตามแนวพระราชดำริในหลวง รัชกาลที่ 9 เพื่อนำผลผลิตที่ได้มาประกอบอาหารกลางวันให้กับเด็กนักเรียนรับประทานครบ 5 หมู่ จำนวน 250 คน โดยไม่ต้องรอคอยงบประมาณจากทางราชการ เป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของทางราชการด้วย

อีกทั้งเด็กนักเรียนยังสามารถเลือกที่จะรับประทานอาหารกลางวันตามใจชอบได้ เนื่องจากให้เด็กนักเรียน คณะครูในโรงเรียน มีส่วนร่วม ในการปลูกผักที่ตนเองชอบ แล้วนำผลผลิตที่ได้มาประกอบอาหารกลางวันรับประทาน โดยมีแม่ครัว 2 คน ช่วยกันประกอบอาหารเอง โดยอาหารในแต่ละวันจะไม่ซ้ำกัน เพื่อให้เด็กนักเรียนรับประทานแบบไม่เบื่อ นับว่าเป็นโรงเรียนต้นแบบ ของอำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา ที่ทางโรงเรียนมีเงินกองทุนสำหรับอาหารกลางวัน จำนวน 1 แสนบาท หมุนเวียนซื้อวัตถุดิบจากข้างนอกนำมาประกอบอาหารให้เด็กรับประทาน สลับกับผลผลิตภายในโรงเรียน

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 18 มิถุนายน 2561 บริเวณโซน เดอะพอร์ท อารีน่า ศูนย์การค้าจังซีลอนป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต นายฉัตรชัย ศักดิ์ศิลปะชัย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “Thailand Amazing Durian and Fruit Fest @ Phuket” กิจกรรมส่งเสริมตลาดเฉพาะสินค้าผลไม้ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ดำเนินการร่วมกับจังหวัดภูเก็ตและภาคเอกชน จัดขึ้น โดยมีนายประกอบ วงศ์มณีรุ่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายเดชา เพ็ชรวงศ์ พาณิชย์จังหวัดภูเก็ต หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ นายประวิช จรรยาสิทธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ภูเก็ตสแควร์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง เข้าร่วม ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก